พระบรมราโชวาทพระราชทาน “สุจริตในการทำงาน”



พระบรมราโชวาทพระราชทาน “สุจริตในการทำงาน”

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้มีพระบรมราโชวาทเกี่ยวกับเรื่องของ “ความสุจริต” หลายครั้งหลายครา ทั้งในเรื่องของการดำเนินชีวิต การศึกษา การทำงาน การบริหารประเทศ โดยเฉพาะในการสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวมนั้น ทรงให้ความสำคัญกับเรื่องของความสุจริตมากกว่าความรู้ ดังพระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า



“...ผู้ที่มีความสุจริตและบริสุทธิ์ใจ แม้จะมีความรู้น้อย ก็ย่อมทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมได้มากกว่าผู้มีความรู้มาก แต่ไม่มีความสุจริต ไม่มีความบริสุทธิ์ใจ...”

 

พระราชดำรัสในโอกาสที่ผู้อำนวยการและอาจารย์ใหญ่โรงเรียนในเขตดุสิต “กลุ่มจิตอาสา” เข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันที่ 18 มีนาคม 2523

 

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น...

 

เหตุเพราะความสุจริตเป็นธรรมอันบริสุทธิ์ทั้งกายและใจ ผู้ที่คิดเห็นด้วยความสุจริตซื่อตรงก็จะนำไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้องเที่ยงตรงด้วยเช่นกัน

 

สำหรับความสุจริตในการปฏิบัติหน้าที่หรือการทำงาน คนส่วนใหญ่จะมองเพียงเรื่องของการไม่คดโกง ไม่ทุจริตในเรื่องของเงินทองทรัพย์สิน ซึ่งก็ถูกต้องแต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น การปฏิบัติงานในองค์กรและการทำงานร่วมกับผู้อื่น ความสุจริตจึงมีความหมายเกินกว่าเรื่องของความไม่ตรงไปตรงมาในเรื่องของเงินทอง

 

สุจริตในการประกอบกิจการงาน ก็คือ การปฏิบัติงานด้วยความถูกต้อง ทั้งสุจริตต่อตนเอง สุจริตต่อผู้อื่น สุจริตต่อหน้าที่ และสุจริตต่อองค์กร



สุจริตต่อตนเอง หมายถึง การรู้จักยับยั้งชั่งใจในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง รู้จักควบคุมอารมณ์และจิตใจของตนเองให้ปฏิบัติในสิ่งที่ถูกที่ควร อันประกอบด้วยคุณธรรม 3 ประการคือ

 

1.สัจจะ หมายถึง การคิด การพูด การทำแต่ความจริง

2.ความเป็นธรรม หมายถึง มีใจเป็นกลาง

3.ไม่มีอคติ หมายถึง ไม่มีความลำเอียงเข้าข้างใดข้างหนึ่ง

 

สุจริตต่อผู้อื่น คือ การปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความซื่อตรง จริงใจ

 

สุจริตต่อหน้าที่ คือ การไม่ใช้อำนาจหน้าที่ของตนแสวงหาผลประโยชน์ รักในสิ่งที่ทำ รู้จักเรียนรู้รับผิดชอบ และพัฒนางานในหน้าที่ให้เจริญก้าวหน้าและงอกงามต่อไป

 

สุจริตต่อองค์กร คือ การรักษาผลประโยชน์ความลับ และทรัพย์สินต่างๆ หมายรวมถึงการให้ข้อมูลที่ถูกต้องไม่บิดเบือนจากความเป็นจริง ปฏิบัติตามกฎระเบียบ สิ่งสำคัญอีกประการคือ เรื่องของการใช้เวลาปฏิบัติงานด้วยความซื่อตรงถูกต้อง

 

“สุจริต” เพียงคำเดียว จึงหมายรวมถึงคุณธรรมอีกหลายประการ และเป็นพื้นฐานสู่คุณธรรมอีกหลายประการด้วยเช่นกัน

 

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จึงทรงให้ความสำคัญในเรื่องของความสุจริตมากกว่าเรื่องของความรู้ ความสามารถ ความเก่ง ความฉลาด เพราะหากมีคุณสมบัติอื่นครบทุกประการแต่ขาดซึ่งความสุจริต ก็คงมิอาจนำพาตนเอง ครอบครัว สังคม ประเทศ ให้พบกับความสุข ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ยั่งยืนได้



“...คนที่ไม่มีความสุจริต คนที่ไม่มีความมั่นคง ชอบแต่มักง่ายไม่มีวันจะสร้างสรรค์ประโยชน์ส่วนรวมที่สำคัญอันใดได้ ผู้ที่มีความสุจริตและความมุ่งมั่นเท่านั้น จึงจะทำงานสำคัญยิ่งใหญ่ที่เป็นคุณ เป็นประโยชน์แท้จริงได้สำเร็จ...”

 

“...ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นพื้นฐานของความดีทุกอย่าง เด็กๆ จึงต้องฝึกฝนอบรมให้เกิดมีขึ้นในตนเอง เพื่อจักได้เติบโตขึ้นเป็นคนดีมีประโยชน์ และมีชีวิตที่สะอาดที่เจริญมั่นคง...”

 

“...ความเจริญนั้นจะเกิดขึ้นได้ ย่อมต้องอาศัยเหตุปัจจัยประกอบกันหลายอย่าง นอกจากวิทยาการที่ดีแล้ว จะต้องอาศัยความยุติธรรมเที่ยงตรง และความสะอาดสุจริต ซึ่งต้องเป็นไปพร้อมทั้งในความคิดและการกระทำ...”

 

“...การที่จะทำงานให้สัมฤทธิผลที่พึงปรารถนา คือที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรมด้วยนั้น จะอาศัยความรู้แต่เพียงอย่างเดียวมิได้ จำเป็นต้องอาศัยความสุจริต ความบริสุทธิ์ใจ และความถูกต้องเป็นธรรม ประกอบด้วย...”

 

ทั้งหมดเป็นพระบรมราโชวาทเพียงบางส่วนในเรื่องของความสุจริตที่ได้พระราชทานไว้ คงเป็นเครื่องเตือนใจได้บ้าง ในวันที่ผู้คนเริ่มมองเรื่องของความทุจริตเป็นเรื่องธรรมดาที่ใครๆก็ทำ โดยเริ่มจากเรื่องเล็กน้อย จนทำการทุจริตใหญ่โดยไม่รู้สึกผิด สิ่งสำคัญอีกประการก็คือ ถึงแม้ไม่ได้เป็นผู้ทำการทุจริตแต่เห็น ผู้อื่นทำผิดแล้วปิดตา ในข้อนี้ก็เหมือนได้กระทำซึ่งการทุจริตนั้นเอง

 

เวลากว่าค่อนชีวิตของคนหนึ่งคนคือช่วงเวลาของการทำงาน อย่าให้ช่วงเวลาส่วนใหญ่นี้เต็มไปด้วยมลทิน และสิ้นสุดไปพร้อมกับความรู้สึกผิด จงค่อยๆเติบโตขึ้นด้วยความบริสุทธิ์ สุจริต ให้ชีวิตของการทำงานงดงามงดงามมีความสุข เต็มไปด้วยศรัทธาของผู้คน และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมได้อย่างแท้จริง

 

เรียบเรียง สุธีรา ลักขณาธร/มูลนิธิชัยพัฒนา

ขอขอบคุณ

สยามรัฐออนไลน์ https://goo.gl/3GxDhX

 

 

ใส่ความเห็น

© Copyright 2018 Welovethaiking.com , all rights reserved