องคมนตรีติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านแหล่งน้ำ ภาคกลาง



องคมนตรีติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เร่งรัดการพัฒนาด้านแหล่งน้ำ ในพื้นที่จังหวัดภาคกลาง

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข องคมนตรีในฐานะประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคกลาง ติดตามเร่งรัดการดำเนินงานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำพื้นที่ในจังหัวัดภาคกลาง

โดยเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2561 ที่ผ่านมาเวลา 11.00 น. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เดินทางไปติดตามและเร่งรัดการดำเนินงานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว

ประกอบด้วย โครงการอ่างเก็บน้ำแซร์อออันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการอ่างเก็บน้าห้วยสะโตนฯ พร้อมกับติดตามผลการดำเนินงานโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยยางอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้งนี้เพื่อสนองพระราชปณิธานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอดโครงการที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมราชบพิตร พระราชทานไว้บังเกิดประโยชน์กับราษฎรโดยเร็ว

โอกาสนี้ องคมนตรี พร้อมคณะฯ รับฟังการบรรยายสรุปผลความก้าวหน้าของการดำเนินงานโครงการอ่างเก็บน้ำแซร์อออันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ที่ ต.แซร์ออ อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว ซึ่งมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 173,000 ไร่ ประกอบด้วย 14 หมู่บ้าน จำนวน 2,662 ครัวเรือน ประชากรประมาณ 10,725 คน

ราษฎรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจ ได้แก่ มันสำปะหลัง ยูคาลิปตัส อ้อย และเลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพรอง ซึ่งราษฎรประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับการอุปโภค-บริโภค และน้ำสำหรับทำการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีที่เกิดภาวะฝนแล้งต่อเนื่อง ส่งผลให้ได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก



ต่อมาเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2554 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแซร์ออ อาคารบังคับน้ำเดิมท้ายอ่าง พร้อมปรับปรุงโครงการชลประทานขนาดเล็กเดิมในเขตตำบลแซร์ออ ไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

และในปี 2556 สำนักงาน กปร.ได้อนุมัติงบประมาณให้กรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างและปรับปรุงระบบส่งน้ำ โดยก่อสร้างฝายน้ำล้น บริเวณหมู่ที่ 2บ้านแซร์ออ และก่อสร้างท่อระบายน้ำพร้อมกับขุดลอกคลองบริเวณหมู่ที่ 6 บ้านเขาน้อยพรมสุวรรณ และหมู่ที่ 9บ้านแผ่นดินเย็น ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2556 เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำให้แก่ราษฎรในเบื้องต้น

ปัจจุบันคงเหลือเพียงการดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแซร์ออ ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางมีลักษณะเป็นเขื่อนดิน ความจุของอ่างเก็บน้ำประมาณ 3 ล้าน ลบ.ม แต่เนื่องจากพื้นที่ในการก่อสร้างบางส่วนอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าโคกสูง

จึงจำเป็นจะต้องศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม (IEE) ก่อนที่จะดำเนินการก่อสร้าง ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณารายงานการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแซร์ออฯ เพื่อเพิกถอนพื้นที่บางส่วนของการก่อสร้างออกจากพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติต่อไป

นอกจากนี้ องคมนตรีได้ติดตามโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยยางอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.ทัพราช อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้มีพระราชดำริ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2521

สรุปความว่าควรพิจารณาสร้างอ่างเก็บน้ำและฝายทดน้ำบริเวณต้นน้ำห้วยยางโดยเร่งด่วน กรมชลประทานจึงได้สนองพระมหากรุณาธิคุณดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยยางฯ เมื่อปี 2529 ลักษณะเป็นเขื่อนดิน ทำนบดินยาว 3,200 เมตร สูง 17 เมตร สันเขื่อนกว้าง 8 เมตร ความจุที่ระดับเก็บกัก 60 ล้านลูกบาศก์เมตร แล้วเสร็จในปี 2537

ซึ่งปัจจุบันมีการชำรุดเสียหาย เสี่ยงต่อการพังทลายได้ ดังนั้น กรมชลประทาน และสำนักงาน กปร. จะดำเนินการพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อซ่อมแซม บำรุงรักษา ให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเอื้อประโยชน์ให้แก่ราษฎรต่อไป

จากนั้นช่วงบ่าย องคมนตรี และคณะฯ ได้เดินทางไปยังพื้นที่ที่คาดว่าจะดำเนินก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยสะโตน ต.ทัพราช อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชดำริ เมื่อปี 2525 ให้กรมชลประทาน พิจารณาหาแนวทางการพัฒนาลุ่มน้ำพระปรงและลุ่มน้ำห้วยสะโตน เพื่อช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกแก่ราษฎรทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง มีน้ำเพื่อการอุปโภค–บริโภคตลอดปี และช่วยบรรเทาอุทกภัย

โดยในปี 2527 ได้มีพระราชดำริเห็นชอบให้ดำเนินการโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยสะโตน ซึ่ง ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติตาพระยา ในพื้นที่หมู่บ้านผักแว่น ต.ทัพราช อ.ตาพระยา ปิดกั้นลำห้วยสะโตน ซึ่งเป็นลำน้ำที่ไหลมาจากตะวันตกไปทางตะวันออก ท้ายน้ำไหลเข้าสู่ประเทศกัมพูชา อ่างเก็บน้ำมีลักษณะเป็นเขื่อนดินถมบดอัดแน่นกว้างประมาณ 8 เมตร ยาวประมาณ 1,670 เมตร สูงประมาณ 19 เมตร มีขนาดความจุของอ่างเก็บน้ำประมาณ 22.32 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์อยู่ในเขต ต.ทัพราช อ.ตาพระยา ประมาณ 12,800 ไร่ ซึ่งคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติได้มีมติเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติตาพระยาบางส่วน เพื่อก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยสะโตนฯแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคม 2548 แต่เนื่องจากในเดือนกรกฎาคม 2548 อุทยานแห่งชาติตาพระยา ถูกประกาศเป็นพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ ส่งผลให้กรมชลประทานไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยสะโตนฯได้ จำต้องศึกษา วิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม อ่างเก็บน้ำห้วยสะโตน ฯและจัดทำแผนป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและแผนติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมให้รอบคอบรัดกุม ถูกต้องตามหลักวิชาการ ครอบคลุมทุกมิติและเกิดผลสัมฤทธิ์มากยิ่งขึ้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการเร่งรัดให้การศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อ่างเก็บน้ำห้วยสะโตนฯเสร็จสมบูรณ์ภายในสิงหาคม 2561 นี้

จากนั้นในวันศุกร์ที่ 16 มีนาคม 2561 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุก องคมนตรี ในฐานะประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเองมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคกลาง เดินทางไปยังศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อติดตามการดำเนินงาน และรับฟังการบรรยายสรุปผลความก้าวหน้าการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ จากผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรผสมผสาน บ้านนายอภิรมย์ ผาวันดี ซึ่งเป็นเกษตรกรตัวอย่างด้านการปลูกแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ การปรับปรุงบำรุงดิน และการทำปุ๋ยอินทรีย์

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา จัดตั้งขึ้นตามพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่พระราชทานพระราชดำริไว้เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2522 โดยสรุปว่า ให้พิจารณาพัฒนาพื้นที่ที่ราษฎรน้อมเกล้า ฯ ถวายที่ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยให้ดำเนินการสำรวจดินอย่างละเอียด เพื่อจัดแบ่งส่วนให้เป็นประโยชน์ต่อการที่จะให้ผู้สนใจได้มาทัศนศึกษา ในด้านการชลประทาน การเกษตรกรรม การปศุสัตว์ การประมง ตลอดจนการสาธิตอุตสาหกรรมในครัวเรือน และให้ดำเนินงานเพื่อให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาการเกษตรที่สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งจะเป็นสถานที่ให้เกษตรกรและผู้สนใจ ได้เข้าชมศึกษาค้นคว้าหาความรู้และนำไปปฏิบัติตาม พร้อมส่งเสริมงานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านรวมทั้งพัฒนาพื้นที่รอบศูนย์ศึกษาฯ บริเวณลุ่มน้ำโจนให้มีความเจริญเป็นตัวอย่างแก่การพัฒนาพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป

ปัจจุบัน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริได้ดำเนินการสนองพระราชดำริ มาเป็นระยะเวลา 39 ปี โดยศูนย์ศึกษาฯ ได้ยึดแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นแนวทางการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาด้านดิน แหล่งน้ำ ป่าไม้ ตลอดจนกิจกรรมการพัฒนาในด้านต่างๆ รวมถึงทำการศึกษาทดลอง วิจัยเพื่อหาแนวทางการพัฒนาที่มีความเหมาะสม สอดคล้องกับภูมิสังคมในพื้นที่ ใช้เทคโนโลยีที่เรียบง่าย ประหยัด เกษตรกรสามารถนำไปดำเนินการด้วยตนเองได้ โดยศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ได้ทำการศึกษา ทดลอง วิจัย มาแล้วทั้งสิ้นจำนวน 131 เรื่อง และได้นำผลสำเร็จที่ได้จากการศึกษา วิจัย มาจัดทำเป็นหลักสูตรฝึกอบรมรวม 13 หลักสูตร นับเป็นการขยายผลความสำเร็จไปสู่เกษตรกรในพื้นที่หมู่บ้านรอบศูนย์ฯ และประชาชนทั่วไปที่สนใจ

ยังผลให้ในปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่รอบศูนย์ สามารถพัฒนาการประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความเข้มแข็งโดยการรวมกลุ่มเพื่อจัดตั้งเป็นกลุ่มอาชีพได้ถึง 18 กลุ่ม อาทิ  กลุ่มข้าว กลุ่มผัก กลุ่มมันสำปะหลัง กลุ่มเกษตรผสมผสาน กลุ่มสมุนไพร และกลุ่มการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ฯลฯ นอกจากนี้ศูนย์ศึกษาฯ ยังได้มีการคัดเลือกเกษตรกรตัวอย่างเพื่อจัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ได้จำนวน 15 ศูนย์เรียนรู้

จากนั้นเวลาประมาณ 13.00 น. ในวันดังกล่าวคณะองคมนตรี ได้เข้าเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรผสมผสาน บ้านนายอภิรมย์ ผาวันดี  ซึ่งเป็นหนึ่งในผลสำเร็จจากงานขยายผลของศูนย์ศึกษาฯ ซึ่งนายอภิรมย์ ได้เข้ารับการอบรมที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ในเรื่องการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ หลังจากนั้น จึงมีส่วนร่วมกับศูนย์ฯ อย่างต่อเนื่องและยังได้เข้ามาศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเรื่องการทำเกษตร เช่น การปลูกแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ การปรับปรุงบำรุงดิน การทำปุ๋ยอินทรีย์ เป็นต้น ซึ่งหลังจากได้รับความรู้จากการอบรมจึงนำมาปรับใช้ในแปลงเกษตรของตนเอง โดยเฉพาะการปรับสภาพพื้นที่ด้วยการปลูกหญ้าแฝกเนื่องจากดินมีสภาพเป็นทรายจัดและแข็ง และการทำปุ๋ยน้ำ ปุ๋ยหมัก รวมถึงการปรับรูปแปลงนา จนปัจจุบันบนพื้นที่ จำนวน 25 ไร่ ถูกจัดสรรเพื่อปลูกพืชผักผสมผสานต่าง ๆ อาทิ ส้มโอ ลำไย ชมพู่ ขนุน ละมุด พืชผักสวนครัว กระจายเต็มพื้นที่ และเลี้ยงกบในบ่อเพื่อกินแมลง เลี้ยงปลาในบ่อและวงบ่อ  นอกจากนี้ยังได้ผลิตปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ สารไล่แมลง สารป้องกันโรครากและโคนเน่า จุลินทรีย์หน่อกล้วย จุลินทรีย์ปลีกล้วย และฮอร์โมนไข่ เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิต

โดยในปี 2560 มีกำไรจากการขายผลผลิตต่าง ๆ กว่า 300,000 บาท นับเป็นอีกหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของบุคคลที่ได้น้อมนำแนวพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานไว้ มาปรับใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตให้อยู่ได้อย่างมีความสุข มั่นคงและยั่งยืน 

จากการมาติดตามการดำเนินงานของ องคมนตรี และคณะฯ ครั้งนี้ได้สร้างความปลาบปลื้มใจให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และเกษตรกร เพื่อจะได้ร่วมกันสานต่อพระราชปณิธานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการสืบสาน รักษาต่อยอดโครงการต่าง ๆ ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานไว้ให้บังเกิดประโยชน์และความยั่งยืนต่อไป

ที่มา : สำนักงาน กปร. และ สยามรัฐออนไลน์  24 มีนาคม 2561

ใส่ความเห็น

© Copyright 2018 Welovethaiking.com , all rights reserved