GO SLOW…เรื่องเมื่อครั้งตามเสด็จ ฯ อเมริกา

74051_443335649054052_497667987_n


(ทรงมีพระราชดำรัส ณ รัฐสภาคองเกรส )


                 คนหนังสือพิมพ์อเมริกันนั้น ขึ้นชื่อว่าดุ และไม่ค่อยจะรู้จักที่ต่ำที่สูง แถมยังก้าวร้าวอีกด้วย

แม้กระทั่งจอมเผด็จการผู้ยิ่งใหญ่อย่างกรุสชอฟ เมื่อถึงคราวต้องไปเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้สื่อข่าวอเมริกัน ยังอดครั่นคร้ามไม่ได้

                 ดังนั้น ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ จะเสด็จประพาสสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๐๓

ทางสหรัฐ ฯ จึงได้จัดส่งบุคคลผู้หนึ่งไปชี้แจงทำความเข้าใจกับบรรดานักหนังสือพิมพ์อเมริกันเสียชั้นหนึ่งก่อน

เท่ากับเป็นการปูพื้นพอให้ผู้สื่อข่าวเอริกันได้ทราบถึงฐานะอันแท้จริงของพระเจ้าแผ่นดินไทย ว่ามิใช่เป็นเทพเจ้า

                 แต่ก็ทรงเป็นที่เคารพเทิดทูนของประชาราษฎร ทั้งที่เป็นชาวพุทธ มุสลิม และคริสต์ เพราะในประเทศไทยนั้น ทุกศาสนา ทุกนิกาย ต่างก็สามารถเผยแพร่ศาสนาของตนได้โดยอิสระเสรี

                ในด้านประชาชน ก็ได้เสด็จ ฯ ออกเยี่ยมราษฎรผู้ยากไร้ในถิ่นทุรกันดาร พร้อมด้วยแผนที่ขนาดใหญ่ในพระหัตถ์

ทรงหาแหล่งน้ำช่วยเกษตรผู้ยากจนของพระองค์ จึงได้รับความเคารพบูชาอย่างล้นพ้นจากชาวบ้านที่ยากจนทั่วไป

                งานของบุคคลผู้นี้ ในการไปทำความเข้าใจกับนักหนังสือพิมพ์ในอเมริกา เรียกกันว่าเป็นงานประชาสัมพันธ์

และทางรัฐบาลก็เห็นว่าไม่มีใครจะเหมาะยิ่งไปกว่า ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช

                ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ชี้แจงให้ผู้สื่อข่าวอเมริกันฟัง ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๙) นั้น ทรงมีฐานะอยู่เหนือการเมือง จึงไม่บังควรที่จะกราบบังคมทูลถามเรื่องการเมือง

                “ถ้าหากบังคมทูลถามเรื่องละคร The King and I จะถามได้ไหม?” นักข่าวหนุ่มคะนองคนหนึ่งซัก ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช

                “ไม่แปลกอะไร คุณกราบบังคมทูลถามได้” ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ตอบ “ดีเสียอีก คุณจะได้ทราบว่า คิงมงกุฎจริง ๆ นั้น หาได้เป็นตัวตลกอย่างในละครเรื่องนั้นไม่

.แท้จริงทรงรอบรู้วิชาดาราศาสตร์ดีกว่าพวกคุณหลาย ๆ คนเสียอีก และทรงเชี่ยวชาญภาษาบาลีเป็นอันมาก..”

                นักข่าวตะลึง จดกันใหญ่  เนื่องด้วย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ไปปูพื้นกรุยทางไว้ก่อนเช่นนี้

k04


 

ดังนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ฯ เสด็จ ฯ ถึงอเมริกา

พวกหนังสือพิมพ์จึงยับยั้งไม่กล้ากราบบังคมทูลสัมภาษณ์เรื่องการเมือง

แต่ได้กราบบังคมทูลถามความรู้สึกส่วนพระองค์ ว่า

                “นี่เป็นการเสด็จฯ เยือนอเมริกาเป็นครั้งแรก...ทรงรู้สึกอย่างไรบ้าง?”

                มีพระราชดำรัสตอบว่า “ก็ตื่นเต้นที่ได้กลับมาเยือนบ้านเกิด เพราะข้าพเจ้าเกิดที่นี่...ที่เมืองบอสตัน”

               คงจะเป็นกษัตริย์เพียงพระองค์เดียวในโลกที่สามารถตรัสได้อย่างเต็มปากเต็มคำ ว่า ทรงมีพระราชสมภพที่อเมริกา

ข้อความนี้ช่วยให้ผู้สื่อข่าวรู้สึกเคารพรักและมีความใกล้ชิดกับพระองค์ขึ้นมาทันที เพราะพระองค์มิใช่ “คนต่างประเทศ”

หากแต่เป็น “คนบอสตัน” คนหนึ่ง

                ตอนใกล้จะจบการพระราชทานสัมภาษณ์ในวันแรกที่อเมริกา มีนักข่าวคนหนึ่งได้กราบบังคมทูลถามเป็นประโยคสั้น ๆ ว่า

                “จะทรงมีอะไรฝากไปถึงอเมริกันชนทั่ว ๆ ไปบ้าง”

                ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งว่า “คนอเมริกันดูช่างรีบร้อนกันเหลือเกิน ถ้าหากจะ GO SLOW จะทำให้มีความสุขยิ่งขึ้น”

                เช้าวันรุ่งขึ้นสถานีวิทยุในอเมริกาแทบจะทุกรัฐต่างเริ่มรายการว่า “กษัตริย์ไทยแลนด์รับสั่งฝากมาว่า GO SLOW .... นับเป็นปรัชญาแบบไทยของพระองค์....ขอให้พวกเรา GO SLOW ในทุก ๆ อย่าง แล้วชีวิตของคุณจะสบายขึ้น”

                ก่อนที่นักข่าวจะกราบบังคมทูลลา มีนักข่าวหนุ่มคนหนึ่งกราบบังคมทูลถาม เป็นคำถามสุดท้ายว่า “ทำไม พระองค์จึงทรงเคร่งขรึมนัก... ไม่ทรงยิ้มเลย?”

                ทรงหันพระพักตร์ไปทางสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ พลางรับสั่งว่า “นั่นไง...ยิ้มของฉัน”

1


                แสดงให้เห็นถึงพระราชปฏิภาณ และพระราชอารมณ์ขันอันล้ำลึกของพระองค์ท่าน

ทำให้เป็นที่รักของประชาชนอเมริกันโดยทั่วไป

ในวันที่เสด็จรัฐสภาคองเกรส เพื่อทรงมีพระราชดำรัสต่อสภา  จึงได้รับการถวายการปรบมืออย่างกึกก้อง และยาวนานหลายครั้ง

                เมื่อเสด็จ ฯ ถึงฮอลลีวู้ด นครแห่งดารา ก็ทรงมีอารมณ์สดชื่นแจ่มใส หม่อมเจ้าหญิงวิภาวดี รังสิต (พระนามเดิมในขณะนั้น ต่อมาทรงได้รับการสถาปนาเป็น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต เมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2520) ได้ทรงเล่าไว้ว่า

                พระราชดำรัสในวันนั้นเป็นกันเอง ขำๆ ดี คนฟังชอบใจมาก หัวเราะกันก๊ากๆ แล้วตบมือถวายหลายครั้ง ในความบางตอนถ้าหญิงจำไม่ผิดก็คล้าย ๆ งี้ ...

เรากำลังเดินอยู่บนเมฆ กระทบไหล่กับดารา เหล่าดาราส่องแสงไปทั่วโลก (ตอนนี้เหล่าดาราที่นั่งอยู่โต๊ะต่างยิ้มน้อยยิ้มใหญ่)

พวกคนไทยโดยมากเป็นนักดูหนัง และติดตามความเป็นของดาราดวงที่ตนชอบอย่างสนใจที่สุด

ข้าพเจ้าจำต้องรับสารภาพอย่างน่าเสียใจว่า แฟนหนังวัยรุ่นของเราบางคนสนใจเรื่องของดาราภาพยนตร์ที่ตนชอบ มากกว่าสนใจวิชาที่เรียนจากโรงเรียนเสียอีก” 

                ตอนนี้คนสำคัญของโลกภาพยนตร์ต่างหัวเราะชอบใจ ต่อไปพระเจ้าอยู่หัวก็ตรัสดีขึ้นไปอีก ตอนนี้ขอลอกพระราชดำรัสแท้ๆ ถ้ามัวแปลเดี๋ยวเสียรสคำหมด

                “Now” ทรงมีพระราชดำรัสต่อไป ว่า  “I would like to confide something – and this is between the King and you.    It’s about “The King and I”

                ตอนนี้ถึงฮาตึงเลยทีเดียว...

                ...หมายกำหนดการต่อไป ก็คือ ต้องพระราชทานวโรกาสในหนังสือพิมพ์ นักข่าว และพวกโทรทัศน์ กี่ช่องต่อกี่ช่องของลอสแองเจลิสถวายสัมภาษณ์ เป็นครั้งแรกในแผ่นดินใหญ่

                 ...มีคนหนึ่งทูลถามท่านว่า “เคยทรงหนังสือเรื่อง ดี อั๊กลี่ อเมริกัน หรือไม่”

                พระราชดำรัสตอบ “ไม่เคย”

                พ่อนั่นคงเตรียมมาว่า คงจะทรงตอบว่า เคย

ครั้นทรงตอบตรงกันข้ามก็ออกจะงง

แต่ก็อุตส่าห์ทูลถามต่อไปว่า “แล้วทรงเห็นเป็นอย่างไร?”

                พระเจ้าอยู่หัวทรงอึ้งไปสักวินาที ก็ตรัสว่า “Well, we all make mistakes” ซึ่งจะแปลออกไปเองว่า ท่านคงหมายความถึงผู้แต่งหนังสือก็ได้ นโยบายต่างประเทศของอเมริกาก็ได้

ไม่ทราบว่า ท่านทรงหมายความว่ากระไรกันแน่

เล่นเอาพ่อนั้นหมดปัญญา ไม่รู้จะต่อเรื่องไปทางไหน ผู้สื่อข่าวอื่นๆ หัวเราะชอบใจที่เห็นพวกเดียวกันจนมุมถึงอึ้งไป....

.......................................................


 

ที่มา : หนังสือ “พระราชอารมณ์ขัน” เรียบเรียงโดย วิลาศ มณีวัต (คัดตัดตอนมาจากหนังสือเรื่อง “ตามเสด็จฯ อเมริกา จดหมาย ถึงเพื่อน” จากหม่อมเจ้าหญิงวิภาวดี รังสิต)

ใส่ความเห็น

© Copyright 2018 Welovethaiking.com , all rights reserved