๖ เมษายน..วันจักรี เทิดพระเกียรติบูรพกษัตริย์จักรีบรมราชวงศ์

 



(พระบรมฉายาลักษณ์พระมหากษัตริย์ไทยแห่งกรุงรัตนโกสินทร์..ราชวงศจักรี ๑๐ รัชกาล)

.

คลิกที่นี่ อ่านเรื่อง "พระนามเต็มของพระมหากษัตริย์ไทย" ที่หลายคนอาจยังไม่รู้

และ คลิกที่นี่ อ่านเรื่อง รายพระนามพระมหากษัตริย์ไทย ตั้งแต่สมัยอาณาจักรสุโทัย

..


.


บทความด้านล่างต่อไปนี้ โดย มั่นจิตร ดีลาส


.


สถาบันพระมหากษัตริย์  คนไทย และสังคมไทย มีความผูกพันเกี่ยวข้องดำรงอยู่คู่กันมาตั้งแต่สร้างชาติขึ้นมาครั้งแรก เป็นชาติที่มีเอกราชในช่วงเวลานานกว่า 700 ปี

ความเป็นชาติไทยได้ดำรงผ่านยุคสมัยถึง 4 สมัย คือ สุโขทัย อยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์

กรุงรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงปกครองแผ่นดินด้ามขวานแห่งนี้ยาวนานมากกว่า 200 ปี

บูรพกษัตริย์ทุกพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการเพื่อความเจริญรุ่งเรืองแห่งแผ่นดินสยามและผลจากการทรงงานล้วนสร้างประโยชน์สุขให้แก่ราษฎรไทยทั้งสิ้น อันนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่เปรียบมิได้

บูรพมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงทำหน้าที่ปกครองและปกป้องอาณาประชาราษฎร์ด้วยทศพิธราชธรรม ทรงนำความสงบสุขร่มเย็นให้เกิดขึ้นในแผ่นดินของพระองค์

แม้นยามมีศึกสงคราม พระองค์จะทรงทำหน้าที่จอมทัพ ทรงเป็นผู้นำของราษฎรในสนามรบ ทรงปกป้องเอกราชของชาติให้ดำรงอยู่คู่แผ่นดินไทย

ในยามสงบทรงทำหน้าที่ปกครองดูแลบำบัดทุกข์และบำรุงสุขให้แก่ทวยราษฎร์      

ดังนั้น สถาบันพระมหากษัตริย์นับเป็นเสาหลักที่ค้ำจุนความอยู่รอดปลอดภัยของประเทศชาติมาตั้งแต่โบราณกาล

ทรงมีบทบาทสำคัญโดยตรงต่อการสร้างชาติ ดำรงชาติ และพัฒนาชาติให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองทัดเทียมกับอารยประเทศ

จึงกล่าวได้ว่า การดำรงความเป็นเอกราชของชาติไทยนับตั้งแต่การสร้างชาติจวบจนปัจจุบัน เกิดขึ้นได้ด้วยพระบารมีแห่งบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าโดยแท้

qq12


(พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ แห่งราชวงศ์จักรี)


 เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของบูรพมหากษัตริย์บรมราชจักรีวงศ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ประกาศให้วันที่ 6 เมษายนของทุกปี 

เป็น “วันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และวันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์” หรือ “วันจักรี” นับตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2462

เพื่อให้พสกนิกรไทยทุกหมู่เหล่าได้ร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมและแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ทุกพระองค์ ที่ได้ทรงมีต่อประเทศชาติและพสกนิกรไทย

สำหรับการเหตุผลที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเลือกวันที่ 6 เมษายน ให้เป็นวันจักรีนั้น

สืบเนื่องมาจากวันดังกล่าวตรงกับวันที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เสด็จปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์แห่งพระราชวงศ์จักรีพระองค์แรก เมื่อวันที่ 6 เมษายน พุทธศักราช 2325

qq13


(พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ แห่งราชวงศ์จักรี)


หลังจากนั้นพระองค์จึงทรงย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรี มายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา

ครั้นเมื่อถึงวันที่ 10 เมษายน 2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สร้างกรุงเทพมหานคร ฯ ขึ้น แล้วทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเป็นราชธานี

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าว ในปี พ.ศ. 2416 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้า ฯ ให้หล่อพระบรมรูปพระเจ้าอยู่หัวทั้ง 4 พระองค์ (ร.1-4) เพื่อประดิษฐานไว้ให้พระมหากษัตริย์องค์ต่อมา พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และประชาชนได้ถวายบังคมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ เป็นธรรมเนียมปีละครั้ง

และโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทและมีการย้ายที่หลายครั้ง

ต่อมาในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงโปรดให้ย้ายพระบรมรูปทั้ง 4 (ร.1- ร.4) มาไว้ ณ ปราสาทพระเทพบิดร ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พร้อมกับพระบรมรูปของรัชกาลที่ 5

จนกระทั่ง ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2461 การซ่อมแซมก่อสร้างและประดิษฐานพระบรมรูปทั้ง 5 รัชกาล จึงสำเร็จลุล่วง จึงได้มีพระบรมราชโองการ ประกาศตั้งพระราชพิธีถวายบังคมพระบรมรูป ในวันที่ 6 เมษายนปีนั้น

และ ได้โปรดเกล้าฯ ให้เรียกวันที่ 6 เมษายน ของทุกปีเป็น “วันจักรี” เป็นต้นมา



(พระบรมรูป 8 รัชกาลในปราสาทพระเทพบิดรปราสาทเพียงองค์เดียวในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม)

..

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีหล่อพระบรมรูป พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว(ร.6) ณ โรงหล่อกรมศิลปากร แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ กำหนดการพระราชพิธีประดิษฐานพระบรมรูปที่ปราสาทพระเทพบิดร

โดยพระองค์เป็นผู้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบรรจุพระบรมทนต์พระสุพรรณบัฎจารึก พระปรมาภิไธยและดวงพระบรมราชสมภพ พระดวงบรมราชาภิเษก พระดวงสวรรคต ในพระกรัณฑ์ทองคำลงยา แล้วทรงบรรจุที่เบื้องสูงของพระเศียรพระบรมรูป เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2470


(ในหลวงรัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ เสด็จฯ สะพานพุทธ)


ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชปรารภ ว่า ในปี 2475 อายุพระนครจะบรรจบครบ 150 ปี สมควรมีการสมโภชและสร้างสิ่งสำคัญเป็นอนุสรณ์ขึ้นไว้ให้ปรากฎแก่อารยชนในนานาประเทศ ว่าชาวไทยมีความกตัญญูรู้คุณบรรพบุรุษ ที่ได้สร้างกรุงเทพมหานครฯ เป็นราชธานีแล้ว บำรุงรักษาประเทศ ให้เป็นอิสระสืบมา

ทรงปรึกษาพระราชปรารภ แก่อภิรัฐมนตรีและเสนาบดี ซึ่งเห็นชอบด้วยพระราชดำริว่า ควรสร้างปฐมบรมราชานุสรณ์มี 2 สิ่งประกอบกัน คือ “พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก” องค์ปฐมกษัตริย์ และสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเชื่อมพระนครธนบุรี


(พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อ พ.ศ.2475 ที่สะพานพุทธฯ)


.

สำหรับ พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงออกแบบ โดยมีศาสตรจารย์ศิลป พีระศรี เป็นผู้ปั้นหุ่นหล่อ ส่วนสะพานนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยากำแพงเพชรอัครโยธิน อำนวยการสร้าง และพระราชทานนามว่า “สะพานพระพุทธยอดฟ้า”

ครั้นถึง รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงหล่อพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ โรงหล่อกรมศิลปากร และได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่ที่ปราสาทพระเทพบิดร ในปี 2492

  เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลสวรรคต และได้ถวายพระเพลิงพระบรมศพตามขัตติยราชประเพณีแล้ว

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีหล่อพระบรมรูป พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (ร.8) ที่โรงหล่อกรมศิลปากร

ครั้นตกแต่งพระบรมรูปเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กำหนดการพระราชพิธีเชิญพระบรมรูปไปประดิษฐาน ณ ปราสาทพระเทพบิดร เมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2502

โดยในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ไปทรงบรรจุเส้นพระเจ้า พระสุพรรณบัฎจารึกพระปรมาภิไธย พระดวงพระบรมราชสมภพ พระดวงเสวยราชย์ พระดวงสวรรคต ลงในพระกรัณฑ์ทองคำลงยา แล้วทรงบรรจุพระกรัณฑ์ลง ณ เบื้องสูงของพระเศียรแห่งพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว(ร.7) ด้วย

สำหรับการถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช ที่ปราสาทพระเทพบิดรเป็นราชประเพณีประจำปี ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2461 เป็นต้นมา ครั้นได้สร้างพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ประดิษฐาน ณ ปฐมบรมราชานุสรณ์ เมื่อ พ.ศ. 2475 เนื่องในการเฉลิมพระนครบรรจบครบ 150 ปีแล้ว

ในปีต่อมาทางราชการได้ประกาศให้ถือวันที่ 6 เมษายน เป็นวันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์ และเป็นวันสำคัญของชาติวันหนึ่ง กำหนดให้หยุดราชการและให้ ชักธงชาติ และได้กำหนดให้มี การถวายบังคมพระบรมรูป พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกที่ปฐมราชานุสรณ์ สำนักพระราชวัง ได้ออกหมายกำหนดการเสด็จพระราชดำเนิน ไปถวายสักการะพระบรมรูปที่ปฐมบรมราชานุสรณ์ และถวายบังคมสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช ที่ปราสาทพระเทพบิดร ซึ่งรับได้การปฏิบัติอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด

  เนื่องในโอกาสสำคัญดังกล่าว ข้าพเจ้า ในนาม “หนังสือพิมพ์สยามรัฐ” ขอเชิญชวนพสกนิกรไทยทุกหมู่เหล่าร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของบูรพกษัตราธิราชเจ้า แห่งบรมราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ ที่ทรงทุ่มเทและเสียสละพระวรกาย ปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อสร้างชาติบ้านเมือง ทรงรักษาเอกราช และทรงพัฒนาชาติให้ก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศ และทรงปกครองบ้านเมืองด้วยหลักทศพิธราชธรรม เพื่อความสงบสุขของประเทศชาติสืบมา



(พระบรมฉายาทิสลักษณ์พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี รัชกาลที่ ๑ ถึง รัชกาลที่ ๙)

…………………………….


ที่มา : สยามรัฐ


สะพานพุทธฯ ในสมัยก่อน ประมาณ ปี พ.ศ.2475


ใส่ความเห็น

© Copyright 2018 Welovethaiking.com , all rights reserved