ในหลวง ร.๙ พระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่เสด็จฯ เยี่ยมเยียนราษฎรอีสานกับเหตุการณ์พระราชินีประชวร


ภารกิจแรกๆ ที่ในหลวง ร.9 ทรงทำหลังขึ้นครองราชย์ คือ การออกเยี่ยมเยียนราษฎรทุกภูมิภาค รวมถึงภาคอีสาน ระหว่างวันที่ 2-20 พฤศจิกายน 2498 ด้วย

ภาคอีสานนั้นเรียกได้ว่ายังเป็นพื้นที่แห้งแล้งกันดาร การเดินทางไปก็ลำบากจึงยังไม่เคยมีกษัตริย์องค์ไหนเสด็จฯ ไปถึง

แต่ในหลวงกลับเสด็จฯ ไปเยี่ยมประชาชนทุกจังหวัด ซึ่งทำให้ทรงเข้าใจปัญหาของประชาชนอย่างลึกซึ้ง

นับเป็นกษัตริย์องค์แรก ที่เสด็จฯ และเป็นเหมือนผู้บุกเบิกและพัฒนาภาคอีสาน ทำให้ประชาชนกินดีอยู่ดีขึ้น


วันนี้เรารวบรวมเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ของการเสด็จฯ ภาคอีสานครั้งแรก...มาเล่าให้ฟัง


สมัยนั้นถนนหนทางแถบอีสานเป็นถนนที่เต็มไปด้วยฝุ่นดินแดง กรมทางหลวงจึงวางแผนจะนำน้ำมาราดพื้นถนนเพื่อเตรียมเส้นทางเสด็จ

แต่พอในหลวงทรงทราบ ก็รีบห้าม เพราะทรงทราบดีว่าน้ำเป็นของหายาก การเก็บน้ำไว้ให้ประชาชนใช้อาบใช้กิน เกิดประโยชน์กว่านำมาราดถนนเพื่อสร้างความสะดวกให้แก่พระองค์ท่านมาก

การเสด็จฯ ครั้งแรกจึงเป็นไปอย่างทุลักทุเล เนื่องจากฝุ่นตลบตลอดทางจนต้องเปิดไฟท้ายรถทั้งขบวน จะปิดกระจกเพื่อกันฝุ่นก็ไม่ได้ เพราะรถไม่มีแอร์ จะเปิดกระจกก็มีฝุ่นม้วนตลบเข้ามาฟุ้งเต็มรถไปหมด

แต่ในหลวงก็ทรงอดทน เพราะมีประชาชนจำนวนมากมาเฝ้ารับเสด็จฯ ตลอดทาง

นอกจาก การเดินทางจะยากลำบากแล้ว ก็ยังมีเหตุการณ์ระหว่างทางที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ประชวรเป็นโรคบิด แพทย์ถวายคำแนะนำว่าควรจะทรงพัก 1-2 วัน

แต่ด้วยความที่ในหลวงทรงเห็นว่า “เรื่องส่วนพระองค์” นั้นต้องมาทีหลังเรื่องของประชาชน

จึง “ทรงปลอบ” ให้สมเด็จพระราชินีฯ ทรงอดทนถ้าพอจะทรงทนไหว.... เพื่อจะได้ไม่ทำให้ประชาชนที่คอยเฝ้าฯ รับเสด็จฯ ด้วยใจจดจ่อ ผิดหวัง

สุดท้าย สมเด็จพระราชินีฯ ก็ทรงปฏิบัติพระภารกิจตามเดิมด้วยพระพักตร์ที่ยิ้มแย้ม แม้จะทรงประชวรก็ตาม



การเสด็จฯ ภาคอีสานด้วยความตั้งใจจริงจังของในหลวงครั้งแรกนี้

นับว่าเกิดประโยชน์มาก เพราะทรงลงพื้นที่สนทนากับประชาชนและข้าราชการท้องถิ่น ทำให้ทรงได้รับข้อมูลใหม่ๆ

กลายเป็นจุดเริ่มต้นของแนวพระราชดำริหลายอย่าง เช่น การเสด็จฯ กาฬสินธุ์ทำให้ทรงตระหนักว่า ปัญหาของพื้นที่ไม่ใช่น้ำแล้ง แต่คือไม่มีป่าไว้ดูดซับน้ำ

จึงเกิดแนวคิดเรื่องการทำฝายกั้นน้ำขนาดเล็ก เพื่อเก็บน้ำในฤดูฝนและปล่อยน้ำในฤดูแล้ง หรือการที่ทรงสังเกตลักษณะเมฆ ซึ่งภายหลังต่อยอดมาเป็นโครงการฝนหลวง

แม้ในหลวง ร.9 และสมเด็จพระราชินีฯ จะทรงประสบความยากลำบากหลายประการในการเสด็จฯ เยือนอีสานครั้งนี้ แต่ก็นับว่าคุ้มค่าเพราะทำให้ทรงเข้าใจถึงสภาพปัญหาที่แท้จริงของประชาชนภาคอีสานว่าซับซ้อนกว่าที่เห็น นำมาซึ่งการแก้ปัญหาอย่างรอบคอบและยั่งยืน



#สานต่อที่พ่อทำ

เรียบเรียงจาก หนังสือทำเป็นธรรม โดยท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา, หนังสือประวัติศาสตร์ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยสำนักงาน กปร., หนังสือครองใจคน : หลากเหตุผลที่คนไทยรักในหลวง โดยอมิตา อริยอัชฌา

ที่มา : เพจ สานต่อที่พ่อทำ โพสต์เมื่อ 26 มิถุนายน 60 https://www.facebook.com/fulfillingfatherslegacy/

ขอขอบคุณภาพบางภาพ จาก บันทึก Beloved King Bhumibol Adulyadej  โดยคุณ Sky

 

และจาก บันทึก My King of King โดย sudsapda.com

......................


จะว่าไปแล้วภาคอีสานเป็นภาคที่ประสบปัญหาหลายด้านมากกว่าภาคอื่นๆ จากการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนที่นี่ ทำให้ในหลวง ร.9 ทรงตระหนัก ว่านอกจาก ปัญหาความแห้งแล้งของพื้นที่ซึ่งส่งผลให้ประชาชนยากจนแล้ว

การที่ในหลวงจะทรงเข้าไปดูแลพื้นที่บริเวณนี้อย่างใกล้ชิดจึงต้องมีที่พักแรมหรือศูนย์บัญชาการเป็นหลักแหล่ง ช่วงแรกทรงพักอยู่ตามศาลากลางจังหวัด หรือเรือนรับรอง

ต่อมาจึงโปรดฯ ให้สร้างพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ขึ้นบนพื้นที่ที่ทรงสนพระทัยมากที่สุด ซึ่งคือบริเวณเทือกเขาภูพาน จังหวัดสกลนคร ใกล้เขตป่าสงวนน้ำตกตาดโตน ซึ่งเป็นพื้นที่ราบเชิงเขา มีธารน้ำไหลผ่าน

เหมาะสมสำหรับเป็นศูนย์กลางการศึกษาเพื่อฟื้นฟูป่าในอนาคต

นอกจากนั้น ในหลวงยังทรงโปรดฯให้ตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ เพื่อเป็นพื้นที่ทดลองตามแนวพระราชดำริต่างๆ

ทั้งการสร้างอ่างเก็บน้ำเพื่อให้ประชาชนไว้ใช้ สอนให้ประชาชนใช้น้ำอย่างคุ้มค่า การหาข้าวพันธุ์ดีที่เหมาสมกับสภาพภูมิประเทศ

การพัฒนาการประมงทั้งการจับปลาให้ถูกวิธีและการเลี้ยงปลาแบบผสมผสานร่วมกับสุกร เพื่อเพิ่มรายได้



ในช่วงการพัฒนาภาคอีสานนี้ปรากฏ ว่า มีเหตุการณ์บ้านเมืองที่ไม่ปกติเนื่องจากมีลัทธิคอมมิวนิสต์เข้ามา

ทำให้เกิดคำถามว่า การลงพื้นที่ของในหลวงเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ หรือไม่

ครั้งหนึ่งผู้สื่อข่าวต่างชาติ กราบทูลถามว่า เหตุที่ทรงพัฒนาชนบทนี้เพราะต้องการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ ใช่หรือไม่

ทรงตอบกลับ ว่า สิ่งที่ทรงต่อสู้ด้วยไม่ใช่คอมมิวนิสต์ แต่เป็นความอดอยากหิวโหยของประชาชน



โดยทรงย้ำว่า “ถ้าประชาชนเหล่านี้มีชีวิตที่ดีขึ้น พวกประชาชนอีกฝ่ายที่นักข่าว เรียกว่า 'พวกคอมมิวนิสต์' ก็จะมีชีวิตที่ดีขึ้นด้วยเช่นกัน ทุกๆ คนไม่ว่าฝ่ายใด ต่างก็จะมีความสุขทั้งหมด”

ดังนั้นพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จึงไม่ใช่เพียงศูนย์บัญชาการของในหลวงที่ภาคอีสาน

แต่ยังเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่แสดงถึงการต่อสู้กับความยากจนอย่างไม่ย่อท้อของในหลวงด้วย



#สานต่อที่พ่อทำ

เรียบเรียงจาก บทพระราชทานสัมภาษณ์ของในหลวง ร.9 จากสารคดีชุด Soul of Nation,

หนังสือประวัติศาสตร์ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยสำนักงาน กปร.

ที่มา : เพจ สานต่อที่พ่อทำ

https://www.facebook.com/fulfillingfatherslegacy/

ขอขอบคุณภาพบางภาพ จาก บันทึก Beloved King Bhumibol Adulyadej  โดยคุณ Sky

https://s-media-cache-ak0.pinimg.com/originals/33/94/1d/33941d74c3e418f02bcb9d25c3e7b23a.jpg

และจากบันทึก My King of King โดย sudsapda.com

https://www.pinterest.com/pin/386817055478946273/

    ภายในบริเวณพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จ.สกลนคร

ใส่ความเห็น

© Copyright 2017 Welovethaiking.com , all rights reserved