พระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆที่เข้าเฝ้าฯถวายชัยมงคล ๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๔

พระราชดำรัส  พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล
ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา  ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิตฯ
วันอังคารที่ 4  ธันวาคม พ.ศ. 2544
(ฉบับไม่เป็นทางการ)

ในหลวง อ่างเก็บน้ำดอยเต่า

 

 

ขอขอบใจท่านทั้งหลาย ที่ได้มาให้พรในวันนี้ โดยผ่านคำของนายกรัฐมนตรี ผู้ได้สรุปโดยสังเขป งานการที่ได้ทำมาเป็นเวลาเกิน 50 ปี ซึ่งเป็นการสรุปที่กะทัดรัด ตั้งใจจะลงมา ก็อยากจะเล่าให้ฟังว่า โครงการบางอย่างก็เกิดขึ้นมาโดยบังเอิญ อย่างที่ได้กล่าวถึงโครงการ อ่างเก็บน้ำเขาเต่า คำว่า อ่างเก็บน้ำเขาเต่า นี่ก็ดูท่าทางโก้ดี เพราะว่าอ่างเก็บน้ำดูจะเป็นโครงการที่ใหญ่ แต่ที่จริงเป็นโครงการเล็กนิดเดียว และเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ได้แล่นรถไปเมื่อเป็นเวลาเกือบ 50 ปี ที่ไปหัวหิน และแล่นรถไปตามชายหาด แล่นจนกระทั่งไปถึงหมู่บ้านเขาเต่า บนหาดทราย และขึ้นไปบนบก บนฝั่ง บนบก และผ่านหมู่บ้านเขาเต่า ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมง และเป็นหมู่บ้านที่ชาวบ้าน ไปเก็บหอยเพื่อหากิน เขาไม่ค่อยได้ทำการเพาะปลูก และแม้จะประมง ก็ไม่ได้ทำมากนัก โดยมากไปเก็บหอย เราก็แล่นไปตรงนั้น ข้ามหมู่บ้านแล้ว ก็มีทุ่ง คล้ายๆ เป็นทุ่ง ซึ่งเขาเรียกว่า ตะกาด ตะกาดนี้ เป็นพื้นที่ที่น้ำทะเลขึ้นถึง และเป็นโคลน เวลาน้ำลงก็เป็นโคลน เวลาน้ำขึ้นก็แฉะๆ เราก็แล่นรถจี๊ปไป แล่นๆ ไป ก็จมเลน มีชาวบ้านมาเข็นรถ ช่วยกันเข็น ทั้งทหาร และตำรวจ ก็มาช่วยกันเข็น จนกระทั่งข้ามไปอีกข้าง และไปเจอทาง ทางเกวียน เหมือนทางเกวียนข้ามไป จนกระทั่งอ้อมเขาเต่า ไปลงหาดทรายอีกแห่งหนึ่ง ที่เรียกว่า หาดปราณคลิคีรี

อ่างเก็บน้ำ

หาดปราณฯ นั้นน่ะ ได้แล่นรถไป จนกระทั่งถึงปากแม่น้ำปราณ ทั้งหมดนี้ ไม่ได้ไปเป็นครั้งเดียว แต่เป็นหลายครั้ง แต่การที่ข้ามตะกาดนั้น ก็เกิดความคิดว่า ตรงนั้นเป็นที่ที่เปล่าประโยชน์ เพราะว่าน้ำก็ไม่มีมากพอ ที่จะทำประโยชน์ แต่น้ำก็มีมากเกินไป ที่จะทำประโยชน์ จึงนึกว่า ถ้าสมมติว่า กั้นตรงทางที่น้ำทะเล น้ำเค็มเข้ามาปิดตรงทางเข้า สามารถจะเอาน้ำทะเลออกไป และกักน้ำจืดไว้ ก็จะเป็นประโยชน์ ทั้งเป็นประโยชน์ในด้าน ที่จะใช้น้ำจืดนั้น เป็นน้ำสำหรับทำการเพาะปลูก และเป็นน้ำสำหรับทำการประมง จึงบอกกับอธิปดีชลประทาน ในขณะนั้น คือ ม.ล.ชูชาติ กำภู ให้ช่วยคิดทำกั้นตรงนั้น ทีแรกก็ ม.ล.ชูชาติก็ เห็นว่า ไม่ ไม่คุ้มไม่ดี เพราะว่าถ้าทำแล้วก็ ตรงนั้นอาจจะมีน้ำ แต่ว่าน้ำจะไม่ได้ทำประโยชน์อะไร บอกว่า ควรจะทำน้ำให้อยู่สูงกว่า แล้วก็กั้นตรงนี้ ใช้เป็นที่ทำการเพาะปลูก แต่ในเวลานั้น รู้สึกว่า โครงการที่อธิปดีชลประทานเสนอ เป็นโครงการที่ค่อนข้างจะสิ้นเปลืองมาก สิ้นเปลืองในขณะนั้น ในสมัยนั้น ว่าจะใช้เงินถึง ๑ ล้านบาท ซึ่งสำหรับเดี๋ยวนี้ คล้ายๆ ว่า 1 ล้านบาทก็ขี้ผง ทำอะไร ทำอะไรไม่ได้ 1 ล้านบาท แต่สมัยโน้น 1 ล้านบาท นับว่าเป็น เป็นเงินจำนวนมาก ก็เลยบอกว่า เชื่อเถิดทำเป็นประตูน้ำ เป็นกั้นไว้ ซึ่งก็ทำได้ และสิ้นเปลืองน้อย นับว่าไม่มากนัก คือ 60,000  บาท ไอ้ 60,000 บาทนั้น มิได้เป็นเงินของ ของราชการ ไม่ได้เป็นเงินของส่วนรวม ของประชาชน เป็นเงินส่วนตัวที่ให้เขาไป ทำไปเถอะ 60,000  บาท ซึ่ง 60,000บาท  ก็ถือว่าไม่น้อย ถ้า แต่ถ้าทำได้ประโยชน์ดี ก็นับว่าเป็นประโยชน์มหาศาล ถ้าทำแล้วก็ไม่ได้ประโยชน์ ก็ยังไม่เสียหายมากนัก และเงินงบประมาณไม่ได้เสียเลย

อ่างเก็บน้ำในที่สุดก็ทำได้ นั่นเป็นปี 2506  เวลาทำแล้ว ฝนไม่ลง เพราะที่นั่นเป็นที่ที่แห้งแล้ง ที่เขาเต่านั้น เป็นที่ที่แล้งที่สุดในประเทศไทย ใครๆ บอกอีสานแล้ง จะต้องสร้างอีสานเขียว อีสานฝนลงมา มากกว่าที่นี่หลายสิบเท่า ที่เขาเต่าในสมัยนั้น ฝนตกเพียงปีละซัก 1 วันหรือ 2 วัน แต่ว่าในที่สุดน้ำก็ ได้เพิ่มขึ้นมาหน่อย แต่น้ำก็ยังกร่อยมาก จะเรียกว่ากร่อยก็ยังไม่ได้ เรียกว่าเค็ม เค็มทีเดียว เพราะว่าน้ำที่เข้ามาในนั้น คือน้ำเกลือ น้ำทะเล แล้วก็เมื่อน้ำทะเลเข้ามา เรากังกักเอาไว้ ตลอดปีมันก็ระเหย ระเหย น้ำมันระเหยไป เกลือไม่ระเหย ทำให้น้ำนั้นเค็มกว่า เค็มกว่าน้ำจืด เอ้อน้ำทะเล น้ำ น้ำทะเลกลายเป็นเหมือนน้ำจืด เลยไม่ทราบว่าจะทำยังไง ปีต่อไป ได้ไปที่ประจวบคีรีขันธ์ ที่คลองวาฬ ซึ่งมีสถานีประมงที่คลองวาฬ เขาเลี้ยงปลา ที่เป็นปลาทะเล เรียกว่า ปลานวลจันทร์ทะเล เขาจับปลานวลจันทร์เล็กๆ ที่อยู่ในทะเลเอามาขาย และสำหรับเลี้ยงใน ในบ่อ ซึ่งถ้าเลี้ยงในบ่อ น้ำมันจืดลง ปลานวลจันทร์ทะเลนั้น ก็เติบโตได้ เป็นอันว่า จะเป็นอาชีพสำหรับชาวบ้าน ไปซื้อมา เขาไม่ได้ซื้อ เราซื้อให้ ไปซื้อเอามาปล่อยในอ่างเก็บน้ำ และเมื่อปล่อยแล้วมันก็เติบโต เติบโตดี ปีหนึ่งมันเติบโตมาขายได้เป็นเงิน เป็นหลายแสน แต่ว่าชาวบ้านก็ไม่ค่อยสนใจ จึงเลิก ปลานวลจันทร์ทะเลมันไม่ มันไม่เติบโต เอ้อมันไม่แพร่พันธุ์ในบ่อ ในอ่าง มันจะแพร่พันธุ์ได้แต่ในทะเล แต่ก็ยังไงก็จับได้และค้าขายได้ ซึ่งถ้าสมมติว่า ไปซื้อมาแล้วมาปล่อยแล้วก็ดูแล และถึงเวลาก็ขาย ก็เป็นอาชีพที่ดี คลองปลาวาฬ

ปลานวลจันทร์ทะเล

มาถึงปีต่อไปนั้น ก็จับปลานวลจันทร์ทะเล ก็ได้จำนวนปลามากพอสมควร แต่ที่แปลกที่สุด ไปจับไปจับมาจับมา ได้จับได้ปลาที่เรียกว่า ปลาหมอเทศ ใครเอามาใส่ก็ไม่ทราบ ไม่มีใครยอมรับว่าเอามาใส่ แต่ก็ได้ปลาหมอเทศ 15 ตัน ซึ่งก็นับว่า เป็นผลพลอยได้ที่ดี แต่ปลาหมอเทศนั้น คนไม่ชอบ บอกว่าปลาหมอไทยอร่อยกว่า ปลาหมอเทศนี่ของเทศ ใช้ไม่ได้ เราก็ไม่ได้ตั้งใจที่นำมาใส่ แต่ว่าปลาหมอเทศนี่ เราถือว่าเป็นผลพลอยได้ ก็เอาขึ้นมา และตั้งใจจะให้ตากแห้ง และทำป่น ทำเป็นปลาป่นสำหรับเลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด ชาวบ้านก็บ่นบอกว่าเหม็น เขาไม่เอาใจใส่เลย ฉะนั้นก็ เราก็กลายเป็นคนไม่ดี เอาของมาทำให้ ทำให้สกปรก ทำให้เป็น pollution ต้องบอก pollution เพราะว่าต้องพูดภาษาอังกฤษนะ ถ้า ถ้าพูดภาษาไทย ไม่มีใครเข้าใจ เป็น pollution ก็ไม่สำเร็จ ลงท้ายก็ไม่ ไม่เอาอีก เลยไม่ได้ไปที่เขาเต่านี้ เป็นเวลาแรมปี เพิ่งไปเมื่อ เมื่อ 2 เดือน ไป ไปดูแล้วก็ คนก็ฮือฮากันว่า เป็นโครงการที่เก่าแก่ที่สุด เป็นโครงการชลประทานอันแรก ของพระเจ้าอยู่หัว ก็ถึงบอกว่าค่อนข้างจะบังเอิญ ที่ทำโครงการนี้ และก็ผล ผลที่ได้ ก็บังเอิญเหมือนกัน บังเอิญมี มีปลา แต่ลงท้ายผลก็ไม่สำเร็จ ไม่ได้เป็นผลสำเร็จ แต่ทีหลังก็ที่ไปดู เลยกลายเป็นผลสำเร็จอย่างยิ่ง เพราะว่าไปที่นั่น ไปดูที่ ที่โรงเรียน ที่โรงเรียนนั้น ในครั้งโน้น มีโรงเรียนเล็กๆ มีครูคนเดียว แล้วก็มีนักเรียนไม่กี่คน เป็นที่ที่ลุ่ม ปลูกหญ้าให้เด็กวิ่งเล่นก็ไม่ขึ้น ได้ไป ได้ไปดูที่ตรงนั้น และมีผู้เชี่ยวชาญทางองค์การอาหาร และเกษตร ได้ไปด้วย ซึ่งเขาเป็นคนผู้เชี่ยวชาญ ทางเกี่ยวข้องกับดิน ก็ปรึกษาเขา ปรึกษาเขาว่าเป็นอย่างไร ดินที่นี่เป็นอย่างไร เขาก็อุตส่าห์ไปเอาที่เจาะ ไม่ใช่เครื่องใหญ่โต เป็นที่เจาะเหมือนสว่าน สว่านมือ ไม่ใช่ไฟฟ้า เจาะแล้วเอาขึ้นมา เขาก็ไปตรวจดู บอกว่าดินนี้แย่มาก ที่เขาเต่านี้สถานการณ์เรื่องน้ำ ก็ที่แย่ที่สุดในประเทศ ทั้งนี้สำหรับดินก็เป็นสถานการณ์ ที่แย่ที่สุดในประเทศเหมือนกัน เป็นดินที่ถ้าจะปลูกอะไร ไม่มีอะไรขึ้น เพราะว่าไม่มีอาหารสำหรับ ให้ปลูกพืชอะไรเลย ถึงหญ้าไม่ขึ้น

ดินลูกรังก็มีวิธีที่จะแก้ไข วิธีแก้ไขก็ใช้เอาดินลูกรัง ซึ่งแต่ละคนก็คงได้เคยเห็น ดินสีแดงลูกรัง ไม่ ไม่ได้นึกว่าจะมาทำการเพาะปลูก เพาะปลูกได้ แต่ความจริงดินลูกรังนี้ มีอาหารที่ดีสำหรับพืชพอสมควร แต่ว่ามันไม่ขึ้น เพราะว่าไม่มีจุลินทรีย์ ที่จะมาช่วยให้พืชสามารถที่จะดูด ดูดเอาอาหารที่อยู่ในดิน ก็ไปเอาดินลูกรังมาจากเนิน ที่อยู่ข้างถนน ทางด้าน ด้านเนินที่อยู่ทางตะวันตก แต่ไม่ไกลนัก ก็เอาดินมาใส่ และก็ปลูกหญ้า ปลูกดอกไม้ ปลูกต้นไม้ก็ขึ้นได้ดี ทีนี้การที่ได้ไปเมื่อ เมื่อ 2 เดือนนี้ ไปมิได้ไปสำหรับไปปลูกอะไร มิได้ไปสำหรับไปเลี้ยงปลา มิได้ไปสำหรับทำอะไร ที่จะเป็นเงินเป็นทอง แต่ไปสำหรับไปสอนเด็ก เอาเด็กไป แล้วไปให้เขาดู ว่าทำยังไง สำหรับตรวจดิน ว่าดินเป็นอย่างไร แล้วก็บอกเขาว่า นี่แหละเมื่อสมัยก่อนนี้ เมื่อ 40 กว่าปีได้มาที่นี่ และได้มาเจอผล ได้มาเจอสถานการณ์ที่ไม่ดี สถานการณ์ที่ รู้สึกว่าแร้นแค้นมาก แล้วก็ชาวบ้านที่เขาเต่านี้ ไม่มีเงิน ไม่มีอาหาร แต่เดี๋ยวนี้ เขาก็อยู่ดีกินดีพอสมควร ก็มาจากการพัฒนา พัฒนาให้ดินดีขึ้น ให้สถานการณ์ที่ใน ในละแวกนั้นดีขึ้น เขาก็ได้เห็นว่าเราทำอย่างไร ทั้งที่โรงเรียน ที่โรงเรียนนั้น ก็เป็นโรงเรียนเดี๋ยวนี้ มีนักเรียนมากขึ้น แล้วก็มีครูมากขึ้น ครูเดิมเขาก็ยังอยู่ แต่ว่าเป็นครูที่ปลดเกษียณแล้ว อายุ อายุมากหน่อย แต่ว่ายังแปลกใจ อายุยังไม่ นึกว่าจะเป็นคนแก่ แท้จริงเป็นหนุ่มๆ อายุตอนนั้น เดี๋ยวนี้ก็ซัก 68 ก็หนุ่มๆ 68 ก็เลยได้พบ หูตึง ไปคุยกับเขาลำบาก เราก็หูตึงเหมือนกัน เขาก็หูตึง ก็คุยไม่ค่อยได้ แต่ไม่เป็นไร เขาก็ยิ้มแย้มแจ่มใส เราก็ยิ้มแย้มแจ่มใส แล้วก็ไปดูอีกแห่งหนึ่ง อีกข้าง ซึ่งเคยเห็นว่าเขาไถลงมา ใช้เครื่องไถเป็นเนิน เป็นเนินที่ลงมาจากภูเขา ไถลงมาแล้วก็เมื่อมีฝน ดินก็ถูกทลายลงมาในอ่าง มันก็เสีย เสีย เสียหลายอย่าง ดินก็เสียหมด อาหารในดิน แล้วก็อ่างก็ตื้นเขิน นี่เป็นปัญหาที่เจอทั่วทั้งประเทศ ว่าทำไม่ดี คือไถสำหรับทำการเพาะปลูก แล้วก็ มันก็ทลายลงมา ทำอ่างเก็บน้ำทลาย ทลายดินลงมา ดินก็มาทำให้อ่างเก็บน้ำนั้นตื้นเขิน

นี่ก็ไปครั้งนี้ไปดูโครงการ คำว่าโครงการนี้ โก้ว่าเป็นโครงการ แต่ก็โครงการนี้ก็ได้เห็นว่า ทั่วประเทศ มีสิ่งที่ทำแล้วบกพร่อง ถ้าบกพร่อง จนกระทั่งทำให้ที่ตรงนั้น เจริญขึ้นไม่ได้ แต่ก็ ก็เจริญได้พอสมควร ก็เพราะว่ามีคนไปช่วย แต่ก็ยังไงก็ตาม ก็ได้ให้นักเรียนได้เห็นว่า ในที่ที่แร้นแค้น มันไม่เจริญขึ้นมาได้ อย่างที่ควรจะเกิดเจริญได้ เพราะว่าไปทำอะไร ที่ไม่ถูกต้อง ไม่ถูกหลักวิชา อันนี้ อะไรก็ตาม ทั้งนี้ก็อยากให้ เด็กเขาได้ทราบ ได้เห็น ก็เข้าใจว่า เขารู้ เขาได้เห็น และก็ได้เกิดความรู้ขึ้นมา และเขาจะต้องหาความรู้เองต่อไป ไม่ใช่ว่าจะไปบอก เราต้องทำอย่างนั้นๆ แล้วก็ เขาก็ทำ แล้วก็ได้ผล แต่นี่เขาให้เห็นกับตัว ตัวเขาเองได้เห็นว่า ในภูมิประเทศที่แร้นแค้น มันทำได้ เพิ่มขึ้น เพิ่มความเจริญได้ แต่ว่าที่ ที่คนไม่ค่อยอยากทำ มันก็เจริญไม่ได้ หรือเจริญช้า ถ้าเจริญช้า ก็เท่ากับว่าถอยหลัง ทั่วประเทศก็เป็นอย่างนี้ ซึ่งนายกฯ มาพูดตะกี้ว่า ทำงาน 50  กว่า 50 ปี มีโครงการเกิน เกิน 2,000 โครงการ โครงการนั้นน่ะ 2,000 โครงการนั้น ความจริง 2,000 มันน้อย ในประเทศน่ะ มีโครงการเป็นแสนเป็นล้าน แต่ว่าถ้าทำตามแบบที่ ที่เหมาะสมที่ถูกต้อง ไม่ต้องให้พระเจ้าอยู่หัวไปทำ ทำ ไม่ต้องแม้แต่นายกฯ ไปทำ ต้องทำ คนที่มีหน้าที่ทำ ก็ทำไป และเมื่อทำไป ถ้าอยากให้มีกำลังใจ เราก็อาจจะมาโอ้อวดกันนิดหน่อย ว่าในตำบลของตัว ทำอย่างนั้นๆ ดี ได้ ได้ประโยชน์ขึ้นมา ก็อันนี้ก็จะดี เพราะว่าคนที่ได้ทราบ ว่าชาวบ้านในตำบลโน้นๆ ได้ทำ และได้ประโยชน์ ก็มาอวดให้คน ที่ยังไม่มีความคิด ได้ทำบ้าง และอาจจะเชิญ ผู้ที่เขาทำได้สำเร็จมา มาดูในที่ที่ ที่ยังไม่สำเร็จ หรือยังไม่ดี หรือยังไม่รู้ว่า ควรจะทำอย่างไร อันนี้ก็เป็น เป็นเรื่องที่จะทำให้บ้านเมืองก้าวหน้าได้ ไม่ถอยหลัง

ซึ่งก่อนลงมานี้ มิได้ตั้งใจจะมาพูดเรื่อง เรื่องพัฒนา ตั้งใจจะมาพูดถึงเรื่อง เรื่องความหายนะ ซึ่งปัจจุบันนี้ ทุกคนทราบดีว่า ประเทศดูเหมือนว่า จะหายนะ ไม่ใช่ พัฒนะ ไม่ใช่วัฒนะ เพราะว่า เดี๋ยวนี้อะไรๆ ดูจะเสื่อมลง ทางนายกฯ ดูนั่งทำหน้ามุ่ย รู้สึก รู้สึกไม่พอใจที่บอกว่า ประเทศหายนะ แต่เป็นความจริง เพราะว่า ทำอะไรมันดูมีปัญหาทั้งนั้น แต่สำหรับท่านนายกฯ น่ะไม่มี นายกฯ Happy แต่ว่า Happy ข้างนอก ดูท่าทาง Happy แต่ข้างในไม่สบายใจ ก็ว่าไม่รู้จะทำยังไง เพราะว่าไม่ก้าวหน้า แต่ยังไง การก้าวหน้านั้น นายกฯ ก็ได้ให้สูตรไว้แล้วว่าทำยังไงให้ก้าวหน้า คือ จะต้องสามัคคีกัน ร่วมกันทำ แล้วถ้าร่วมกันทำ มันก้าวหน้าได้ แต่ถ้าไม่ร่วมกันทำ ไม่ ไม่มีทางก้าวหน้า แล้วข้อสำคัญเรามานึกถึงคำว่า ทัศนะของแต่ละคน ความคิดของแต่ละคน ก็มีความคิดดีทั้งนั้น แต่ว่าทัศนะของอีกคนหรือความคิด หรือเกณฑ์ของคนอื่น มันไม่เหมือนกัน ก็ขัดกัน ถ้าเรามีความคิดอย่างหนึ่งแล้วก็มาพูดกับอีกคน เขาบอกไม่ ไม่ถูก เขาก็มีสิทธิ์ที่จะบอกว่าไม่ถูก แต่ตอนนี้เราจะทำยังไง ถ้าหากว่ามีความคิดใน ในงานอะไรอย่างหนึ่ง คนหนึ่งบอกต้องทำอย่างนี้ อีกคนบอกทำอีกอย่าง ขัดกัน มันจะสำเร็จได้อย่างไร มันไม่มีทางสำเร็จ แต่ว่าทางสำเร็จมันมี อยู่ที่จะต้องละทิฐิ ถ้าหากว่ามาพูดกัน และจะเห็นได้ว่ามีทาง ในงานอะไรก็ตาม ความจริงมันมีทางเดียว ไม่ใช่มีหลายทาง ถ้ามีหลายทาง บางทีก็มาดูดี ๆ มันก็ทางเดียวกัน ทางที่จะทำให้งานสำเร็จน่ะ ไม่ใช่มีหลายทาง มันมีทางเดียว แต่ความคิดไม่เหมือนกัน มีจับเกณฑ์ของตัวเป็นใหญ่ อีกคนหนึ่ง เขาก็มีเกณฑ์ของเขา ฉะนั้นจะต้องให้ปรองดองกันได้

คำว่า ปรองดอง คำว่า สามัคคี สำคัญมาก ต้องมาหาทางที่ ที่มารวมปรองดองได้ แต่ว่าที่เป็นอย่างนี้ คน 2 คน ความคิดไม่เหมือนกัน มีไม่เหมือน มีให้เหมือนกันไม่ได้ คน คนแต่ละคนมีความคิดต่างกัน มีแนวชีวิตคนละอย่าง ได้เรียนรู้มาคนละอย่าง ได้มีประสบการณ์มาคนละอย่าง แต่ว่าถ้ามา มาสัมมนากันน่ะ เชิงปฏิบัติการ ก็จะสำเร็จได้ แล้วไอ้คำเชิงปฏิบัติการนะ ต้องปฏิบัติ ถ้าทำสัมมนาเชิงปฏิบัติการ แต่ไม่ได้ปฏิบัติ อย่างวันนี้นะ ไม่ใช่สัมมนาเชิงปฏิบัติการ นี่แหละพูด และพูดอยู่คนเดียว ถ้ามาพูดกัน คุยกัน และปฏิบัติ นี่ก็เป็น เป็นสัมมนาเชิงปฏิบัติการ แต่ว่าการ การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ แบบที่เราทำๆ กัน มันไม่ใช่ มันก็ ขอโทษนะ เป็นการไปเที่ยว ไปเที่ยวรถไฟน่ะ ก็มันไม่ถูก ถ้าหากว่าพูดกันให้รู้เรื่อง นั่นจะมีประโยชน์ ถึงต้องดูว่า แต่ละคน มีความคิดแตกต่างกัน ต้องพยายามที่จะให้ ความคิดนั้น ความแตกต่างนั้น มาปรองดองกัน

แต่อีกอย่างหนึ่งที่จะพูด จะพูดแล้วก็แต่ละคนก็จะต้องโกรธตัวเอง ไม่ใช่โกรธคนอื่น อย่างคนที่ มีความคิดอย่างหนึ่ง แล้วก็ไปเจอคนที่มีความคิดอีกอย่าง ก็โกรธเขา รู้สึกโกรธ รู้สึกเคือง ว่าทำไมเขาไม่ ไม่มีความคิดเหมือนกัน ไอ้ไม่มีความคิดเหมือนกันน่ะ มันเป็นไปได้ แต่ที่น่าโกรธที่สุดก็คือ ตอนนี้เราคิดอย่างนี้ พรุ่งนี้เราคิดอีกอย่าง ขัดกันเอง ขัดกับตัว ตัวเราเอง ในตัวเราเองน่ะขัดกัน นี่ไม่รู้ว่า มาคิดมา 3 วันแล้ว ว่าจะแปลเป็นภาษาไทยว่ายังไง คือว่า แปลไม่ได้ หมู่นี้ฟังแต่ภาษาอังกฤษ ฟังภาษาไทยไม่ได้ ไม่รู้เรื่อง เพราะว่า ไปฟังวิทยุไทยก็มี ภาษาอังกฤษ ทีนี้ก็เป็นเรื่องของการ เอ๊ะเดี๋ยวนี้ภาษาอังกฤษ ชักจำไม่ได้อีกแล้ว จำไม่ได้จริงๆ คือ สมองชักจะเลือน มันอายุมันมาก ก็เลยมีเรื่องของความคิดที่ขัดกัน มีคนละมาตรฐาน เขาเรียกภาษาอังกฤษ ว่า double standard double ก็สองอย่าง standard ก็เกณฑ์ เกณฑ์หรือมาตรฐาน มาตรฐานที่มี 2  อย่าง คือหมายความว่า เราคิดว่า สำหรับตัวเราอะไรดี แล้วก็บอก แต่ว่าไปพูดกับอีกคน ไปพูดอีกอย่างว่า อันนั้นเป็นดีสำหรับเขา เป็น double standard อย่างสำหรับเราคนไทยถือว่า ทำอะไรอย่างนะดี แต่เราไปบอกว่าของ ของต่างประเทศเขาพูดอย่างนั้น เขาไม่ดี เนี่ยเรามี double standard ไอ้คำว่า double standard เนี่ย มันทำให้ ทำให้ความเจริญไม่เกิดขึ้น แต่ว่าอาจจะนึกว่า ความเจริญเกิดขึ้นได้ เพราะว่าเราไปต้มเขาได้ เราไป เราไปหลอกเขาได้ แต่ความจริง double standard นี้มีทั่ว ทั่วไป ทั่วโลก ไม่ใช่เมืองไทย เมืองไทยไม่เคย ก่อนนี้ไม่มีเท่าไหร่ double standard ต่างประเทศมีมากกว่า แต่ว่าเดี๋ยวนี้เมื่อ อย่างที่ว่าพูดภาษาฝรั่ง เราก็ต้องมีบ้าง

ดังนั้นการที่แก้ไขความเดือดร้อน ความหายนะ จะต้องดูว่าไอ้ double standard นี่ เราจะมาปราบได้ยังไง แล้วก็ขอ ขอให้ท่านไปคิดเป็นการบ้าน ว่า double standard นี่ภาษาไทยเขาเรียกอะไร คือคิดมา 3 วัน 3 คืน เวลาหลับก็ ก็คิด ตื่นมาก็เอ๊ะ ตะกี้คิดอะไร มันไม่รู้เลย ไม่เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร แต่ว่ามาปรารภว่า ถ้าเราไม่ใช้ double standard ใช้ความตรงไปตรงมา จะ จะแก้ไขสถานการณ์ได้ แต่ถ้ายังใช้อยู่ รู้สึกว่าจะไม่มีความเจริญ คนที่มี double standard อาจจะมีความเจริญของ ของเขาได้ แต่ว่าถ้าเรามี double standard ในตัวเราเอง เราขัดขาตัวเอง คือเดิน ๆ ไป ถ้าเดิน ๆ ไปขามันขัดกัน เราไปขัดขาคนอื่นไม่เป็นไร คนอื่นเขาหกคะเมน แต่ถ้าเราขัดขาตัวเอง ไม่มีปัญหาเราต้องหกคะเมน เพราะว่าตัวเราเอง เราไปขัดขาคนอื่น คนอื่นน่ะหกคะเมน เราอาจจะไม่หกคะเมนได้ แต่ถ้าไปขัดขาคนอื่น เราอาจจะหกคะเมนก็ได้เหมือนกัน ฉะนั้นไอ้การมี double standard ในตัวเอง อันนี้เป็นอันตรายที่สุด อันนี้ต้องขอให้ท่านไป ลองแปลว่า คือแปลว่าอะไร อันนี้ที่เป็นความเดือดร้อนในจิตใจ และความไม่สบายใจ ว่าสมัยนี้กำลังถอยหลัง เพราะว่าใช้ double standard ในตัวเราเอง หรือในประเทศเราเอง ถ้าไปใช้ double standard กับคนอื่นหรือประเทศอื่น ก็แล้วไป ไม่เป็นไร เขาอาจจะเสียหาย แต่เมื่อเขาเสียหายเขาก็โกรธเรา เราก็เสียหายเหมือนกัน เขาตีหัวเรา เราไปขัดขาคนอื่น คนอื่นเขาก็โกรธ เขาก็โกรธเขาก็มาตีเรา อันนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดา

นนทบุรีแล้วก็ที่มาถึงนี่แล้วก็นายกฯ ก็ได้ชมว่าทำให้ส่วนรวมได้ดีขึ้น ก็ดี ดีใจ ที่เห็นว่าเป็นเช่นนั้น แต่ว่าไอ้ความเดือดร้อนที่เดินลงมา อยากจะมาพูดกับท่านว่า เราต้องพยายามแก้ไขให้ความถอยหลังที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ในปัจจุบันนี้จะต้องแก้ไขให้เดินหน้า ให้ก้าวหน้า และให้มีความรุ่งเรืองต่อไปได้ มาถึงฟังดู ว่านายกพูดในนามของท่านทั้งหลายว่ามีความพอใจ ก็ดีใจชั่วขณะ ดีใจมากว่า โอ้ เราทำดี แต่มาคิดกลับไปที่เราตั้งใจจะมาปรารภ ก็กลุ้มใจ ถึงต้องพูดให้ ฝากให้ทุก ๆ ท่าน ไม่ใช่รัฐบาลเท่านั้น คนอื่นทุกคนว่า ต้องพยายามแก้ไข ไม่ให้ขัดขากันเอง ไม่ให้ขัดขากันเองโดยนึกตั้งใจว่า นึกจะได้ดี ฉะนั้น ต้องพยายามเข้าใจคำนี้ แล้วเอาไปแปลให้ดี แล้วก็ปฏิบัติ มานึกดูว่า Standard ก็คือ มาตรฐาน ดับเบิลก็ ขัดกัน คือ มาตรฐานที่ขัดกัน แต่ว่าถ้าขัด 2 บุคคล ขัดกัน ก็เกิดทะเลาะกันได้ แต่คนบุคคลเดียวกันขัดกันก็อาจจะเดือดร้อนในตัว คือ ตัวเราน่ะมี อาจจะมีหลายตัว หลายคน ลืมว่า เราพูดอะไรตะกี้ เสร็จแล้ว เรามาขัด ขัดกัน เราก็เสียหาย อันนี้พูดย้ำ เพราะว่ามันเป็นจุดที่ค่อนข้างจะสำคัญ อันนี้ก็ พูดอย่างนี้ เพราะว่า ได้ยินตะกี้ว่า นายกฯ ชมว่าทำตั้งแต่เขาเต่า เราก็ตั้งใจที่จะมาเล่าให้ฟัง เรื่องอะไรที่ไม่ ไม่ดี สิ่งที่โสโครก วันนี้ดูท่าทางพูดอะไรไม่ค่อยดีหรอกครับ สิ่งที่โสโครก เมื่อ 20 กว่าปี 20 กว่าปีนั้น ก็ได้คิดถึงว่า สิ่งโสโครกที่ลงมาจากบ้าน แล้วก็ทาง เขาให้ทางเทศบาลมาดูดมาสูบไป แล้วก็ไป ไปทิ้งในที่ที่สมควร นี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ เมื่อ 20 ปี ได้คิดดูว่า ว่าที่เขา เจ้าหน้าที่ที่เขาไปดูดสิ่งโสโครก จากบ้าน แล้วเขาเอาไปไว้ที่ไหน เป็นปัญหา ก็ไปสืบดู เขาก็บอกว่าสูบเอาไป และเอาไปทิ้งในที่ที่เหมาะสม ไอ้ที่ที่เหมาะสมนั้น ไม่ทราบที่ไหน ก็ตามรถที่เขาเอาสิ่งโสโครกนั้นไป ตาม ตามรถนั่นไป แล่น ๆ ไปตอนกลางคืน มันก็ไม่ค่อยเห็น แต่มันแล่นไป ไปจอดที่คลองหรือที่แม่น้ำ จอดสักพักหนึ่ง ปล่อยลงคลอง ปล่อยลงแม่น้ำ เสร็จแล้วก็ในรถนั้น ก็ไม่มีสิ่งโสโครกแล้ว เป็นสำเร็จประโยชน์ เรียบร้อย สะดวกดี ไม่ต้องไปไกล ไปดูดที่บ้านที่อีกแห่งหนึ่ง

เกิดจากเหตุอย่างนี้ จึงเกิดความคิดว่า ถ้าหากว่า หาที่แห่งหนึ่ง นอกเมือง แล้วก็ไปทำถัง เอาสิ่งโสโครกนี่ ไปปล่อยใส่ในถังนั้น แล้วก็หมัก หมักไป 10 วัน สิ่งที่เป็นสิ่งโสโครก ก็หายโสโครก มีเชื้อโรค เชื้อโรคอะไรล่ะ หมดไป 10 วันก็หมดไป ถ้าให้ดี เอาเป็น 28 วัน ให้ ให้มันจริง ๆ จัง ๆ โสโครกพวกเชื้อที่ร้ายแรง ที่เวลานั้นยังมีอยู่ ก็คงไม่ต้องบอกชื่อ ก็คงคนรังเกียจ ชื่อพวก สิ่งโสโครกเหล่านั้นคือ เป็นพวกเชื้อโรคต่าง ๆ ชนิด หมดไม่มี แล้วแม้แต่กลิ่นก็หมด ไปใส่อย่างนั้นแล้ว เสร็จแล้ว เอาออกมา มาตาก แล้วก็ใช้ ที่เป็นวัตถุนั้น มาใช้เป็นปุ๋ยได้ เป็นประโยชน์ มีส่วนที่เป็นสิ่งผลิตที่เป็นของแข็ง เป็นของแข็ง และสิ่งที่เป็นน้ำ น้ำก็เป็นปุ๋ย ปุ๋ยที่ไม่เหม็น ไอ้สิ่งของแข็งนั้นก็เป็นปุ๋ยที่ไม่แข็ง ไม่ ไม่เหม็น เมื่อเอาไปใช้แล้วเอาทำถังหลายถัง ก็เอาสิ่งโสโครกมาใส่อีกต่อไป ก็จะทำเอาของที่โสโครก และของที่ปฏิกูลมาใช้เป็นประโยชน์สำหรับการเกษตร ใช้ได้ ได้ปรึกษากับผู้ที่รู้ และได้ไปทำโครงการอันนั้น ที่นนทบุรี 20 กว่าปี และก็เขาก็รายงานว่า ได้ผลดี มาเมื่อ 2-3 เดือน ก็เกิดคิดนี้ ก็ถามว่า เดี๋ยวนี้เป็นยังไง เขาบอกโอ้ยยังมี วิธีทำอย่างงี้ แต่ที่นนทบุรี ไม่มีแล้ว คงเป็นเพราะว่า เมืองมันขยายไป นนทบุรีนี่ เป็นที่ที่ เป็นที่ที่มีคนไปอยู่อาศัย ไม่ได้เป็นที่สำหรับการเกษตร แต่ว่าเขาไปทำที่อื่น ในจังหวัดอื่น ๆ ทำไปทำมา ก็เจอว่า ที่หัวหินก็มี ก็ให้คนไปดูที่หัวหิน แต่ปรากฏว่า ที่หัวหินไม่ค่อยสำเร็จ ไม่ดี เพราะว่าไปทำ แล้วก็มีคนมา มาสร้างบ้านอยู่รอบ นาน ๆ ไปคนที่สร้างบ้านอยู่รอบนั้น ก็เป็นใหญ่ บอกว่า ทำไมเอาสิ่งปฏิกูลมาทิ้งไว้ตรงนี้ มันเหม็น มันแย่ เขาก็ยังดีไม่เดินขบวนมาหารัฐมนตรี แต่ว่าจวนแล้ว เพราะว่าเขาบอกว่า อยู่ไม่ได้ ที่จริงเขาไม่ได้ แต่ก่อนนี้ไม่มีใครอยู่ที่นั่น แต่เขามา มาอยู่ มาสร้างบ้านที่มาอยู่อาศัยที่รอบโครงการปฏิกูลนี้ ก็ตกลง โครงการปฏิกูลนี้ ตอนนั้นลงทุนถึง 2 ล้านบาท เราไม่ได้ลงทุนหรอก เขาลงทุนเอง ควบกับเทศบาลหัวหิน แต่ว่ามีที่อื่นที่ยังพอใช้ได้ โครงการแบบนี้ ฉะนั้น ก็โครงการที่ทำอย่างนี้ ก็เป็นโครงการที่ส่วนมากท่านทั้งหลายคงไม่มี ไม่ได้เคยได้ยินว่า มีโครงการอย่างนี้ ทำขึ้น สิ่งปฏิกูลมาเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ แต่ว่าก็ต้องทำเหมือนกัน

เวลานี้ก็มีปัญหาที่ในกรุงเทพฯ ก็เคยพูดแล้ว ว่าในกรุงเทพฯ นี่ เอาของมาจาก จากต่างจังหวัด ที่เขาปลูกต่างจังหวัด ปลูกแล้วก็มาบริโภค มาบริโภคแล้ว ขอโทษ ถ่ายออก ถ่ายออก มาแล้วก็ ไอ้ที่ถ่ายออกนี่มันไปไว้ที่ไหน ก็ยังมีปัญหา ว่าจะทำปัญหาอย่างนี้ อันนี้ เทศบาล เทศบาลเป็นทุกข์ ก็ต้องพยายามที่จะพิจารณาว่า จะทำอะไรต่อไป พูดถึงเทศบาล ท่าน ท่านผู้ว่าฯ สมัคร ตอนนั้นน่ะมาบอกว่า จะทำโครงการสำหรับสุนัขเทศบาล สุนัขเทศ แต่ได้ข่าวว่าท่านได้ทำ ไปทำการทำหมันกับสุนัข แล้วเมื่อทำหมันสุนัขแล้ว ก็ปล่อยออกมาตามถนน แต่ปล่อยมาตามถนนนั้น ก็ขอโทษ มันเกิดเดือดร้อน เกิดเดือดร้อน 2 อย่าง อย่างหนึ่ง ไอ้สุนัขที่ออกมานั้น มันก็วิ่งไปวิ่งมาถูกรถชนมันก็เกิดปฏิกูลน่ะสิ ก็ไม่รู้จะทำยังไง แต่ว่าที่ท่านไปทำหมันน่ะ ที่แย่อีกอย่าง ก่อนที่จะปล่อยออกมาท่าน ท่านตัดหู ท่านตัดหูสุนัข ให้รู้ว่าเขาทำหมันแล้ว ไอ้นี่มันไม่รู้จะทำยังไง เราไปเจอสุนัข ที่หูแหว่ง อ้านี่แหละทำหมัน ทำหมันแล้ว ทำหมันสมัคร ขอโทษนะ (ทรงพระสรวล) ก็ได้ยินว่าอย่างนี้ แต่ก่อนนี้สุนัข ไปซื้อที่เมืองนอกมานะ เมื่อห้าสิบปีนั้น ตอนนั้นไปซื้อสุนัขเมืองนอกแล้วก็ สุนัขนั้นเขาตัดหู ไม่ใช่เพราะทำหมัน เขาไม่ได้ทำหมัน สุนัขที่ที่ซื้อมาเขาตัดหู และที่ตัดหูนั้นไม่ได้ทำหมัน รู้มา เพราะว่าเป็นพ่อแม่ของสุนัขที่รู้จักกันวันหลังว่า โจโฉ ตัวนั้นเป็นสุนัขที่มีชื่อเสียงมาก แต่เสียไปแล้ว ตายไปแล้วหลายปี บางก็คนอาจจะจำได้ ว่าโจโฉนั้นน่ะพ่อแม่เขาหู หูแหว่ง ไม่ได้ เขาตัด ตัดหู แต่ไม่ได้ทำหมัน โจโฉ น่ะไม่ได้ตัด ไม่ได้ตัดหู ไม่ได้ทำหมัน แต่ว่าโจโฉก็เขา เขาไม่ได้มีบุตร ไม่มีลูก แต่ยังไงก็ตาม ของเทศบาลสุนัขที่ตัดหูแหว่ง ไม่ได้ตัดหู แบบ แบบพ่อแม่โจโฉ มีสุนัขของคุณสมัครนี่ มีลูกไม่ได้เพราะว่าไปทำหมันเขา เราไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร สำหรับให้ ให้รู้ว่านี่เป็นสุนัขสมัคร แต่ว่าอย่าให้มัน สุนัขบางตัวก็น่ารัก สวย แต่หูแหว่ง ไม่มีใครอยากไปเลี้ยง แต่ถ้าสุนัขที่ทำหมันแล้วได้ดูแลเกี่ยวข้องกับ กับอนามัยสุขภาพของเขา มีคนอยากได้ คนอยากได้ไปเลี้ยง มี และแม้จะอยู่ กลางถนนมีคนไม่ใช่คนหรูหราอะไร มีคน พวกแท๊กซี่ พวกอะไรนั่น เขาก็เลี้ยงดู เพราะว่าเขา คนไทยนี่เมตตา แต่สงสัยว่า ถ้ามันหูแหว่ง เขาอาจจะไม่เอา

คุณทองแดงถ้างั้น เราขอ ขอฝาก ว่าไปหาวิธีที่จะแก้ไข มีสัตวแพทย์คนนึง พบเมื่อวานนี้เอง เขา เขาบอกว่า ไม่น่าจะตัดหูให้แหว่ง ใส่ไมโครชิพให้รู้ ก็บอกเขาไมโครชิพนี่มันสิ้นเปลือง ทำให้หูแหว่งปึ๊บเดียวก็ง่ายกว่า แต่ว่าไมโครชิพนี่ ก็ที่จริงเขาบอกว่าไม่แพง และมีคนที่จะบริจาคไมโครชิพ แต่มันไม่เห็น คนมาค้านว่า ใส่ไมโครชิพมันไม่เห็น เดี๋ยวไปที่ไหนต้องเอาเครื่องไปตรวจว่า นี่ไมโครชิพหรือเปล่า แต่เขาทำ เมืองนอก เขาทำ เขาเอาสุนัขที่เร่ร่อนแล้วก็มาใส่ไมโครชิพ มาใส่แล้วมี มีเบอร์ว่า มันเบอร์อะไร ๆ รู้หมด ก็คนที่อยาก อยากดูว่าคนนี้ทำหมันเมื่อไหร่ ชื่ออะไร ก็เอา เอาเครื่องมา มาจิ้มดู แล้วก็ไปถามคุณสมัครว่า ทำ ทำหมันเมื่อไหร่ ชื่ออะไร เป็นพันธุ์อะไร ก็เป็นพันธุ์เทศ หมาเทศ เป็นหมาเทศ เทศบาล นี่แล้วก็ต้องพยายามที่จะหาวิธีที่จะกำจัด เลิกไม่ให้มีหมาเร่ร่อน เสียหาย แต่ว่าหาวิธีที่จะให้สุนัขพวกนี้ ได้ไปมี มีเจ้าของ เจ้าของเขา เขาก็เอ็นดู เขาก็ดูแลได้ อย่างของเราที่นี่มี มีหมาเทศอยู่เยอะเลย เดี๋ยวนี้มีถึง 43 แล้ว ที่ที่มีอยู่นี่ ที่นี่คือ เฉพาะที่อยู่ใน ในปกครอง 43 แล้วก็มี 43 เพิ่งมาใหม่ 7 แต่นี่เป็นหมาเทศ เอ้อไม่ใช่สิ หมาต่างประเทศ หมาต่างประเทศก็มาจากหมาเทศ เพคุณทองแดงราะว่าอย่างที่เล่า เล่าให้ฟังว่าเรามีหมาเทศ คือหมาที่มีชื่อเสียงดีมาก คือหมาชื่อทองแดง อ้ารู้จักกันนะ ทองแดงนี่เป็นหมาเทศ เพราะมาจากเทศบาลแท้ ๆ นี่แท้ ๆ เกิดในเทศบาล คือว่า ตอนที่เขาจับ จับสุนัขไป แล้วก็มีคนที่ถือตัวว่า ถือว่าเป็นเจ้าของและอยู่ในซอยก็ไป ไปที่เทศบาล เอาคืนมา เมื่อเอาคืนมาได้ แม่ของทองแดงเนี่ย ทองแดง ยังไม่เกิด แม่ของทองแดงมาด้วย แถมมา ทองแดงนี่เป็นหมาเทศพันธุ์แท้ พันธุ์แท้แท้ทีเดียว แต่ว่าทองแดงนี่เป็นต้นตำหรับของหมา หมาต่างประเทศที่มาเกิด 7 ตัว เขา 7 ตัวนี่ พ่อก็เป็นชาวต่างประเทศ แม่ก็เป็นชาวต่างประเทศ แต่ลูกเป็นหมาเทศ ลูกเป็นหมาต่างประเทศ แต่เขา เขาเกิดในเมืองไทย ก็มีมีสัญชาติเป็นไทย เป็นชาวไทย ตกลงก็ที่นี่มีหมา หมาต่างประเทศ 3 แล้วก็มีหมาเทศ 40 มี 40 ท่าน

ต้องบอกท่านเพราะว่าเขามีเกียรตินะ ก็เลยจะไม่ ไม่ได้ทำหูแหว่ง กลัวว่าเดี๋ยว ผู้ว่าฯ สมัครมา แล้วไปด้อมดู โอ๊ยนี่ไม่แหว่ง นี่ไม่แหว่ง นี่ไม่แหว่ง นี่จับเอาไปเลย แล้วให้ท่านทำอย่างไร ต้องหาวิธีการ วิธีการอย่างหนึ่ง ห้ามไม่ให้คุณสมัครไปดู ไม่ให้ไปดูที่คอกหมา ก็จะได้ปลอดภัย แต่คุณสมัครเข้าไปในตรงนั้นต้องมีบัตร ต้องติดบัตร บัตรนี้ บัตรพวกนี้ไม่ได้ ใช้ ไม่ได้ เข้าในเขตนั้นไม่ได้ เข้าในเขตนี้ได้ ก็นี่แหละเป็นการทำระเบียบให้เรียบร้อย พูด พูดเลยเถิดไป ค่อนข้างจะ จะมากไปหน่อย แต่ว่าที่ท่านมานี่ ก็รู้สึกว่าให้มีความรื่นเริง แล้วก็ให้พยายามที่จะพูดกันให้รู้เรื่องกัน ถ้าพูดกัน รู้เรื่อง เมืองไทยคงจะดีขึ้น ถ้าพูดไม่รู้เรื่อง ซึ่งเดี๋ยวนี้มันพูดมันไม่รู้เรื่องจริง ๆ เพราะทำไม เพราะแต่ละคน มีทิฐิของตัว แม้จะตัวเองก็มีทิฐิกับตัวเอง ก็ใช้ไม่ได้ ก็อันนี้บอกเป็น เป็นปริศนา ก็ไม่อยากจะบอกว่า ใครไม่ดี หรือใคร ใครทำไม่ดี ใครทำไม่ถูกนะ ไม่มีใครทำไม่ถูก ทุกคนทำถูก ก็ตาม ตามหลักของตัว ตัวเราทำถูก ตัวเราทำต้องทำถูก ไม่มีทำไม่ถูก นอกจากบางคนที่เขา แหมข้าพเจ้ารู้ดีว่าไม่มีไม่ดีอย่างนั้น ๆ แต่ว่าคนที่ทำบอกว่าข้าพเจ้าทำไม่ถูก เกือบไม่มี ส่วนมากน่ะข้าพเจ้าทำถูกทั้งนั้น แต่ถ้าบอกว่าข้าพเจ้าทำถูก อีกคนบอกท่าน พณฯ ทำไม่ถูก เอ๊ย ไม่ใช่ พณฯ ท่านทำไม่ถูก ก็ มันก็ขัดกัน มันขัดกัน แต่ว่าถ้าคนนึงบอก ข้าพเจ้าทำ ก็มีบ้าง ทำไม่ถูกก็มีบ้าง อีกคนก็บอก ท่านก็บางทีก็ทำ ทำถูก เพราะว่า เข้าใจกันได้ ถ้าเข้าใจกันได้แล้ว คนในเมืองไทย 60 เท่าไหร่ 62 ล้าน ถึงป่านนี้ก็กว่าแล้ว ก็สามารถที่จะปรองดองกัน สร้างความมั่นคง ใน ในประเทศ คนอื่นก็ชั่งมันล่ะ ชาวต่างประเทศ ชาวบ้านต่างประเทศ เขาก็เข้า ๆ ออก ๆ เข้าๆ ออกๆ ทุกนาทีก็เข้ามา แต่ว่าส่วนรวมของคนที่ถือว่าเป็นคนเจ้าของประเทศ อย่าให้ขัดแย้งกัน แล้วก็ยอมรับว่าถูกบ้าง ไม่ถูกบ้าง ก็มีความสุข

แล้วอย่างนี้ที่บอกว่ามาถวายพระพร สำหรับส่วนตัวนี้เรา เราก็เห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวว่า อยากมีความสุข ไม่ใช่ไม่อยากมี อยากมีความสุข แต่ใครมาทะเลาะกันต่อหน้า คนนี้ไม่ดี คนนี้ไม่ดี แล้วข้าพเจ้าดี ท่านจึงจะไม่ดี ก็อย่างนี้ไม่มีความสุข คนที่บอกว่าท่านไม่ดี คนนั้นก็ไม่มีความสุข คนที่ถูกว่าท่านไม่ดี คนนั้นก็ไม่มีความสุข อยากยอมรับข้าพเจ้ามีดี และข้าพเจ้ามีไม่ดี ท่านมีดี ท่านมีไม่ดี แล้วก็พูดช่วยกันแก้ไขว่า ท่านไม่ดีตรงไหน ช่วยกัน คิด คิดออกไหม อ้อ! ใช่ข้าพเจ้ามีไม่ดีตรงนี้ต้องแก้ไข ทุกคนก็สบาย ทุกคนก็มีความสุข ข้าพเจ้าเองก็มี ความสุข เป็นอย่างนั้น ที่มาให้พรก็ได้ผล แต่ได้ผลว่า พระเจ้าอยู่หัวมีความสุข ใช้คำพระเจ้าอยู่หัวมีความสุข ก็ไม่รู้ ดูท่าทางมันแปลก เพราะว่าเขาว่าพระเจ้าอยู่หัวมีความสุขไม่ได้ ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเขาว่า พระเจ้าแผ่นดินมีความสุขเสมอ เพราะว่าใคร ๆ บอกว่า มีความสุข มีความสุขเหมือนพระเจ้าแผ่นดิน Happy as a King ก็ไม่จริง แต่ว่าถ้าท่านทุกคน ทำว่า ท่านทำถูก ท่านก็รู้ว่าทำถูก ท่านทำผิดก็รู้ทำผิด อีกคนบอกอีกคนทำผิดทำถูก ก็รู้กันแล้ว The King จะ happy as a King ได้ อันนี้น่ะได้อย่างนั้น ก็เป็นอันว่าถ้าหากว่า ท่านทำอย่างนั้นได้ ท่านก็มีความสำเร็จ เกิดความสำเร็จในกิจการ ถือว่าวันนี้ก็เป็นกิจการอย่างหนึ่ง

ท่านมา มาคอยตั้งนาน แล้วก็มานั่งเมื่อยอยู่ตั้งนาน แต่เป็นกิจการที่มี ความสำเร็จ ฉะนั้นก็ ถ้าท่านอยากให้กิจการใด ๆ สำเร็จ ก็ขอให้ทำอย่างที่ว่า อย่างที่ที่บอก ก็ขอบใจท่าน ถ้าท่านสามารถที่จะปฏิบัติ ให้พระเจ้าแผ่นดินมีความสุข เหมือนพระเจ้าแผ่นดิน ก็ขอบใจท่านทั้งหลาย ขอให้ท่านก็มีความสุขเหมือนกัน

พระราชดำรัสพระราชทานแก่ทหารรักษาพระองค์วันที่ ๒ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๔

ในหลวงกับราชินี

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  พระราชทานแก่ทหารรักษาพระองค์
ในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์  วันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2544
ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า พระราชวังดุสิต กรุงเทพมหานคร  (ฉบับไม่เป็นทางการ)

ในหลวง

 ข้าพเจ้าและพระราชินี มีความชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เห็นความพร้อมเพรียงเป็นสง่า ของเหล่าทหารรักษาพระองค์ ในพิธีปฏิญาณตนสวนสนามครั้งนี้ ขอขอบใจ ในคำอำนวยพรทุกข้อที่มาจากความจริงใจ และไมตรีจิตของแต่ละคน ขอสนองพรทั้งนั้นด้วยใจจริงเช่นเดียวกัน

ประเทศชาตินั้น ประกอบด้วยผืนแผ่นดินกับประชาชน และผืนแผ่นดินนั้นเป็นที่เกิด ที่อาศัย ที่อำนวยประโยชน์สุข ความมั่นคงร่มเย็นแก่ประชาชน ให้สามารถรวมกันอยู่เป็นปึกแผ่น เป็นชาติได้ ความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ จึงมิได้อยู่ที่การปกป้องรักษาผืนแผ่นดินไว้ ด้วยแสนยานุภาพแต่เพียงอย่างเดียว หากจำเป็นที่ประชาชนจะต้องมีความวัฒนาผาสุก ปราศจากทุกข์ยากเข็นด้วย เหตุนี้เมื่อประชาชนมีความทุกข์ยากเดือดร้อน หรือประสบภัยพิบัติ ทหารจึงต้องถือเป็นภาระหน้าที่ ที่จะต้องร่วมกันปฏิบัติ ช่วยเหลือให้ประชาชนเกิดความรู้สึกอุ่นใจ มั่นใจ และภูมิใจได้ว่าแผ่นดินไทยนั้น เป็นที่อยู่ที่อาศัยอันประเสริฐสุด ที่ทุกคนจะต้องร่วมกันห่วงแหนรักษาไว้

จึงขอให้ทหารทั้งหลายได้ทราบตระหนักในหน้าที่ของตน แล้วร่วมกันใช้ความรู้ ความสามารถ ปฏิบัติภารกิจทั้งปวง อย่างมีเอกภาพ ให้สัมฤทธิ์ผลเป็นคุณ เป็นประโยชน์ เป็นความวัฒนาถาวรแก่ประเทศชาติ และสถาบันทหารอย่างแท้จริง ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก จงบันดาลให้ทหารทุกคนมีความเข้มแข็งสมบูรณ์ด้วยกำลังกาย กำลังใจ และกำลังสติปัญญา สามารถที่จะปฏิบัติภาระหน้าที่ให้บรรลุผลเลิศทุกอย่าง และให้ประสบความสุขความเจริญ ความมีชัยพร้อมทั้งความสำเร็จในสิ่งที่พึงประสงค์จงทั่วกัน

 ทหารมหาดเล็ก ทหารรักษาพระองค์ 

 

 

 

 

วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2543 พระราชดำรัสพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย

ในหลวง 

ระราชดำรัสพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย
ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่  วันอาทิตย์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2543

ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย บัดนี้ถึงวาระที่จะขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดี มาอวยพรแก่ท่านทุก ๆ คน ทั้งขอขอบใจท่านเป็นอย่างมาก ที่มีไมตรีจิตร่วมมือ สนับสนุนข้าพเจ้า ในภาระทั้งปวงด้วยดีตลอดมา ในรอบปีที่ผ่านไป มีเหตุการณ์หลายอย่าง เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา ที่สำคัญควรแก่การชื่นชม เป็นพิเศษ ก็คือการที่นักกีฬาของเรา ได้เหรียญทอง และเหรียญทองแดง ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ตกถึงปลายปี ก็มีเหตุการณ์ที่น่าเศร้าสลดใจ คือเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ที่ภาคใต้ เป็นผลให้ชีวิตและทรัพย์สิน ของประชาชนต้องสูญเสียไปมิใช่น้อย แต่ภัยพิบัติครั้งนี้ ก็ทำให้ได้เห็นน้ำใจ และความสามัคคีของคนไทย อย่างเด่นชัดอีกครั้งหนึ่ง เราต่างพร้อมใจ และเต็มใจช่วยเหลือกันและกันทันที โดยเต็มกำลังและเสียสละ ข้อนี้น่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดี ถึงความสามัคคี และความเมตตาปรารถนาดีต่อกัน ที่ยังมีบริบูรณ์ อยู่ในจิตใจของคนไทย ทำให้มั่นใจได้ว่า ไม่ว่าประเทศของเรา จะประสบกับปัญหา หรือภาวะอันไม่ปรกติใด ๆ คนไทยเราจะหันหน้าเข้าหากัน และร่วมมือร่วมใจกัน ปฏิบัติแก้ไข ให้ผ่านพ้นปัญหา หรือภาวการณ์นั้น ๆ ไปได้อย่างแน่นอน ในปีใหม่นี้ ขอให้ท่านทั้งหลาย จงรักษาความสามัคคี และจิตใจอันดีนี้ไว้ให้มั่นคง แล้วพยายามเร่งรัดปฏิบัติสรรพกิจการงาน ให้ประสานสอดคล้อง และเกื้อกูลกัน ด้วยความสุจริตบริสุทธิ์ใจ และด้วยความไม่ประมาท โดยยึดเอาประเทศชาติ และประโยชน์ของส่วนรวม เป็นจุดหมายสูงสุด

ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวไทยเคารพบูชา จงอภิบาลรักษาท่านทุกคน ให้ปราศจากทุกข์ปราศจากภัย ทุกเมื่อทุกสถาน บันดาลให้มีกำลังกาย กำลังใจ กำลังปัญญา ที่จะประกอบกรณียกิจน้อยใหญ่ ให้บรรลุผลเลิศทุก ๆ ด้าน เพื่อยังความเจริญวัฒนา ให้เกิดแก่ประเทศชาติไทย ขอให้มีความสุขกาย สุขใจ และประสบแต่สิ่งพึงปรารถนา ตลอดศกหน้านี้โดยทั่วกัน

ส.ค.ส. 2544  ในหลวง

วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2543 พระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล

ในหลวง

พระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล
ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา  ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิตฯ
วันจันทร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2543 
(ฉบับไม่เป็นทางการ)

ก็ขอบใจนายกที่ได้อวยพรในนามของทุกๆ ท่าน และได้ลำบาก ได้ทำงาน มาเป็นเวลากว่า 50 ปี ด้วย ความ สามารถ ความจริง 50 ปี กว่า 50 ปีนี้ ก็พยายามทำตามที่ มี ความสามารถที่จะทำ และมานึกดูว่า การทำงานอะไรก็ตาม จะทำคนเดียวไม่ได้ แล้วก็ท่านที่มาในที่นี่ ทั้งข้าง…. ทั้งข้างนอกข้างในตามรายงานมีถึงหมื่นหกพันคน ก็ได้เห็นโดยตรงและคนที่อยู่ข้างนอก ข้างนอกวัง ข้างนอกประตู ก็ยังมีถึงประมาณหกสิบล้าน ทุกคนก็มีความสามารถทั้งนั้น หรือควรที่จะมีความสามารถ เมื่อ 50 กว่าปี ประเทศไทยมีประมาณ 20 ล้านคน วันนี้มี 60 ล้านคน ก็ควรจะ ประเทศชาติควรจะเจริญ เพราะว่ามีบุคลากรมาก แต่ก็ได้บ่นกันว่า เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยดี ไม่ดีเท่าที่ควร จะทำอย่างไร สำหรับให้ดีขึ้น แต่ละคนควรจะพิจารณาว่าอะไรเป็นปัจจัยสำคัญ ก่อนลงมานี่ ได้ดูรายการโทรทัศน์ของฝรั่ง เกี่ยวข้องกับการศึกษา ก็ทำให้คิดดูว่า ที่เค้าพูดถึงการศึกษา เค้าพูดถึงการศึกษา ของเด็ก แล้วก็เด็กเหล่านั้นต่อไปก็จะเป็นผู้ใหญ่ ทุกคนที่อยู่ในที่นี่ก็เคยเป็นเด็ก เมื่อ 55 ปี ส่วนใหญ่ก็เป็นเด็ก

คือบางคนก็ไม่ได้เกิด ยังไม่เกิด จึงนึกดูว่า ถ้าได้ปฏิบัติอย่างที่เค้าปฏิบัติ อาจจะมีความเจริญมากกว่านี้ ตอนนี้ก็ยังไม่เล่าให้ฟังว่าเค้าสอนยังไง หรือเค้าศึกษาว่าเด็กตั้งแต่อายุ 1 ขวบจนอายุ 4 ขวบ เค้าทำอย่างไร ความจริงเด็กเหล่านั้นเค้าได้รับการสอน แต่ส่วนใหญ่ได้รับการสอนบด้วยตัวของเอง ก็เลยไม่ทราบว่าท่านจำ ได้รึเปล่าเมื่ออายุ 4 ขวบ ว่าสอนตัวเองว่าอย่างไร ก็จะต้องเดาต่อไป มาเดี๋ยวนี้ขอพูดอีกเรื่อง ไปคนละเรื่อง เนื่องจากที่นายกพูดถึงน้ำท่วม น้ำท่วมนั้น ไม่กี่วัน น้ำท่วมหนัก ที่ทาง ภาคใต้ และโดยเฉพาะที่หาดใหญ่ และได้ภายในไม่กี่วัน ได้รับข่าวโดยตรง จากผู้ที่ไปและมาราย งานทำ ให้ทราบว่าควรจะได้อะไร ที่ใช้คำว่า ได้ทำอะไร ได้หมายความว่า เป็นพาน เป็นพานมาก่อน ก่อนที่ น้ำท่วม ที่ควรจะทำก่อนน้ำท่วม คือการมี ภัยธรรมชาติ หรือมีภัยอะไรก็ตาม มีปัญหาอะไรก็ตาม ถ้าไม่ได้ เตรียมการในการแก้ไขมาก่อน ภัยธรรมชาติ หรือภัยอื่นๆ ก็จะรุนแรง เพราะพูดถึงว่า มีความเสีย หายถึง พันล้าน

ความจริง คะเนไว้มากกว่าพันล้าน มากกว่ามาก แต่ว่าคะเนว่า ถ้าได้ทำมาก่อน คือการป้องกันมาก่อน โดยการป้องกันนั้น ไม่ถึงพันล้านแน่ นึกดูว่าอาจจะเป็นประมาณ 500 ล้าน ฉะนั้น ถ้าหาก ได้ทำมาแล้ว ก่อนที่ลงทุนนั้นกลับคืนมา หลายเท่าตัวแล้ว ที่ท่วมครั้งก่อนที่รุนแรง ที่สุดเป็นปี 2531 และครั้งนั้น ก็เสียหายมาก ได้เคยไปที่นั่น เศรษฐกิจพอเพียงและได้ศึกษาทั้งในที่ และทั้งในแผนที่ว่า ควรจะทำอย่างไร แต่ว่า ไม่ทราบเพราะอะไร เหมือนว่า บอกว่ามันแพง ก็อย่างที่ว่า มันแพง จริงแต่ว่าจะคุ้ม อย่างไรก็ตาม มาเมื่อไม่กี่วัน ก็ได้พบท่านผู้ใหญ่ แล้วท่านผู้ใหญ่ ก็บอกว่า ทำแน่ ควรจะทำ ก็ดีใจเพราะว่า ในอนาคต อาจจะมีความ เสียหายน้อยลง ที่ได้รับรายงาน ก็เห็นชัดว่า โครงการที่วางเอาไว้แล้ว 12 ปีก่อน ควรจะได้ทำ เหมือนตามที่ได้ แจ้งว่าควรจะทำ ที่เค้าทำในครั้ง เมื่อ12 ปี ก็ทำนิดๆ หน่อย ๆมิหน่ำซ้ำ ยังไปสร้าง อะไรที่ทำให้น้ำท่วม นั้นร้ายขึ้น ทำให้หาดใหญ่ ท่วมในตัวเมือง ทีแรกไม่เชื่อ แต่ว่า ก็เห็นในรายงานท่วมถึง 3 เมตรก็มี เป็นความจริง ทำไมท่วมอย่างนั้น ก็เพราะว่า จากแรงคน

แทนที่จะไปทำเขื่อน ที่อื่น เพื่อที่จะเก็บน้ำเอาไว้ หรือป้องกันน้ำท่วม หรือเก็บน้ำสำหรับ มาทำการเพาะปลูก ในหน้าแล้ง ไปน้ำเขื่อนกันน้ำ ทำให้เมืองหาดใหญ่ จมลงไปในน้ำ เวลาสร้างเขื่อนที่ ไหนเค้าก็ร้องโวยวาย ว่า ทำให้ท่วม ทำให้เสียหาย ขอชดเชยต่างๆ ตอนนี้ เอาแล้ว เป็นความจริงแล้ว ก็ชดเชย ต้องชดใช้เป็นพันล้าน เพราะว่าไปสร้างถนน ไปสร้างถนน ให้น้ำลงไม่ได้ จนกระทั่งเมื่อ น้ำลงมาแล้ว น้ำก็เอ่อขึ้นมา นอกจากนี้ ควรจะได้ทำพนัง ก็ใช้ถนนเหมือนกัน แต่อีกสายนึง ก็ไม่ได้ทำ ถนนที่ควรจะ เป็นพนังนั้น ก็ทำเตี้ย ถนน ที่เป็น เขื่อนนั้นทำการเพาะปลูกสูง และไม่ทำช่องให้น้ำผ่าน ก็แสดงให้เห็นว่า หลักวิชาไม่ได้อยู่ในสมอง ของผู้ปฏิบัติ ก็เลยทำให้ นึกว่า ถ้าคนที่ได้เป็น ผู้เชี่ยวชาญ หรือแม้จะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ทุกคนควรจะมีความรู้ ความคิดที่จะป้องกันได้ และสามารถที่จะแจ้งให้ ผู้ที่มีความคิดควรจะ มีความคิด หรือผู้ที่มีหน้าที่ได้ทำ เมื่อปี 36 ได้เคยพูดว่า ถ้าคนที่เราเลือก หมายความว่า เราก็คือประชาชนเลือกให้เป็นผู้แทน จะเป็นผู้ที่พูดแทนเรา

เมื่อ 4 ธันวา 36 ว่าผู้ที่เลือก ก็เลือกให้พูดแทนเรา เป็นผู้แทนของเราแล้วพูดแทน เรา มาบัดนี้ไม่มี ไม่มีก็เลย ไม่มีใครพูดแทน ตัวเองก็ไม่พูด พูด คนที่พูดแทนก็ ไม่มี แต่ว่าเมื่อตะกี้ เมื่อเข้ามานี้ มีคนพูดแทน ก็หวังว่าเป็นการพูดแทน ของประชาชนจริงๆ เพราะเค้าบอกว่าเค้า พูดในนามของประชาชน คนไทย ว่าจะทำตามเศรษฐกิจพอเพียง ของพระเจ้าอยู่หัว อันนี้ไม่ทราบว่าเค้า รู้เรื่องดีอย่างไร ถึงว่าเศรษฐกิจพอเพียง ของพระเจ้าอยู่หัวคืออะไร แต่ก็ควรจะรู้ หรืออย่างน้อยที่สุด ท่านผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ ข้างในนี้ ก็น่าจะรู้ น่าจะเข้าใจ เพราะว่าจำนวนมากส่วนใหญ่ ได้ฟังพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง และ ทฤษฎีใหม่ มาหลายต่อหลายครั้ง แล้วไม่ได้คัดค้านว่าใช้ไม่ได้ ทำไม่ได้ มีบางคนพูดบอกว่า เศรษฐกิจพอเพียง นี้ไม่ถูก ทำไม่ได้ ไม่ดี ได้ยินคนเค้าพูด แต่ว่าส่วนใหญ่บอกว่าดี แต่พวกส่วนใหญ่ที่บอกว่าดีนี้ เข้าใจแค่ไหนก็ไม่ทราบ แต่ยังไงก็ตาม ศรษฐกิจพอเพียงี้ ขอย้ำว่า เป็นการทั้งเศรษฐกิจ หรือ ความประพฤติ ที่ทำอะไรเพื่อให้เกิดผลโดยมีเหตุและผล คือเกิดผลมันมาจากเหตุ ถ้าทำเหตุที่ดี ถ้าคิดให้ดี

          ให้ผลที่ออกมา คือสิ่งที่ติดตามเหตุ การกระทำ ก็จะเป็นการกระทำที่ดี และผลของการกระทำนั้น ก็จะเป็นการกระทำที่ดี ดีแปลว่ามีประสิทธิผล ดีแปลว่ามีประโยชน์ ดีแปลว่าทำให้มีความสุข คราวนี้ก็ขอกลับมาอีกเรื่องที่พูดตะกี้ว่า ใครต่อใครก็บอกว่า พูดถึงทุกวัน ให้เลือกคนดี ต้องให้อธิบาย คนดีเป็นอะไร คนดี ไม่รู้ว่า การวิเคราะห์ศัพท์ ว่าดีแปลว่าอะไร ก็ขอให้เป็นคนดี คนดีนี่ โดยมากก็นึกถึง ว่า คนไหนมีความสุข คนไหนรวย ก็เป็นคนดีเพราะว่าเค้า ทำเก่ง วันนี้ก็สงสัยได้เหมือนกัน อันนี้ไม่ใช่พูดกระทบกระทั่งใคร แต่นึกว่าอาจจะ กระทบกระทั่งเค้า คนไหน ที่นึกว่ากระทบกระทั่งก็ อาจจะไม่ใช่คนดี นึกถึงการพูดก่อนลงมานี่ ได้คิดว่าเราอยู่ในที่ลำบาก เพราะว่าถ้าพูดอะไรก็ตาม คน โน้นก็ถือเป็นพระราชดำรัส ถือว่าเป็นความจริงหรือเป็นสิ่งที่ควร จะทำตาม นี้ที่เดือดร้อน เพราะว่าที่พูดนี้ ไม่ได้เตรียมการ มาเลยซักนิดเดียว ไม่ได้จด ไม่ได้ แม้คิดก็คิด เมื่อตะกี้ ก่อนลงมาดูทีวี

ดูโทรทัศน์ต่างประเทศ พูดถึงเด็ก 2 ขวบ 3 ขวบ เค้าเล่นกัน เด็กที่โตหน่อยคืออายุ 4 ขวบเค้า จะรีบ รีดผ้าเขา จะเอาเตารีดผ้าซึงเขาทำ ด้วย ด้วยพลาสติกแข็ง เขามาเจอ เด็กอีกคนขึ้น ไปนั่งบนโต๊ะ รีดผ้าเขา ก็ไล่ลงไปเด็กอีกคนก็ไม่ ลงทำหน้าเฉยไม่ลง ดือบอกว่านี้เป็นที่ของผม ไล่ลงไม่ได้ เขาก็เลยเอาเตารีด ผ้านั้นตีหัว ป๊อก ๆ แล้วก็ผล ท้ายเด็กคนนั้นก็ร้อง ไห้หนีไป ไปฟ้องครู คนที่ เคาะหัว ก็รีดผ้า ได้ผลสำเร็จหมายความ ว่าเขาปฎิบัติตัวถูกต้อง เขาถูกต้องเพราะ ว่าที่ตรงนั้นสำหรับรีดผ้า ไม่ใช้สำหรับ นั่งคนที่นั่งบนนั้น ผิด ถูกไล่ไป ก็ไม่รู้ที่จะต้อง เอาใจใส่ต่อไป อันนี้เขาโชว์ ให้ดูเขา แสดงให้ดู เขาก็ตั้งใจที่จะ ให้ดูว่าเรา เราควรจะทำอย่างไร ของเราก็มี ไม่ใช้เด็ก 4 ขวบ เด็ก 40 ขวบ ไปไล่คนนูน ไล่คนนี้ มาฟ้องมาร้อง แล้วก็อีกคนก็ นั้งอยู่บอกว่า ไม่ไป เขาไล่ไปอย่าง นั้นก็เพราะว่า ไมได้สั่ง ไมได้สอน ว่าอะไรเป็นผล เป็นประโยชน์ ของประเทศชาติ คนที่มานั่งบนโต๊ะ รีดผ้านั้น เขาก็มีสิทธิเขาอยู่ในห้องนั้น เขามีสิทธิที่จะนั้ง บนโต๊ะรีดผ้า

คนที่จะมารีด ผ้าก็มีสิทธิที่จะรีดผ้า อันนี้เป็นปัญหาโลกแตก แต่ทำอย่างไง สำหรับสองคน ปองดองกันได้ ไม่ ไม่ทะเราะกัน และปฎิบัติอะไร ที่จะทำให้ทั้งสองฝ่าย ได้มีความสุข ได้มีที่นั่ง ได้มีที่รีดผ้า ที่เล่าให้ฟังเพราะว่า ทึ่งมาก รู้สึกดู วิธีเขาสอน รู้วิธีเขา แสดงให้เห็นว่า เด็ก มีปัญหา ที่นี้ไม่มีเด็ก 4 ขวบ แต่ว่าก็เคยมีอายุ 4 ขวบ มาแล้วฉะนั้น แต่ละคน อาจจะจำไม่ได้ว่า 4 ขวบเนีย มันเด็กมาก ที่ตัวข้าพเจ้าเองจำได้ก็เข้าใจว่า 4 ขวบก็จำได้แต่ว่า เลือนลางก็เลยถือว่าเมื่อสี่ ขวบ เป็นคูรให้ตัวเอง ก็อาจจะไม่มีประโยชน์ มากนัก เพราะว่าจำไม่ค่อยได้ แต่ว่าเมื่ออายุถึง 73 จะ 74 เต็มพรุ้งนี้ ก็ไปนึก กลับไป ในอดีต ให้ถึงประมาณ ว่าสุด 10 ขวบหรือ 7 ขวบ 8 ขวบ 10 ขวบ ก็เรียนรู้ได้เหมือน กันมีสิ่งที่ เราผ่านมา ก็ มาใช้ได้ไม่ ใช้ว่าผ่านไป แล้วผ่านไป เมื่อวานนี้เราทำอะไร วันนี้ก็เป็นประโยชน์ เมื่อชั่วโมงที่แล้ว ดูอะไรทำอะไร ก็มีประโยชน์ หมายความว่า ต้องคิดแต่ละท่าน ก็คิดได้เหมือนกัน ที่พูดอย่างนี้ วนไปวน มาจากเรื่องของเด็ก มาถึงผู้ ใหญ่ จากเรื่องน้ำท่วม มาถึงการสร้าง เขื่อน ก็เพราะว่าอย่างที่ พูดตะกี้ว่า กลุ้มใจลงมาพูดต่อหน้าชุมนุมนี้

ถ้าพูดอะไร ที่ไม่เข้าเรื่อง ก็ถูก ถูกว่า ว่ากล่าวว่า พูดไม่รู้เรื่อง ถ้าพูดอะไรที่ดี แต่ไปเข้าใจผิด ก็ อาจจะเสียหาย อย่าง เคยพูดแล้ว ก็ คนก็บอกว่า พระเจ้าอยู่หัวพูดอย่างนี้ อย่างนี้ ความจริงไม่ได้ พูดอย่างนี้ หรือพูดแต่เข้าใจว่า เข้าใจผิดว่า เป็นอีกอย่าง แม้แต่ผู้ ใหญ่ได้รับเรียกว่าคำสั่ง คำขอร้อง เสร็จแล้ว รีบไปตามทำ ผิดก็มี ฉะนั้นการฝึกตัวเอง ให้ฟัง ให้ถาม ให้เข้าใจ เป็นสิ่งที่สำคัญ สำหรับทุกคน แม้แต่อาขุ 73 ก็ ก็ต้อง ฝึกมากกว่า 73 ก็ยัง ต้องฝึก 80 ก็ยังฝึกอยู่ 80 เนียมีท่านผุ้อายุ 80 ก็น่าชื่อชมท่านเดินตรง แล้วก้ทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราว แล้วก็หมาย ความว่าท่านคิด ท่านคิดรอบคอบ มีท่านผู้หนึ่งในที่นี้ ท่านบอกว่า จะตายแล้ว เรา มาบอกกับท่าน ว่าอย่างเพิ่งตาย ถ้าจะตายก็ ไม่มีน้ำท่วม ประโยชน์ แล้วก็ให้พร ไปขอให้อายุยืน ท่านก็อายุ 80 กว่าแล้ว ก็ ท่านก็รับคำสั่ง ท่านรับคำสั่ง ด้วยความฉลาด ว่า คนเราต้องมีชีวิตอยู่ ถ้าไม่มีชีวิตอยู่ ก็ทำงานอะไรไมได้ เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมไมได้ ท่านก็เลยเดินมา เดิมมานั่งอยู่ที่ แล้วฟัง แล้วพยักหน้าว่าถูกแล้ว ทำอย่างนี้มาสองครั้ง ไม่ ใช้ครั้งนี้ครั้งเดียว ครั้งก่อนท่านก็บอกว่า จะตายไม่ไหวจะตาย

เลยบอกให้ เตือนบอกว่า ไม่ให้ตาย แล้วพูดภาษาแขก ด้วยแต่บอกท่านมีคำสั่งภาษาแขก ให้อายุยืน ฑีฆา ยุโก โห ตุ ก็ ท่านก็รับคำสั่งแล้ว ก็ท่านก็เดินมาประชุม เดินมาประชุมแล้วก็บอกว่า พระเจ้าอยู่หัว สั่ง ไม่ ให้ตาย แล้วก็ต้องไม่ตาย อีกคราวนี้เหมือนกัน ท่านลืมหรือยังไง ไม่ทราบว่า ได้รับคำสั่ง หรือคำสั่งนั้นมัน หมดอายุแล้ว ก็จะเอาท่านเรา จนหมดอายุ เมื่อท่านไม ได้มาบอกว่าหมดอายุแล้ว คราวก่อนนี้ท่านบอกว่าท่านหมดอายุ คราวหลังนี้ท่านแย่ ง๊อกแง๊ก ๆ ๆ จนกระทั่ง ลุกขึ้นมาไมได้ มีคนมาฟ้อง มีคนมาฟ้องว่า ท่าน ท่านจะไม่ยอมอยู่แล้ว แล้วก็ไม่รู้ละ เรื่องของท่านเองท่านอยากจะตายก็ตาย ก็ตายไป แต่คนเขาก็อ้อนวอน สั่งให้ท่านไม่ตาย มาครั้งนี้ก็พูดภาษาแขกอีกไม่ให้ตายให้อายุยืน ท่านก็มาได้ แล้วท่านก็ไปประชุม ประชุมแต่ว่าท่านก็บอกขอ ทำงานน้อยลงหน่อยก็ ก็แก่แล้วก็เลยยอมคนอืนไปทำงานแทนเมือคนอืนทำงานแทน เอาผลงานของคนอืนมาตรวจงานอะไรต่าง ๆ มาดู แอะ ทำไมมันเป็นอย่างนี้มันมีผิดก็เลยให้แก้ แก้เสร็จแล้วมาส่ง ส่งที่แก้กลับมาแอ๊ะมันก็ยังผิดอีก เลยชักเหนือยเลยนึกว่า คราวนี้ส่งคืนไปคงต้องให้ผู้ที่จะตายตรวจงานอีกที แอะที่ตรวจงานทีนี้

น้ำท่วมชุมพรก็บอกรายละเอียดให้ได้ว่ามีประมุขประเทศในยุโรป ซึ่งควรจะใส่อยู่ในงานนี้ ว่ามีวันพระสมภพ สมภพแปลว่าท่านเป็นผู้ คลองคลอด ท่านสระราชสมบัติแล้วแล้วก็พระโอรสก็เป็นประมุขขึ้นมา ไม่ยักกะบอกในบัญชีก็หมายความว่า จะต้องแก้ให้เปลี่ยนส่วนผู้ที่ลาแล้ว ก็ ไม่มีหน้าที่ตำแหน่งที่จะเป็นประมุขจึงต้องแก้ไขใน ในบัญชี อันนี้ฝากเอาไว้ไปลอง ตรวจดู นี้ไม่ได้เกียวข้องกับท่านทุกคนทั้งหลาย นอกจากท่านผู้เฒ่า กลับมาเรื่องน้ำท่วมที่หาดใหญ่ก่อนลงมาประชุม ของราชประชานุเคราะห์ พอดีไว้แวะไปงาน ประมาณ 15 นาทีก่อนที่จะลงมาก็มาเล่าให้ที่ชุมนุมราชประชานุเคราะห์ทราบ คราวนี้เช่นเดียวกัน 15 นาทีก่อนลงมานี้ก็ได้รายงานจากชุมพร ชุมพรนั้นได้มาอวดว่า4ปีแล้วน้ำไม่ท่วมแต่รายงานนี้ ตอนที่ยังไม่ได้รายงาน ยังกลัวเหมือนกันว่าชุมพรน้ำอาจจะท่วมเพราะปีนี้ฝนตกหนัก แต่ปรากฏว่าฝนตกหนักไม่ได้ทำให้น้ำ ท่วมในเมืองอย่างที่เคย รายงานที่เอามาก็ที่ถืออยู่นี้ตามปกติ ไม่ ไม่เอากระดาษอะไรเลยลงมา ลืมก็ลืมไปแต่อันนี้ลืมไมได้ ก็ต้องเอากระดาษมาเพราะว่า เพราะพวกยื่นมาให้อันนี้มีตั้งแต่ปี 2532  พายุเก ฝนตกมาแล้วน้ำท่วมหนักทั่วถึงในเมือง มีต่อมา 32 อีก ปี  37  น้ำก็ท่วม 38 น้ำก็ท่วม  38  น้ำท่วมซ้ำ  40  พายุมิต้าซิต้า น้ำท่วมหนักมาก 40

ถึงได้ไปพิจารณาต่อไปว่าทำไมปี 41 น้ำฝนลงมาหนักน้ำไม่ท่วมพายุลินดาคงเคยได้ยิน ปีต่อไป อะ ในปีเดียวกันปี41ในเดือนธันวาวันที่  ธันวา ฝนตกหนักมากน้ำไม่ท่วมเพราะว่าได้ขุดคลองหัววังเป็นอันเสร็จเรียบร้อย ปี43นี้ฝนตกหนักน้ำไม่ท่วมเมื่อ17พฤศจิกายน เมื่อไม่กี่วันมานี้เองที่หลังจาก หาดใหญ่ท่วมแล้วก็กลัวกันว่าชุมพรจะท่วม ไม่ท่วม น้ำที่ลงฝนที่ลงมา เป็นมิลลิเมตรที่น้ำท่วม พายุเก 122 มิลลิเมตร พายุลินดา  373  มิลลิเมตรน้ำท่วมหนักแต่มาถึงลินดาน้ำไม่ท่วม 163 มิลลิเมตรมาถึงปี 41 416 มิลลิเมตรน้ำไม่ท่วม ก็หมายความว่าที่ ที่ทำโครงการอย่างที่เล่าให้ฟังวันก่อนนี้ว่าใช้เงิน30ล้านปรากฏว่าก็สำเร็จ พูดถึงก็ไม่แพง ทำให้ความเสียหายเป็นพันล้านเหลือ 30 ล้าน 30ล้านนี้ไม่ใช้เงินของรัฐบาลเลยเงินของรัฐบาลคือเงินของ ประชาชน ก็หมายถึงว่าเงิน 30 ล้านนี้ไม่ได้เป็นเงินของประชาชน แต่ก็เป็นประชาชนอยู่เหมือนกัน เพราะว่าเป็นเงินของราช ประชานุเคราะห์เพราะว่าเป็นเงินบริจาคของประชาชน ก็หมายความว่าประชาชนจะสามารถปกครองประเทศเหมือนกัน ถ้าพยายามทำให้ถูกต้องและประหยัดดีถ้ารัฐบาลทำก็อาจจะกว่า30ล้านแต่ว่านี้ไม่ไช้ว่ารัฐบาลแต่ว่ารัฐบาลนี้ไม่ใช้รัฐบาล แล้วเป็นรัฐบาลชั่วคราว เพราะเขาว่าอย่างนั้นใช้ไหมแต่ว่ายิ่งไม่อยากไป ถ้าหากว่าทำอย่างที่ว่าประชาชนทำ ราชประชานุ เคราะห์ทำ

มูลนิธิราชประชานุเคราะห์

มันก็ควรจะถูกว่าเพราะว่าราชประชานุเคราะห์แปลว่า ราช ชะ รา ชะ กับ ประชานุเคราะห์ซึ่งกันและกัน ก็มีความเอ็นดูกัน ประชาชนก็เอ็นดูพระราชา พระราชาก็เอ็นดูประชาชน ก็บอกถ้าทำอย่างนี้ก็จะต้องประหยัด เพราะว่า ประชาชนก็สงสารพระราชาถ้าต้องเสียเงินมากก็จะทำให้เดือดร้อนพระราขาก็ไม่อยากให้ประชาชนต้องเสียเงินมากเพราะ จะมีความทุกข์จึงทำให้ราคาถูกและได้ผล ส่วนรัฐบาล ไม่ใช้รัฐบาลนี้ รัฐบาลทั่วไปเขาก็บอกว่าเงินทองอะไรของเรา ไม่ใช้เงิน ทองของรัฐบาลเป็นเงินทองของประชาชน ที่เราก็เป็นประชาชนคือทุกคนก็เป็นประชาชนก็ต้องเสียภาษีทั้งนั้นก็ต้องถือว่าคนที่ เป็นจังหวะรัฐบาล หรือข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจ หรือใครก็ตามก็เป็นประชาชนทั้งนั้นมีหน้าที่ ที่จะประหยัดเงิน ของประเทศชาติของประชาชนเพื่อที่จะให้ บ้านเมืองมีความปลอดภัย มีความสุข ในขอบเขต ของความร่ำรวย ของประเทศ ก็ร่วมกันทั้งหมดถ้าทำอย่างนี้ได้ ก็เชื่อว่าประเทศนี้คือประเทศไทยจะอยู่ได้มิใช้ มิใช้ว่า รัฐบาลนี้อยู่ได้ รัฐบาลนี้จะเปลี่ยน หรือจะเข้ามาใหม่ หรืออะไรก็ไม่รู้ที่จะเป็น แต่ว่าประเทศจะอยู่ได้ เพราะว่าปฎิบัติอะไรมีประสิทธิภาพ น้ำไม่ท่วมและประหยัด

ทั้งหมดนี้พูดอย่างนี้ก็คือเศรษฐกิจ พอเพียงนั้นเอง เศรษฐกิจพอเพียงที่ได้ย้ำแล้วย้ำอีกแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า sufficiency economy ใครต่อใครก็ ต่อว่า ว่า ไม่มี sufficiency economy แต่ว่าเป็นคำใหม่ของเราก็ได้ก็หมายความว่า ประหยัด แต่ไม่ใช้ขี้เหนียว ทำอะไร ด้วยความอะลุ้มอล่วย กัน ทำอะไรด้วยเหตุและผล จะเป็นเศฐกิจพอเพียง แล้วทุกคนจะมีความสุข แต่พอเพียงเศฐกิจพอเพียงนี้ เป็นสิ่งที่ ปฎิบัติยากที่สุดเพราะว่าคนหนึ่งนั่งอยู่ที่นี้ อีกคนอยากจะนั่งเก้าอี้เดียวกัน นั่งได้ไหม ไอ้นี้ก็พูดมามาหลายปีแล้ว ก็ แต่ละคนก็สั่นหัวว่านั่งไมได้ เพราะว่าเดือดร้อนเบียดเบียนแต่คนที่อยุ่ข้างหลังนู้นอยากมานั่งข้างหน้านี้ก็ไมได้แต่อยู่ข้างหลัง นู้นก็ไมค่อยเห็นผู้พูด ผู้พูดก็ไม่เห็น เห็นแต่หัวข้างบนนิดหน่อย มาอยู่ข้างหน้านี้เห็น เห็นทั้งหน้าทั้งตัวทั้งไม้เท้า ก็เลยต้องยอม จะให้ท่านที่ถือไม้เท้าไปอยู่ข้างหลังนู้น ก็ ค่อนข้างจะทารุนเพราะว่าท่านอยาก อยากเห็นท่านไมได้เห็นมานานแล้วเพราะ ท่านพูดก็ให้ท่านเห็นเป็นอันว่าเมตาซึงกันและกัน ที่พูดเนียไม่ใช้พูดสำหรับสังสอนให้มีอะไรที่น่าสนใจอะไรแต่ให้ได้มานั่งอยู่ ด้วยกัน เพราะว่าท่านทั้งหลายได้มา มาให้พร

ก็เมื่อให้พร ก็ต้องมีความจะเรียกว่าอะไร..อ่า…ให้จิตใจมันถึงกันได้ ถึงมานั่งถวายพระพร แล้วก็บอกว่าขอบใจลาก่อน มันก็ไม่มีความเป็นอบอุ่น ความ ความครึกครื้น ความสุขไม่มีความสุขมันก็เสียเปล่าๆ ท่านก็เสียเวลามามากเสียน้ำมันรถยนต์ซึ่งแพงมา เราก็เสียนำมันรถยนต์ที่แล่นมาอุตสาห์ใช้รถคันเล็ก ๆ ไม่ค่อยเปลืองน้ำมัน แล้วก็ไม่ใช้รถโบราณรถสมัยใหม่ กินน้ำมันน้อยหน่อย แต่น้ำมันสมัยใหม่มันแพง ไม่รู้ทำไมมันแพง แต่ก็ยังงายเป็นสมัยนี้ อะไร ๆก็แพงขึ้นทุกที จะให้น้ำมันมัน ถูกลงมาก็ลำบาก นอกจากหาวิธีที่จะทำน้ำมันที่ราคาถูกซึ่งก็ทำได้เหมือนกัน ถูกกว่านิดหน่อย คือแทนที่จะใช้น้ำมันที่มีโอเทน 95 ใช้โอเทน 91 แล้วก็เติมกอฮอร์เข้าไปนิดนึง ได้ 95 ก็มีวิธีทำได้ อาจจะเป็นได้ว่ารถจะวิ่งไม่เร็ว ก็ดีเหมือนกันรถไม่วิ่ง ไม่ให้วิ่งเร็วเกินไป รถจะได้ไม่ชนมากเกินไป ก็จะได้ประหยัด ยังไงทั้งหมดนี่เป็นความคิดให้พอเพียง น้ำมัน  

ถ้าทำอะไรที่แหม อยากให้ดีที่สุด มีรถคันนี้วิ่งได้ 300 กม./ชม. ไปหาถนนที่ไหน แล่น 300 กม./ชม หรือถนนที่วิ่งได้เร็วมั่ง วิ่งได้ 300 ไม่ถึง ถึงที่ เค้าก็เลยไม่วิ่ง 300 ถามเค้าวิ่งเท่า ไหร่ เค้าวิ่ง 140-150 มันก็มากแล้ว140-150 วันก่อนนี้มีคนเค้าแล่นรถจากกรุงเทพไปหัวหิน รถเล็กกว่าคันนี้อีก ก็วิ่ง 150 กม. / ชม. ใช้น้ำมันเติมกอฮอร์ ของสวนจิตรนี่ ก็ใช้ได้คือทดสองดู วิ่งได้ เครื่องก็ไม่เสีย และก็วิ่งก็ได้เร็ว กินน้ำมันก็ไม่มากกว่าเดิม และทำให้ตรงข้ามเครื่องดีขึ้น สะอาด ไม่มีมลพิษ ก๊าซกอฮอล์นี่ทำมาหลายปีแล้ว 10 ปีได้ ก็ใช้ได้ แต่ว่าที่ยังไม่เผยแพร่มาก เพราะเหตุว่าถ้าทำกอฮอล์นี่จะต้องเสียภาษี เสียภาษีลงท้ายน้ำมันก๊าซกอฮอล์นี่จะแพงกว่า แพงกว่าน้ำมัน 17 บาท จึงยังไม่บอกว่าควรจะใช้ แต่ถ้าใช้ได้ ไม่จำเป็นที่จะเก็บภาษีมากนัก แต่เค้ากลัวกัน ว่า ถ้าไม่เก็บภาษี มาก เดี๋ยวแทนที่จะใส่รถจะใส่ จะดื่ม จะบริโภค คือคำว่าบริโภคน่ะเอาน้ำมันก๊าซกอฮอร์หรือกอฮอร์ ใส่ในรถ ก็เป็นการบริโภคเหมือนกัน แต่การบริโภคนั้นก็ได้ผลว่ารถมันแล่น ก็บริโภคการคมนาคม

แต่ว่าบริโภคใส่ในปาก ก็เป็นการบริโภคเหมือนกัน บริโภคใส่ในปากแล้วก็ไปใส่ในรถ บริโภคใส่ในรถให้แล่นไป มีหวังไม่ ก็ถึงที่เหมือนกัน ฉะนั้นก็เลยยังไม่แนะนำให้ใช้กอฮอร์เป็นบริโภค เป็นเชื้อเพลิงใส่ในปาก แต่ว่าถ้าสมมุติว่า กอฮอร์ที่ทำแล้วก็บริโภคโดยใส่ในรถแล้วแล่นได้ก็ไม่ต้องเก็บภาษีให้มันแพง แต่ว่านักเศรษฐกิจท่านบอกว่ากอฮอร์ต้องเก็บภาษี ถ้าไม่เก็บภาษีไม่ใช่กอฮอร์ แล้วก็ยังไม่เข้าใจ ไม่ค่อยเข้าใจเศรษฐศาสร์ แต่ยังงายท่านก็คิด แล้วข้อสำคัญที่สุด กอฮอร์นี้ถ้าดีจริง ๆ สามารถที่จะผลิตในประเทศ ผลิตในประเทศ ก็ไม่ต้องเสียเงิน ตราต่างประเทศ แต่ไม่ทราบนักเศราฐกิจนักการคลัง ท่านชอบต้องซื้อเงินตราต่างเประเทศ ไม่ยอมซื้อเป็นเงินบาท แต่ยังงัยขอแนะนำว่า ถ้าสมมุติว่าใช้กอฮอร์ผลิตในประเทศ การปูก็ต้องให้ดี ก็ต้องให้ทางกระทรวงเกษตร และกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมมือกันให้กอฮอร์ ให้ผลิตกอฮอร์ได้ ไม่ต้องเสียเงินตราต่างประเทศ ถ้าไม่ต้องเสียเงินตราต่างประเทศ แล้วเศรษฐกิจของเรา ควรจะดีกว่า อาจจะไม่ดีเพราะว่าเงินดอลล่า ไม่เดินสะพัด อันนี้พูดแบบคนไม่รุ้เรื่อง คนไม่รู้เรื่องการคลังการเศรษฐกิจ อ้อย

แต่ว่า เรานึกดูว่าถ้าสมมุติว่าใช้สิ่งของที่ทำในเมืองไทย ในประเทศเอง แล้วก็ทำได้ดี มีมาก อ้อยที่ปลูก ที่ต่างๆ เค้าบ่นว่ามีมากเกินไป ขายไม่ได้ ราคาตก เราก็ไปซื้อในราคาที่ดีพอสมควร มาทำกอฮอร์ มาทำกอฮอร์แล้วก็ ผู้ที่ปลูกอ้อย เอ่อปลูกอ้อย ก็ได้เงิน ผู้ที่ทำกอฮอร์ก็ได้เงินเป็นเงินบาทนะ อย่าให้เป็นดอล่า หรือยูโร เราก็จะสามารถใช้น้ำมัน ใช้เชื้อเพลิงที่ไม่ต้องเสีย ดอลล่าหรือยูโร แต่คนเค้าก็อาจจะว่า ว่าเราไม่สมัยใหม่ เพราะว่าคนที่ไม่ใช้ดอลล่าไม่ใช้ยูโรรู้สึกว่าคือคนจน แต่เดี๋ยวนี้คนจนเค้าก็ใช้เป็นดอลล่าทั้งน้าน อะไร ๆ ก็ซื้อดอลล่า ไม่ทราบว่ายังงัย เดี๋ยวนี้ดูๆ ที่อย่างในกรุง หรือแม้แต่ในชนบท ซื้อ คนซื้อของที่มาจากต่างประเทศทั้งนั้น ไม่ใช่ ไม่ใช่ประหยัดซื้อของในเมืองไทย เค้าบอกซื้อของในเมืองไทย ของเมืองไทยนี่ราคาแพง ทำไม จะไม่แพงก็เพราะเงินบาทนี่ไปซื้อดอลล่า เท่าไหร่แล้วเดี๋ยวนี้ มันเกือบจะห้าสิบแล้วนา ก็หมายความว่า มันแพง

อ้อยแต่ถ้าซื้อเป็นดอลล่า ดอลล่าก็ถูก แทนที่จะเป็น 50 บาท ก็ 43 บาท 43 บาท ดอลล่าก็เป็น 1 ดอลล่า เราซื้ออะไรที่ราคา 43 บาท ถ้าใช้เป็นเงินดอลล่ามัน 1 ดอลล่าเท่านั้นเอง ที่จริงมันมากกว่า 1 ดอลล่า เพราะว่าต้องเดินทางมา เดินทางมาทั้งหมด ดอลล่าครึ่ง 1.5 ดอลล่า ดูมันน้อย เพราะว่า 43 มันมาก อันนี้ที่ไม่เข้าใจ แล้วยังที่ดีสั่งของ เป็นดอลล่าเค้าเก็บภาษีได้ เก็บภาษี เก็บภาษีขาเข้า อาอันนี้พูดชักยุ่ง เพราะว่า ถ้าพูดมากไป เดี๋ยวก็ท่านรัฐมนตรีโกรธ คงไม่ใช่รัฐมนตรีโกรธ ปลัดกระทรวงก็ โกรธ อธิบดีก็โกรธ ท่าน ผู้ว่าการธนาคารทุกธนาคารก็โกรธ ทั้งนั้นอย่าโกรธ นึกดูว่าทำยังงายจะแก้ให้พอเพียงได้ ก็คง ก็คงจะดีขึ้น อย่างพอเพียงเนี่ย เราก็ทำ เราเขียนเรื่องทฤษฏีใหม่ เขียนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เราก็เขียนเอง ไม่ให้คนอื่นเขียน เขียนใช้คอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ที่ซื้อมาราคาแพง แต่ว่าซื้อมา 12 ปีแล้ว ก็ยังใช้อยู่ ยังใช้คอมพิวเตอร์ที่อายุกว่า 12 – 13 ปีแล้ว ซื้อมาตอนนั้น 5 รอบ ได้คอมพิวเตอร์มา มาถึง 6 รอบ ก็คอมพิวเตอร์อันเดียวกัน ก็ยังใช้อยู่ ต้นปี 43 เค้าโวยวายกันใหญ่ว่าจะมีวายทูเค ตอนแรกก็ไม่เข้าใจว่าวายทูเคคืออะไร แต่แท้จริงวายทุเค

ก็พูดปีที่แล้ว ก่อนวายทูเคนิดนึง ว่าน่ากลัว เดี๋ยวคอมพิวเตอร์มันพัง คอมพิวเตอร์มันพัง วันนั้นเมื่อปีที่แล้ว เมื่อปีที่แล้วก่อน กอน ปีใหม่นิด เดียว พูดถึงวายทุเค วันนั้นคงเสียงสั่น เพราะกลัวคอมพิวเตอร์จะพัง วันปีใหม่ ตั้งใจจะมาจ้องคอมพิวเตอร์ จะจ้องคอมพิวเตอร์ จะจ้องคอมพิวเตอร์ผ่านสองยาม คอมพิวเตอร์จะว่ายังงาย พอดีบอกว่ามีการเลี้ยง การเลี้ยง มันไม่ได้ประหยัด แต่ที่จริงก็ไม่ได้ฟุ่มเฟือยอะไร เลี้ยง ก็อุ้มคอมพิวเตอร์ อุ้มคอมพิวเตอร์ไป ไว้ข้างๆ ข้างโต๊ะที่รับประทานอาหาร โอ๊ย ทางโน้นเค้าก็เล่นดนตรีกันชิ้งช๊างๆ ร้องเพลง ก็บอกให้เงียบ ๆ หน่อย เงียบ ๆ หน่อย มันเกือบสองยามแล้ว คอมพิวเตอร์อยากพูดมั่ง ก็คอมพิวเตอร์มันพูดทุก ๆ นาทีว่า สบายดี แล้วก็มาถึงสองยาม กดจึ๊ง ขอเดชะ ขอพระราชทานถวายพระพร happy new year เทอด ก็ตกใจ แล้วบอกว่า วันนี้วันที่ 1 มกรา 2000 มันก็ทำงานนี่ ทีหลังก็เป็น กดอีกทีว่า เวลา 00.01 ก็หมายความว่าใช้ได้ คอมพิวเตอร์นี่มันผ่านไปได้ คอยอีกชั่วโมงมันก็ยัง happy new year อยู่ ใช้ได้ วันรุ่งขึ้นก็บอก วันนี้วันที่ 2 มกรา 2000 ไอ้นี่ก็ต้องใช้ ปีฝรั่ง คือ เราก็แขวะว่าทำไมไม่ใช่ 2543

เครื่องคอมพิวเตอร์เค้าบอกว่า คอมพิวเตอร์เค้าบอก ผมเป็นคอมพิวเตอร์ฝรั่ง ผมก็ต้องพูดเป็นปีฝรั่ง ก็เอาเถอะ แต่ทำไปทำมาใครต่อใคร ตั้งแต่ท่านนายกลงมาถึงคนเดินถนน เอ้อ ท่านก็เดินถนน ก็เดี๋ยวนี้เป็นปี 2000 อีกไม่กี่วันก็จะเป็น 2001 2000หมดเลย ก็มันเป็น ใช้อย่างนี้ก็เพราะว่ามันเกิดเป็นสหรรษวรรษใหม่ เดี๋ยวนี้เรายังอยู่ใน สหรรษวรรษเก่า ไอ้นี่ของฝรั่ง ของไทยก็เป็นสหรรษวรรษเก่าเหมือนกัน ถึงวันที่ 1 มกรา ก็เป็นสหรรษวรรษใหม่ ทั้งหมด เดี๋ยวนี้พูดไม่ได้ว่าปีพุทธศักราชเท่านั้น ๆ มีแต่ทางราชการที่เขียนพระราชบัญญัติ พระราชกฤษฏีกาอะไรต่างๆ เป็น ปีพุทธศักราช 2543 2544 แต่ยังงัยเราก็ยอมแพ้ ปีที่แล้วเราก็แขวะว่าไม่ใช่สหรรษวรรษใหม่ แต่ลงท้ายคือยอมแพ้ ว่าเค้าก็เรียกว่าเป็นสหรรษวรรษใหม่ เดี๋ยวนี้เรายอมแพ้ราบคาบเพราะว่า มีคนเค้าเอาแซกโซโฟนมาให้ใหม่ เมื่อไม่กี่วันมานี้ เอาแซกโซโฟนมาให้ แซกโซโฟนมิลลาเนี่ยม แซกโซโฟน 2000 โมเดล 2000 เราก็ต้องจะเล่นโมเดล 2000 จะว่าโมเดล 2543 เอ่อ 2544 ก็ไม่ได้ ก็สร้างในเมืองนอก เค้าเรียกว่าแซกโซโฟน โมเดล มิลลาเนี่ยม 2000 เราก็เลยต้องยอมแพ้ แต่ว่ายังงัยๆ ปีนี้ก็ยังเป็นปี 2543และก็ ปีหน้าก็เป็นปี 2544 ก็เลยทำให้รู้สึกว่า มีสองอย่าง

             อะไรๆ เป็นฝรั่ง อะไรเป็นไทย ไม่เข้ากันนะ ไม่เข้ากัน แล้วก็อีกกี่ปีนะ สองปี ท่านรัฐมนตรีจะ กลายเป็น WTO ท่านก็บอกต้อง การค้า ต้องเสรี ต้องคน บางคน การค้าเสรีนี่แย่เราเสียเปรียบ ต้องอธิบาย ต้องอธิบายให้ประชาชนทราบว่าทำไมจะดี ทำยังงายดี ไม่ง้านเค้าถูก ถูกต่างประเทศ เอาเปรียบ เดี๋ยวนี้ต่างประเทศ เค้าก็เอาเปรียบกันเอง ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เค้าเอาเปรียบเรา เค้าเอาเปรียบกันเอง เค้าทะเลาะกันเองทั่วโลก ที่เราทะเลาะกันในเมืองไทยไม่ใช่เป็นของแปลก ปกติธรรมดา ในโลกนี้เค้าทะเลาะกันหนักมาก เค้าฆ่ากันตายอย่างหนัก ระหว่างประเทศ ระหว่างพวก แล้วก็ทะเลาะกัน เราอย่าเอาอย่าง ถ้าเราเอาอย่างแล้วเราสมัยใหม่ สมัยใหม่อย่างไม่ดี อันนั้นก็ ที่ขอฝากว่าการ ปฏิบัติระหว่างทั้งประชาชนทุกอายุ ทุกอาชีพให้ปรองดองกันแล้วก็กลับมาถึง รายการโทรทัศน์ว่าเด็กๆ เค้า ปล่อยให้ทะเลาะกันแต่ในที่สุดเค้าก็ช่วยกัน มีเด็กไม่ได้บอก ก็เพราะครูไม่ได้สอน แต่ว่าเด็ก ๆ 4- 5 คน เค้า ช่วยกันสร้างบ้าน เค้าบอกว่างัยกันนะคบเด็กสร้างบ้าน แล้วก็คบอะไรอีกสร้างเมือง ก็ไม่รู้นะ

ก็คือยังไงล่ะ นั่นก็แหละคบเด็กสร้างบ้าน เค้ายกบ้านขึ้นมาเข้าไปแล้วก็ย้ายบ้านไป แล้วเค้าก้อทำเองหมายความว่า เรื่องของมนุษย์ตั้งแต่เด็กเล็ก ๆเค้ามีสัญชาติญาณ ที่จะต้องช่วยกัน มีสัญชาติญาณที่จะตีหัวกันอย่างที่เล่าให้ฟัง แต่ว่าเมื่อตีหัว แล้วรู้ว่าไม่ได้ผล ไม่ได้ผลทำให้เค้าร้องไห้ ก็กลับมาร่วมกันสร้าง ใหม่ คบคบกันเองสร้างบ้าน คงน่าดูว่า นิสัยต่างกัน เดี๋ยวนี้ท่านทั้งหลาย ก็ทราบว่า เรา เราเลี้ยงสุนัข เค้าอยากเรียก ว่านักพอเพียง แต่ที่จริงไม่พอเพียง เป็นสุนัข เป็นสุนัขประหยัด แล้วก็มีท่านผู้ว่าพระนคร ก็ รับรองว่าเลี้ยงสุนัข ประหยัดดี ท่านในหลวงกับสุนัขทรงเลี้ยงเลี้ยงแมว เราเลี้ยงหมา มีประโยชน์มาก สุนัขนี้มีลูกมา 6 เอ่อ 9 ตัว 9 ตัว ชุดแรกเมื่อ 2-3 ปี 3 ปีก่อน 2 ปี สุนัข สุนัขประหยัดตัวแรก ออกลูกมา 9 ตัว แล้วก็ เสร็จแล้ว เมื่อ 4 เดือน สุนัขอีกตัวหนึ่ง ออกลูกมาอีก 9 ตัว เป็น 18 แล้วก็เมื่อ 2 เดือน สุนัขอีกตัว ออกลูกมาอีก 9 ตัว เป็นมงคลอย่างยิ่ง เป็น 27 แต่หลังนี่ที่ 2 เดือน เป็นครู ก่อนนี้ ชุดแรก 9 ตัวแรก ได้แจกไปให้คนที่ต้องการไป 7 ตัวเหลือ 2 ตัว ชุดที่ 2 ตัวที่ 2 แจกไป 3 ตัว เหลือ 6 ชุดที่ 3 นี่ 9 ตัว ไม่แจก เป็นครู เป็นครูเมื่อวานนี้เอง ไปที่คอก มีตัวนึง เป็นตัวที่ 8 ตัวที่ 8 ชื่อ ทองอัฐๆ เป็นขนมนะ ไม่ทราบว่าใคร ใครเคยกินขนมทองอัฐ 9 ตัวนี่เป็นขนมทั้งนั้น เป็นชื่อขนมเพราะว่า แม่หางม้วน

ในหลวงกับสุนัขทรงเลี้ยงแล้วก็บอกว่า ลูกจะต้อง ชื่อทองม้วน มีอีกตัว น้องของทองแดง เราจะให้ชื่อว่าทองม้วน มันไม่ได้ ทองแดง น้องของทองแดงคือ ทองเหลืองๆ นี่ก็ให้คนอื่นเค้าไป ทองเหลือง ก็ลูกจะให้ชื่อว่าทองเหลือง ปรากฏว่า ตัวแรกที่ออกมา เป็นตัวเมีย ตัวเมียให้ชื่อทองเหลืองไม่ได้ แข็งเกินไป เลยชื่อว่าทองชมพูนุท ทองชมพูนุท เป็นขนมเหมือนกัน ขนมทองชมพูนุท ตัวที่สองเป็นผู้ชาย จะให้ชื่อว่าทองม้วน ก็ไม่ได้ เพราะว่ามีขนม ชื่อทองเอก เอกต้องมาก่อน ก็ตัวที่ 1 ชมพูนุท ทองชมพูนุท ตัวที่สอง ทองเอก ก็เป็นขนม ตัวที่สามเป็นทองม้วน ตัวที่สี่เป็นทองทัด เดือดร้อนเหมือนกัน เพราะ มีคนชื่อทองทัด แต่ว่า ก็ยังไงก็ บางคนเค้าให้ชื่อ ชื่อคนเค้านับถือใคร ก็ให้ชื่อ นี่ไม่ได้ตั้งใจดูหมิ่นว่าคน ที่ชื่อทองทัดนะ เป็น ทองม้วน ก็มีวันก่อนนี้ วันก่อนนี้มีคนชื่อทองม้วนมา ชมพูก็มี คนที่ชื่อเอกก็มี ก็ทองทัด ตัวต่อไปชื่อทองพลุ

คงไม่มีชื่อคน ชื่อพลุ ชื่อทองพลุ ต่อไปก็ชื่อ ทองหยิบ แล้วตัวที่เจ็ด ชื่อทองหยอด ทองหยอด ตัวที่แปดชื่อทองอัฐ อัฐ-ฐะ ตัวที่เก้าชื่อทองนพ แล้ววงเล็บว่า วงเล็บว่าคุณ ก็ทองนพคุณ ก็เป็นขนมนะ แต่ทีนี้ก็เป็นชื่อคน ชื่อคนก็มีนพคุณเยอะแยะ แต่ว่านี่เป็นชื่อขนม ทองนพคุณ ขนมทั้งเก้าตัว นี้ที่เล่าให้ฟังก็เพราะว่า ที่ชื่อทองอัฐ ท่านจะพาลมาก ไปดื้อ ไปขู่ตัวโน้นตัวนี้ แม่ แม่เห็นอย่างนั้น กัดแบบสั่งสอน สั่งสอนทองอัฐ นั่นก็ร้องเอ๋ง เพราะตัวรู้ว่าตัวผิด ทองแดงก็สอน แหมยิงฟัน เขี้ยวใหญ่ ลงท้ายทองอัฐก็เชื่อฟัง แล้วก็เป็นเด็กดี เป็นหมาดี ไม่ ไม่ไป ไม่ไปขู่ คนอื่นเลย นั่ง นั่งอยู่อย่าง สงบเสงี่ยม แสดงให้เห็นว่า จะเป็นคน หรือเป็นหมา ก็ต้องสั่งสอน ถ้าสั่งสอน ถ้าฉลาด ก็เชื่อฟัง ก็ต้องทำให้ดี ไม่อย่างนั้นจะยุ่งมาก 9 ตัวอยู่ในที่ เดียวกัน กัดกันเรื่อย กัดกัน ก็เลยทำให้ไม่มีความ สงบสุขในที่นั้น เช่นเดียวกัน ในประเทศชาติ ถ้ากัดกันมาก เกินไป เคย เคยบอก เคยพูดว่าคนกัดกัน คนบอกว่าทารุณพูดอย่างนี้ พูดหนักเกินไป ความจริง หมามันกัดกัน สุนัขทรงเลี้ยง

แต่คนก็กัดเหมือนกัน ก็เลยที่เคยบอก คนกัดกันนี่ คนที่มาฟังบอกว่า พูดหยาบคาย ที่จริงมันไม่ได้หยาบคาย ทะเลาะกันหยาบ คายกว่ากัดกัน พอกัดกันแล้ว ทะเลาะมันหยาบคาย กัดกันมันตรงไปตรงมา ก็กัดกันอย่าง ไม่รุนแรงเกินไป แต่ว่าในที่สุดก็เข้าใจกัน ก็มีความสุข มีความสงบ ไม่แก่ตัวนะ เอ๊ะ กี่ปีแล้วที่พูดมา ไม่ทราบใครจำได้ แต่ว่ายังไงก็ตาม ที่พูดถึงกลัวเวลาพูด หลุดปากออกไป หลุดปากออกไปว่า เดี๋ยวจะหาว่า หยาบคาย เดียวหาว่าพูดแรงเกินไป เดียวหาว่าพูดปิด ถ้าฟังแล้ว มีความสุข แล้วก็มาให้พร เราก็ให้พร กับทุกท่านที่ อยู่ที้นี้ว่า ให้มีความสงบ ความสุข ความเจริญ ความพอใจ พอใจ อย่างที่รู้ว่าคนอืนเขาพอใจด้วย เหมือนกัน ไม่ใช้พอใจ แล้วคนอืนไม่พอใจ ขอต่อ ขอติงไว้ ว่าทำให้ตัวเอง มีความพอใจ โดยที่ ให้คนอืนเขาเสีย คนอืนเขาไม่พอใจ คนอืน เขา เขา เสียใจอันนี้ไม่ดี ไม่ให้พร ถ้ามีความพอใจ แล้วก็สามารถ ให้คนอืนมีความพอใจ อันนี้ดีให้พร แล้วก็ขอ คงพอแล้ว ก็ขอ ให้พร

ให้ทุกๆ ท่านนี้ ได้รับพร อย่างที่ท่านทั้งหลาย ได้มาให้พร แล้วก็ขอบใจ แล้วก็ขอให้ท่าน ขอบใจด้วย ที่ได้รับพร และทุกคนก็ให้ พรซึ่งกันและกัน ก็ขอให้จงมีความเจริญ……

วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2542 พระราชดำรัสพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย

kingnetwork11

พระราชดำรัสพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย
ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่  วันศุกร์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2542

บัดนี้ถึงวาระที่จะขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีมาอวยพร แก่ท่านทั้งหลายทั่วกัน ทั้งขอขอบใจท่านเป็นอย่างยิ่ง ที่ร่วมกันจัดงานฉลองวันเกิดครบ 6 รอบ ให้อย่างงดงามยิ่งใหญ่ รวมทั้งได้แสดงไมตรีจิต ความหวังดีโดยประการต่างๆ ทำให้เกิดกำลังใจเป็นอันมาก

เป็นเวลาต่อเนื่องกันหลายปีแล้ว ที่บ้านเมืองของเรามีความเปลี่ยนแปลงมาตลอด ทั้งในวิถีทางดำเนินของบ้านเมือง และของประชาชนทั่วไป เป็นเหตุให้เราต้องประคับประคองตัวมากขึ้น เพื่อให้อยู่รอด และก้าวต่อไปโดยสวัสดี ข้าพเจ้าปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ทุกคนเข้าใจ และเล็งเห็นสถานการณ์ของบ้านเมืองตามเป็นจริง

เวลานี้บ้านเมืองของเรากำลังต้องการการปรับปรุง และการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ ทางที่เราจะช่วยกันได้ ก็คือ การที่ทำความคิดให้ถูก และแน่วแน่ ในอันที่จะยึดถือประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นที่หมาย ต้องเพลาการคิดถึงประโยชน์เฉพาะตัว และความขัดแย้งกันในสิ่งที่มิใช่สาระลง ต้องหันหน้าปรึกษากัน ด้วยความรู้คิด ด้วยความเป็นญาติ เป็นมิตร และเป็นไทยด้วยกัน

ผู้ใดมีภาระหน้าที่อันใดอยู่ ก็เร่งกระทำให้สำเร็จลุล่วงไป ให้ทันการณ์ทันเวลา ผลงานของแต่ละคนแต่ละฝ่าย จักได้ประกอบส่งเสริมกันขึ้น เป็นความสำเร็จ และความเจริญวัฒนาของประเทศชาติ

ข้าพเจ้าจึงขอให้ท่านตั้งความหวัง ตั้งความเพียรอันมั่นคงไว้ ที่จะช่วยตัวช่วยชาติให้หนักแน่นยิ่งขึ้น ทั้งด้วยความขะมักเขม้นทำงานให้เต็มกำลังความสามารถ ทั้งด้วยการดำเนินชีวิตอย่างระมัดระวัง ให้รู้จักพอเหมาะพอประมาณ จะคิดอ่านปฏิบัติการใด ให้ยึดมั่นในประโยชน์ส่วนรวม และชาติบ้านเมืองเป็นเป้าหมายสูงสุด

ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวไทยเคารพบูชา จงอภิบาลรักษาท่านทุกคน ให้มีความสุขปราศจากทุกข์ภัยทุกเมื่อทุกสถาน บันดาลให้มีกำลังกายใจ และปัญญาอันกล้าแข็งพร้อมมูล ที่จะประกอบกรณียกิจน้อยใหญ่ ให้บรรลุผลเลิศทุกๆ ด้าน ทั้งสามารถธำรงรักษาอธิปไตย และความเจริญร่มเย็นของบ้านเมือง ให้สถิตเสถียรตลอดไปชั่วกาลนาน

ส.ค.สง 2543

วันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2542 พระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล

ในหลวง

พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิตฯ  วันพฤหัสบดี ที่ 23  ธันวาคม พ.ศ. 2543

ปีที่แล้วในโอกาสเช่นนี้ ได้ขอบใจท่านทั้งหลาย และผู้ที่มาในงานนี้ ทั้งข้างนอกทั้งข้างในว่าขอขอบใจที่ได้มาอวยพรปีใหม่ ที่จริงก็เกินไป แต่ยังไงก็ได้แก้ตัวว่าเป็นการอวยพรปีใหม่ของผู้พูด คืออีกปีหนึ่งที่ผ่านไปแล้ว ตอนนี้จะต้องขอบใจท่านที่ได้มาอวยพรในการที่ได้ผ่านไป 6 รอบ แต่ความจริงการที่บอกว่าอวยพรหรือให้ความยินดีที่ผ่านไป 6 รอบ ก็ไม่ค่อยถูกนัก ควรจะเป็นมาอวยพรในการขึ้นต้นรอบที่ 7 ซึ่งก็จะเป็นคน และจะได้ให้ตอบสนองได้ว่าขอให้ท่านทั้งหลาย มีความสุขความเจริญความสำเร็จในรอบต่อไป

และในการนี้ ก็ต้องขออวยพรปีใหม่ เพราะว่าใกล้ปีใหม่เต็มที ให้แต่ละท่านได้รับความเจริญความสำเร็จมีพลานามัยแข็งแรงต่อไป ที่ต้องให้อวยพรอย่างนี้ ก็เพราะว่าปีใหม่ที่จะเกิดขึ้นในไม่กี่วันนี้ เขาถือว่าเป็นปีที่ประหลาด เป็นปีที่พิเศษ แต่ว่าส่วนมากปีหน้าเป็นปี 2543 ก็ไม่มีอะไรแปลกประหลาดเลย มันก็ผ่านไปอีกปี เริ่มต้นอีกปี ไม่มีอะไรเป็นพิเศษใดๆเลย เพียงแต่เป็น 2542 บวก 1 ก็เป็น 2543 แต่ว่าทุกคนเครียด เพราะปีที่ผ่านมานั้น เป็นปีที่ค่อนข้างจะมีความเครียด อันนี้อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้จะผ่านปี จะขึ้นปีใหม่นั้น เป็นสิ่งที่เกรงกลัวกันว่าจะเครียด ว่าจะลำบากต่อไป ซึ่งก็อย่างที่ว่าปีหน้าก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษเป็นปี 2543 แต่ว่าที่เครียดกันเพราะว่าปี 2543 เป็นปีพุทธศักราช ถ้านับเป็นปีคริสตศักราชเป็นปี 2000 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สวย แต่ตัวเลขที่สวยนั้นกลัวกันมาก กลัวกันมากเพราะเหตุใด เพราะว่าเกี่ยวข้องกับวิทยาการแผนใหม่ โดยเฉพาะเกี่ยวข้องกับเรื่องของคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นของสมัยใหม่ และส่วนมากเดี๋ยวนี้ก็สนับสนุนให้ศึกษาคอมพิวเตอร์ และศึกษาวิทยาการสมัยใหม่ ในหลวงกับคอมพิวเตอร์

คอมพิวเตอร์นี้ที่กลัวกันมากเพราะว่าคนที่สร้างคอมพิวเตอร์ หรือออกแบบคอมพิวเตอร์ตอนแรกไม่มีวิสัยทัศน์ ก็เป็นเรื่องอย่างนี้ คำว่าวิสัยทัศน์เดี๋ยวนี้ ชอบพูดกัน แล้วก็พูดกันว่าคนนี้มีวิสัยทัศน์ คนนี้ไม่มีวิสัยทัศน์ อันนี้เป็นคนละเรื่อง แต่ว่านึกถึงผู้ที่สร้างคอมพิวเตอร์นี้ไม่มีวิสัยทัศน์ เพราะว่าเมื่อเริ่มทำเขาบอกว่ากว่าจะถึงปี 2000 อีกหลายต่อหลายปี แต่ว่าความจริงหลายต่อหลายปีนั้นเดี๋ยวนี้ก็ถึงแล้ว ที่เขาทำ เขาสร้างขึ้นมา เขาสร้างเริ่มใช้กันแถวๆ ปีที่คนรู้แถวๆ ปี 1945  หรือ 1950 ซึ่งเป็นปีคริสตศักราช เขาก็บอกปี 1950 ก็ย่อเป็นปี 50 ก็ง่ายดี เพราะว่าทำให้ประหยัด ไม่ต้องใส่ 1950 แล้วก็ใช้ได้ คนสมัยนั้นคนที่สร้างนั้น ก็เฉลี่ยดู ก็อายุสัก 30-40 ที่เขาเป็นคนที่ศึกษาการสร้างคอมพิวเตอร์และพัฒนาคอมพิวเตอร์ เมื่อถึงปี 2000 เขาก็บอกเขาอายุ 80 แล้ว 90 แล้ว คงไม่ต้องทำแล้ว คงเป็นคนที่ปลดเกษียนแล้ว ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องรับผิดชอบ จึงไม่คิดที่จะทำให้เป็นปี 2000 สิ้นเปลืองไปเปล่าๆ แต่ว่าเดี๋ยวนี้ก็ปรากฎว่า ไม่กี่วันจะถึงปี 2000 ก็เห็นจ้าละหวั่นกันใหญ่ ต้องแก้ปัญหาปี 2000 ซึ่งภาษาฝรั่ง ปีก็ตัว Y ตัว Year แล้วก็ 2000 เขาไม่ได้เขียนปัญหา Y2000 เขาเขียนว่า Y2K หรือสองเค เค นั่นแปลว่าพัน เหมือนคำว่า กิโลเมตรก็พันเมตร กิโลกรัมก็พันกรัม คนไทยก็เป็นคนที่ย่อๆ เหมือนกัน เหมือนกับฝรั่งที่สร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ ฝรั่งเขาสร้างคอมพิวเตอร์ปี 50 ปี 1950  ก็ตัดพันออก เก้าร้อยก็ตัดออก ก็เหลือ 50  อย่างของคนไทยตรงข้าม อย่างน้ำหนักกี่กิโลกรัม เขาก็เรียกว่าน้ำหนักเท่านั้นๆ กิโล หรือเดินทางเท่านั้นๆ กิโลเมตร เขาก็ไปกี่กิโล แต่ว่าชาวบ้านโดยมาก ก็เดินทางเขาก็ในหลวงกับคอมพิวเตอร์ไปตัดเป็นกี่โล 1 โล 2 โล 3 โล ก็ตัดไปให้สั้น คนไทยเนี่ยตัดคนละอย่างกับฝรั่ง ก็ทำให้คนไทยกับฝรั่งต่างกัน แต่ยังไงก็ตาม คนไทยหรือคนฝรั่ง คนต่างประเทศ ก็เดือดร้อนกันตามๆ กัน เพราะกลัวว่าถ้าถึงปี 2000  มันเป็นสองศูนย์ศูนย์ศูนย์ จะกลายเป็นปี 1900  บ้าง หนึ่งเก้าศูนย์ศูนย์ ถ้าหากว่าเป็น 1900 ใครมีบัญชีในธนาคาร จะไปบอกว่าตอนนี้วันที่ 1 หรือ 2, 3 มกราคม 2000 นี่ เขาไปดูในตำรา เขาบอกเป็นปี 1900  ทางธนาคารบอก คุณไม่มีสตางค์หมดแล้ว ไม่ต้องบุคคล รัฐบาลก็คงไม่มีสตางค์เหมือนกัน เดือดร้อนถ้าไม่มีสตางค์ แต่ว่าสมัยนี้เราไม่ใช่ว่าไม่มีสตางค์ เรามีหนี้ มันตรงข้าม ถ้าไปดูปี 1900 ไม่มีหนี้ ก็ไชโยกัน นี่เป็นเรื่องต่างๆ ที่เวลามาพูดต่อหน้าท่านทั้งหลาย ซึ่งก็มีคนที่ซ้ำหน้าบ้าง ไม่ซ้ำหน้าบ้าง มันทำให้ความคิดเฟื่อง ทำให้ความคิดแปลกๆ ว่า ทำไมคนเรามีปัญหา ที่พูดมานี้ ก็จะพูดถึงปัญหาหลายอย่าง บางปัญหาไม่อยากพูด เพราะถ้าพูดเเล้วจะทะเลาะกันต่อไป

แต่ว่าพูดถึงว่า เราคนไทยเรียกว่ากิโลเป็นโล ถ้าจะเรียกว่าปัญหาปี 2000 นี้ เราก็จะต้องย่อเป็นปัญหา ปอ ลอ สอง พัน ลอ สองโลน่ะ ปีสองโล คนก็ไม่เข้าใจ ก็เลยต้องพูดเป็นปัญหาสองวายเค ต้องใช้ภาษาฝรั่ง อันนี้ก็เป็นปัญหาเกิดขึ้น อย่างที่ได้มีคำพูดของนายกฯ ว่าทรงสนับสนุนการศึกษา อันนี้การศึกษาต้องสนับสนุน แต่เป็นปัญหาใหญ่ ปัญหาหนัก ว่าให้ศึกษา เดี๋ยวนี้ชั้นประถม ก็ต้องสอนภาษาอังกฤษ หรือต้องใช้ภาษาอังกฤษก็จริง แม้แต่ชั้นอนุบาล หรือก่อนอนุบาลก็ใช้ภาษาอังกฤษ เวลาฟังวิทยุ ผู้ที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษ ฟังไม่รู้เรื่อง ฟังวิทยุทุกวัน ฟังดูแล้วคนที่ไม่มีความรู้ภาษาอังกฤษ จะไม่มีทางเข้าใจว่าเขาพูดว่าอะไร ด้วยเหตุผล 2 อย่าง อย่างหนึ่งใช้คำภาษาฝรั่งโดยที่ไม่แปล บางท่านหรือโฆษกบางคน หรือผู้ดำเนินรายการบางคนก็ดี เวลาผู้ที่เป็นคู่สนทนา พูดเป็นภาษาอังกฤษขึ้นมา โฆษกเขาต้องแปลเป็นภาษาไทยทันที ว่าแปลว่าอะไร แล้วผู้ที่สนทนาก็ไม่ว่าอะไร ไม่โกรธ เขาต้องแปล ผู้ฟังก็รู้เรื่องว่าผู้ที่มาสนทนานั้นพูดเรื่องอะไร อันนี้เป็นข้อหนึ่ง ที่ต้องรู้ภาษาอังกฤษ อีกอย่างหนึ่งพูดภาษาไทยนั่นเอง แต่คำภาษาไทยนั้นแปลตรงมาจากภาษาอังกฤษ ก็เลยฟังไม่รู้เรื่องว่าเขาพูดว่ากระไร ต้องฟังรายการ หรือแม้แต่ฟังที่เขาพากย์ภาพยนตร์เป็นภาษาไทย เราจะต้องคิดว่าภาพยนตร์นั้น เขาเป็นเรื่องอะไร เกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร เพราะต้องแปล ที่ลำบากต้องแปลภาษาไทย เป็นภาษาอังกฤษ แล้วแปลเป็นภาษาไทยใหม่ ถึงจะเข้าใจ ซึ่งเสียเวลา อันนี้เรื่องความลำบากของภาษา และถ้าหากว่าการศึกษา สามารถที่จะสอนภาษาอังกฤษ คู่กับภาษาไทย ก็จะทำให้คนเข้าใจดี แต่ว่าสมองของคนจะรับได้หรือไม่ สมองของเด็กที่เรียนจะรับได้หรือเปล่า แล้วยิ่งเป็นสมองของครู สมองของครู จะรับได้หรือเปล่า ที่จะสอนภาษาไทยควบกับภาษาอังกฤษตลอด ไม่สามารถที่จะสอนแล้วก็จะทำให้เด็กไม่มี ความรู้ยิ่งกว่าเดิม

อันนี้เป็นข้อคิด ที่เข้าใจว่าไม่เคยได้ยินเขาพูดว่า การสอนภาษาหนึ่งภาษาใดต้องคู่ โดยมากเขาเรียนภาษามีวิธี 2 วิธี วิธีหนึ่ง พูดเป็นภาษาไทย แล้วสอนภาษาอังกฤษว่า คำนี้แปลว่าอะไร อีกวิธีหนึ่ง ก็พูดเป็นภาษาอังกฤษ แล้วสอนเป็นภาษาอังกฤษ ให้เข้าใจเอาเอง ซึ่งทั้งสองอย่างก็ลำบาก แล้วทำให้ความรู้เกิดขึ้นช้า ถ้าพูดเรียนเป็นภาษาอังกฤษ แล้วผู้เรียนมีความรู้พอ แล้วก็จะเร็ว เพราะว่าตำราภาษาอังกฤษก็มีแล้ว มีพร้อมไม่ต้องแปลด้วยซ้ำ ไปเอาตำราเขาทั้งดุ้น ก็ใช้ตำราภาษาอังกฤษแล้วมาสอน แต่อย่างนั้นไม่เกิดประโยชน์มากนัก เพราะสมองของคนไม่เหมือนกัน หรือสิ่งแวดล้อมไม่เหมือนกัน สภาพแม้แต่ภูมิภาค อุณหภูมิ ก็ไม่เหมือนกัน นอกจาก 2-3 วันนี้ มันเย็น อากาศก็เย็นมาก เขาขู่ว่าจะลงไปถึง 14  องศาเซลเซียส ที่กรุงเทพฯ นี่ ซึ่งเมื่อคืนนี้ก็ใกล้เคียง ก็ต้องหาวิธีที่จะทำการสอน การเรียนการสอน ให้ได้ประโยชน์ และได้สามารถที่จะเข้าใจ ความจริงก็ไม่ใช่ว่าจะให้เข้าใจภาษา เข้าใจวิชาการ และไม่ใช่วิชาการเท่านั้นเอง แต่ต้องเข้าใจวิธีปฏิบัติตน คือหมายถึงจริยธรรม หรืออะไรต่างๆ พวกนี้ ต้องเรียนต้องรู้ ให้มีความรู้กว้างขวาง อันนี้ที่เป็นข้อสำคัญในการพัฒนาการศึกษา ถ้าหากว่าไม่พัฒนาศึกษา ประเทศชาติจะก้าวหน้าไม่ได้ เพราะว่าถ้าไม่พัฒนาการศึกษา ความเข้าใจของบุคคลจะไม่มี ถ้าความเข้าใจของบุคคลไม่มี คนพูดอย่าง ข้อใดก็ตาม อีกคนไม่เข้าใจ คือสื่อความหมายสื่อความคิดไม่ได้ ถ้าไม่มีความรู้โดยเฉพาะทางภาษา อันนี้จะต้องแก้ไข ที่บอกว่าต้องแก้ไข เพราะรู้ว่ายังไม่มี

คอมพิวเตอร์เมื่อสมัยก่อนนี้พอได้ เมื่อสมัยต้นศตวรรษฝรั่ง ปี 1900 แถวนั้น ในเมืองไทยก็การศึกษายังไม่ก้าวหน้านัก แต่คนเข้าใจ คนรู้เรื่อง แต่ค่อยๆ มาถึงกึ่งศตวรรษ คือแถว 1950 ชักจะไม่รู้เรื่อง เพราะไปสนใจเรื่องคอมพิวเตอร์ ก็เลยปล่อยให้คอมพิวเตอร์คิดเอง คนไม่ค่อยได้คิด เดี๋ยวนี้สมองของคน เป็นทาสของคอมพิวเตอร์ ซึ่งคอมพิวเตอร์เรียกว่าสมองกล หรือสิ่งที่คนคิดขึ้นมาทำ คนเลยไม่ใช้ความคิด เมื่อไม่ใช้ความคิดแล้ว พูดจากันไม่รู้เรื่อง ที่ชักนิยายต่างๆ เหล่านี้ ก็ท่านทั้งหลายคงนึกว่า จะไปไหนจะพูดเรื่องอะไร ก็พูดเรื่องเดิม คือ เมื่อ 2 ปี พูดถึงเศรษฐกิจ พูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง พูดถึงทฤษฎีใหม่ แล้วก็บอกว่าถ้าไม่รู้เรื่อง ปีหน้าจะมาอีก แล้วปีหน้าก็มาจริง ๆ คือ ปี 2541  2541 มาแล้วก็ต้องอธิบายใหม่ ที่บอกว่าพูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แล้วแปลแล้วเป็นภาษาอังกฤษ ก็ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง ก็เลยบอกแล้วว่า ถ้าไม่เข้าใจก็จะอธิบายใหม่ ก็ได้อธิบายใหม่ เมื่อปีที่แล้ว วันที่ 4 ธันวาคม 2541 ก็ได้อธิบาย ก็รู้สึกว่าได้อธิบายอย่างแจ่มแจ้งยืดยาว ก็ดูใครต่อใครก็พยักหน้าว่า เอ้อ ดี ทำไปทำมา ก็ถามกันว่าจะทำอย่างไร สำหรับทำเศรษฐกิจพอเพียง ของพระเจ้าอยู่หัว

ก็มีการสัมมนากัน มีรายการวิทยุ ผู้เชี่ยวชาญหลายคน ถามกันไป ถามกันมา ว่าเศรษฐกิจพอเพียง ของพระเจ้าอยู่หัวนี่เป็นอย่างไร เขาบอกว่ารู้ดี จะทำให้ประเทศชาติรอดพ้นจากวิกฤติการณ์ได้ บางคนก็คัดค้านบอกไม่ดี ไม่ใช่ว่า ผู้ที่กล่าวถึงเศรษฐกิจพอเพียง เป็นคล้าย ๆ เป็นทฤษฎีขึ้นมาใหม่จะน้อยใจ ไม่น้อยใจ ดีใจที่ท่านผู้ที่เป็นนักเศรษฐกิจ ผู้ที่เป็นอาจารย์เศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียง เขาอุตสาห์อ้างถึง เอ่ยถึง เศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัว ถ้าเขาไม่เห็นว่าดี เขาไม่พูดเลย ถ้าพูดเดี๋ยวจะหาว่า มาติเตียนพระเจ้าอยู่หัวไม่ดี แต่นี่เขาก็พยายามเอามันมาใช้ แต่เขาก็มีคำถามว่า เป็นอย่างนั้นใช่ไหม อย่างนี้ใช่ไหม เหมือนเขาถามพระเจ้าอยู่หัว แต่เขาพูดในทีวี พระเจ้าอยู่หัวฟังดู มันไม่ใช่ 2 ทาง เดี๋ยวเราต้องตั้งสถานีโทรทัศน์ ดูเขาเถียงกันบนเวที แล้วพระเจ้าอยู่หัวก็นั่งอยู่ ฟัง ถ้าเขามีอะไรที่จะถาม เขาก็ถามว่าพระเจ้าอยู่หัวคิดอย่างไร พระเจ้าอยู่หัวก็ยกมือขึ้นเหนือหัว แล้วก็กดไมโครโฟน แล้วก็ตอบยืดยาว จนกระทั่งมีการประท้วง แต่ยังไง ทำอย่างนั้นเราก็ไม่ได้นอนไม่ได้หลับ คือเขาจะมีโปรแกรมโต้วาทีกัน ถ้าพูดอย่างนั้นก็กลายเป็นโต้วาที ให้กระชับหน่อย กระชับไม่ได้ อธิบายถึงเรื่องที่สำคัญ คือเศรษฐกิจของประเทศ เขาพูดกันมาเป็นแรมปีแล้ว เป็น 100 ปี ก็ยังตกลงกันไม่ได้ ไม่ใช่ว่าพระเจ้าอยู่หัว จะมาแก้ปัญหาเองได้ทันทีทั้งหมด แต่ว่าบางอย่างก็คันปากที่จะตอบ แล้วเขาก็บอกว่า เขาไม่บอก เพราะว่าเขาไม่ได้ยินหรอก ไม่ทราบว่าเราจะประท้วง แต่อยากประท้วงเพราะว่าพาดพิง อันนี้ วันนี้ได้เปรียบ เพราะว่าไมโครโฟนอันนี้เปิดตลอด ไมโครโฟนอันโน้นไม่เปิด แล้วถ้าเขาเปิดจะบอกไม่ให้เปิด

เศรษฐกิจพอเพียง

ก็ต้องบอกได้ว่า มีคนหนึ่งพูด เป็นด็อกเตอร์ เขาพูดว่าเศรษฐกิจพอเพียง ภาษาอังกฤษว่าอย่างไร แหม คันปากอยากจะพูด ที่จริงที่คันปากที่จะพูด ก็เพราะตอบแล้ว พูดแล้ว อย่างที่เห็นในทีวีรายการใหญ่ เขาพูดถามโน่นถามนี่ เราผู้ดูแล้วก็รำคาญ เพราะว่าตอบแล้ว เขาตอบแล้ว เสร็จแล้วก็ให้ตอบใหม่ เมื่อตอบอีกแล้ว บอกว่าทำไมพูด ถามเสร็จแล้วเขาตอบ ผู้ถามก็ถามว่าทำไมพูด พูดแล้ว แล้วลำบาก คราวนี้เราฟังเขา แล้วเขาถามว่า ภาษาอังกฤษจะตอบ จะแปลเศรษฐกิจพอเพียงว่าอย่างไร ก็อยากจะตอบว่ามีแล้วในหนังสือ ในหนังสือไม่ใช่หนังสือตำราเศรษฐกิจ ในหนังสือพระราชดำรัสที่อุตส่าห์พิมพ์ อุตส่าห์เอามาปรับปรุงดูให้ฟังได้ และแปลเป็นภาษาอังกฤษ เพราะว่าคนที่ฟัง เดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้แปลเป็นภาษาอังกฤษ คนที่ฟังภาษาไทย บางทีไม่เข้าใจภาษาไทย ก็ต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษ แล้วขีดเส้นใต้ด้วยว่า เศรษฐกิจพอเพียง เขียนเป็นตัวหนา แปลว่า Sufficiency Economy เขียนเป็นตัวหนาในหนังสือ ตัวเองก็ตกใจว่า เอ้อ เราไม่ได้แปลหรือ ไม่ได้อธิบายหรือ ก็เลยไปดูในคอมพิวเตอร์ สมเด็จพระเทพฯ ได้อุตส่าห์ทำซีดีรอม พระราชดำรัส วันที่ 4 ธันวา หลายฉบับ

แล้วเข้าไปในซีดีรอม แล้วเอาซีดีรอมนี้มาให้ เราก็เอาใส่เข้าไปในคอมพิวเตอร์ ซึ่งก็เก่ง รู้สึกตัวเองเก่งมาก เพราะว่าการที่จะใช้ซีดีรอมได้ ใช้คอมพิวเตอร์ได้ มันโก้นะ รู้สึกว่าเชี่ยวชาญมาก ก็เปิดกดพระราชดำรัสภาษาอังกฤษ ในของวันที่ 4  ธันวา 1998 กดไปแล้วก็ดู โซฟิเชียลซี่ อิโคโนมี่ ก็มีอยู่นี่หนา ก็หมายความว่า ได้แปลไว้ชัดเจน แล้วพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็ตอบไปให้กับ ผู้ที่เป็นด็อกเตอร์ต่างๆ เหล่านั้น ให้เข้าใจว่ามีแล้ว เสร็จแล้วเขาก็มาต่อว่า โซฟิเชียลซี่ อิโคโนมี่ ไม่มีในตำราเศรษฐกิจ จะมีได้อย่างไร เพราะว่าเป็นทฤษฎีใหม่ เป็นตำราใหม่ ถ้ามีอยู่ในตำรา ก็หมายความว่าเราก็อปปี้มา เราลอกเขามา ก็ไม่อยู่ในตำราเศรษฐกิจ เป็นเกียรติมาก เป็นเกียรติที่เขาพูดเช่นนี้ ที่ว่าโซฟืเชียลซี่ อิโคโนมี่ ไม่มีในตำรา หมายความว่า เรามีความคิดใหม่ และท่านผู้เชี่ยวชาญสนใจ ก็หมายความว่า เราก็สามารถจะคิดอะไร ที่ทำให้ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจสนใจ จะถูกจะผิดก็ช่าง แต่ว่าเขาสนใจ เขาก็สามารถที่จะไปปรับปรุงหรือไม่ ใช้หลักการเพื่อที่จะให้เศรษฐกิจของประเทศ และของโลกพัฒนาดีขึ้น เครื่องปั่นไฟ

อันนี้ขอพูดต่อจากที่เขียน หรือที่พูดเมื่อปีที่แล้ว ว่าจะเป็นประโยชน์อย่างไรต่อไป ซึ่งก็แย้มเอาไว้แล้ว แต่เศรษฐกิจพอเพียงนั้น เขาตีความว่าเป็นเศรษฐกิจชุมชน คือหมายความว่า ให้พอเพียงในหมู่บ้าน หรือในท้องที่ ให้สามารถที่จะมีพอกิน มันเริ่มด้วยพอกิน พอมีพอกิน อันนี้ พอมีพอกินได้พูดมาหลายปี สิบกว่าปีมาแล้ว ให้พอมีพอกิน แต่ว่าพอมีพอกิน มันเป็นเริ่มต้นของเศรษฐกิจ เมื่อปีที่แล้วบอกว่าถ้าพอมีพอกิน เซลฟิเชนซี่ คือ พอมีพอกินของตัวเองนั้น เป็นเศรษฐกิจสมัยหิน มันไม่ใช่ว่าเป็นเศรษฐกิจพอเพียง เป็นเศรษฐกิจสมัยหิน สมัยหินนั้น เป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน แต่ว่าค่อยๆ พัฒนาขึ้นมา ก็ต้องมีการแลกเปลี่ยนกัน มีการช่วยระหว่างหมู่บ้าน หรือระหว่างอำเภอ จังหวัด ประเทศ ก็ต้องมีการแลกเปลี่ยน มีการไม่พอเพียงกัน ถึงบอกว่า ถ้ามีเศรษฐกิจพอเพียง เพียงเศษ 1 ส่วน 4 ก็จะพอแล้ว จะใช้ได้ เพราะว่าถ้ามีเศรษฐกิจพอเพียง เพียงเศษ 1 ส่วน 4 สมมุติว่าเดี๋ยวนี้ไฟดับ ถ้าไม่มีเศรษฐกิจพอเพียง ไฟดับ ไฟหลวง ไฟฟ้าหลวง หรือไฟฟ้าฝ่ายผลิตเขาดับหมด พังหมด จะทำอย่างไร ที่ๆ ต้องใช้ไฟฟ้าก็ต้องแย่ไป บางคนที่ต่างประเทศ เวลาไฟดับ เขาฆ่าตัวตาย แต่ของเราไฟดับ เราเคยชิน เราไม่เป็นไร ไฟดับ ถ้ามีความจำเป็น เศรษฐกิจพอเพียงแบบไม่เต็มที่ เรามีเครื่องปั่นไฟ ก็ใช้ปั่นไฟ หรือถ้าขั้นโบราณกว่า มืดก็จุดเทียน มีทางที่ให้แก้ปัญหาเสมอ งั้นเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ก็มีเป็นขั้นๆ แต่ว่าต้องดูว่าเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ที่จะมาบอกว่า ให้พอพียงเฉพาะตัวเองร้อยเปอร์เซนต์ เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ จะต้องมีการแลกเปลี่ยน ต้องมีการช่วยกัน ถ้ามีการช่วยกันแลกเปลี่ยน ก็ไม่ใช่พอเพียงแล้ว

แต่ว่าพอเพียง ในทฤษฎีหลวงคือ ให้สามารถดำเนินงานได้ แต่ที่ว่าเมืองไทยไม่ใช้เศรษฐกิจพอเพียง นี่ไม่ได้ตำหนิ ไม่เคยพูด นี่พูดในตอนนี้ พูดเวลานี้ ขณะนี้ว่าประเทศไทย ไม่ใช้เศรษฐกิจพอเพียง ค่อนข้างจะแย่ เพราะว่าจะทำให้ล่มจม เศรษฐกิจพอเพียงที่หมายถึงนี้ คือว่า อย่างคนที่ทำธุรกิจ ก็ย่อมต้องไปกู้เงิน เพราะว่าธุรกิจ หรือกิจการอุตสาหการสมัยใหม่นี้ คนเดียวไม่สามารถที่จะรวบรวมทุนมาสร้างกิจการ กิจกรรมที่ใหญ่ ซึ่งจำเป็นที่จะต้องใช้กิจกรรมที่ใหญ่

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ไปไหนได้เอ่ยถึงเขื่อนป่าสัก คนเดียวทำไม่ได้ หรือแม้แต่หน่วยราชการหนึ่งเดียวทำไม่ได้ เขื่อนป่าสักนี้เริ่มต้นด้วยเป็นกิจการของกรมชลประทาน แต่ว่าให้กรมชลประทานแต่ฝ่ายเดียวไม่ได้ ก็จึงต้องรวบรวมกำลังและกลายเป็นกิจการของรัฐบาลเป็นส่วนรวม ถ้าจะว่ารัฐบาล ไม่ใช่รัฐบาลเดียว แต่ว่ารัฐบาลหลายรัฐบาลต้องทำ แล้วก็เงินทองนั้นก็เป็นกิจการที่ใช้เงิน ทำไปทำมาแต่ก่อนอาจจะไม่แพง แต่ตอนหลังก็แพง เกิน 2 หมื่นล้าน เป็นจำนวนเงินที่ไม่ใช่น้อย ดูจะเป็นเงินที่หายาก แล้วทำไมมาทำ แต่ที่สนับสนุนให้ทำ เพราะว่าเขื่อนป่าสัก อย่างที่นายกฯได้กล่าว มีประโยชน์มาก แม้จะยังไม่ได้ส่งน้ำสำหรับการเกษตรแท้ๆ แต่ว่าได้ทำประโยชน์ ปีนี้เดือนตุลา พฤศจิกา เขากลัวน้ำท่วม และบอกไว้แล้วโครงการป่าสักมีไว้สำหรับน้ำแห้ง และมีไว้สำหรับน้ำเปียก น้ำมากน้ำเกินมันก็เปียก ทำให้มีความเสียหาย เสียหายทั้งทางเกษตรคือถ้าสิ่งที่เพาะปลูก ถูกน้ำท่วมก็เน่า เมื่อเน่าแล้ว เจ้าของคือเกษตรกรก็ไม่มีรายได้ ต้องช่วยเขา เขาก็ต้องช่วยตัวเองด้วย เสียหายมาก ในด้านอื่น ในกรุง ในเมืองก็มีน้ำมาก ไม่ได้ประโยชน์ ก็ล้นมาท่วมถนน การจราจรติดขัด ธุรกิจต่างๆ หยุดชะงักเสียหาย ความเสียหายเหล่านี้หลังคำนวนดู หมื่นล้าน เมื่อปี 26 หรือที่น้ำท่วมคำนวนดูแล้ว รัฐบาลต่างๆ ในระยะโน้นต้องมีงบประมาณไปช่วยเกษตรกร งบประมาณสูบน้ำออกจากถนน ออกจากกรุงคิดแล้วเป็นเงินก็ประมาณหมื่นล้าน แต่ความเสียหาย อย่างอื่นเป็นมลพิษ คือเครื่องที่สูบก็ต้องใช้น้ำมันหรือถ้าไม่ได้ใช้น้ำมัน ก็ต้องใช้ไฟฟ้า ไฟฟ้าต้องผลิตด้วยเชื้อเพลิงที่สร้างมลพิษ ส่วนมากเป็นอย่างนั้น เชื้อเพลิงที่ผลิตด้วยกำลังพลังงานที่ไม่มีมลพิษ เช่น พลังน้ำ มีน้อย เปรียบเทียบกับพลังงานที่ใช้ เช่น มีน้ำมันหรือลิกไนต์ ทำมลพิษมากก็เสียหายทับถมไปอีก มันเกินหมื่นล้าน

ถ้านับดูปีนี้ที่น่าจะมีความเสียหายหมื่นล้าน ไม่ต้องเสีย ที่ไม่ต้องเสียนี้ก็ทำให้เกิดมีผลผลิต โดยเฉพาะอย่างเกษตร เขามีผลผลิตได้ แม้จะปีนี้ ซึ่งเขื่อนยังไม่ได้ทำงานในด้านชลประทาน ก็ทำให้ป้องกันไม่ให้มีน้ำท่วม ทำให้เกษตรกรเพาะปลูกได้ ก็เป็นเงินหลายพันล้าน ฉะนั้นในปีเดียวเขื่อนป่าสักนี้ได้คุ้มแล้ว คุ้มค่าที่ได้สร้าง 2 หมื่นล้านนั้นค่าสร้างตัวเขื่อนและส่วนประกอบต่างๆ ไม่ถึงพันล้าน

ที่มากเพราะว่าต้องไปชดเชย และต้องไปเลื่อนถนน เลื่อนรถไฟ ไม่ใช่เฉพาะเขื่อน การที่จะชดเชยให้กับผู้ที่มีที่ ก็ทำให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น วันนั้นที่ไปเปิดเขื่อนได้บินเฮลิคอปเตอร์ไปดูขอบของอ่าง ก็เห็นบ้านที่เขาสร้างให้ผู้ที่ย้ายมาจากที่เสียหาย เขาก็สร้างบ้านได้อย่างดี คุณภาพชีวิตของผู้ที่ได้รับชดเชยก็ดีขึ้น หมายความว่ากิจการเหล่านี้ ไม่ได้อยู่ในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงแบบพื้นฐาน แต่ว่าเป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ก็พอเพียงเพราะว่าถ้าทำแล้ว คนอาจจะเกี่ยวข้องกับกิจการนี้มากมาย ทำให้ส่วนรวมได้รับประโยชน์และจะทำให้เจริญ

อีกข้อหนึ่งการที่สร้างเขื่อนป่าสักนี้ เป็นกิจการที่กว้างขวาง ต้องร่วมมือกันหลายหน่วยงาน ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่ไปขุดดินมาถม หรือของผู้ที่เป็นวิศวกรที่ออกแบบ หรือเป็นผู้ที่จะทำงานมาเปิดปิดประตูน้ำ เพื่อควบคุมน้ำ เป็นการร่วมมือระหว่างคนหลายจำพวก หลายอาชีพ บางคนก็ไม่ใช่วิศวกร บางคนเป็นผู้ที่ดูแล คือเป็นผู้ปกครอง ฝ่ายปกครองคือฝ่ายจังหวัดอย่างผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ จนกระทั่ง กำนัน ผู้ใหญ่เขื่อนป่าสักบ้านทุกคนมีส่วน แต่ว่าถ้ากิจการที่ทำนี้ไม่มีนโยบายที่แน่วแน่ที่สอดคล้องกัน ถ้ามัวแต่ทะเลาะกัน ไม่สำเร็จ ไม่สำเร็จถือว่าไม่ได้ประโยชน์จากกิจการที่คิด เมื่อไม่ได้ประโยชน์จากกิจการที่คิด ป่านนี้เราจะจนลงไป เงิน 2 หมื่นล้านที่ไปลงกับการสร้างนั้นก็หมดไปแล้ว หมดไปโดยไม่มีประโยชน์ หมดไปโดยได้ทำลาย เพราะว่าเดือดร้อน เกษตรกรเดือดร้อน ชาวกรุงเดือดร้อน ฉะนั้นต้องมีเหมือนกัน โครงการต่างๆ หรือเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่ต้องมีการสอดคล้องกันดี ที่ไม่ใช่เป็นแต่เหมือนทฤษฎีใหม่ 15 ไร่ แล้วก็สามารถจะปลูกข้าวพอกิน นี่ใหญ่กว่า แต่อันนี้ก็เป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน คนไม่เข้าใจว่ากิจการใหญ่ๆ เหมือนสร้างเขื่อนป่าสัก คนนึกว่าเป็นเศรษฐกิจสมัยใหม่ เป็นเศรษฐกิจที่ไกลจากเศรษฐกิจพอเพียง

อันนี้เป็นตัวอย่างในทางที่บวก เศรษฐกิจพอเพียงอีกอย่างหนึ่ง ไม่ค่อยอยากพูด อย่างเช่นการแลกเปลี่ยนมูลค่า ได้พูดมา 2 ปี บอกว่าขอให้ค่าของเงินจะสูงจะต่ำก็ไม่ขัดข้อง แต่ว่าถ้าไม่สมดุลกัน มันไม่ดี อย่างที่บางคนบอกว่าค่าของเงินแข็งเกินไป ทำให้การขายไม่ดี ก็ขอคัดค้าน ถ้าให้เงินอ่อนลงไป เช่น ดอลลาห์ละ 50 บาท อ้างว่าขายสินค้าออกไปต่างประเทศ 1 ดอลลาห์จะได้มา 50 บาท จริงได้มา 50 บาท แต่ 50 บาทนั้น แต่ 50 บาทนั้นมันราคา 50 บาท หรือเปล่า เพราะว่า 50 บาทนี้จะไปซื้อน้ำมันซื้ออะไรก็ได้เพียงครึ่งเดียว อันนี้ไม่ได้เข้าข้างใคร แต่ว่าเข้าข้างตัวเอง เพราะว่าพูดมาก่อนนี้แล้ว พูดมาก่อนที่ผู้ที่เป็นตัวละครในการถกเถียงกัน ได้มาอยู่ในตำแหน่งนั้น พูดมานานแล้ว แต่ว่าถ้าเงิน 20 บาท 25 บาทมั่งต่อดอลลาห์ 50 บาทมั่งต่อดอลล่าห์ คนที่ ขอใช้คำว่าหัวใส เขารู้ ไปซื้อดอลลาห์ในราคา 25 บาท ไม่กี่วันดอลลาห์ขึ้นเป็น 50 บาท เขาขาย 50 บาทได้กำไร 2 เท่า อย่างนั้นเราเห็นว่าคนได้กำไรเราก็ยินดีด้วย ยินดีด้วยกับเขา ว่าคนไหนรวยก็ดี แต่ที่ไม่ยินดี เพราะว่าคนไหนที่ได้กำไรโดยมีเทคนิคสูงในการแลกเปลี่ยน หรือมีความรู้ รู้ไส้ ฝรั่งเขาเรียกว่าอินไซด์เดอร์ ถ้าคนไหนรู้ไส้ของเศรษฐกิจชั้นสูงๆอย่างนี้ รวย แต่ว่าคนนั้นรวย ก็อย่างที่ว่า เรายินดีด้วยกับเขา ถ้าเขารวยแล้วใจบุญ แต่ว่าอย่างนี้เศรษฐกิจพัง พังเพราะอย่างนี้ จะไม่พูดว่าอันนี้เป็นทุจริต แต่ว่าได้พูดไปแล้ว

ในเมืองไทยนี้ถ้าทำกิจการ หมายความว่าปกครอง หรือดำเนินกิจการ ทั้งในด้านการเมือง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ทั้งในด้านธุรกิจ ในด้านอาชีพ มีทุจริต เมืองไทยพัง ของเรา เมืองไทยที่ยังไม่พังแท้ ก็เพราะว่าเมืองไทยนี้นับว่าแข็งมาก เดี๋ยวนี้ถ้าหากว่าทำไม่ระวัง เข็นให้ฟัง เหมือนบ้านที่กำลังคลอน อะไรสั่นนิดเดี่ยวก็ถล่ม เมื่อถล่มแล้วก็จะแย่ ในปีที่ผ่านมายังไม่ผ่านไป มีตัวอย่างของเรื่องบ้านพัง อย่างเช่น ตุรกี บ้านมันพัง มีแผ่นดินไหว สั่น บ้านก็พังชั้นบนลงมาถึงชั้นล่างเลย คนที่นั่งอยู่ชั้นบน เขาบอกว่ามันลงๆๆๆ พังทับลงมาถึงชั้นล่าง… ก็ยังมีชีวิตอยู่ได้ เพราะมีทุจริตส่วนใหญ่ เพราะว่าผู้ที่ตรวจการก่อสร้าง ปล่อยให้เขาก่อสร้างบ้านที่สั่นนิดก็ถล่ม ที่อื่นที่มันสั่นคือแผ่นดินไหวมาก ไม่เสียหายเท่า ก็มีหลายตัวอย่าง ตัวอย่างเขาว่าเป็นทุจริต ที่เวเนซูเอล่า เมื่อไม่กี่วันมานี้ เขาว่าเป็นทุจริต ไม่ได้ทำโครงการที่เหมาะสมสำหรับป้องกัน ทำให้คนตายกว่า 3 หมื่น อย่างน้อย

หัวหินเมืองไทยเคราะห์ดีที่ไม่เป็น ไม่มีอย่างนี้ แต่ถ้าไม่ระวังก็เป็น ที่ได้เห็น เพราะว่าไปอยู่หัวหินนาน นานเกินไป ทำให้ไปเผชิญพายุ พายุที่ผ่าน ที่ปราน ความเร็วลม 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แล้วมาพัด ใส่หัวหิน วันนั้นเวลา 10 นาฬิกา ดูทะเลเป็นบ้า น้ำท่วมที่บ้าน หมายความน้ำท่วมที่วังไกลกังวล น้ำท่วมเพราะเหตุว่า สะพานหรือถนน ถนนที่ผ่านตลาดกั้นน้ำไว้ น้ำก็มาเอ่ออยู่ข้างบน เมื่อเอ่อแล้ว ก็มาท่วมชาวบ้าน สุดท้ายก็ไปฟันถนนนั้น ฟันส่วนที่กั้นสองข้างของผิวจราจร น้ำก็ไหลลงมา ไหลลงเข้ามาในวังไกลกังวล แล้วเทลงทะเล เป็นเหมือนน้ำตกก็สวยดีเหมือนกัน แต่ว่าโดยที่น้ำท่วมนั้นพอที่จะอยู่ในควบคุม ก็จัดการซ่อมแซมได้เรียบร้อย แต่ตอนนี้ต้องทำแผน เพราะว่าน้ำก็ท่วมลงตลาด ตลาดฉัตรชัย แล้วน้ำไม่ไหลลงทะเลเพราะมาสร้างบ้านขวาง ตลอดทางขากลับจากหัวหิน น้ำก็ยังท่วมอยู่ที่ทางเข้าเพชรบุรี ตรงนั้นเพราะมีอาคารเขาสร้างขวางทางน้ำที่จะลงทะเล ที่จะทำให้ระบายน้ำออก ทั้งหมดนี้เดี๋ยวจะกลายเป็นการหาเรื่อง แต่ว่าเพราะว่าระเบียบ เขาก็รู้ว่าน้ำจะไหล น้ำฝนจะลงมาจะทำให้ขวางและมาเอ่อ แล้วก็ท่วมถ้าควบคุมดีๆ ก็จะไม่ว่าเป็นการทุจริต แต่เป็นเลินเล่อ คือเป็นมานานแล้ว

สร้างถนน ทำสะพานไม่พอ สร้างถนนเขาก็บอกมีท่อ ไอ้ท่อน้ำจะผ่านไม่ได้เท่าไร ท่อใหญ่ๆ คนเข้าไปได้ แต่ว่าน้ำมันมากกว่า เมื่อทำอย่างนั้นคือโครงการไม่ดี เห็นมามากแล้วว่าระหว่างหน่วยราชการ เช่น กรมทาง กรมชลประทาน กรมป่าไม้ เป็นต้น ไม่ได้สอดคล้องกัน โครงการไม่ทำให้สอดคล้องก็เกิดเรื่อง แก้ไขก็แก้ไขได้ไม่สู้ยากนัก แต่ต้องไม่มีทิฐิ จะต้องร่วมกัน แต่ถ้ามีทุจิรตมาเพิ่มในกิจการเหล่านี้แล้ว จะทำให้ร้ายแรงขึ้นเป็น 2-3 เท่า ที่พูดอย่างนี้เมื่อหลายปีแล้ว 20 ปีได้แล้ว ที่ชุมพรมีฝนลงมามาก แล้วน้ำก็ขึ้นในคลองที่ผ่านชุมพร เรียกว่าคลองอู่ตะเภา ซึ่งเป็นคลองที่รับน้ำคลองท่าแซะและคลองรับร่อ 2 คลอง น้ำลงมาแล้วผ่านถนน ตอนนั้นมันเอ่อลงท้ายก็ลงคลองอู่ตะเภา จะท่วมอำเภอเมืองชุมพร ตอนนั้นมีโครงการแล้ว ประตูน้ำสามแก้ว แต่การเปิดปิดประตูน้ำสามแก้ว เขาเปิดปิดผิดจังหวะ เพราะว่าน้ำพรวดพราดมา เป็นถนนที่สร้าง ตอนนั้นไม่ใช่ถนนใหญ่โตมากนัก ไม่มีทางที่จะปล่อยน้ำลง เมื่อ 2-3ปี ก็เกิดเรื่องอีก ที่เล่าให้ฟังเมื่อปีที่แล้ว ฝนตกน้ำท่วม น้ำท่วมในเมือง 2 เมตร รถยนต์รถอะไรก็แย่ โรงพยาบาลก็ท่วม เครื่องเอ็กซ์เรย์ที่อยู่ชั้นล่าง แต่ยกขึ้นมาสูงก็ท่วมเสียหาย ได้ทราบอย่างนั้นก็ซื้อเครื่องเอ็กซ์เรย์ให้เขา เมื่อไปก็ไปดูโรงพยาบาลและไปเยี่ยมเครื่องเอ็กซ์เรย์ พอดีหมอเอ็กซ์เรย์อยู่ตรงนั้น จึงถามว่าเป็นอย่างไรตอนนั้น เขาบอกว่าน้ำขึ้นสูงถึงหม้อแปลง แต่ดูแล้วก็ดีใจที่หมอเอ็กซ์เรย์คนนั้นตัวสูงมาก เป็นหมอผู้หญิงแต่ตัวสูงก็เลยไม่จมน้ำตาย สุดท้ายก็ซื้อเอ็กซ์เรย์ให้ เขาก็ดีใจมาก

หน้าประตูจะเข้าประตูไม่ได้เพราะว่าน้ำขึ้นมาสูง ต้องเข้าทางหน้าต่าง ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าโครงการไม่ถูก ได้ไปดู มีคลองที่จะระบายน้ำ เขาเรียกว่าหัววังผนังตัด แต่ว่าคลองนั้นยังไม่เสร็จไม่เรียบร้อย เพราะว่าต้องคอยอีก 2 ปีถึงจะเสร็จ ก็เลยบอกว่า เอ้า ขุดเลย เขาบอกว่าไม่มีเงิน ก็เอาเงินให้ งบประมาณไม่มีก็ช่าง ที่จริงไม่มีเท่าไร เปรียบเทียบกับความเสียหายที่เสียหายเป็นพันล้าน ก็ทำ ขุดได้ ประชาชนก็ร่วมมือ ที่แรกก็ไม่รู้ทีหลังก็รู้ ต่อมาเมื่อทำเสร็จก็ยังไม่เสร็จดีแต่ว่า ระบายน้ำได้ มีพายุเข้ามาอีก มีฝนลงมามาก ไม่เป็นไม่ท่วม ปีต่อมาปีที่แล้วก็ไม่ท่วม (เสียงดัง) การติดต่อมาติดต่อมากเหลือเกิน นี่แหละเด็กสมัยใหม่ เด็กไอที ก็หมายความว่า 3 ปีไม่ท่วม ประหยัดได้ 3 พันล้านที่ทำคลองนั้น 30 ล้าน ก็คุ้มนะ นี่เป็นเศรษฐกิจพอเพียง แล้วก็คิดดูวันนั้น ตอนนั้นที่เดินทางไปที่ชุมพร จากหัวหิน นั่งรถไป ก่อนที่จะไปถึงที่ ไปจอดที่สะพานแห่งหนึ่ง แล้วก็ไปชะโงกดูสะพาน ที่ข้างล่างสะพานไม่มีน้ำแห้ง มีน้ำขังอยู่นิดๆ คนก็ถามว่าทำไมมาจอดสะพานนี้ ไอ้สะพานนั้นตอนน้ำท่วมน้ำมันผ่าน เหลือสะพาน 1 เมตร ก็หมายความว่าสะพานนั้นทำหน้าที่สะพานแต่อยู่ใต้น้ำ เลยต้องหาวิธี เลยบอกกับกำนันบอกว่าคลองท่าแซะอยู่โน้นใช่ไหม เขาบอกว่าใช่ แล้วตามทางนี้เป็นของใคร เขาบอกชาวบ้าน ทำนา เลยบอกว่าขอนิดหนึ่ง ตามทางนี้ขอสำรวจ ต่อไปอาจจะทำคลองเพื่อที่จะได้ระบายน้ำลงไปในหนองใหญ่ เพื่อที่จะเป็นระบบป้องกันน้ำท่วม หนองใหญ่จะเป็นที่เรียกว่าแก้มลิง คลองอู่ตะเภา

แก้มลิงนี่คนก็หัวเราะ ทำไมแก้มลิง ก็อธิบายมาแล้ว คนก็เข้าใจแล้วว่าแก้มลิงคืออะไร คนหัวเราะพวกนั้น เพราะอาจจะตลกที่เอาลิงมาเลี้ยงที่นี่ เนื่องจากแก้มลิง คนก็จะได้รู้ได้เห็น สมัยนี้คนไม่เห็นไม่รู้ว่าลิงมีแก้ม แต่ว่าเอามาโชว์ว่ามีแก้มลิง นี่ขอพูดต่างหากว่าลิงตัวหนึ่งที่มีอยู่ มือมันพิการ ยังไม่ด้วน แต่ว่าใช้ไม่ได้ เรียกว่าไอ้กะลา หรือคุณกะลา เพราะอยู่ในวัง กะลาเป็นลิงแถวบางขุนเทียนของท่านผู้ว่า ใครเอากะลาเจาะรูไปวาง ลิงอยากรู้ว่าในกะลามีอะไรก็ทั้งจับทั้งกำ มันก็อยู่อย่างนั้น สลัดไม่ออกเพราะกำมือไว้ จนกระทั่ง มือเริ่มจะเน่า หมอไปคอยจับได้ แต่กว่าจะจับได้หลายวัน ผ่ากะลาออก มือพิการ เมื่อมือพิการแล้ว เราจะปล่อย เพราะว่ารักษาหายแล้ว แต่มันก็พิการ ถ้าปล่อยไปในฝูงลิงที่บางขุนเทียน มันก็อยู่ไม่ได้ จะถูกพรรคพวกตี คงตายแน่ จึงนำมาเลี้ยงที่นี่ เรียกว่าคุณกะลา

เมื่อ 2-3 วันนี้ได้ข่าวว่าที่เพชรบุรี มีลิงตัวหนึ่งที่ผูกกะลามังที่เท้า ขาของลิง เขาผูกมันแน่นเข้าทุกที ตีนเลยเน่า ตอนนี้กำลังรักษา เขาบอกว่าต้องตัด น่ากลัวต้องมาเลี้ยงที่นี่ เพราะสงสาร เข้าฝูงไม่ได้ตายแน่ เลยนึกว่า ต้องมาเลี้ยง ลงท้ายก็เป็นพวกพิการ ตัวนั้นชื่อกะลา ตัวนี้ชื่อกะลามัง แต่ว่าไม่ทราบว่าตัวผู้ตัวเมีย ถ้าตัวนี้เป็นตัวผู้ตัวนั้นเป็นตัวเมีย ก็แต่งงานกัน ลูกก็ชื่อกะลาแม แต่สงสัยว่าเป็นตัวผู้ มันซน มันดุ ถ้าเป็นตัวผู้ด้วยกัน ต้องหาภริยาให้เขา ไม่ได้หมายความว่าตัวเมียจะไม่ดุ อาจจะดุก็ได้ ยังไงก็ตาม ถ้าเป็นตัวเมียก็ดี กะลากับกะลามังก็แต่งงานกัน อาจจะเชิญคณะรัฐบาลมาเป็นพยานกัน แล้วท่านประธานสภาด้วย ท่านผู้นำฝ่ายค้านด้วย มาหมด มาอาจจะได้สัมภาษณ์ลิงว่าทำอย่างไร

โครงการแก้มลิงมาพูดถึงลิง แต่จริงๆแล้วพูดถึงชุมพร ชุมพรปีนี้ผ่านวิกฤตหลายขั้น แต่ก็ยังดี บอกว่าถ้าบริหารโครงการ ระบบด้วยดี ได้ผลและแก้มลิงได้ผล ตะกี้ทำไมนึกถึงลิง แก้มลิงก็หนองใหญ่ ถ้าได้ผล ถ้าบริหารดีๆ การบริหารที่เล่าให้ฟัง เพราะมันต่อเนื่องกับการบริหาร ผู้ที่อยู่ที่นั่นคือผู้ว่าราชการจังหวัดก็ตาม ผู้ที่เป็นข้าราชการในกรมกองต่างๆที่อยู่ประจำ ผู้ว่าราชการจังหวัดย้ายมาแล้ว ผู้ว่าฯคนใหม่เขาก็ดี เขาเข้าใจ ผุ้ที่เป็นข้าราชการและเจ้าหน้าที่ต่างๆ เปลี่ยนกันหมด เหลือคนเดียวที่เป็นคนเดิมคนเก่า อันนี้เป็นสิ่งที่มีความลำบาก เพราะว่าผู้ที่บริหารโครงการจะต้องมีความเข้าใจ ถ้ามีข้อข้องใจแม้จะมีผู้บริหารเข้ามาใหม่ และมีเจ้าหน้าที่ใหม่ ก็ต้องถ่ายทอดความรู้และช่วยกันทำ แสดงให้เห็นว่าไปที่ชุมพรนี่ใช้ได้ ถ้าช่วยกันบริหารด้วยความเข้าใจกัน กิจการก็สำเร็จ ตกลงได้ประหยัดด้วยการลงทุน ประมาณ 35 ล้าน ของมูลนิธิและของข้าราชการก็ลงทุนไปอีกตามงบปกติ ได้สามารถที่จะฟันฝ่าอุปสรรคไปอย่างดี ก็ไม่ทราบใครได้หน้า เพราะว่าเปลี่ยนไป เปลี่ยนคนไปเรื่อย แต่ว่าทุกคนที่มีส่วนได้หน้าทั้งนั้น รวมทั้งเอกชนต่างๆ ที่เขาทำ คืองานที่จะต้องทำ ทำงานเพื่องานให้ได้ผลสำเร็จ วิธีการบางอย่างต้องมีการปรึกษาหารือกันบ้าง ถ้าทำได้ดีมันช่วย มันประหยัด เมื่อประหยัดแล้วก็สามารถที่จะทำโครงการหรือทำการปกครอง ที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ไม่อยากจะพูดว่าเป็นประโยชน์กับประชาชน เพราะว่าเอะอะอะไรก็ประชาชน ประชาชนเขาอย่างนั้นอย่างนี้ ที่จริงประชาชนเขาคอยให้ผู้ที่มีความรู้มากกว่ารัฐบาล ผู้ที่มีความรู้ ลิงผู้ที่มีใจเอื้อเฟื้อให้ไปช่วยเขา ได้ช่วยคือเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เราก็เป็นประชาชนเหมือนกัน เป็นนายก เป็นผู้นำฝ่ายค้าน จะปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นประชาชนคนไทย ถ้าปฏิเสธก็หมายความว่าไม่ควรจะอยู่เป็นคนไทย แต่คนไทยด้วยกันทุกคน ผู้ใหญ่ผู้โต ผู้น้อย ใครต่อใครก็เป็นประชาชนคนไทยทั้งนั้น คนไหนที่พูดภาษาไทยไม่ชัดก็เป็นคนไทยทุกคน แต่ต้องร่วมมือกันเข้าใจกัน ไม่ทราบว่าก่อนลงมาตั้งใจจะพูดเรื่องอะไรลืมหมดแล้ว พูดอะไรก็ไปตามกลอน ที่จริงเราไม่ได้เป็นนักกลอน แต่ว่ากลอนมันพาไป ก็ไม่ทราบว่าถ้าพูดไม่หมดก็คอยปีหน้า อ้อมีนิดหนึ่งมีคนเขาว่า บอกว่า ที่ไม่มีงานอย่างเช่นวันนี้เพราะว่า ได้ออกสีหบัญชรแล้ว ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น สีหบัญชรนั้นไม่เกี่ยวกับงานเช่นนี้ แต่วันที่ 4 เจ้าหน้าที่ได้ตั้งได้ทำกำหนดการว่าวันที่ 4 ซึ่งเป็นวันที่ตามปกติจะมาพบกันอย่างนี้ มีงานหลวง แต่วันที่ 4 ไม่สามารถที่จะพบกัน ถ้าพบกันงานงานก็ต้องเลื่อน เลื่อนก็ไม่ได้ เพราะเขาตั้งแล้ว ถ้าตั้งกำหนดการแล้วจะไปเลื่อน ก็เลื่อนไม่ได้ ทำไปทำมาเดี๋ยวต้องเลื่อนไปปีหน้า ซึ่งมันไม่เหมาะสม เขาก็อุตส่าห์เลื่อนสวนสนามมาเป็นวันที่ 2 เขาก็บอกว่าวันที่ 3 มีอีก แต่ไม่ไหว วันที่ 3 ไปรับคำนับทหารต่างๆแล้ว ก็วันที่ 3 ขอพักหน่อย พอวันที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ไปตลอดก็มี จนกระทั่งคนที่มาฟังที่นี่เขาก็มีงานของเขา เลยต้องเลื่อนมาถึงวันนี้ ซึ่งอาจจะเป็นฤกษ์ที่ดี พระจันทร์เต็มดวง พระจันทร์นั่นเขาว่าเต็มดวงเต็มที่นะ โตกว่าที่เคยเป็นตั้งเท่าไร 150 ปี ถึงทำให้มีเหตุการณ์แปลก เพราะว่าพระจันทร์อยู่ใกล้ ที่จริงได้ดูพระจันทร์แล้วโตจริงๆ โตสว่าง พระจันทร์สว่าง ไม่ใช่พระจันทร์สว่าง เพราะว่าไม่มีเมฆและมลพิษของกรุงเทพฯ เขาอาจจะไปกวาดแล้วทำให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ถึงเลื่อนมาถึงวันนี้ วันที่ 23 วันที่ 4 ไม่มีทางแล้วก็วันที่ 5 ก็ออกสีหบัญชร ที่จริงอยากจะบอกให้ ออกสีหบัญชรตรงนั้นคับแคบ ค่อนข้างจะร้อน คนที่อยู่ข้างล่าง เขาก็รู้ว่าพูดว่ากระไร เรื่องร้อนคนที่อยู่ข้างบนข้างล่างไม่โดนแดด คนข้างล่างโดนแดดค่อนข้างจะลำบาก มองอะไรไม่เห็น เวลาพูดหงุดหงิด คนที่อ่านถวายพระพรรู้สึกหงุดหงิด แล้วคนที่ฟังข้างล่าง คณะทูตานุทูต ก็หงุดหงิด ก็เลยทำให้มานั่งกันอย่างนี้ดีกว่า เมื่อมานั่งอย่างนี้ก็รู้สึกว่าสบายกว่า แม้คนเยอะแยะ แต่ว่าที่สีหบัญชร นับหรือเปล่า รู้สึกว่าไม่เท่าไรไม่กี่คน แต่ที่นี่ที่มาวันนี้ 21,154 คน แต่ว่าในบัญชีบอกว่า 59 คน ก็ไม่รู้ว่าใครหายไป แต่หายไป 5 คนก็ไม่เป็นไร เขาอาจจะดูทีวีคืนนี้ ดูทีวีว่าพูดอะไรเขาอาจจะดูได้ดีกว่า แล้วก็ไม่เมื่อย อย่างไรก็ตามได้แถลงข่าวแถลงแล้วว่าทำไมมาทำวันนี้ ถ้าทำวันที่ 4 ไม่มีทาง แม้แต่เขาบอกว่าเพราะว่ามีสีหบัญชร แต่ความจริงอีกอย่างหนึ่ง จะต้องแถลงว่าปีที่ผ่านมานี้ ก็ต้องขอบใจทุกคน ต้องขอบใจทั้งฝ่ายราชการ ทั้งฝ่ายเอกชน พ่อค้าประชาชนที่มีโครงการ หรือมีงานการแสดงออกมาซึ่งความเอ็นดู ซึ่งความเป็นห่วง อันนี้ต้องบอกว่าซาบซึ้งจริงๆ มีคนเขาถามมาว่าที่มีงาน ที่มีรายการโดยแต่ละรายการทางโทรทัศน์ เห็นชัดแจ้งขึ้น แต่วิทยุก็ออกทุกวัน ให้พรว่ารู้สึกอย่างไร รู้สึกดีใจหรือเปล่า ก็บอกดีใจ บอกได้ว่าดีใจและขอบใจทุกคนก็ให้ศีลให้พรอย่างนั้น จนกระทั่งตอนต้นปีที่ไม่สบายอย่างหนักๆ เดินไม่ได้เรื่อง เดินตัวเบี้ยว เดี๋ยวนี้ก็ยังเดินตัวเบี้ยวนิดหน่อย แต่ว่าดีขึ้นมากเพราะว่าได้ศีลได้พร ก็ต้องถือโอกาสขอบใจทุกคนที่มาให้พร วันนี้ไม่ให้พรเนื่องจากวันเฉลิม 6 รอบใช่ไหม แต่ว่าถือว่าเมื่อก้าวเข้ามาในรอบที่ 7 แล้ว ก็ขอถือว่าเป็นการมาให้พรสำหรับรอบที่ 7 คือรอบที่ 6 ผ่านไปแล้ว เป็นปีที่ผ่านมาแล้ว ผ่านไปแล้ว แต่ว่าปีต่อไป ไม่ใช่ปี เป็นอีกรอบนี่จบรอบ 6 ตอนนี้เริ่มรอบ 7 คราวเมื่อรอบที่ 5 ครั้งนั้น บอกว่าอายุ 72 จะไปเปิดเขื่อนป่าสัก คงจำได้ เมื่ออายุ 5 รอบครึ่ง บอกว่าอายุ 6 รอบถ้ายังเดินไหว จะไปเปิดป่าสักและฉลองกันอย่างเอิกเกริก ก็เดินไหว ที่จริงนึกว่าจะเดินไม่ไหวแล้ว แต่ก็เดินไหว เพราะพรที่ท่านทั้งหลายได้ให้ วันนี้แม้จะห่างจากวันเกิดแล้ว แต่ก็ถือว่าเป็นวันที่ได้รับพรตั้งแต่ 5 รอบครึ่ง 6 รอบแล้วก็ถึง 7 รอบ ขอขอบใจที่ท่านทั้งหลายได้มาให้พรและขอให้ทุกคนสามารถทำงานอย่างดี มีสุขภาพแข็งแรง จิตใจเข้มแข็ง เพื่อที่จะทำหน้าที่ของตนเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ซึ่งแต่ละท่านก็เป็นส่วนของส่วนรวม ไม่ใช่ไม่เป็นก็เป็นทุกคน ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จความเจริญ

5 ธันวาคม 2542 พระราชดำรัสในพระราชพิธีออกมหาสมาคม รับการถวายพระพรชัยมงคล

ในหลวง

พระราชดำรัส  ในพระราชพิธีออกมหาสมาคม รับการถวายพระพรชัยมงคล
ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม, 5 ธันวาคม 2542

ในหลวงของเราข้าพเจ้ามีความปิติชื่นชมยินดียิ่ง ที่ได้เห็นท่านทั้งหลายจากทุกองค์กร และทุกสถาบันพร้อมเพรียงกันมาให้พรวันเกิด ขอขอบพระทัยและขอบใจ ในคำอวยพรอันเปี่ยมด้วยความหวังดีและไมตรีจิต ขอทุกท่านจงได้รับพรและไมตรีจิตของข้าพเจ้าเช่นเดียวกัน ความพร้อมเพรียงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่ทุกคนทุกฝ่ายแสดงให้เห็น ให้ข้าพเจ้าระลึกถึงคุณธรรมข้อหนึ่ง ที่อุปถัมภ์และผูกพันคนไทยให้รวมกันเป็นเอกภาพ สามารถดำรงชาติบ้านเมืองให้มั่นคงเป็นอิสระยั่งยืนมาช้านาน

คุณธรรมในข้อนั้นคือ ไมตรี ความมีเมตตา ความดีให้กันและกัน คนที่มีไมตรีต่อกันจะคิดอะไรก็คิดแต่ในทางสร้างสรรค์ ที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลกัน จะพูดอะไรก็ใช้เหตุผลเจรจากันด้วยความเข้าอกเข้าใจกัน จะทำอะไรก็ช่วยเหลือร่วมมือกันด้วยความมุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน ข้าพเจ้าจึงขอให้ท่านทั้งหลายได้พิจารณา ทบทวนให้ทราบตระหนักแก่ใจอีกครั้งหนึ่งว่า ในกาย ในใจ ของคนไทยเรา ยังมีคุณธรรมในข้อนี้อยู่หนักแน่น พร้อมมูลเพียงใด จะได้มั่นใจว่า เราจะสามารถรักษาประเทศชาติ และะความเป็นไทยของเรา ไว้ได้ยืนยาวตลอดไป

ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวไทยทุกหมู่เคารพบูชา จงอภิบาลรักษาทุกท่านให้มีความสุข ปราศจากมลทิน ทุกข์และภยันตราย มีกำลังกาย กำลังใจและกำลังปัญญา สามารถนำพาบ้านเมืองให้ผ่านพ้นอุปสรรคขวากหนาม บรรลุถึงความวัฒนาผาสุกได้โดยสวัสดี

วันที่ 28 มกราคม พ.ศ.2542 พระราชดำรัสในพิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล

prince_mahidol_award

พระราชดำรัส  ในพิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล
ประจำปีพุทธศักราช 2541  ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง
วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2542

            ข้าพเจ้ามีความยินดี ที่ได้มาทำพิธีมอบรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปีพุทธศักราช 2541 ในวันนี้ ขอขอบใจคณะกรรมการ และผู้เกี่ยวข้องทุกคนทุกฝ่ายที่ได้ดำเนินงานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ด้วยดีตลอดมา จนพระเกียรติคุณปรากฏกว้างไกลไปในหมู่ชาวโลก

ในการศึกษาค้นคว้าวิจัย เพื่อความก้าวหน้าทางการแพทย์และการสาธารณสุขนั้น ผู้ปฏิบัตินอกจากจะต้องมีความตั้งใจที่แน่วแน่ อดทน และเสียสละเป็นอย่างมากแล้ว ยังต้องมีจิตใจที่ประกอบด้วย ความเมตตาอาทรต่อเพื่อนมนุษย์เป็นอย่างสูงด้วย จึงจะพากเพียรกระทำให้สำเร็จได้ การค้นพบวิธีการผ่าตัดต่อเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจของ นายแพทย์ เรเน่ จี. ฟาวาโลโร่ และการค้นพบวิธีการรักษาเส้นเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน ด้วยยาละลายลิ่มเลือด ของศาสตราจารย์นายแพทย์ ฮาร์วี่ ดี. ไวท์ ก็ดี การตรวจพบเชื้อไวรัสที่เป็นต้นเหตุของโรคไข้หวัดใหญ่ ของ ศาสาตราจารย์ เคนเนดี เอฟ. ช็อตริดจ์ อันเป็นผลให้ แพทย์หญิง มาร์กาเร็ต เอฟ. ซี. ชาน สามารถควบคุมการระบาดของไข้หวัดใหญ่ได้ก็ดี ล้วนเป็นผลสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ซึ่งก่อเกิดประโยชน์แก่ประชากรโลกอย่างไพศาล ข้าพเจ้าจึงขอแสดงความนิยมยกย่องด้วยอย่างจริงใจ กับท่านทั้งสี่ ที่ได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๑ และใคร่จะกล่าวแก่ทุกท่านว่า การกระทำของท่านเป็นแบบอย่างอันประเสริฐ ที่จะน้อมนำให้บุคคลทั่วไปเกิดศรัทธาชื่นชม และนิยมยินดีที่จะเสียสละกำลังกาย กำลังความคิด ตลอดจนประโยชน์สุขส่วนตัว เพื่อเสริมสร้างประโยชน์สุขและความเจริญรุ่งเรืองให้แก่มนุษยชาติทั้งมวล

ขออวยพรให้ท่านทุกคนถึงพร้อมด้วยความสุข ความเจริญ มีกำลังใจ กำลังกาย และสติปัญญา ที่จะทำประโยชน์เกื้อกูลแก่ชาวโลกได้ยิ่งๆ ขึ้น และขอให้ผู้มีเกียรติทั้งหลายที่มาร่วมชุมนุมในพิธีนี้ มีความผาสุกสวัสดีจงทุกเมื่อทั่วกัน

รางวัลเจ้าฟ้ามหิดล

รางวัลเจ้าฟ้ามหิดล

 

รางวัลเจ้าฟ้ามหิดลรางวัลเจ้าฟ้ามหิดล

วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2541 พระราชดำรัส พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย

ในหลวง

พระราชดำรัส พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย
ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่  วันอังคาร ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2541

ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย บัดนี้ถึงวาระที่จะขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดี มาอวยพรแก่ท่านทุกๆ คน พร้อมกับขอขอบใจท่านเป็นอย่างมาก ที่มีมิตรจิต สนับสนุนข้าพเจ้าในภาระทั้งปวงด้วยดีเสมอมา.

เป็นเวลาต่อเนื่องกันหลายปีแล้ว ที่วิถีทางดำเนินของบ้านเมืองและของประชาชนทั่วไปมีความเปลี่ยนแปลงมาตลอด เพราะความผันแปรทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และอื่นๆ ที่เกิดจากเหตุปัจจัย ทั้งภายในและภายนอกประเทศ. ในปีใหม่นี้ สถานการณ์ของประเทศโดยส่วนรวมยังไม่แจ่มใสนัก ซึ่งหมายความว่า เราทุกคนต้องขับเคี่ยวกับปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาด้านการครองชีพหนักขึ้น. น่าพอใจยินดี ที่พวกเราเป็นอันมากยอมรับรู้ความจริงข้อนี้ แล้วระวังตั้งใจเผชิญกับปัญหา และสถานการณ์ต่างๆ ด้วยความสงบอดทน และด้วยความมีสติ รู้เท่าทันสถานการณ์ ทำให้ผ่านสภาวการณ์ไม่ปกติต่างๆ มาได้เรียบร้อยพอควร และหวังได้ว่าจะประคับประคองตัวให้อยู่รอดและก้าวต่อไปได้โดยสวัสดี.

แต่อย่างไรก็ดี เราก็มีสิ่งที่ควรแก่การชื่นชมยินดีอยู่มิใช่น้อย คือการที่ประเทศของเราได้เป็นประเทศเจ้าบ้าน จัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 เมื่อต้นเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งงานนี้ถือได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ทั้งในฐานะประเทศเจ้าบ้าน และนักกีฬาของเราที่เข้าทำการแข่งขัน. ข้อนี้ แสดงให้เห็นถึงความสามารถและความพร้อมเพรียงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ที่มีอยู่อย่างบริบูรณ์ทั้งในกายและในใจของคนไทย. ถ้ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่เป็นเกียรติและเป็นศักดิ์ศรีของประเทศแล้ว เราจะร่วมมือกันปฏิบัติจนเต็มความสามารถเสมอ. ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะมีอุปสรรค ปัญหา หรือเหตุไม่ปกติใดๆ เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา ก็เชื่อใจได้ว่า เราจะร่วมกันคิดอ่าน และช่วยกันปฏิบัติแก้ไข ให้ทุกสิ่งทุกอย่างคลี่คลายลุล่วงไปได้อย่างแน่นอน.

ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวไทยเคารพบูชา จงอภิบาลรักษาท่านทุกคนให้มีความสุข ปราศจากทุกข์ปราศจากภัยทุกเมื่อทุกสถาน บันดาลให้มีกำลังกาย กำลังใจ กำลังปัญญา และกำลังสามัคคีอันกล้าแข็งพร้อมมูล ที่จะประกอบกรณียกิจน้อยใหญ่ให้บรรลุผลเลิศทุกๆ ด้าน ทั้งสามารถดำรงรักษาอธิปไตยและความเจริญร่มเย็นของบ้านเมือง ให้สถิตเสถียรตลอดไปชั่วกาลนาน.

 ส.ค.ส. 2542

 


วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2541 พระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล

 ในหลวง

พระราชดำรัส  พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา  ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิตฯ  วันศุกร์ที่ 4  ธันวาคม พ.ศ. 2541

ขอขอบใจท่านทั้งหลายที่มาชุมนุมกันในโอกาสใกล้จะถึงปีใหม่ ไม่ใช่ปีใหม่ เป็นปีใหม่ของเรา คือปีใหม่ของผู้พูด เพราะว่าพรุ่งนี้เริ่มศักราชใหม่ เริ่มอายุใหม่ นายกฯ ได้กล่าวสรุปชีวิตตั้ง 50  กว่าปี ที่ได้ทำงานทำการ และชมว่าได้ช่วยให้ประเทศชาติอยู่เย็นเป็นสุข มีความร่มเย็น. วันนี้ท่านทั้งหลายมา ทั้งที่อยู่ข้างในข้างนอก มาเป็นจำนวนมาก นับว่าเป็นประวัติการณ์ การที่ได้ทำความเจริญหรือความสุขแก่ประเทศชาติและประชาชนนั้น มิได้เป็นงานของผู้หนึ่งผู้ใดที่จะปฏิบัติได้ ต้องร่วมมือกัน  ผู้ใดมีความรู้ทางใดก็ควรจะใช้ความรู้ความสามารถนั้นเพื่อสร้างความมั่นคง ถ้ามีหลายคนที่มีความรู้อย่างเดียวกัน ก็ต้องร่วมมือกัน บางคนมีความรู้เหมือนกันแต่ความเห็นต่างกัน ดังงนี้ก็จะต้องปรึกษากันมากกว่าที่จะเถียงกัน คำว่าปรึกษากับคำว่าเถียงนี่ต่างกัน คำว่าเถียงใช้แต่อารมณ์ คำว่าปรึกษาใช้ปัญญา ถ้าสามารถที่จะใช้ปัญญาปรึกษากัน จะได้คำตอบ เพราะว่าความจริงนั้นมีอันเดียว ความเท็จมีหลาย หรือทางที่ผิดมีมากมาย แต่ความจริงทางที่ดี ส่วนมาก เป็นทางเศรษฐกิจพอเพียงเดียว ที่จะสามารถนำพาสู่ความสำเร็จ

นายกฯ ได้กล่าวถึงกิจการต่างๆ เช่นเรื่องที่ได้กล่าวเมื่อปีที่แล้ว เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง. คำว่าเศรษฐกิจพอเพียงนี้ไม่มีในตำรา ไม่เคยมีระบบเศรษฐกิจพอเพียง. มีอย่างอื่นแต่ไม่ใช้คำนี้. ปีที่แล้วพูดว่า เศรษฐกิจพอเพียง เพราะหาคำอื่นไม่ได้. และได้พูดอย่างหนึ่งว่า เศรษฐกิจพอเพียงนี้ ให้ปฏิบัติเพียงครึ่งเดียว คือไม่ต้องทั้งหมด หรือแม้จะเศษหนึ่งส่วนสี่ก็พอ ในคราวนั้น เมื่อปีที่แล้วนึกว่าเข้าใจกัน แต่เมื่อไม่นาน เดือนที่แล้ว มีผู้ที่ควรจะรู้ เพราะว่าได้ปฏิบัติเกี่ยวกับการพัฒนา มาช้านานแล้ว มาบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียงนี่ดีมาก แล้วก็เข้าใจว่าปฏิบัติเพียงเศษหนึ่งส่วนสี่ก็พอนั้น หมายความว่า ถ้าทำได้เศษหนึ่งส่วนสี่ของประเทศก็จะพอ ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง และทำได้เพียงเศษหนึ่งส่วนสี่ก็พอนั้น ไม่ได้แปลว่าเศษหนึ่งส่วนสี่ของพื้นที่ แต่เศษหนึ่งส่วนสี่ของการกระทำ

ต้องพูดเข้าในเรื่องเลย เพราะหนักใจว่า แม้แต่คนที่เป็นดอกเตอร์ก็ไม่เข้าใจ. อาจจะพูดไม่ชัด แต่เมื่อกลับไปดูที่เขียนจากที่พูด ก็ชัดแล้วว่าควรจะปฏิบัติเศรษฐกิจพอเพียงไม่ต้องทั้งหมด เพียงครึ่งหนึ่งก็ใช้ได้ แม้จะเป็นเศษหนึ่งส่วนสี่ก็พอ. หมายความว่าวิธีปฏิบัติเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ไม่ต้องทำทั้งหมด และขอเติมว่าถ้าทำทั้งหมดก็จะทำไม่ได้ ถ้าครอบครัวหนึ่ง หรือแม้หมู่บ้านหนึ่งทำเศรษฐกิจพอเพียงร้อยเปอร์เซ็นต์ก็จะเป็นการถอยหลังถึงสมัยหิน สมัยคนอยู่ในอุโมงค์หรือในถ้ำ ซึ่งไม่ต้องอาศัยหมู่อื่น เพราะว่าหมู่อื่นก็เป็นศัตรูทั้งนั้น ตีกัน ไม่ใช่ร่วมมือกัน จึงต้องทำเศรษฐกิจพอเพียง. แต่ละคนต้องหาที่อยู่ ก็หาอุโมงค์หาถ้ำ ต้องหาอาหาร คือไปเด็ดผลไม้หรือใบไม้ตามที่มี หรือไปใช้อาวุธที่ได้สร้างได้ประดิษฐ์เอง ไปล่าสัตว์ กลุ่มที่อยู่ในอุโมงค์ในถ้ำนั้น ก็มีเศรษฐกิจพอเพียง 100 เปอร์เซ็นต์ ก็ปฏิบัติได้

แต่ต่อมาเมื่อออกจากถ้ำ ในสมัยต่อมา ที่สร้างบ้านเป็นที่อาศัย ก็เริ่มจะเป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหลือประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ เพราะว่ามีคนไปผ่านมา ซึ่งไม่ได้เป็นศัตรู เอาอะไร ๆ มาแลกเปลี่ยนกัน. เช่นคนที่มาจากไกล ผ่านมามีหนังสัตว์ที่เหมาะสมที่จะใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม ก็ซื้อด้วยการแลกเปลี่ยนด้วยอาหาร เช่นปลาที่จับได้ในบึง อย่างนี้ก็ไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียงแล้ว. เวลาก้าวล่วงมาอีก มาถึงปัจจุบันนี้ ถ้าคนที่อยู่ทั้งข้างนอกทั้งข้างในนี้ จะปฏิบัติเศรษฐกิจพอเพียง 100 เปอร์เซ็นต์ คงทำไม่ได้ และถ้าสำรวจตัวเอง หรือเศรษกิจของตัวเอง ก็เข้าใจว่า จะเห็นได้ว่าไม่ได้ทำ เข้าใจว่าทำได้ไม่ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้ถึงเศษหนึ่งส่วนสี่ เพราะว่าสิ่งที่ตนผลิตหรือทำ ส่วนใหญ่ก็เอาไปแลกกับของอื่นที่มีความจำเป็น ฉะนั้นจึงพูดว่าเศรษฐกิจพอเพียง ปฏิบัติเพียงเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็ควรจะพอและทำได้ อันนี้เป็นข้อหนึ่ง ที่จะอธิบายคำพูดที่พูดมาเมื่อปีที่แล้ว

ในหลวงคำว่าพอเพียงมีความหมายอีกอย่างหนึ่ง มีความหมายกว้างออกไปอีก. ไม่ได้หมายถึงการมีพอสำหรับใช้เองเท่านั้น แต่มีความหมายว่าพอมีพอกิน. พอมีพอกินนี้ ถ้าใครได้มาอยู่ที่นี่ ในศาลานี้ เมื่อ เท่าไหร่ 20  24 ปี เมื่อปี 2517  2517 ถึง 2541 นี้ ก็ 24 ปี ใช่ไหม. วันนั้นได้พูดว่า เราควรจะปฏิบัติให้พอมีพอกิน.พอมีพอกินนี้ก็แปลว่าเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง. ถ้าแต่ละคนพอมีพอกิน ก็ใช้ได้ ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี และประเทศไทยเวลานั้น ก็เริ่มจะไม่พอมีพอกิน บางคนก็มีมาก บางคนก็ไม่มีเลย สมัยก่อนนี้พอมีพอกิน มาสมัยนี้ชักจะไม่พอมีพอกิน  จึงต้องมีนโยบายที่จะทำเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อที่จะให้ทุกคนมีพอเพียงได้ ให้พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกินมีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอ แม้บางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าทำให้มีความสุข ถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำ สมควรที่จะปฏิบัติ อันนี้ก็ความหมายอีกอย่างของเศรษฐกิจ หรือระบบพอเพียง เมื่อปีที่แล้วตอนที่พูดพอเพียง แปลในใจ แล้วก็ได้พูดออกมาด้วย ว่าจะแปลเป็น Self-sufficiency (พึ่งตนเอง) ถึงได้บอกว่าพอเพียงแก่ตนเอง แต่ความจริงเศรษฐกิจพอเพียงนี้ กว้างขวางกว่า Self-sufficiency คือ Self-sufficiency นั้นหมายความว่า ผลิตอะไรที่มีพอที่จะใช้ ไม่ต้องไปขอซื้อคนอื่น อยู่ได้ด้วยตนเอง (พึ่งตนเอง)

บางคนแปลจากภาษาฝรั่งว่า ให้ยืนบนขาตัวเอง คำว่ายืนบนขาตัวเองนี่ มีคนบางคนพูดว่าชอบกล ใครจะมายืนบนขา คนอื่นมายืนบนขาเรา เราก็โกรธ แต่ตัวเองยืนบนขาตัวเองก็ต้องเสียหลักหกล้มหรือล้มลง. อันนี้ก็เป็นความคิดที่อาจจะเฟื่องไปหน่อย แต่ว่า เป็นตามที่เขาเรียกว่ายืนบนขาของตัวเอง (ซึ่งแปลว่าพึ่งตนเอง) หมายความว่าสองขาของเรานี่ ยืนบนพื้น ให้อยู่ได้ไม่หกล้ม ไม่ต้องไปขอยืมขาของคนอื่นมาใช้สำหรับยืน แต่พอเพียงนี้มีความหมายกว้างขวางยิ่งกว่านี้อีก คือคำว่าพอก็เพียงพอ เพียงนี้ก็พอดังนั้นเอง. คนเราถ้าพอในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อย ก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าทุกประเทศมีความคิดอันนี้ไม่ใช่เศรษฐกิจ – มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้อาจจะมีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ต้องให้พอประมาณตามอัตภาพ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติตนก็พอเพียง

เคยพูดว่า ท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ตรงนี้ ถ้าอยากจะไปนั่งบนเก้าอี้ของผู้ที่อยู่ข้างๆ เช่นนี้ไม่พอเพียง และทำไม่ได้ ถ้าอยากนั่งอย่างนั้นก็เดือดร้อนกันแน่ เพราะว่าอึดอัด จะทำให้ทะเลาะกัน เมื่อมีการทะเลาะกัน ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย. ฉะนั้นควรที่จะปฏิบัติสิ่งที่พอเพียง ทางความคิดก็เหมือนกัน ไม่ใช่ทางกายเท่านั้น ถ้ามีใครมีความคิดอย่างหนึ่ง และต้องการบังคับให้คนอื่นคิดอย่างเดียวกับตัว ซึ่งอาจจะเป็นความคิดที่ไม่ถูก ก็ไม่สมควรทำ ปฏิบัติอย่างนี้ก็ไม่ใช่การปฏิบัติแบบพอเพียง ความพอเพียงในความคิดก็คือ แสดงความคิดของตัว ความเห็นของตัว และปล่อยให้อีกคนพูดบ้าง และมาพิจารณาว่าที่เขาพูด กับที่เราพูด อันไหนพอเพียง อันไหนเข้าเรื่อง ถ้าไม่เข้าเรื่องก็แก้ไข เพราะว่าถ้าพูดกันโดยที่ไม่รู้เรื่องกัน ก็จะกลายเป็นการทะเลาะกัน จากการทะเลาะด้วยวาจาก็กลายเป็นการทะเลาะด้วยกาย ซึ่งในที่สุดก็นำมาสู่ความเสียหาย เสียหายแก่ผู้ที่เป็นตัวละครทั้งสองคน ถ้าเป็นหมู่ก็เลยเป็นการตีกันอย่างรุนแรงได้ ซึ่งจะทำให้คนอื่นอีกมากเดือดร้อน

ฉะนั้น ความพอเพียงนี้ก็แปลว่า ความพอประมาณและความมีเหตุผล. ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะต้องอธิบายคำว่าพอเพียงที่คนไม่เข้าใจเมื่อปีที่แล้ว และไม่เข้าใจจนกระทั่งถึงประมาณ 2-3 อาทิตย์นี้ ที่แปลกที่สุด คนที่มาพูดก็นึกว่าเขาเข้าใจ เพราะว่าเป็นคนที่เคยได้คุยด้วยมาก และก็คุยในเรื่องพรรณอย่างนี้ เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องความหมายของคำต่างๆ แต่ก็ยังไม่วาย ฉะนั้นจึงต้องอธิบายอย่างกว้างขวางพอใช้ ไม่ทราบว่าวันนี้พูดเข้าใจหรือไม่ ถ้าพูดไม่เข้าใจวันนี้อาจจะต้องอธิบายต่อปีหน้า (เสียงหัวเราะ) เพราะน่าเบื่อถ้าต้องอธิบายต่อไปอย่างนี้ คนที่อยู่ต่อหน้านี่ก็ชักจะง่วง (เสียงหัวเราะ) แต่ว่านี่ก็ได้อธิบาย ที่ท่านทั้งหลายหัวเราะ ก็คงแปลว่าท่านก็เริ่มเข้าใจนิดหน่อย (เสียงหัวเราะ) ก็ดีแล้ว เข้าใจนิดหน่อย ดีกว่าไม่เข้าใจ

อันนี้ก็มาอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องที่นายกฯ ได้กล่าวว่าทรงทำอะไรๆ ดีๆ คล้ายๆ ว่าทำอยู่คนเดียว ความจริงทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ทำ คนอื่นทำด้วย. ยกตัวอย่าง การปฏิบัติตามทฤษฎีใหม่ เป็นการกระทำของหลายคน ของเจ้าหน้าที่การพัฒนาส่วนหนึ่ง และของประชาชนเองที่ทำตามทฤษฏีใหม่ ทฤษฏีใหม่นี้เป็นทฤษฏีที่ได้กล่าวออกมา หรือได้แสดงออกมาเมื่อประมาณปี 2537  พิมพ์ลงไปในเครื่องคอมพิวเตอร์เป็น 3 ขั้น และพยายามที่จะทำให้สั้นที่สุด การทำให้สั้นที่สุดย่อมเข้าใจยาก แต่ว่าเมื่อทำให้สั้นที่สุด และให้มีใจความก็น่าจะเข้าใจได้ จึงให้ผู้ที่มีหน้าที่ได้ดู และให้เขาไปเลย ไม่ได้นึกว่าทฤษฎีใหม่นี้จะไปปฏิบัติได้อย่างง่ายๆ แต่ว่าผู้ที่รับทฤษฏีใหม่นี้ไป ก็เกิดเข้าใจ และไปปฏิบัติได้

เศรษฐกิจพอเพียงทฤษฎีใหม่นี้เกิดขึ้นมาอย่างไร ก็มาจากการปฏิบัติ ซึ่งเป็นการปฏิบัติของคนอื่นด้วยตั้งแต่ต้น ทฤษฏีใหม่นี้ ความจริงทางราชการได้ปฏิบัติมาหลายปีแล้ว ก่อนที่เกิดเป็นทฤษฎีใหม่ตามที่เรียกว่าทฤษฏีใหม่ในพระราชดำริ คือ การพัฒนาทางการเกษตร โดยเพาะปลูกหลายอย่างในที่เดียวกัน หรือผลัดปลูกหมุนเวียนกัน อย่างเช่นเขาปลูกข้าว หลังจากฤดูกาลข้าว เขาก็ปลูกถั่ว อย่างนี้เป็นทฤษฏีใหม่แล้ว แต่ไม่มีใครบอกว่าเป็นทฤษฎี ก็เลยได้หน้าว่าใช้คำว่า ทฤษฎีใหม่ นี่เป็นความคิดขึ้นมา และยอมรับกันว่าเป็นทฤษฎี เมื่อยอมรับกันว่าเป็นทฤษฏี ก็ไปปฏิบัติต่อได้ ที่เริ่มทำทฤษฏีใหม่นี้ ก่อนที่จะได้เรียกว่าเป็นทฤษฏีก็ทำที่สระบุรี ที่นั้นได้ไปหา ซื้อที่ 15 ไร่ ซึ่งคุณภาพไม่ดี เงินที่ซื้อ 15 ไร่นั้น ส่วนหนึ่งเป็นเงินส่วนตัว อันนี้ส่วนตัวแท้ๆ ไม่ได้ไปเบิกจากงบประมาณแผ่นดิน หรือจากที่อื่น เป็นเงินส่วนตัวที่เก็บอยู่เป็นเงินสด จนมีคนล้อว่าเป็นเศรษฐีเงินสด ไม่ได้เป็นเศรษฐีที่ไปลงทุนกินดอกเบี้ย บางคนเขาตำหนิว่าทำไมเก็บเงินสด เก็บเงินสดไว้ในกระเป๋า เอาไว้ในห้อง ไม่ได้เอาไปไว้ที่ธนาคาร หรือบริษัทหลักทรัพย์ คนเขาก็บอกว่า การเก็บเอาไว้อย่างนั้นไม่ถูกหลักเศรษฐกิจ ก็เลยเอาเงินเช่นนั้นไปซื้อที่ดิน

คนอื่นที่เห็นดีในการไปซื้อที่ดินเพื่อที่จะทดลองก็มาสมทบทุน เป็นเอกชน เป็นเพื่อนเป็นฝูง ไปซื้อ 15 ไร่ และคนที่เป็นเจ้าหน้าที่ทั้งฝ่ายจังหวัด ทั้งฝ่ายกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรฯ ก็ได้ร่วมไปทำ. ก็บอกว่าให้ไปขุดสระ เพราะที่นี่ยังไม่มีน้ำ คนที่ขายที่นั้นเขาบอกว่ามีบริษัทหนึ่งเข้ามาแถวนี้ จะมาขอซื้อ แต่ก็มีเงื่อนไขว่า ถ้าหาน้ำได้เขาจะซื้อ ปรากฏว่าเขาขุด แล้วหาน้ำไม่ได้. อันนี้ก็แปลกเพราะว่าเมื่อซื้อที่ทฤษฎ๊ใหม่ซึ่งห่างจากที่ที่บริษัทนั้นเคยจะมาซื้อ เพียงประมาณ 200 – 300 เมตร เราไปขุดมีน้ำ เรียกว่าเราดวงดี ขุดมีน้ำได้ เมื่อมีน้ำแล้ว ก็สามารถที่จะนำน้ำนั้นมาทำการเพาะปลูกตลอดปี เลี้ยงปลาก็ได้ เลยใช้ที่ 15 ไร่นี่มาปลูกข้าว ปลูกผัก ปลูกต้นไม้ ต้นไม้ผล ปลูกสมุนไพรก็มี และมีการเลี้ยงปศุสัตว์ ทั้งหมดนี่ใน 15 ไร่นี้ คนก็บอกว่า แหม! ทำไมในที่แคบอย่างนี้ ทำได้ทุกอย่าง เมื่อทำไปปีหนึ่งก็ได้ผล ผลผลิตนั้นได้ให้นักเรียนที่โรงเรียนวัด และที่เหลือก็ยังขายไป ได้กำไร 20,000 บาท แต่ที่บอกว่าการทำนี่ไม่ได้ทำเองแท้ เพียงแต่พูดไปว่ามีทฤษฏีทำอย่างนั้นๆ. คนที่ทำก็คือข้าราชการ และคนอื่นเข้ามาช่วยทำ หมายความว่าต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ราชการ คนงานและนักวิชาการต่างๆ แต่อย่างไรก็ตาม เขาไม่ค่อยคิดว่าจะทำในที่ 15 ไร่ที่แห้งแล้งแบบนี้ได้ แต่ก็ทำได้

ผู้วางแผนเองก็ทึ่งตัวเอง นี่พูดเหมือนว่า จะอวดตัวว่าเก่ง แต่ตกใจตัวเองว่าที่พูดไปใช้งานได้ จึงมาสรุปเป็นทฤษฏีใหม่. เมื่อเป็นทฤษฏีใหม่ก็ให้ไปที่มูลนิธิชัยพัฒนา แล้วเขียนข้างใต้ว่าเป็นทฤษฏีใหม่ของมูลนิธิชัยพัฒนา. ต่อมาคนก็ได้เห็นว่าใช้ได้ และไปปฏิบัติได้ในที่ที่แห้งแล้ง. เคยเล่าให้ฟังแล้วว่าที่ทำที่อำเภอเขาวง กาฬสินธุ์ ที่ได้ผลดี. ที่ตรงนั้นทำ 12 ไร่ ภายในปีหนึ่งเขาก็มีข้าวกิน ครั้งแรกที่ไปเยี่ยมเขาไม่มีข้าวกิน มีเพียงไม่กี่เม็ดต่อรวง เมื่อชาวบ้านแถวนั้นเห็นว่าดี ก็ขอให้ช่วย ปีต่อไปก็เพิ่มขึ้นเป็น 10 ราย ปีต่อๆ ไปก็เป็น 100 และขยายออกไปในภาคอื่น. ได้เป็นการปฏิบัติตามทฤษฏีและได้ผล. เมื่อเป็นทฤษฏีใหม่แล้ว ก็มาเข้าเป็นเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง คนที่ทำนี้ ต้องไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ฟุ้งเฟ้อ. ได้เขียนไว้ในทฤษฏีนั้นว่าลำบาก เพราะผู้ที่ปฏิบัติ ต้องมีความเพียร และต้องอดทน ไม่ใช่ว่าทำง่ายๆ ไม่ใช่บอกว่าเป็นทฤษฏีของในหลวง แล้วจะทำได้สะดวก. และไม่ใช่ว่าทำได้ทุกแห่ง ต้องเลือกที่ ถ้าค่อยๆ ทำไป ก็จะสามารถขยายความคิดของทฤษฏีใหม่นี้ไปได้ โดยดัดแปลงทฤษฏีนี้ แล้วแต่สภาพของภูมิประเทศ หรืออาจจะช่วยสภาพภูมิประเทศ โดยหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม

ทฤษฎีใหม่ความจริงทฤษฏีใหม่ที่ปฏิบัติที่สระบุรีนั้นได้คิดก่อนที่บัญญัติทฤษฎี ที่สระบุรีนั้นได้ตั้งโครงการ ก่อนที่ตั้งมูลนิธิชัยพัฒนา โครงการนี้เป็นคล้ายๆ โครงการแรกของมูลนิธิ และก่อนที่เขื่อนป่าสักได้เริ่มต้น นึกว่าที่ตรงนั้นถ้าหากเขื่อนป่าสักสำเร็จ – ซึ่งเวลานี้ใกล้จะสำเร็จแล้ว – จะสามารถนำน้ำมาผ่านใกล้ที่ของทฤษฏีใหม่นั้นได้ ถ้าคลองส่งน้ำผ่านมา ทฤษฏีใหม่นี้ก็จะสมบูรณ์ เพราะมีโครงสร้างรองรับไว้แล้ว. และบริเวณที่ไม่ใช่บริเวณของทฤษฏีใหม่ เป็นของชาวบ้าน และปฏิบัติแบบเดียวกับที่ของทฤษฏีใหม่ ก็จะอยู่ดีมีกินมากขึ้น ถ้าทำโครงการอะไรที่ให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ ก็สามารถจะสร้างความเจริญให้กับเขตที่ใหญ่ขึ้นได้ เขตที่ใหญ่ ลงท้ายก็จะแผ่ทั่วประเทศได้ แต่เพื่อการนี้จะต้องมีความร่วมมืออย่างดี ระหว่างทุกฝ่าย ทั้งนักวิชาการ และนักปกครอง ดังนี้ ถึงบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฏีใหม่ สองอย่างนี้จะทำความเจริญแก่ประเทศได้ แต่ต้องมีความเพียร แล้วต้องอดทน ต้องไม่ใจร้อน ต้องไม่พูดมาก ต้องไม่ทะเลาะกัน ถ้าทำโดยเข้าใจกัน เชื่อว่าทุกคนจะมีความพอใจได้

ต่อไปนี้คนละเรื่อง เป็นเรื่องจากข่าวที่ฟัง หรือจากการอภิปราย ถูกหรือไม่ถูกต้องขออภัย เพราะว่าเกิดความคิดส่วนตัว เวลาฟังเขาเถียงกัน. เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องปลีกย่อย เขาพูดกันว่า คนที่เป็นนักธุรกิจส่งนอก บอกว่า เดี๋ยวนี้เงินบาทแข็งเกินไป แต่ก่อนนี้เงินบาทลอยไป ไม่ต้องมีเครื่องบิน ไม่ต้องมีบอลลูนหรอก มันลอยขึ้นไป. พวกที่หัวใสในทางเก็งราคา ก็เก็งราคาดอลลาร์ ไปซื้อดอลล่าร์เพราะทราบว่าจะลอย ก็ซื้อดอลล่าร์มากมายทีเดียว เมื่อลอยก็ขายได้กำไร. ถ้าซื้อล้านบาท ก็ได้กำไรกลับคืนมาสองล้านบาทภายในไม่กี่เดือน การที่เงินบาทขึ้นๆ ลงๆ นี้ รู้สึกว่าจะไม่ถูก ถ้าอย่างที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ เงินบาทมีความสม่ำเสมอ จะอยู่แค่ไหนก็ไม่เป็นไร ขอให้มีความมั่นคง คือไม่วูบวาบ ขึ้นแล้วลงมากเกินไป อยู่ตรงไหนก็ได้ ปัจจุบันนี้อยู่แถว 36 มาแตะ 35 บ้าง. ขึ้นๆ ลงๆ เพียง 10 สตางค์ 20 สตางค์ อย่างนี้ไม่เป็นไร ถ้าเงินบาทอยู่อย่างเดี๋ยวนี้ นักธุรกิจที่ส่งนอกเขาบอกเขาแย่ เพราะว่าจะไม่สามารถผลิตสินค้า เพื่อที่จะไปขายต่างประเทศ. แต่หารู้ไม่ว่า ผู้ที่ผลิตนั้นไม่ใช่ว่า เขาพอเพียง หรือประเทศพอเพียง เพราะต้องสั่งวัตถุดิบ หรือส่วนประกอบของสินค้านั้นมาจากต่างประเทศ. ถ้าเงินขึ้นลง บางคนที่ไม่เก่งนัก ซื้อวัตถุดิบมาในราคาแพง แล้วขายสินค้าของเขาในราคาถูก คนเหล่านั้นก็ล่มจม. ส่วนใหญ่นักธุรกิจธรรมดาๆ ก็ไม่ทราบว่าเมื่อไหร่จะขึ้น เมื่อไหร่จะลง ก็เลยผิดจังหวะ เขาก็ล่มจม. ส่วนผู้ที่เรียกว่าฉลาด หรือหัวใสเก็งราคา คือรู้ว่าเงินมีขึ้นมีลง ก็เล็งเอาตอนที่เหมาะสม ซื้อวัตถุดิบมาในราคาถูก และขายสินค้าในราคาแพง. อย่างนี้ควบคุมไม่ได้ ก็ทำให้พวกนี้สบาย

ความจริงมีคนที่ยังสบายอยู่ไม่น้อย. ถ้าเศรษฐกิจการคลัง อัตราแลกเปลี่ยนไม่วูบวาบเกินไป ทุกคนที่ขยัน ก็จะสามารถทำธุรกิจได้ดี. ในระยะหลังนี้ทราบข่าวมาว่า เดือนนี้เศรษฐกิจดีขึ้น จะเอาเกณฑ์อะไร ที่บอกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น. ถ้าถามกระทรวงการคลัง หรือกระทรวงพาณิชย์ ก็ไม่มีใครเชื่อ. เขาบอกว่ารัฐมนตรีคลัง รัฐมนตรีพาณิชย์นี่ พูดอะไร เชื่อไม่ได้. ท่านพยายามพูดอธิบายจนกระทั่งท่านไม่พูดแล้ว. ท่านพูดๆๆ ไม่มีใครฟัง ท่านก็ไม่พูด. ที่ได้ถาม ไม่ใช่รัฐมนตรี ไม่ใช่กระทรวง ถามโหราจารย์ ไม่ใช่ถามว่าเดี๋ยวนี้เศรษฐกิจดีหรือไม่ดี ถ้าถามโหราจารย์ว่าเดี๋ยวนี้เศรษฐกิจดีหรือยัง ก็ไม่มีใครเชื่ออีก. หาว่างมงายไปฟังโหราศาสตร์. โหราจารย์นั้น ไม่ใช่บอกว่าเศรษฐกิจดีหรือไม่ดี โหราจารย์บอกว่าเดี๋ยวนี้เศรษฐกิจของโหราจารย์ดีขึ้น (เสียงหัวเราะ) ของตัวเองดี ไม่ใช่ของประเทศ ไม่ใช่ของนักธุรกิจ ไม่ใช่ของนักการเมือง ไม่ใช่ของฝ่ายค้าน ไม่ใช่ของฝ่ายรัฐบาล แต่ของตนเอง ของท่านโหราฯ เองดี. เอาเกณฑ์อะไร ที่บอกว่าดี. ก็เพราะว่ามีคนมาขอฤกษ์มากขึ้น. เมื่อปีก่อนนี้ ท่านโหราจารย์แย่ ไม่มีใครมาขอฤกษ์ เลยไม่มีใครบำรุงกิจการ บอกว่าล่มจม. แต่มาระยะหลังนี้ มีคนมาขอฤกษ์ หมายความว่าเศรษฐกิจชักกระเตื้อง. นี่เป็นเรื่องของเกณฑ์ ที่เราจะสามารถทราบว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร เศรษฐกิจพอเพียง

นี่เป็นความคิดความเห็นที่เป็นกลาง เพราะเป็นเรื่องของตัวท่านโหราจารย์เอง เป็นข้อเท็จจริง และก็เถียงไม่ได้ ฉะนั้นทำให้นึกดูว่า ถ้าเศรษฐกิจสม่ำเสมอดี มีแต่ดีขึ้นได้ จึงต้องรักษาความเป็นอยู่ที่ดี สถานการณ์ที่ดีต่อไป โดยรักษาอัตราแลกเปลี่ยนที่สม่ำเสมอ ไม่มีปัญหาว่าประเทศชาติจะรอดพ้นจากวิกฤติการณ์ ทั้งนี้เพราะวิกฤติการณ์นี้มาจากความฟุ้งเฟ้อ หรือความโลภ ไม่อยากจะพูดว่าความทุจริต เพราะไม่จำเป็นที่จะต้องมีความทุจริต ก็แย่ได้เหมือนกัน ยิ่งมีทุจริตก็ยิ่งแย่ เพราะว่าถ้ามีทุจริต ไม่มีใครทำงานอะไรได้ ไม่มีใครเชื่อใคร แล้วผู้ที่จะพยายามทำงานก็ไม่สามารถทำงาน เพราะกลัวทุจริต ข้อสำคัญอยู่ที่ว่า ถ้าไม่มีความสม่ำเสมอ ผู้ที่เป็นนักธุรกิจ หรืออุตสาหกรที่สุจริต ก็จะไม่สามารถกะงบประมาณ งบของตัวเอง จึงต้องค้ากำไรเกินควร เพื่อไม่ให้ขาดทุน. แต่มีหลายคนพยายามทำงานด้วยความไม่ฟุ้งเฟ้อ.

ได้พูดกับนักธุรกิจต่างประเทศ ไม่ใช่ว่าจะต้องไปเชื่อชาวต่างประเทศ หรือนักเศรษฐศาสตร์ต่างประเทศ บางคนก็เข้าข้างตัวเอง จะมา เรียกว่า มาขุดทองในเมืองไทย มีพวกที่เป็นอุตสาหกร ผู้ที่เป็นนักธุรกิจต่างประเทศ เขาหัวเราะเลย เมืองไทยนี่กำลังวุ่นวาย เขามาขุดทอง เพราะเมืองไทยยังมีทอง เมืองไทยยังเป็นสุวรรณภูมิ แต่ของเราเห็นทองแล้วโยนทิ้ง ก็เลยไม่ใช้ประโยชน์. ชาวต่างประเทศเห็นเราทิ้ง เขาก็เก็บ. อันนี้เป็นข้อสังเกตอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดความคิดขึ้นมา ที่พูดทั้งหมดนี้ ฟังแล้ว อาจจะน่ากลุ้มใจ แต่ถ้าดูอีกแง่หนึ่งก็อาจจะน่าสบายใจ น่าสบายใจ เพราะดูได้ว่าถ้าเราปฏิบัติอย่างเรียกว่าตรงไปตรงมา ด้วยความตั้งอกตั้งใจสักนิดหนึ่ง – บอกว่าสักนิด – ก็พอ ไม่ต้องตั้งอกตั้งใจอย่างเคร่งเครียดมากเกินไป แต่ให้สม่ำเสมอ. สม่ำเสมอนี้ก็แบบเดียวกับที่พูดถึงพอเพียง สม่ำเสมอในทุกอย่าง พอเพียงในทุกอย่าง

เมืองไทยรอดเพราะโครงสร้างของประเทศ หรือนิสัยของประชากรชาวไทย ประชากรนี่ หมายถึงประชาชนที่อยู่ในกรุง ประชาชนที่อยู่ในชนบท ประชาชนที่อยู่ชายทะเล ประชาชนที่อยู่บนภูเขา ยังดี คนยีงมีจิตใจที่กล้าคิด กล้าทำ ถ้าทำตามคุณสมบัติของคน คือ คุณธรรมของคนหรือความดีของคน เมืองไทยสบาย ไม่ต้องให้ต่างประเทศมาขุด  แม้จะมีต่างประเทศมาขุด เขาก็ขุดให้เรา. เขาก็แบ่งให้เราด้วย เราก็แบ่งให้เขา. นี่ก็เลยกลายเป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบเศษ 1 ส่วน 4 หรือมากกว่าเศษ 1 ส่วน 4 ด้วยความพอเพียงที่แปลว่า พอประมาณ และมีเหตุมีผล. อันนี้ก็กลับมาถึงที่เศรษฐกิจพอเพียง ก็เลยนึกว่าเป็นสิ่งที่น่าจะนำไปคิด

มีอีกเรื่องที่ได้พูดปีที่แล้ว และปีนี้มีความเปลี่ยนแปลงไป คือเรื่องที่ท่านนายกฯ พูดเรื่องภัยพิบัติน้ำท่วม. ปีที่แล้วภัยพิบัติน้ำท่วมได้เกิดขึ้น แต่ปีนี้ไม่เกิดขึ้นที่จังหวัดชุมพร ที่อำเภอเมืองจังหวัดชุมพรนั้น ปีที่แล้วน้ำท่วม 2 ครั้ง ก็เสียหายไปเกือบ 2 พันล้าน. ปีนี้เสียไปไม่เท่าไหร่ เพราะไม่มีน้ำท่วม. เสียสำหรับโครงการที่เล่าให้ฟังว่าไปขุดคลองให้ครบถ้วน. คลองชลประทาน เขาขุดไว้แล้ว แต่ไม่ทะลุ. ถามเขาว่าเมื่อไหร่จะทะลุ เขาก็บอกว่าอีก 2 ปี. ตอนนั้นปลายปี 40. ปี 41 ปี 42 ก็จะยังท่วมอีก เพราะว่าคลองไม่ทะลุ จึงได้ทำโครงการให้ทะลุภายในเดือนเดียว. เงินไม่มีก็ให้ ปีที่แล้วบอกว่ามูลนิธิราชประชานุเคราะห์ และมูลนิธิชัยพัฒนาให้ไป จะให้คืนหรือไม่คืนไม่เป็นไร

ลงท้ายได้คืน ได้เงินคืนจากประชาชนเอง และจากทางราชการ ประชาชนเห็นว่าทำดี เขาก็บริจาค ปีที่แล้วบ่นว่าชาวชุมพรไม่ยอมบริจาค แต่ปีนี้ยอมบริจาคช่วย จึงสามารถทำโครงการเพิ่มเติม. นอกจากการป้องกันน้ำท่วม ได้ทำโครงการเพิ่มเติมสำหรับการทำเกษตรที่ปลอดภัย และพอเพียง โดยใช้เงินที่ได้คืนมาตั้งกองทุน เพื่อให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกได้เป็นกลุ่มๆ

ในปีนี้ระยะหนึ่ง ถ้าวัดน้ำในจุดหนึ่ง มีสูงกว่าปีที่แล้ว แต่เมื่อผ่านโครงการมาแล้ว ทำให้ที่ๆ เคยท่วม ไม่ท่วม เพราะน้ำสามารถมาอยู่ในแก้มลิงอย่างที่อธิบายเรื่องแก้มลิงเมื่อปีที่แล้ว. แก้มลิงของเรานี้ ที่จริงเป็นแก้มลิงธรรมชาติที่ได้ปรับปรุงให้ดีขึ้น และต้องบริหารให้ดี ลิงตัวนี้ตัวโตก็สามารถกักน้ำไว้ได้พอดี ถ้าบริหารดีแล้วน้ำจะไม่ท่วม โครงการในพระราชดำริ

ปีนี้คนที่อยู่ข้างนอก ใกล้ทางที่เดินผ่านมาจากรถ ถ้าลองหันหลังไปดู มีกรงลิงแล้วมีลิงอยู่ในนั้น. ปีก่อนนี้ถามว่าเคยเห็นลิง ที่กินกล้วยไหม ก็ดูเหมือนไม่มีใครเคยเห็น จึงเอาลิงมาให้ดู อยู่ในกรง หันหลังไปดูหน่อย. ลิงนี้เวลาให้กล้วยให้เงาะกิน มันใส่ปากแล้วเก็บไว้ในแก้ม ในแก้มลิง. หลังจากนั้นก็ค่อยๆ กลืนน้ำที่อยู่ในแก้มลิงหนองใหญ่ที่ชุมพร ก็เป็นอย่างนั้น น้ำเข้ามาๆ แล้วจึงค่อยๆ ปล่อยออกไป. เป็นอันว่าเมื่อเข้ามาเก็บไว้ น้ำนั้นก็ไม่มาท่วมเมืองชุมพร. เมื่อน้ำที่ลงมาลดลงก็ปล่อยออก. ลิงนี้ก็เหมือนกัน ได้พยายามถ่ายรูปลิงที่กินกล้วย ตอนนั้นลิงนี้ไม่ได้อยู่ตรงนั้น อยู่ที่ข้างสระกลม. ให้ถั่วลิสง มันก็เอาเข้าปาก แก้มลิงก็ตุ่ยออกมา แต่ถ่ายไม่ค่อยทัน ถ่ายไม่ได้ เพราะว่ามีลูกกรงทำให้รูปไม่ชัด แต่คราวนี้มีอยู่ในกรงนี้ อาจจะสามารถถ่ายรูปลิงและแก้มของเขาให้เห็นชัด แต่ท่านทั้งหลายที่ฟังเมื่อปีที่แล้ว เรื่องแก้มลิง คงได้ไปที่เขาดิน ดูลิงกินกล้วย กินเงาะ ก็คงได้เห็นแก้มลิงมาแล้ว เพราะสนใจเรื่องลิงขึ้น

ตอนนี้เล่าเรื่องที่เกี่ยวข้องกับที่พูดเมื่อปีที่แล้ว และที่นายกฯ ได้บอกว่าเป็นสิ่งที่ได้ปฏิบัติมา ฉะนั้น ก็คงสมควรแก่เวลาที่จะให้ท่านทั้งหลายไปพักผ่อนได้. วันนี้ท่านมา ในบัญชีที่อ่านเมื่อตะกี้ สองหมื่นกับเก้า (20,009) คน. ก็ไม่รู้ว่าครบหรือไม่ครบ (เสียงหัวเราะ) เพราะว่าเดิมเป็น สองหมื่นกับเจ็ด (20,007) คน แต่มีคนมาเพิ่มอีกสองคนเป็นสองหมื่นกับเก้า (20,009) คน. คงอยากให้มีเลขที่เป็นมงคล (เสียงหัวเราะ). ก็ขอขอบใจทุกคน ทั้งสองหมื่นกับเก้า (20,009) คน ที่มาให้พร และเป็นกำลังใจ ก็ขอให้กำลังใจนี้ สะท้อนกลับไปถึงแต่ละคน เพื่อให้ปฏิบัติงานได้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ใครทำอะไร มีหน้าที่อะไรก็ขอให้ทำได้อย่างดี และช่วยกัน ร่วมมือกัน ทำเพื่อความสงบสุข และความเจริญของประเทศและประชาชน