ขอแบ่งกระดาษมงคล…เหมือนกับจะตรัส ว่า “ไม่ต้องตกใจ..” เรื่องหมึกไม่ออก

aaa3

(ภาพจากเหตุการณ์จริง ‘หมึกไม่ออก’ ของผู้ช่วยศาสตราจารย์ อนงค์รัตน์ สุขุม)

.

เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๒๖ เป็นวันพระราชทานปริญญาบัตรที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ส่วนใหญ่นายกสโมสรอาจารย์จะเป็นผู้ดูแลถวายปากกาให้ทรงลงพระปรมาภิไธย

แต่ในปีนั้น ดิฉันในฐานะอุปนายกสโมสรอาจารย์ได้รับหน้าที่นี้แทน

ก่อนในหลวง รัชกาลที่ ๙ จะเสด็จพระราชดำเนิน เราก็ดูแลความเรียบร้อยทุกอย่าง อย่างระมัดระวังที่สุด

โดยเฉพาะ ‘ปากกา’ ...ลองกันหลายครั้งจนมั่นใจว่า ไม่มีปัญหาแน่

พอเสด็จ ฯ มาถึง พระองค์ก็ทรงลงพระปรมาภิไธย

ปรากฏว่า ทรงจรดปากกาลงไปแล้ว แต่ไม่มีหมึกออกมา เราก็ตกใจมากเลย ไม่รู้จะทำอย่างไรดี

นึกในใจว่าเป็นความบกพร่องของเราแน่ๆ …ลองมากไปจนหมึกหมด

ดิฉันก็เลยถวายกระดาษทิชชูเปล่า ๆ ที่อยู่ในมือให้พระองค์ท่าน

เพื่อจะให้ทรงเช็ดปากกา

แต่พระองค์ท่านทรงพระเมตตามากเลย…….

สีพระพักตร์ที่พระองค์ท่านมองดิฉัน เหมือนกับจะตรัสว่า “ไม่ต้องตกใจ”

 …แล้วก็ทรงนำปากกามาลองที่กระดาษทิชชู…ปรากฏว่า หมึกออก

จากนั้น ก็ทรงหันไปลงพระปรมาภิไธยในสมุด

.

พอพระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินไปแล้ว

ทุกคนก็รีบเข้ามาดูกระดาษที่ทรงลองปากกาแผ่นนั้นกันใหญ่

ศาสตราจารย์ ดร.สุรพล วิรุฬห์รักษ์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์

บอกว่า “พี่ ๆ ขอหน่อยเถอะพี่ จะเอาไปเป็นมงคล”

ก็เลยแบ่งให้อาจารย์ไปส่วนหนึ่ง..

………………………..

ที่มา : บางส่วนจาก เพจ ตามรอยพ่อ

ทรงมีพระราชหฤทัยสงสาร…ผู้มีทุกข์ยามดึก

…..การที่ได้ทรงพระกรุณารับฟัง และติดต่อทางวิทยุตำรวจเป็นประจำ…จึงทรงทราบความลำบากความเดือดร้อนของข้าราชการตำรวจชั้นผู้น้อย…

…..ตำรวจประจำตู้ยามบางคนคับแค้นใจเกี่ยวกับปัญหาครอบครัว ปัญหาการครองชีพ เมื่อเสพสุราแล้วครองสติไม่ได้

ไม่รู้จะระบายความในใจกับใคร จึงได้แต่พล่ามบรรยายมาทางวิทยุ

บางคนหลับยามไม่พอยังกดคีย์ไมโครโฟนค้าง ทำให้มีเสียงกรนออกอากาศมาด้วย

บางคนตะโกนร้องเพลงลูกทุ่งออกอากาศมาเป็นการแก้เหงาก็มี

 

…..ที่จัดได้ว่าโชคดี คือ ศูนย์ควบคุมข่ายตำรวจแห่งชาติ “ปทุมวัน”

กล่าวคือ ในยามดึกวันหนึ่ง พนักงานวิทยุคนหนึ่งได้ระบายความเดือดร้อน เนื่องจากหิวโหยไม่สามารถหาอาหารรับประทานได้เพราะต้องเข้าเวร

.

เมื่อทรงรับฟังแล้วทรงมีพระราชหฤทัยสงสาร

จึงได้รับสั่งทางวิทยุกับผู้เขียนในฐานะที่เป็น ผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานนั้น โดยตรง

ว่า

โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานตู้เย็น เพื่อเก็บอาหารสำรองสำหรับเวรยามดึกให้ 1 ตู้…

ที่มา : บทความ “พระราชอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้านการสื่อสาร” โดย พลตำรวจตรีสุชาติ เผือกสกนธ์

พลตำรวจตรีสุชาติ เผือกสกนธ์ ผู้อำนวยสำนักงานโครงการตามพระดาบสและอดีตอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข

……………………………………

“เฮ้ย…จับดีๆ หน่อยสิ อย่าให้แกว่ง”

 

 

 

มีเรื่องนึงเคยฟังจากผู้ใหญ่เล่าเมื่อนานมาแล้ว มีช่างไปทำฝ้าเพดานในวัง คนนึงกำลังยืนบนบันได ส่วนหัวอยู่ใต้ฝ้า อีกคนคอยจับบันไดอยู่ด้านล่าง พอดี ในหลวง ร.9 เสด็จมา คนที่อยู่ข้างล่างเห็นในหลวง .ร9  ก็ก้มลงกราบ คนอยู่ด้านบนไม่เห็น ก็บอกว่า

 

เฮ้ย จับดี ๆ หน่อยสิ อย่าให้แกว่ง

 

ในหลวง ร.9 ทรงจับบันไดให้ เค้าก็บอกว่า

 

เออ ดี ๆ เสร็จงานนี้จะให้เป็นช่างจริง

 

(สงสัยคงจะเพิ่งเข้ามาทำงานยังไม่ผ่านโปร) พอเสร็จก็ก้าวลง พอเห็นว่า ในหลวง ร.9 เป็นคนจับบันไดให้ ถึงกับเข่าอ่อน จะตกบันได รีบลงมาก้มกราบ

 

ในหลวงทรงตรัสกับช่างว่า

 

แหม ดีนะที่ชมว่าใช้ได้ แถมจะปรับตำแหน่งให้เป็นช่างอีกด้วย

 

ฉันทนได้

 ฉันทนได้

  ในเดือนหนึ่งของปี 2528 พระทนต์องค์หนึ่ง (ฟันซี่หนึ่ง) ขอ ในหลวง ร.9 หีกเฉียดโพรงประสาทฟัน พระทนต์องค์นั้นต้องการรักษาเป็นเร่งด่วน แต่ขณะนั้นกรุงเทพฯ ก็กำลบังประสบปัญหาอุทกภัย ต้องการบรรเทาทุกข์เร่งด่วนเช่นกัน เมื่อทันตแพทย์เข้ามาถวายการรักษาในหลวง ร.9 ก็ทรงถามว่า จะใช้เวลานานเท่าใดทันตแพทย์กราบบังคมทูลว่าต้องใช้เวลา 1-2 ชม. ในหลวง ร.9 ทรงตรัสว่า ขอรอไว้ก่อนนะ ฉันทนได้ วันนี้ขอไปดูราษฎรและช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำท่วมก่อน

 

พระมหากษัตริย์ต้องเป็นคนไทย

58

พระมหากษัตริย์ต้องเป็นคนไทย

            อดีตนายกรัฐมนตรีนาย อานันท์ ปันยารชุน ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 เมื่อร่างเสร็จแล้วได้เข้าเฝ้าฯ ในหลวง ร.9 เพื่อทูลเกล้า ถวายรายงานเนื้อหาสำคัญในร่างรัฐธรรมนูญ

           ตอนสุดท้ายก่อนกราบบังคมทูลลากลับ ในหลวง ร.9 ได้มีรับสั่งว่า คุณอานันท์ฯ มันแปลกดีนะที่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ระบุว่า พระมหากษัตริย์ ต้องเป็นพุทธมามากะ ต้องเป็นอัครศาสนูปถัมถก ต้องเป็นนั่นต้องเป็นนี่

      แต่ไม่มีที่บอกว่า พระมหากษัตริย์ต้องเป็นคนไทย

 ……………………………….

คนในแบงค์

คนในแบงค์

 

    อีกเรื่องหนึ่งที่ได้ยินมา..เมื่อคราวที่ทูลกระหม่อมฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ประทับที่ รพ.ศิริราช ช่วงเช้าตรู่มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น พยาบาลที่ถวายงานพยาบาลอยู่จึงไปรับสาย ก็มีเสียงปลายทางพูดมาว่า ขอสายฟ้าหญิง

     พยาบาลที่รับสายจึงถามกลับไปว่า ..ขอประทานโทษค่ะใครจะเรียนสายด้วยค่ะ.. บอกเขาว่าคนในแบงค์โทร.มาอีกฝ่ายตอบกลับมา

     คุณพยาบาลถามกลับไปว่า..ธนาคารไหนค่ะ และคิดในใจว่ายังเช้าอยู่อย่างนี้โทร.มาเรื่องอะไร ..

      แต่พอกลับมานั่งทบทวนว่าคนในแบงค์โทร.มาถึงกับตื่นเต้นตกใจขนลุกขนพองเพราะคนในแบงค์ ก็คือ..ในหลวง..นั่นเอง

 …………………………………………..

ทรงพระนามว่าเกาะช้าง

image_1258700423_7754

ทรงพระนามว่าเกาะช้าง

 

         ครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ เสด็จพระราชดำเนินทางทะเล ระหว่างทางผ่านเกาะช้าง มีรับสั่งถามข้าราชการท้องถิ่นคนหนึ่งว่า เกาะนั้นชื่ออะไร

         ข้าราชการทูลตอบว่า เกาะนั้นทรงพระนามว่า เกาะช้างพะย่ะคะ พระองค์ท่านเลยตรัสตอบว่า ถ้างั้นก็เป็นญาติกับฉันน่ะสิ

(ถ้างงก็กลับไปอ่านอีกรอบ)

 ………………………………………….

 

ทรงพระเจริญ

ขอขอบคุณภาพจาก “คุณชาญณรงค์ พรดิลกรัตน์” อดีตช่างภาพเครือเนชั่น

ผู้เคยทำงานถวาย “ในหลวงภูมิพลฯ”

………………………………………………………..

ทรงพระเจริญ

           “… ประมาณสองปีมาแล้ว ตอนเช้าได้ทำฟันคือ ว่าหมอฟันมาเจาะฟัน เจาะจนเกือบจะทะลุคางไป  (เสียงฮา) เพราะว่าทะลุฟันซี่นั้นถึงราก ถอนเอาประสาทออก แล้วหมอฟันทั้งหลายก็สนุกสนานไป (เสียงฮา)  กินเวลาประมาณสองชั่วโมง

            เวลาบ่ายโมงครึ่งก็ยังไม่ได้รับประทานอาหาร ก็รับประทานไม่ไหว ปากมันชาไปหมดที่เขาฉีดไว้ ประมาณบ่ายสองโมงกว่าๆ ก็ต้องมาแจกปริญญาทีนี่

            นับจำนวนผู้ที่มารับปริญญาแล้ว ก็ดูนาฬิกาจะได้รู้เวลา นับไปนับมา แจกไปแจกมา ก็มีคนหนึ่งทำให้ตกใจ

            เขาเดินเข้ามาหา มารับปริญญา แล้วก็ด้วยความพอใจของเขา เขาร้องออกมาว่า ทรงพระเจริญ (เสียงฮา)

            แต่บังเอิญตอนนั้นการแจกปริญญาก็ส่วนแจกปริญญา ส่วนปวดฟันก็ส่วนปวดฟัน (เสียงฮา) ส่วนหลับในก็ส่วนหลับใน (เสียงฮา)

             มีเสียงเขาบอกว่า ทรงพระเจริญ ต้องโสตประสาทตกใจตื่นทั้งตัว

             แต่ว่าหลังตกใจตื่นเข้ามาอาการปวดฟันหายไปจริงๆ

             นี่พูดตามวิสัยของนักวิทยาศาสตร์ หรือ นักวิจัย  …รู้สึกว่ากระปรี้กระเปร่าที่จะแจกปริญญาต่อไป

             ทำด้วยความรู้ตัวด้วย แล้วก็ทำให้รู้สึกว่ามีกำลังใจที่เขาบอกว่า ทรงพระเจริญ…”

v55

 ………………………………….

 

“พระราชอารมณ์ขัน”จากวังสวนจิตรฯ

“พระราชอารมณ์ขัน”จากวังสวนจิตรฯ

คราวหนึ่ง ในการเสด็จเยี่ยมราษฏรทางภาคเหนือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีได้ทรงแวะประทับค้างคืนที่หน่วยราชการแห่งหนึ่ง ซึ่งทรงคุ้นเคยกับบรรดาพนักงาน เจ้าหน้าที่  เพราะได้เคยเสด็จไปประทับที่นั้นมาสามสี่ครั้งแล้ว

คราวนี้หน่วยงานราชการมีเวลาเตรียมตัวรับเสด็จค่อนข้างนานจึงเตรียมต้นไม้ไว้ให้ทรงปลูก  อันเป็นประเพณีที่นิยมปฏิบัติกันทั้งในและต่างประเทศ เท่ากับเป็นการเน้นให้ประชาชนได้รู้สึกถึงคุณค่าของต้นไม้

        ต้นไม้ที่หน่วยงานราชการแห่งนั้นเตรียมไว้ให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปลูก ได้แก่ ต้นมะขามหวานเพชรบูรณ์ ซึ่งยกย่องกันว่าเป็นพันธุ์มะขามหวานรสดีที่สุดและราคาแพงที่สุด

        ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งกับท่านผู้อำนวยการหน่วยงานแห่งนั้นว่า

        “ให้ปลูกมะขามเหรอ…นี้คงจะเห็นฉันตัวโค้งๆ งอๆ เหมือนมะขามหรือไง?”

        ท่านผู้อำนวยการถึงกับสั่น ครั้นกุมสติได้จึงกราบบังคมทูลว่า

        “พระราชอาญาไม่พ้นเกล้าฯ มะขามนั้นเป็นไม้ใหญ่ที่แข็งแรงคงทน อายุยืนมาก ก็ประสงค์ว่า อยากจะเห็นให้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงพระเจริญ  มีพระชนมายุยืนนานเป็นที่พึ่งแก่ปวงข้าพระพุทธเจ้าและราษฎรชาวบ้านให้นานแสนนานพะย่ะค่ะ”

        ถึงวาระสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีจะทรงปลูกบ้างต้นไม้ที่หน่วยงานราชการแห่งนั้นจัดเตรียมไว้คือ ต้นส้มโอ

        สมเด็จพระเทพฯ รับสั่งด้วยพระพักต์ยิ้มแย้มสดชื่นว่า

        “นี้คงจะเห็นฉันอ้วนตุ๊เป็นส้มโอล่ะชี…”

        ท่านผู้อำนวยการหน้าซีด นึกเคืองอยู่เหมือนกัน ที่ลูกน้องฝ่ายจัดหาช่างกระไรไปเลือกส้มโอมา นิ่งคิดหาทางออกอยู่ครู่หนึ่งแล้วกลั้นใจกราบบังคมทูลว่า

        “พระราชอาญาไม่พ้นเกล้า ที่น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมให้ทรงปลูกส้มโอ ก็เพราะชาวบ้านอำเภอนี้ถือว่าส้มโอคือบ่อเงินบ่อทองพะย่ะค่ะ… ปีๆ หนึ่งทำเงินเป็นสิบๆล้าน ขึ้นชื่อว่าส้มโอจังหวัดไหนๆ ก็สู้ของที่นี้ไม่ได้ เป็นสมบัติอันล้ำค่าทางเกษตรพะย่ะค่ะ…ก็อยากจะให้พระบารมีคุ้มเกล้าฯ อย่าให้ส้มโอที่อื่นมาแย่งเอาตำแหน่งยอดส้มโอไปจากที่นี้พะย่ะค่ะ”

         รับสั่งต่อด้วยอารมณ์ขันว่า

        “รับรองต้องตุ้มต๊ะตุ้มตุ้ยเหมือนคนปลูก”

*ข้อมูลจาก หนังสือพระราชอารมณ์ขันจากวังสวนจิตรฯ

………………………………………………..

อีกเรื่องหนึ่งเป็นพระราชดำรัสระหว่างพระเทพฯ และ ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ น่ารักมากจากหนังสือพระราชอารมณ์ขันจากพระโอษฐ์

…ปีนี้แปลกกว่าทุกปี คือยังไม่ได้สอบกลับไปต้องไปท่องหนังสือต่ิอ ยังไม่่ทันสอบ แต่ว่าก็ได้วางแผนล่วงหน้าแล้วว่าสอบเสร็จแล้วจะทำอะไร เช่น ไปทานก๋วยเตี๋ยวห่อละ 2 บาท จะต้องเอาเงินไป 3 บาท เพราะว่าเผื่อค่าน้ำดื่ม คราวนี้เวลาจะไปหัวหินอย่างเคย  ต้องไปๆกลับๆ เพราะว่าต้องเตรียมสอบเข้าอีก  แต่หนังสือสอบเข้าก็ยังไม่ได้ท่อง เพราะว่าเก็บเอาไว้สอบไล่ให้ได้เสียก่อน ต้องถามคนที่สอบแล้วว่าเป็นอย่างไร  ผู้นี้เล่นหนังสือแบบหนังสือทวน ซื้อมาเป็นประจำ ใช้ได้สะดวก เปิดคล่อง  ธรรมดาไปหัวหินนี้ก็เตรียมของไป คือลูกบอลขนาดต่างๆทุกเบอร์ แต่คราวนี้จะต้องเห็นท่า  ลดรายการนี้เสียก่อน จนกว่าธุรกิจฝ่ายอื่นจะเสร็จสิ้น การวิ่งยังปฏิบัติเกือบเหมือนเดิม แต่ออกจะเลือนๆหายไปจากวงการวิ่งเล็กน้อย ถ้ามีโอกาส

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ– ไม่มี

สมเด็จพระเทพฯ- ไม่มีต้องมี(เสียงฮา) ปุจฉาวิสัชนาดีกว่า

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ- จะปุจฉาว่าอย่างไรฮะ

สมเด็จพระเทพฯ-  น้องเล็กจะเรียนวิชาอะไรต่อไป จบ ม.ศ.3 นี้

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ-  ปีหน้าจะเลือกเรียนแผนกวิทยาศาสตร์

สมเด็จพระเทพฯ-  จะทำอะไร(เสียงฮา)

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ-  ก็เรียน

สมเด็จพระเทพฯ-  สร้างบอมบ์

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ-  แหม! ไม่ไหว กลัวบ้านจะพัง

สมเด็จพระเทพฯ-  เมื่อก่อนนี้  เวลายังเล็กๆอยู่  พวกพี่ๆทั้งหลายก็ชอบทดลองเคมีกัน  น้องเล็กตอนนั้นยังไม่คิดเป็นนักวิทยาศาสตร์  ก็มักจะหนีออกจากห้องทดลองเสมอ  เพราะนึกว่าการทดลองจะระเบิดขึ้นได้เป็นครั้งคราว  ยิ่งผู้ทดลองแทนที่จะใช้ตะเกียงแอลกอฮอล์  ก็ใช้เทียนคล้ายๆเทียนอาจารย์คงในเรื่องแม่นาคพระโขนงแทน (เสียงฮา) เพราะว่าไม่มีแอลกอฮอล์ใช้  เลยทำให้น่าหวาดเสียวยิ่งขึ้น

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ-  ฮือ! น่ากลัว (เสียงฮา) แต่เดี๋ยวนี้น้องกลายเป็นฝ่ายไล่แล้วนะ

สมเด็จพระเทพฯ-  ไม่ออก ไล่ก็ไม่ออก

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ-  เดี๋ยวนี้ไม่ใช่คนถูกไล่  เพราะว่าหลายคนไม่ไว้ใจว่า เดี๋ยวจะมาระเบิดห้อง ไล่ออกไปทดสอบที่เฉลียง

สมเด็จพระเทพฯ-  เพราะฉะนั้น  อีกหน่อยในอนาคตเราจะได้เป็นอะไรดีล่ะ (เสียงฮา)

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ-  เป็นผู้รื้อบ้านที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

สมเด็จพระเทพฯ-  อือ! ไม่ใช่ยังงั้น

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ-  คือระเบิดตูมเดียวบ้านพังหมดเลย

สมเด็จพระเทพฯ-  ไ ม่ เ ป็ น ไ ร (*พระเทพท่านร้องเพลงค่ะ555) ปีหน้าจะร้องให้ดีๆ กว่านี้หน่อย  เพราะคราวนี้มัวแต่ท่องหนังสือบ้าง รับประทานขนมบ้าง อะไรบ้าง

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ- อร่อย

สมเด็จพระเทพฯ-  ราวๆ เดือนสิงหาคมก็จะไป คราวนี้มีพระราชฐานที่จะแปรใหม่แล้ว คราวนี้ที่ตันหยง นราธิวาส

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ-  ผีดุด้วย (เสียงฮา)

สมเด็จพระเทพฯ-  อะไร ที่โน่นจะได้ซุ่มซ้อมอะไรต่างๆ

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ-  ซ้อมปราบผี(เสียงฮา) ก็ดี อย่างน้อยรู้สึกจะหล่อเทียนอาจารย์คงเยอะแยะอยู่แล้ว

สมเด็จพระเทพฯ-  งั้นตกลงจบ ม.8 ต่อวิชาหล่อเทียน (เสียงฮา)

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ- มีหวังอย่างนั้น ได้รายได้ดีนะ (เสียงฮา)

สมเด็จพระเทพฯ-  ขอลาแล้ว (เสียงฮา)

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ- ก็ขอลาดีกว่า ไม่ทราบจะพูดอะไร

………………………………………………..

ข้อมูลจากdek-d.com

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม

ขอทรงพระเจริญ

ทรงพระครรภ์(คัน)

10665988_672860426154462_3673946010046340926_n

ทรงพระครรภ์(คัน)

        เมื่อหลายปีมาแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงประชวรนิดหน่อยเกี่ยวกับพระฉวี (ผิวหนัง) มีพระอาการคัน มีหมอโรคผิวหนังคณะหนึ่งไปเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายการรักษา

        คุณหมอเป็นผู้เชี่ยวชาญทางโรคผิวหนัง แต่ไม่ได้เชี่ยวชาญทางราชาศัพท์ ก็กราบบังคมทูลถามว่า เอ้อทรงอ้าทรงพระคันมานานแล้ว หรือยังพะยะค่ะ

        ในหลวงก็ทรงพระสรวล ตรัสว่า ฉันไม่ใช่ผู้หญิงนี่ จะท้องได้ยังไง

        แล้วคงจะทรงทราบ ว่า หมอคงจะไม่รู้ราชาศัพท์ทางด้านอวัยวะร่างกายจริงๆ

        ก็ทรงมีพระเมตตา พระราชทานพระบรมราชานุญาต ว่า เอ้า พูดภาษาอังกฤษกันเถอะ

        เป็นอันว่า ในวันนั้น ก็กราบบังคมทูล ซักพระอาการกันเป็นภาษาอังกฤษไป…..

………………………………………