อันนี้ให้มึง

 20120319161918

ชื่อเรื่อง… อันนี้ให้มึง …

 

           มีครั้งหนึ่งในหลวงรัชกาลที่ ๙ เสด็จฯ ไปทรงงานที่แสนไกลทุรกันดาร ในพื้นที่ทางภาคเหนือ  พวกผู้ใหญ่บ้านก็เกณฑ์ชาวกะเหรี่ยงมูเซอ ที่เป็นเกษตรกรเพาะปลูก หรือทำมาหากิน แถบนั้น มาเข้าเฝ้าฯ รับเสด็จฯ ในหลวง  

           ก็เลยซ้อมราชาศัพท์กันยกใหญ่  ดูเหมือนกะเหรี่ยงจะจำราชาศัพท์ได้แล้ว  

           พวกเขาบอกว่า ได้แน่นอน ในหลวงฯ ต้องไม่เสียพระทัยแน่นอน….” 

           ทีนี้ ถึงวันที่ในหลวงภูมิพลฯ เสด็จฯ มาทรงเยี่ยมติดตามผลงานตามพระราชดำริ  

           ชาวกะเหรี่ยงเหล่านั้น ก็ถวายของให้กับในหลวงฯ

           ด้วยความประหม่าตื่นเต้น  คำราชาศัพท์ที่ฝึกซ้อมมา ก็ลืมหมด นึกไม่ออก  ว่าจะพูดอะไรดี  มันตื้อไปหมด  

           ก็เลยพูดว่า อ่ะ อันนี้ให้มึง อันนี้ให้เมียมึง ส่วนอันนี้ให้ลูกๆ มึง

          ในหลวงฯ ก็ทรงพระสรวล(หัวเราะ) แล้วตรัสตอบอย่างไม่ทรงถือพระองค์ ว่า ขอบใจนะ”  

           ชาวบ้านรวมทั้งผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ที่ติดตามในขบวนเสด็จฯ ครั้งนั้น  หน้าซีดกันเป็นแถบ……

แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ และ ทรงมีพระเมตตาเป็นล้นพ้น ต่ออาณาประชาราษฎร์

..มิได้ทรงถือสาในคำกราบบังคมทูลฯ ที่ผิดพลาดของราษฎรชาวเขา

หรือเหล่าพสกนิกรทั้งหลาย…

…………………………..

 

ขอบคุณข้อมูล : หนังสือ พระราชอารมณ์ขัน ของ คุณวิลาศ มณีวัต , สำนักข่าว กรีน ปัญญาญาณ, mykingismylife

หลอกเศรษฐีได้

หลอกเศรษฐีได้

 

   จากการที่ได้รับใช้เบื้องพระยุคลบาทใกล้ชิดกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ มาเป็นเวลานาน คุณจำนง ภิรมย์ภักดี เล่าให้เราฟังว่าพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๙ ของเรานั้น ทรงมีพระราชอารมณ์ขัน และทรงมีความห่วงใยทุกคนอยู่เสมอ

    พระองค์ท่านมักจะตรัสเรื่องตลก ด้วยพระพักตร์ที่เรียบเฉย ตามอย่างที่คนธรรมดาเรียกกันหน้าตายนั่นแหละ (ยิ้ม)

     ครั้งหนึ่งพระองค์ท่านทรงขับรถยนต์ด้วยพระองค์เอง มาที่บ้านของ ม.ร.ว.ยงสวาสดิ์  กฤดากร โดยเป็นเพียงรถญี่ปุ่น ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นโซลูน่า คันเล็กๆ ที่ราคาถูกที่สุด

     แต่พวกเรายังไม่เห็นว่าเป็นยี่ห้ออะไร

     เมื่อกราบทูลถาม ว่า วันนี้ทรงขับรถอะไรมา พ่ะย่ะค่ะ

     พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ ทรงตอบว่า ทายซิ

      ผมเองมองเห็นรถไม่ชัดเจนนัก จึงทูลตอบไปว่า เล็กซัสพะย่ะค่ะเพราะเป็นรถชั้นเยี่ยมของโตโยต้า

     พระองค์ท่านจึงพระสรวลเล็กน้อย แล้วตรัสว่า วันนี้ฉันหลอกเศรษฐีได้

 ………………………………………

และ

คลิกที่นี่ อ่านต่อ เรื่อง ทำไม ?? ในหลวงทรงใช้รถยนต์โตโยต้า

ทุกข์ยามดึก

…..การที่ได้ทรงพระกรุณารับฟัง และติดต่อทางวิทยุตำรวจเป็นประจำ…จึงทรงทราบความลำบากความเดือดร้อนของข้าราชการตำรวจชั้นผู้น้อย…

…..ตำรวจประจำตู้ยามบางคนคับแค้นใจเกี่ยวกับปัญหาครอบครัว ปัญหาการครองชีพ เมื่อเสพสุราแล้วครองสติไม่ได้ ไม่รู้จะระบายความในใจกับใคร จึงได้แต่พล่ามบรรยายมาทางวิทยุ บางคนหลับยามไม่พอยังกดคีย์ไมโครโฟนค้าง ทำให้มีเสียงกรนออกอากาศมาด้วย บางคนตะโกนร้องเพลงลูกทุ่งออกอากาศมาเป็นการแก้เหงาก็มี

…..ที่จัดได้ว่าโชคดี คือ ศูนย์ควบคุมข่ายตำรวจแห่งชาติ “ปทุมวัน”

กล่าวคือ ในยามดึกวันหนึ่ง พนักงานวิทยุคนหนึ่งได้ระบายความเดือดร้อน เนื่องจากหิวโหยไม่สามารถหาอาหารรับประทานได้เพราะต้องเข้าเวร

เมื่อทรงรับฟังแล้วทรงมีพระราชหฤทัยสงสาร

จึงได้รับสั่งทางวิทยุกับผู้เขียนในฐานะที่เป็น ผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานนั้น โดยตรงว่า

โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานตู้เย็น เพื่อเก็บอาหารสำรองสำหรับเวรยามดึกให้ 1 ตู้…

ที่มา : บทความ “พระราชอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้านการสื่อสาร” โดย พลตำรวจตรีสุชาติ เผือกสกนธ์

พลตำรวจตรีสุชาติ เผือกสกนธ์ ผู้อำนวยสำนักงานโครงการตามพระดาบสและอดีตอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข

……………………………………

ทรงพระเจริญ

ขอขอบคุณภาพจาก “คุณชาญณรงค์ พรดิลกรัตน์” อดีตช่างภาพเครือเนชั่น

ผู้เคยทำงานถวาย “ในหลวงภูมิพลฯ”

………………………………………………………..

ทรงพระเจริญ

           “… ประมาณสองปีมาแล้ว ตอนเช้าได้ทำฟันคือ ว่าหมอฟันมาเจาะฟัน เจาะจนเกือบจะทะลุคางไป  (เสียงฮา) เพราะว่าทะลุฟันซี่นั้นถึงราก ถอนเอาประสาทออก แล้วหมอฟันทั้งหลายก็สนุกสนานไป (เสียงฮา)  กินเวลาประมาณสองชั่วโมง

            เวลาบ่ายโมงครึ่งก็ยังไม่ได้รับประทานอาหาร ก็รับประทานไม่ไหว ปากมันชาไปหมดที่เขาฉีดไว้ ประมาณบ่ายสองโมงกว่าๆ ก็ต้องมาแจกปริญญาทีนี่

            นับจำนวนผู้ที่มารับปริญญาแล้ว ก็ดูนาฬิกาจะได้รู้เวลา นับไปนับมา แจกไปแจกมา ก็มีคนหนึ่งทำให้ตกใจ

            เขาเดินเข้ามาหา มารับปริญญา แล้วก็ด้วยความพอใจของเขา เขาร้องออกมาว่า ทรงพระเจริญ (เสียงฮา)

            แต่บังเอิญตอนนั้นการแจกปริญญาก็ส่วนแจกปริญญา ส่วนปวดฟันก็ส่วนปวดฟัน (เสียงฮา) ส่วนหลับในก็ส่วนหลับใน (เสียงฮา)

             มีเสียงเขาบอกว่า ทรงพระเจริญ ต้องโสตประสาทตกใจตื่นทั้งตัว

             แต่ว่าหลังตกใจตื่นเข้ามาอาการปวดฟันหายไปจริงๆ

             นี่พูดตามวิสัยของนักวิทยาศาสตร์ หรือ นักวิจัย  …รู้สึกว่ากระปรี้กระเปร่าที่จะแจกปริญญาต่อไป

             ทำด้วยความรู้ตัวด้วย แล้วก็ทำให้รู้สึกว่ามีกำลังใจที่เขาบอกว่า ทรงพระเจริญ…”

v55

 ………………………………….

 

คล่องราชาศัพท์

 

 

คล่องราชาศัพท์

 

          อีกครั้งหนึ่งที่ภาคอีสาน เมื่อเสด็จฯ ขึ้นไปทรงเยี่ยมบนบ้านของราษฎรผู้หนึ่ง คณะผู้ตามเสด็จฯ ทั้งหลายต่างก็แปลกใจในการกราบบังคมทูลที่คล่องแคล่ว และใช้ราชาศัพท์ได้ดีอย่างน่าฉงนของราษฎรผู้นั้น

           เมื่อในหลวงมีพระราชปฏิสันถารถึงการใช้ราชาศัพท์ได้ดีนี้

           จึงมีคำกราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นโต้โผลิเกเก่า บัดนี้มีอายุมากจึงเลิกรามาทำนาทำสวน พระพุทธเจ้าข้า..

           มาถึงตอนสำคัญที่ทรงพบนกในกรงที่เลี้ยงไว้ที่ชานเรือน ก็ ตรัสถามว่า เป็นนกอะไรและมีกี่ตัว..

            พ่อลิเกเก่ากราบบังคมทูลว่า มีทั้งหมดสามตัว พระมเหสีมันบินหนีไป ทิ้งพระโอรสไว้สองตัว ตัวหนึ่งที่ยังเล็ก ตรัสอ้อแอ้อยู่เลย และทิ้งให้พระบิดาเลี้ยงดูแต่ผู้เดียว

            เรื่องนี้ ดร.สุเมธ เล่าว่าเป็นที่ต้องสะกดกลั้นหัวเราะกันทั้งคณะ ไม่ยกเว้นแม้แต่ในหลวง

…………………………………

 

“พระราชอารมณ์ขัน”จากวังสวนจิตรฯ

“พระราชอารมณ์ขัน”จากวังสวนจิตรฯ

คราวหนึ่ง ในการเสด็จเยี่ยมราษฏรทางภาคเหนือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีได้ทรงแวะประทับค้างคืนที่หน่วยราชการแห่งหนึ่ง ซึ่งทรงคุ้นเคยกับบรรดาพนักงาน เจ้าหน้าที่  เพราะได้เคยเสด็จไปประทับที่นั้นมาสามสี่ครั้งแล้ว

คราวนี้หน่วยงานราชการมีเวลาเตรียมตัวรับเสด็จค่อนข้างนานจึงเตรียมต้นไม้ไว้ให้ทรงปลูก  อันเป็นประเพณีที่นิยมปฏิบัติกันทั้งในและต่างประเทศ เท่ากับเป็นการเน้นให้ประชาชนได้รู้สึกถึงคุณค่าของต้นไม้

        ต้นไม้ที่หน่วยงานราชการแห่งนั้นเตรียมไว้ให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปลูก ได้แก่ ต้นมะขามหวานเพชรบูรณ์ ซึ่งยกย่องกันว่าเป็นพันธุ์มะขามหวานรสดีที่สุดและราคาแพงที่สุด

        ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งกับท่านผู้อำนวยการหน่วยงานแห่งนั้นว่า

        “ให้ปลูกมะขามเหรอ…นี้คงจะเห็นฉันตัวโค้งๆ งอๆ เหมือนมะขามหรือไง?”

        ท่านผู้อำนวยการถึงกับสั่น ครั้นกุมสติได้จึงกราบบังคมทูลว่า

        “พระราชอาญาไม่พ้นเกล้าฯ มะขามนั้นเป็นไม้ใหญ่ที่แข็งแรงคงทน อายุยืนมาก ก็ประสงค์ว่า อยากจะเห็นให้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงพระเจริญ  มีพระชนมายุยืนนานเป็นที่พึ่งแก่ปวงข้าพระพุทธเจ้าและราษฎรชาวบ้านให้นานแสนนานพะย่ะค่ะ”

        ถึงวาระสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีจะทรงปลูกบ้างต้นไม้ที่หน่วยงานราชการแห่งนั้นจัดเตรียมไว้คือ ต้นส้มโอ

        สมเด็จพระเทพฯ รับสั่งด้วยพระพักต์ยิ้มแย้มสดชื่นว่า

        “นี้คงจะเห็นฉันอ้วนตุ๊เป็นส้มโอล่ะชี…”

        ท่านผู้อำนวยการหน้าซีด นึกเคืองอยู่เหมือนกัน ที่ลูกน้องฝ่ายจัดหาช่างกระไรไปเลือกส้มโอมา นิ่งคิดหาทางออกอยู่ครู่หนึ่งแล้วกลั้นใจกราบบังคมทูลว่า

        “พระราชอาญาไม่พ้นเกล้า ที่น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมให้ทรงปลูกส้มโอ ก็เพราะชาวบ้านอำเภอนี้ถือว่าส้มโอคือบ่อเงินบ่อทองพะย่ะค่ะ… ปีๆ หนึ่งทำเงินเป็นสิบๆล้าน ขึ้นชื่อว่าส้มโอจังหวัดไหนๆ ก็สู้ของที่นี้ไม่ได้ เป็นสมบัติอันล้ำค่าทางเกษตรพะย่ะค่ะ…ก็อยากจะให้พระบารมีคุ้มเกล้าฯ อย่าให้ส้มโอที่อื่นมาแย่งเอาตำแหน่งยอดส้มโอไปจากที่นี้พะย่ะค่ะ”

         รับสั่งต่อด้วยอารมณ์ขันว่า

        “รับรองต้องตุ้มต๊ะตุ้มตุ้ยเหมือนคนปลูก”

*ข้อมูลจาก หนังสือพระราชอารมณ์ขันจากวังสวนจิตรฯ

………………………………………………..

อีกเรื่องหนึ่งเป็นพระราชดำรัสระหว่างพระเทพฯ และ ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ น่ารักมากจากหนังสือพระราชอารมณ์ขันจากพระโอษฐ์

…ปีนี้แปลกกว่าทุกปี คือยังไม่ได้สอบกลับไปต้องไปท่องหนังสือต่ิอ ยังไม่่ทันสอบ แต่ว่าก็ได้วางแผนล่วงหน้าแล้วว่าสอบเสร็จแล้วจะทำอะไร เช่น ไปทานก๋วยเตี๋ยวห่อละ 2 บาท จะต้องเอาเงินไป 3 บาท เพราะว่าเผื่อค่าน้ำดื่ม คราวนี้เวลาจะไปหัวหินอย่างเคย  ต้องไปๆกลับๆ เพราะว่าต้องเตรียมสอบเข้าอีก  แต่หนังสือสอบเข้าก็ยังไม่ได้ท่อง เพราะว่าเก็บเอาไว้สอบไล่ให้ได้เสียก่อน ต้องถามคนที่สอบแล้วว่าเป็นอย่างไร  ผู้นี้เล่นหนังสือแบบหนังสือทวน ซื้อมาเป็นประจำ ใช้ได้สะดวก เปิดคล่อง  ธรรมดาไปหัวหินนี้ก็เตรียมของไป คือลูกบอลขนาดต่างๆทุกเบอร์ แต่คราวนี้จะต้องเห็นท่า  ลดรายการนี้เสียก่อน จนกว่าธุรกิจฝ่ายอื่นจะเสร็จสิ้น การวิ่งยังปฏิบัติเกือบเหมือนเดิม แต่ออกจะเลือนๆหายไปจากวงการวิ่งเล็กน้อย ถ้ามีโอกาส

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ– ไม่มี

สมเด็จพระเทพฯ- ไม่มีต้องมี(เสียงฮา) ปุจฉาวิสัชนาดีกว่า

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ- จะปุจฉาว่าอย่างไรฮะ

สมเด็จพระเทพฯ-  น้องเล็กจะเรียนวิชาอะไรต่อไป จบ ม.ศ.3 นี้

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ-  ปีหน้าจะเลือกเรียนแผนกวิทยาศาสตร์

สมเด็จพระเทพฯ-  จะทำอะไร(เสียงฮา)

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ-  ก็เรียน

สมเด็จพระเทพฯ-  สร้างบอมบ์

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ-  แหม! ไม่ไหว กลัวบ้านจะพัง

สมเด็จพระเทพฯ-  เมื่อก่อนนี้  เวลายังเล็กๆอยู่  พวกพี่ๆทั้งหลายก็ชอบทดลองเคมีกัน  น้องเล็กตอนนั้นยังไม่คิดเป็นนักวิทยาศาสตร์  ก็มักจะหนีออกจากห้องทดลองเสมอ  เพราะนึกว่าการทดลองจะระเบิดขึ้นได้เป็นครั้งคราว  ยิ่งผู้ทดลองแทนที่จะใช้ตะเกียงแอลกอฮอล์  ก็ใช้เทียนคล้ายๆเทียนอาจารย์คงในเรื่องแม่นาคพระโขนงแทน (เสียงฮา) เพราะว่าไม่มีแอลกอฮอล์ใช้  เลยทำให้น่าหวาดเสียวยิ่งขึ้น

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ-  ฮือ! น่ากลัว (เสียงฮา) แต่เดี๋ยวนี้น้องกลายเป็นฝ่ายไล่แล้วนะ

สมเด็จพระเทพฯ-  ไม่ออก ไล่ก็ไม่ออก

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ-  เดี๋ยวนี้ไม่ใช่คนถูกไล่  เพราะว่าหลายคนไม่ไว้ใจว่า เดี๋ยวจะมาระเบิดห้อง ไล่ออกไปทดสอบที่เฉลียง

สมเด็จพระเทพฯ-  เพราะฉะนั้น  อีกหน่อยในอนาคตเราจะได้เป็นอะไรดีล่ะ (เสียงฮา)

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ-  เป็นผู้รื้อบ้านที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

สมเด็จพระเทพฯ-  อือ! ไม่ใช่ยังงั้น

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ-  คือระเบิดตูมเดียวบ้านพังหมดเลย

สมเด็จพระเทพฯ-  ไ ม่ เ ป็ น ไ ร (*พระเทพท่านร้องเพลงค่ะ555) ปีหน้าจะร้องให้ดีๆ กว่านี้หน่อย  เพราะคราวนี้มัวแต่ท่องหนังสือบ้าง รับประทานขนมบ้าง อะไรบ้าง

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ- อร่อย

สมเด็จพระเทพฯ-  ราวๆ เดือนสิงหาคมก็จะไป คราวนี้มีพระราชฐานที่จะแปรใหม่แล้ว คราวนี้ที่ตันหยง นราธิวาส

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ-  ผีดุด้วย (เสียงฮา)

สมเด็จพระเทพฯ-  อะไร ที่โน่นจะได้ซุ่มซ้อมอะไรต่างๆ

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ-  ซ้อมปราบผี(เสียงฮา) ก็ดี อย่างน้อยรู้สึกจะหล่อเทียนอาจารย์คงเยอะแยะอยู่แล้ว

สมเด็จพระเทพฯ-  งั้นตกลงจบ ม.8 ต่อวิชาหล่อเทียน (เสียงฮา)

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ- มีหวังอย่างนั้น ได้รายได้ดีนะ (เสียงฮา)

สมเด็จพระเทพฯ-  ขอลาแล้ว (เสียงฮา)

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ- ก็ขอลาดีกว่า ไม่ทราบจะพูดอะไร

………………………………………………..

ข้อมูลจากdek-d.com

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม

ขอทรงพระเจริญ

ทรงพระครรภ์(คัน)

10665988_672860426154462_3673946010046340926_n

ทรงพระครรภ์(คัน)

        เมื่อหลายปีมาแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงประชวรนิดหน่อยเกี่ยวกับพระฉวี (ผิวหนัง) มีพระอาการคัน มีหมอโรคผิวหนังคณะหนึ่งไปเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายการรักษา

        คุณหมอเป็นผู้เชี่ยวชาญทางโรคผิวหนัง แต่ไม่ได้เชี่ยวชาญทางราชาศัพท์ ก็กราบบังคมทูลถามว่า เอ้อทรงอ้าทรงพระคันมานานแล้ว หรือยังพะยะค่ะ

        ในหลวงก็ทรงพระสรวล ตรัสว่า ฉันไม่ใช่ผู้หญิงนี่ จะท้องได้ยังไง

        แล้วคงจะทรงทราบ ว่า หมอคงจะไม่รู้ราชาศัพท์ทางด้านอวัยวะร่างกายจริงๆ

        ก็ทรงมีพระเมตตา พระราชทานพระบรมราชานุญาต ว่า เอ้า พูดภาษาอังกฤษกันเถอะ

        เป็นอันว่า ในวันนั้น ก็กราบบังคมทูล ซักพระอาการกันเป็นภาษาอังกฤษไป…..

………………………………………

FBI


n20110525121352_57641

FBI

 

          อีกครั้งหนึ่ง ได้พระราชทานสัมภาษณ์แก่ผู้แทนของนิตยสาร Look พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้รับสั่งในการสัมภาษณ์ ว่า

           เมื่อครั้งประธานาธิบดีของท่านมาเยือนประเทศไทย มีพวก FBI และหน่วย รปภ. ห้อมล้อมกันหนาแน่นไปหมด จนหาทางเดินไม่ได้

         “…ถ้าข้าพเจ้าทำเช่นนั้น ก็ไม่สามารถใกล้ชิดประชาชนได้  แต่ถ้าผู้คนเบียดกันเข้ามาใกล้ข้าพเจ้าเกินไป

          จะมีคุณยาย (ราษฎรผู้สูงอายุ ที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จฯ) พูดขึ้นว่า หลีกทางให้ในหลวงหน่อยเถอะ

          คุณยายนั่นแหละ คือ FBI ของฉัน …”

T0003_0016_03[1]

 ………………………………………..

ต้องเรียกน้าซิ

ต้องเรียกน้าซิ

     วันหนึ่งพระองค์ท่านเสด็จเยี่ยมเยียนพสกนิกรของท่านตามปกติที่ต่างจังหวัด ก็มีชาวบ้านมาเข้าเฝ้าฯ ต้อนรับในหลวงมากมาย

      พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินมาตามลาดพระบาท ที่แถวหน้าก็มีหญิงชราคนหนึ่งได้ก้มลงกราบแทบพระบาทแล้วก็เอามือของแกมาจับ พระหัตถ์ของในหลวง

      แล้วก็พูดว่า ยายดีใจเหลือเกินที่ได้เจอในหลวง แล้วก็พูดว่ายายอย่างโน้น ยายอย่างนี้ อีกตั้งมากมาย

      แต่ในหลวงก็ทรงเฉย ๆ มิได้ตรัสรับสั่งตอบว่ากระไร

      แต่พวกข้าราชบริภารก็มองหน้ากันใหญ่ กลัวว่า พระองค์จะทรงพอพระราชหฤหัยหรือไม่

    แต่พอพวกเราได้ยินพระองค์รับสั่งตอบกับหญิงชราคนนั้น

     ก็ทำให้เราถึงกับกลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหว

      เพราะ พระองค์ท่าน ตรัสว่า เรียกว่ายายได้อย่างไร อายุอ่อนกว่าแม่ฉันตั้งเยอะ ต้องเรียกน้าซิ ถึงจะถูก

 ………………………………..

เราจับได้แล้ว


O7258805-122

เราจับได้แล้ว

    ….ครั้งหนึ่งในงานนิทรรศการ ก้าวไกลไทยทำวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2538 “The BOI Fair 1995 commemorates the 50th Anniversary of His Majesty King Bhumibol Adulyadej’s reign” (Board of Investment Fair 1995 BOI)

    หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ตามศาลาการแสดงต่างๆ

     ก็มาถึงศาลาโซนี่ (อิเล็กทรอนิกส์) ภายในศาลาแต่งเป็น พิภพใต้ทะเลโดยใช้เทคนิคใหม่ล่าสุด “Magic Vision” น้ำลึก 20,000  league จะมีช่วงให้แลเห็นสัตว์ทะเลว่ายผ่านไปมา ปลาตัวเล็กๆ สีสวยจะว่ายเข้ามาอยู่ตรงหน้า

     ข้อสำคัญเขาเขียนป้ายไว้ ว่า

     ถ้าใครจับปลาได้ จะให้เครื่องรับโทรทัศน์

     …….. พวกเราไขว่คว้าเท่าไหร่ก็จับไม่ได้ เพราะเป็นเพียงแสงเท่านั้น

     แต่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ ทรงมีรับสั่งว่า เราจับได้แล้ว

     พร้อมทั้งทรงยกกล้องถ่ายรูปชูให้ผู้บรรยายดู

     แล้วรับสั่งต่อ ว่า อยู่ในนี้

      ต่อจากนั้น คงไม่ต้องเล่า เพราะเมื่ออัดรูปออกมาก็จะเป็นภาพปลา และจับต้องได้

      บริษัทโซนี่ฯ จึงต้องน้อมเกล้าฯ ถวายเครื่องรับโทรทัศน์ตามที่ประกาศไว้

“”””””””””””””””””””’