กระแสการแต่งกายชุดไทยสมัย ร.๕ กำลังมา..ชมฉลองพระองค์ของราชินีและเจ้านายในวัง

สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พระนามเดิม พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา (สมเด็จย่าในรัชกาลที่ 8 และ รัชกาลที่ 9)

เครื่องแต่งกายสมัยรัชกาลที่ 5 ( ช่วงต้น )
ช่วงนี้กระแสการแต่งกายชุดไทยสมัย ร.5 กำลังมาค่ะ

.

เพราะเราจะแต่งสวยไปร่วมงาน อุ่นไอรัก คลายความหนาว ที่พระลานพระราชวังดุสิต ก็เลยหาข้อมูลเรื่องชุดมาฝากกันค่ะ

.

การนุ่งห่มของสตรีชาวสยามในราชสำนักยุคนั้นจะแบ่งออกเป็น 3 ช่วงด้วยกัน

.

โดยในช่วง พ.ศ. 2411-2430 ยังคงแต่งกายคล้ายๆ สมัยรัชกาลที่ 4 นุ่งจีบนุ่งโจงด้วยผ้าลาย ผ้าพื้น หรือผ้ายก สวมเสื้อคอปิดแขนยาวทรงกระบอก

หรือเสื้อไหมยกดอก ห่มผ้าสไบแพรจีบเฉวียงบ่าซ้ายและกรองทับด้วยผ้าทรงสะพักตาดปัก หรือทรงสะพักกรองทองในโอกาสสำคัญต่างๆ ค่ะ
.

และเมื่อเริ่มติดต่อกับชาติตะวันตกมากขึ้น จึงมีการนำรูปแบบการแต่งการของตะวันตกมาใช้ เช่น การสวมถุงพระบาทยาวสีขาว สวมฉลองพระบาทหนังหุ้มข้อส้นสูงแบบตะวันตก

ส่วนเครื่องประดับนั้นจะเป็นสร้อยคอสั้น พระธำมรงค์หลายวงที่นิ้ว นิยมถือพระวิชนีหรือพัด

แต่ที่น่าสังเกตคือสมัยนั้นจะไม่ใส่พระกุณฑล (ต่างหู) ค่ะ
……………………………….

..

สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี

ทรงฉลองพระองค์งดงาม ในสมัยรัชกาลที่ ๕

สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี 

..

Cr.หนังสือ ราชพัสตราภรณ์

#ชุดไทยสมัยรัชกาลที่5    #งานอุ่นไอรัก

………………………………………………………

 

ที่มา : เพจ Pacific Inspiration Channel ต้องการติดตาม คลิกที่นี่  

ขอขอบคุณ ภาพบางส่วนจาก

http://www.chomsurang.ac.th/webchom_th/index.php/2014-02-10-07-48-47/2014-02-10-14-10-50?lang=en

และ

https://www.imgrum.one/post/BczAL9MABTm

เจ้านายฝ่ายในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 (จากซ้าย): พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้านภาพรประภา กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐาสารี, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ กรมหลวงรัตนโกสินทร, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุษบันบัวผัน, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์ และสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี

“””””””””””””

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี (ประทับยืน) ทรงฉายพระรูปพร้อมกับเจ้าคุณจอมมารดาสำลี พระมารดา สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี และ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงศรีรัตนโกสินทร

ภาพชุด..กษัตริย์จิกมี ฯ พร้อมพระราชินี และพระราชโอรส

21 February 2018: To mark the 38th Birth Anniversary of His Majesty The King, Their Majesties and His Royal Highness The Gyalsey visited Paro Taktsang this morning to offer prayers. Considered one of the most sacred Buddhist sites in the country, the temple complex surrounding the scared cave where Guru Rinpoche meditated in the 8th century, has been built by various Buddhist masters over the centuries. This is His Royal Highness The Gyalsey’s first visit to Taktsang.

Later in the evening, His Majesty celebrated the special day at Royal Bhutan Army’s Commando Wing in Paro Shabha with the soldiers and officers a part of Bhutan’s first ever contingent for the United Nations peace keeping operations. Our contingent is at a “Rapid Deployment Level” which means our unit is now ready to be deployed to a mission area within 60 days of deployment notice from the UN.

Bhutan has been participating in UN peacekeeping operations since 2014, and over 82 peacekeepers have successfully served at various UN peacekeeping missions around the world.

Retired Armed Forces personnel, and DeSuups of Paro also joined in the intimate celebration.

คำแปล

21 กุมภาพันธ์ 2018: เพื่อทำเครื่องหมายวันครบรอบวันเกิดครั้งที่ 38 ของฝ่าบาทพระราชาและพระราชองค์องค์พระมหากษัตริย์ gyalsey เยี่ยมชม paro taktsang เช้านี้เพื่อเสนอคำอธิษฐาน ถือว่าหนึ่งในเว็บไซต์ศักดิ์สิทธิ์ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในประเทศวัดซับซ้อนรอบถ้ำกลัวที่ guru rinpoche สงบในศตวรรษที่ 8 ถูกสร้างโดยชาวพุทธหลายศตวรรษ นี่คือองค์รัชทายาท

ในยามเย็นพระราชาฉลองวันพิเศษที่หน่วยจู่โจมของราชวงศ์ภูฏานใน paro shabha กับทหารและเจ้าหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของภูฏานครั้งแรกที่มีต่อการดำเนินงานสันติภาพของสหประชาชาติ ความผูกพันของเราอยู่ที่ “ระดับ การ ปรับ ระดับ อย่างรวดเร็ว” ซึ่งหมายความว่าหน่วยของเราพร้อมแล้วที่จะนำไปยังพื้นที่ภารกิจภายใน 60 วันของการแจ้งเตือนจาก un

Bhutan has been participating in un peacekeeping operations since 2014, and over 82 peacekeepers have successfully served at various un peacekeeping missions around the world.

กองกำลังติดอาวุธเกษียณและ desuups ของ paro ยังเข้าร่วมในการเฉลิมฉลองส่วนตัว

…..
ที่มา: His Majesty King Jigme Khesar Namgyel Wangchuck, ราชินีควีน Jetsun Pema

เพจ His Majesty King Jigme Khesar Namgyel Wangchuck ต้องการติดตาม คลิกที่นี่

..

…………………………………………………………………………………………

อีกเรื่อง

His Majesty offers prayers before the new Shiva statue at Samtse Tashichhoeling Shiva Mandir, on January 30th.
แปล
(กษัตริย์จิกมี ฯ) .. ฝ่าบาทเสนอคำอธิษฐานก่อนพระศิวะใหม่ที่ samtse tashichhoeling shiva mandir ในวันที่ 30 มกราคม

tashichhoeling shiva mandir ซึ่งเป็นหนึ่งในพระศิวะที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ

The beautiful Samtse Shivalaya Mandir. His Majesty Commanded the construction of this mandir in the heart of Samtse, soon after the Royal Wedding. The Mandir, built out of intricately carved pink sandstone, and featuring marble statues within, was completed in 2015, coinciding with the celebration of the 60th Birth Anniversary of His Majesty the Fourth Druk Gyalpo, and consecrated in February 2016, on the Birth of HRH Gyalsey.
Samtse shivalya mandir.
แปล
ฝ่าบาททรงสั่งการก่อสร้างของ mandir นี้ในหัวใจของ samtse หลังจากงานอภิเษก The mandir, สร้างจากแผ่นหินสีชมพูแกะสลักและมีรูปปั้นหินอ่อนภายใน, เสร็จสมบูรณ์ในปี 2015, coinciding กับการเฉลิมฉลองของวันครบรอบวันเกิดครั้งที่ 60 ของพระมเหสีที่สี่ druk gyalpo และ consecrated ในเดือนกุมภาพันธ์ 2016 ในวันเกิดของ hrh gyalsey
..

สัญลักษณ์ ประจำรัชกาลที่ ๑๐ และสิ่งแทนพระองค์ ที่ประชาชนชาวไทยควรทราบ

 

สัญลักษณ์ที่ใช้ประดับแทนพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐

รวมทั้ง สิ่งของ และสถานที่ประจำพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ ที่ประชาชนชาวไทยทุกคนอยากรู้และต้องการชมเป็นบุญตา ดังนี้

๑. ตราพระปรมาภิไธย ประจำรัชกาลที่ ๑๐

ตราพระปรมาภิไธย สำหรับพระมหากษัตริย์ รัชกาลใหม่ มีการออกแบบเช่นเดียวกับ ตราพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์รัชกาลก่อนๆ ประกอบด้วย

๑.๑. พระมหาพิชัยมงกุฎเปล่งรัศมี – พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ องค์พระปฐมบรมมหากษัตริย์ในพระบรมมหาราชจักรีวงศ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างขึ้นเป็นราชศิราภรณ์ หนึ่งในเครื่องราชกกุธภัณฑ์ สำหรับสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า

แสดงถึงการเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ที่ได้รับการกราบบังคมทูลถวาย เมื่อเสด็จประทับเหนือพระที่นั่งภัทรบิฐ ภายใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร (ฉัตรขาว ๙ ชั้น)

ตามแบบอย่างโบราณครั้งกรุงศรีอยุธยา อันแสดงถึงพระบรมเดชานุภาพ แผ่กระจายไปไกลทั่วทุกหนแห่ง เพื่อปกป้องคุ้มครองและช่วยเหลือพสกนิกรของพระองค์ทั่วทั้งแผ่นดิน

๑.๒. เลข ๑๐ ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ – หมายถึง พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๑๐

๑.๓. ว ป ร – ย่อมาจาก “วชิราลงกรณ ปรมราชาธิราช” อักษรพระปรมาภิไธย “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร”

สีตัวอักษร “ว” สีขาวนวล – วันพระราชสมภพ (วันจันทร์ นับตามคติมหาทักษา)

สีตัวอักษร “ป” สีเหลือง – วันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙

สีตัวอักษร “ร” สีฟ้า – วันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ ๙

ออกแบบโดย

นายสุนทร วิไล จากกรมศิลปากร ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต วันที่ ๕ พ.ย. ๒๕๕๙

๒. ธงประจำรัชกาลที่ ๑๐

ธงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรากูร

ธงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรากูรเป็นธงพื้นสีเหลือง อันเป็นสีประจำพระชนมวาร (เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันจันทร์ที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๕) กลางธงมีตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์ซึ่งปกติเป็นตราพระปรมาภิไธยย่อ ว ป ร ภายใต้อุณาโลมและพระมหาพิชัยมงกุฎเปล่งรัศมี

๓. พระราชลัญจกรประจำรัชกาลที่ ๑๐

พระราชลัญจกรประจำรัชกาล เป็นตราประจำพระมหากษัตริย์แต่ละรัชกาล ที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้น เมื่อต้นรัชกาลเพื่อประทับกำกับพระปรมาภิไธย ในเอกสารสำคัญต่างๆ ของชาติ ที่เกี่ยวกับราชการแผ่นดิน เช่น รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา และเอกสารสำคัญส่วนพระองค์ ที่ไม่เกี่ยวกับราชการแผ่นดิน พระราชลัญจกรเป็นเครื่องมงคลที่แสดงถึงพระราชอิสริยยศ แบะพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์

๔. พรรณไม้ประจำพระองค์ รัชกาลที่ ๑๐ ต้นรวงผึ้ง

ต้นรวงผึ้ง ถือว่าเป็น พรรณไม้ประจำรัชกาลที่ ๑๐ ด้วยเหตุผลดังนี้

๔.๑  ต้นรวงผึ้ง มีดอกสีเหลือง  สีเหลืองเป็นสีที่ตรงกับวันพระราชสมภพ (วันจันทร์ ๒๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๕)

๔.๒  วันผลิดอกอยู่ในช่วงเดือนพระราชสมภพ ดอกรวงผึ้ง ผลิดอก ออกสีเหลืองบานสะพรั่ง ในช่วงเดือน กรกฎาคม – สิงหาคม

๔.๓ ต้นรวงผึ้งเป็นต้นไม้ทรงปลูกพระราชทาน   หากคราใดที่พระองค์ท่านเสด็จฯ กอปรพระราชกรณียกิจ ตามสถานที่ต่างๆ จะทรงปลูกต้นรวงผึ้ง พระราชทานไว้เพื่อเป็นตัวแทนแห่งพระองค์ท่าน เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ราษฎร

๕. วัดประจำรัชกาลที่ ๑๐ วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร (วัดทุ่งสาธิต)

วัดนี้เดิมทีคหบดีชาวลาวเป็นผู้สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๓๙๙ เล่ามาว่าเป็นวัดร้างมาก่อนชาวลาวท่านนี้อพยพมาสมัยเวียงจันทร์แตก หลังจากคหบดีท่านนี้ถึงแก่กรรมวัดนี้เลยร้าง เนื่องจากไม่มีใครอุปถัมภ์ ประกอบกับเจ้าอาวาสองค์สุดท้ายมรณภาพลง เลยไม่มีใครสืบสาน และก็สมัยก่อนนั้นวัดนี้อยู่ห่างไกลความเจริญ เป็นทุ่งนาส่วนใหญ่

เมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๐๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ (พระยศในขณะนั้น) รับวัดทุ่งสาธิตไว้ในพระอุปถัมภ์ เป็นอารามหลวงได้พระราชทานนามว่า วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร

**วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร (วัดทุ่งสาธิต) ตั้งอยู่ที่ซอย ๑๐๑/๑ สุขุมวิท แขวงบางจาก เขตพระโขนง กทม.

..

พระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ (ภาพพระราชทาน)  

.
สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร 12 องค์ (ภาพพระราชทาน) เผยแพร่บนเว็บไซต์ของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

สามารถดาวน์โหลดได้ที่
“””
 . 
หมายเหตุ : สามารถดาวน์โหลดพระบรมฉายาลักษณ์ความละเอียดสูง (20 MBขึ้นไป) สามารถขยายได้คมชัด ใส่กรอบ แล้วอัญเชิญขึ้นประดับ เพื่อความเป็นสิริมงคล

 ……………………………..

ที่มา : จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

http://bangkok-today.com/

ข่าวโดย :  กิตติ ทีนิวส์  / สำนักพิมพ์ กรีนปัญญาญาณ/ ทีมข่าวปัญญาญาณ – ทีนิวส์ http://panyayan.tnews.co.th/contents/y/220412/

 

 

เกร็ดความรู้..ครั้งได้มากราบพระบรมราชสรีรางคารในหลวง ร.๙ ณ วัดบวร ฯ

ได้มากราบพระบรมราชสรีรางคาร ในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร สถานที่ประทับเมื่อครั้งทรงพระผนวช

เลยลองหาความรู้เพิ่มเติมดูก็ได้รู้ ว่า เมื่อก่อนนั้นวัด ก็คือสถานศึกษาที่บ่มเพาะให้เยาวชนเติบโตมาอย่างมีคุณภาพ

และที่นี่ก็เช่นกัน เข้าใจว่า โรงเรียนมีมานานแล้ว

แต่มีหลักฐานปรากฏเป็นทางการในปี ร.ศ.112 หรือ พ.ศ.2436

ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต

ให้ตั้งวิทยาลัยขึ้นในบริเวณวัด พระราชทานนามว่า “มหามกุฎราชวิทยาลัย” เพื่อเป็นที่เล่าเรียนของพระภิกษุสามเณร

และอีกแผนกหนึ่งให้จัดเป็น “โรงเรียนวัดบวรนิเวศ” ที่เล่าเรียนของนักเรียนชายล้วน ตามแจ้งความของกระทรวงธรรมการ ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ร.ศ.112

ที่ยังคงเปิดสอนอยู่จนถึงปัจจุบัน ลองนึกดูอีกที เราชาวพุทธผูกพันอยู่กับ บ้าน วัด โรงเรียน ในรูปแบบ “บ ว ร” มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เลย

…..

ที่มา : เพจ Pacific Inspiration Channel

พระองค์เจ้าอทิตยาทร ฯ ทรงเปิดอาคารเทวสถานพระพิฆเนศ จ.สงขลา

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทรงวางศิลาฤกษ์วิหารกัลยาณมิตร และทรงเปิดอาคารเทวสถานพระพิฆเนศ จังหวัดสงขลา

เมื่อวันที่ 21 ก.พ.61 เวลา 15.22 น. พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ เสด็จไปยังศาสนสถาน บ้านด่านนอก ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ทรงวางศิลาฤกษ์วิหารกัลยาณมิตร และทรงเปิดอาคารเทวสถานพระพิฆเนศ ซึ่งสถาบันส่งเสริมภูมิปัญญาเพื่อสังคม ร่วมกับ นายเตียว ฮุย ฮวด ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน และผู้มีจิตศรัทธาทั้งชาวไทย และชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน ร่วมกันจัดสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมพิธี งานศาสนกิจ โดยวิหารกัลยาณมิตร จะมีลักษณะทรงไทยชั้นเดียว กว้าง 17 เมตร ยาว 30 เมตร เพื่อเป็นศูนย์รวมสำหรับการปฏิบัติงานและเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธปฏิมากรจำลองที่สำคัญ อาทิ พระพุทธชินราช, หลวงพ่อโสธร, พระพุทธรูปสามสมัย และพระเกจิต่าง ๆ เพื่อให้พุทธศาสนิกชน เข้ามากราบไหว้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และปฏิบัติธรรมในโอกาสต่าง ๆ รวมทั้งเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างชาวไทยและชาวมาเลเซีย ที่นับถือพระพุทธศาสนา ส่วนอาคารเทวสถานเป็นอาคารชั้นเดียว ด้านในเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจ ส่วนด้านบนเป็นที่ประดิษฐานพระพิฆเนศ ปางประทานพร ขนาดความสูง 30 เมตร

โอกาสนี้ ทรงเยี่ยมหน่วยแพทย์จากโรงพยาบาลปาดังเบซาร์, โรงพยาบาลสะเดา, สำนักงานสาธารณสุขอำเภอสะเดา และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา ที่โปรดให้ออกหน่วยฯ ตรวจรักษาโรคทั่วไป บริการด้านทันตกรรม และแพทย์แผนไทยแก่ราษฎรในพื้นที่ โดยวันนี้ มีผู้มาขอรับบริการ 186 ราย ส่วนใหญ่เป็นโรคระบบไหลเวียนโลหิต และระบบทางเดินหายใจ

ที่มาคลิปข่าว : สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 และ BUGABOO.TV , มติชน https://www.matichon.co.th/news/852137

ฟ้าหญิง ฯ พระราชทานปริญญาบัตร ม.แม่โจ้ ๑๘-๑๙ ก.พ.๒๕๖๑

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จแทนพระองค์ไปในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ประจำปีการศึกษา 2559-2560 ในวันที่ 18-19 ก.พ.2561

เมื่อวันที่ 18 ก.พ.61 เวลา 16.25 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี เสด็จแทนพระองค์ไปยังอาคารศูนย์กีฬากาญจนาภิเษก รัชกาลที่ 9 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ประจำปีการศึกษา 2559-2560 โดยวันนี้ มีผู้ทรงคุณวุฒิ เข้ารับพระราชทานปริญญากิตติมศักดิ์ จำนวน 12 คน และมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก โท และตรี เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร รวมทั้งสิ้น 2,167 คน

โอกาสนี้ พระราชทานพระโอวาทความว่า “ปัจจุบันทุกท่านย่อมประจักษ์โดยทั่วกันแล้วว่า “ศาสตร์พระราชา” คือ ศาสตร์ของแผ่นดิน และถือเป็นปรัชญาสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน “ศาสตร์พระราชา” นี้ ก็คือองค์ความรู้ที่ได้รับจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตลอดระยะเวลา 70 ปี แห่งการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรพระมหากษัตริย์นักพัฒนา ซึ่งทั่วโลกต่างประจักษ์ในพระอัจฉริยภาพ หลักในการทรงงานนั้น สรุปได้เป็น 3 ประการ คือ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา “เข้าใจ” หมายถึง การที่ผู้ปฏิบัติงานต้องมีความเข้าใจลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะพื้นที่ รวมทั้งวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมของคนในพื้นที่นั้น เมื่อมีความเข้าใจลักษณะทางกายภาพ และทางวัฒนธรรมชัดเจนแล้ว ก็ใช้หลักการ “เข้าถึง” โดยเข้าไปมีส่วนร่วม เพื่อรับทราบข้อมูลหรือปัญหา อันจะนำไปสู่การวางแผน “พัฒนา” ได้อย่างถูกต้องตรงจุด ให้สำเร็จผลเป็นประโยชน์อย่างยั่งยืนแท้จริง ในฐานะที่บัณฑิตทั้งหลายสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงด้านความเชี่ยวชาญทางการเกษตร จึงควรน้อมนำหลักการทรงงานอันเป็น “ศาสตร์พระราชา” มาใช้เป็นหลักในการปฏิบัติงาน ส่งเสริมภาคเกษตรกรรมให้ยิ่งก้าวหน้า เพื่อพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวไกลทัดเทียมนานาอารยประเทศอย่างยั่งยืน” 

ที่มาคลิปข่าว : สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 และ BUGABOO.TV , FB_ตำรวจภูธรภาค 5 , เพจ เรารักราชวงศ์จักรี “We love Chakri Dynasty” ต้องการติดตาม คลิกที่นี่ , มหาวิทยาลัยแม่โจ้ , เพจ เรารักสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ต้องการติดตาม คลิกที่นี่

………………………………

ต่อมาเมื่อวันที่ 19 ก.พ.61 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ประจำปีการศึกษา 2559-2560 เป็นวันสุดท้าย

เวลา 16.19 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จแทนพระองค์ไปยังอาคารศูนย์กีฬากาญจนาภิเษก รัชกาลที่ 9 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2559-2560 เป็นวันสุดท้าย ซึ่งวันนี้มีผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร รวม 1,825 คน

โอกาสนี้ พระราชทานพระโอวาทความว่า “จากที่เมื่อวานนี้ ข้าพเจ้าได้กล่าวถึง “ศาสตร์พระราชา” ซึ่งถือเป็นปรัชญาสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้านั้น ใคร่จะกล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องการสร้างสรรค์นวัตกรรม โดยน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” มาเป็นแบบอย่าง ข้อนี้จะเห็นได้ว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ อันเป็นแบบอย่างแก่คนไทยในการคิดสร้างสรรค์นวัตกรรม ดังที่ทั่วโลกต่างประจักษ์ในพระอัจฉริยภาพจากโครงการพระราชดำริฝนหลวง และกังหันน้ำชัยพัฒนา เป็นต้น ในการทรงงานนั้นทรงสังเกตและรวบรวมข้อมูลทั้งหมด แล้วทรงศึกษาข้อมูลและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง จากนั้นทรงทดลองปฏิบัติจนบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์เกิดเป็นผลงานนวัตกรรมที่สามารถบำบัดทุกข์ บำรุงสุขและพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนได้อย่างยั่งยืน ทั้งยังทรงส่งเสริมให้คนไทยสร้างสรรค์นวัตกรรมตามหลักการนี้มาโดยตลอด นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ในฐานะที่บัณฑิตทั้งหลายสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงด้านความเชี่ยวชาญทางการเกษตร จึงควรศึกษาหลักการทรงงานสร้างสรรค์นวัตกรรมให้เข้าใจชัด แล้วน้อมนำไปเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติงานสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการเกษตรให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศในระยะยาว ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างยั่งยืน”

ที่มาคลิปข่าว : สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 และ BUGABOO.TV คลิกชมคลิป ที่นี่

เบื้องหลังพระปรีชาสามารถด้านชลประทาน ในหลวง ร.๙ ผู้ทรงงานหนัก เพื่อชีวิตร่มเย็นของพสกนิกรไทย

เป็นที่ทราบกันดีว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 หรือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ทรงมีพระปรีชาสามารถโดดเด่นหลายด้าน และทรงมีพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงพระราชดำริ และทรงปฏิบัติ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนไทยและประเทศชาติจำนวนมากเช่นกัน อย่าง พระราชกรณียกิจด้านเกษตรและชลประทาน

ก่อนหน้านี้ได้มีคลิปวิดีโอที่หลายคนอาจยังไม่เคยได้ชมเผยแพร่ขึ้นมาเกี่ยวกับ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ตรัสและทรงวาดแผนที่อธิบายถึงเหตุการณ์น้ำท่วมในประเทศไทย ในแต่ละภูมิภาค เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2538 ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา

โดยได้เรียก ผู้ว่าฯ จังหวัดต่างๆ ขึ้นมาบนเวทีและไต่ถามพูดคุยถึงเรื่องน้ำท่วมตามแต่ละจังหวัดด้วย และนั่นก็ทำให้คนไทยหลายคนตระหนักเห็นถึงพระปรีชาสามารถ ความใส่พระทัยและความห่วงใยที่พระองค์มีต่อคนไทยทุกภูมิภาค

กล่าวได้ว่า พระองค์ทรงรู้พื้นที่ในประเทศไทยแทบทุกตารางเมตร

( ที่มา http://www.tnews.co.th/contents/204404  และ ขอขอบคุณ ยูทูป ช่อง haiichannel )

..

เป็นเวลาหลายปีที่พระองค์ได้ทรงทุ่มเทพระวรกาย เสด็จฯ ลงพื้นที่สำรวจพร้อมคณะ และชาวบ้าน และทรงพระราชดำริโครงการพัฒนาแหล่งน้ำต่าง ๆ ขึ้นมา อย่าง โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร และการอุปโภคบริโภค โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ ฯลฯ จนเกิดเป็น อ่างเก็บน้ำเขาเต่า ที่สร้างขึ้นที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อกักเก็บน้ำจืดให้ราษฎรมีใช้ การสร้างฝนเทียมเพื่อช่วยเหลือพื้นที่แห้งแล้ง

กว่าโครงการด้านเกษตรและชลประทานต่าง ๆ จากพระราชดำริของ ในหลวงรัชกาลที่ 9 จะสำเร็จออกมาเพื่อให้คนไทยใช้ชีวิตร่มเย็นเป็นสุขแบบนี้ ไม่ได้สะดวกสบายเลย

ซึ่งนายทวี เต็มญารศิลป์ ผู้เชี่ยวชาญฯ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เผยเรื่องราวและพระบรมฉายาลักษณ์ที่ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงงานอย่างหนัก

ผ่านทางเฟสบุ้คส่วนตัวชื่อว่า ทวี เต็มญารศิลป์ แพรวจึงได้รวบรวมมาให้มาได้ชมกัน เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติต่อประปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

เสด็จฯไปทอดพระเนตรโครงการชลประทานขนาดใหญ่ ทำให้ทรงทราบถึงความจำเป็นของงานชลประทานเสด็จฯไปทอดพระเนตรโครงการชลประทานขนาดใหญ่ ทำให้ทรงทราบถึงความจำเป็นของงานชลประทานเสด็จฯไปทอดพระเนตรโครงการชลประทานขนาดใหญ่ ทำให้ทรงทราบถึงความจำเป็นของงานชลประทานเสด็จฯไปทอดพระเนตรโครงการชลประทานขนาดใหญ่ ทำให้ทรงทราบถึงความจำเป็นของงานชลประทาน

ในช่วงปี พ.ศ.2500 – 2510 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช จะเสด็จ ฯ ไปทอดพระเนตรโครงการชลประทานขนาดใหญ่ ทำให้ทรงทราบถึงความจำเป็นของงานชลประทาน

โครงการชลประทานในพระราชดำริโครงการชลประทานในพระราชดำริ

รอยดินสอสีต่างๆ ที่ทรงลงในแผนที่ แสดงถึงความทุ่มเทที่พระองค์ ทรงรอบรู้งานชลประทาน และทรงตั้งมั่นที่จะตอบแทนพระคุณแผ่นดินนี้

ทรงงานในถิ่นธุรกันดาร

เป็นเหตุการณ์ที่ประทับใจมากครับ เป็นวันที่ 25 พฤศจิกายน 2535 ที่อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธ์

ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้เสด็จ ฯ ด้วยเครื่อง เฮลิคอปเตอร์ ทรงเลือกตำแหน่งในแผนที่ 1 ต่อ 50,000 เรียกว่าห้วยวังคำ

เส้นทางน่าเป็นทางเกวียน มืดจริง ๆ ที่พวกเรานั่งเบียดกัน ทั้งกรมชลประทาน มีอธิบดี ชาวบ้านนำทาง รองสมุหราชองค์รักษ์ เกือบสิบคนได้

นั่งไปก็โยกเยกไปมา กว่าจะเจอจุดที่พระองค์ทรงกำหนด ก็หลงทาง พระองค์ต้องทรงเรียกชาวบ้านนำทาง ว่า ไกด์ผี และเรียกถนนที่ไปว่า ทางดิสโก้

เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรประตูบังคับน้ำกลาง คลองปาเระ และประตูบังคับน้ำต้น คลองบาเจาะเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรประตูบังคับน้ำกลาง คลองปาเระ และประตูบังคับน้ำต้น คลองบาเจาะ

วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2531 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรประตูบังคับน้ำกลางคลองปาเระและประตูบังคับน้ำต้นคลองบาเจาะ ในเขตตำบลบาเระใต้ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งกรมชลประทานได้ก่อสร้างสนองพระราชดำริเสร็จใน พ.ศ.2531

ทรงเปิดเขื่อนรัชชประภา และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานีทรงเปิดเขื่อนรัชชประภา และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานีทรงเปิดเขื่อนรัชชประภา และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

วันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2530 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จากกองบิน 71 อำเภอพุมพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไปทรงเปิดเขื่อนรัชชประภา และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ฝายทดน้ำคลองโต๊ะแกฝายทดน้ำคลองโต๊ะแก

วันที่ 24 กันยายน พ.ศ.2529 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรฝายทดน้ำคลองโต๊ะแก และทรงเยี่ยมราษฎร ที่หมู่บ้านนากอ ตำบลจอเบาะ และนางเจ้าเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรถังเก็บน้ำที่โรงเรียนร่มเกล้า บ้านบูเก๊ะปาลัส ตำบลจอหอ ในเขตอำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส

ได้พระราชทานพระราชดำริ สรุปว่า บริเวณหุบเนินด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จากฝายทดน้ำคลองโต๊ะแกไปประมาณ 500 เมตร มีทำเลซึ่งสามารถสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก สำหรับรวบรวมเก็บกักน้ำไว้ใช้เพื่อการเพาะปลูกได้

สมควรสร้างอ่างเก็บน้ำที่บริเวณดังกล่าว สามารถรับน้ำที่ผันมาจากฝายทดน้ำคลองโต๊ะแกลงมาเพิ่มเติม ซึ่งจะสามารถช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกในเขตหมู่บ้านนากอ และหมู่บ้านข้างเคียงได้จำนวนหลายร้อยไร่ให้ทำการเพาะปลูกได้ตลอดปี

จากการก่อสร้างฝายทดน้ำคลองโต๊ะแกและระบบแจกจ่ายน้ำ เพื่อการอุปโภคบริโภคให้กับหมู่บ้านต่าง ๆ แล้วนั้น

สามารถช่วยให้หมู่บ้านและโรงเรียนจำนวนมากมีน้ำกินน้ำใช้อย่างสมบูรณ์ตลอดทั้งปี สำหรับที่หมู่บ้านนากอ สมควรสร้างถังน้ำอุปโภคบริโภคเพิ่มเติม ให้กับโรงเรียนบ้านนากอโดยเฉพาะเช่นเดียวกับของโรงเรียนอื่น ๆ

มีพระราชดำรัสให้สร้างฝายทดน้ำเพื่อให้ชาวบ้านมีน้ำใช้ในการทำการเกษตร

วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2528 ณ บ้านนากอ ตำบลจอเบาะ อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำริ

สรุปความว่า ควรสร้างฝายทดน้ำหรืออ่างเก็บน้ำตามความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ที่คลองโต๊ะแกโดยเร่งด่วน เพื่อจัดหาน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคที่บริเวณโรงเรียนร่มเกล้า บ้านบูเก๊ะปาลัส ตำบลยี่งอ อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส และสำหรับหมู่บ้านข้างเคียง

โดยการส่งน้ำไปให้โดยท่อ นอกจากนี้ฝายหรืออ่างเก็บน้ำดังกล่าว จะสามารถจัดหาน้ำช่วยเหลือพื้นที่ทำนาของบ้านนากอ ในเขตตำบลจอเบาะ อำเภอยี่งอ ได้อีกด้วย

…..

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกรชาวไทยทั้งหลาย

..

ภาพ : แฟนเพจ Facebook – ทวี เต็มญารศิลป์

ขอขอบคุณ : แพรวดอทคอม 

รวมพระราชอารมณ์ขัน..เพื่อคลายความคิดถึงพระองค์ท่าน..

แพรวได้รวบรวมเรื่องเล่ามุมน่ารัก พระราชอารมณ์ขันของในหลวงที่เกิดขึ้นตามพระจริยวัตรของพระองค์ท่าน ยามเมื่อเสด็จฯไปทรงเยี่ยมเยียนพสกนิกรของพระองค์ท่านอยู่เป็นประจำ เรื่องราวบางส่วนนี้เมื่อได้ฟังแล้วยอมรับว่าอดอมยิ้มตามไม่ได้จริงๆ 

 

 

“วันนี้ฉันเป็นในหลวง…คงผ่านซุ้มนี้ได้แล้วนะ…”
ระยะแรกราวปี พ.ศ.2498 เป็นต้นมา คราใดที่เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระราชวังไกลกังวลนั้น จะทรงขับรถยนต์พระที่นั่งไปยังท้องที่ห่างไกลทุรกันดารย่านหัวหิน หนองพลับ แก่งกระจาน ด้วยพระองค์เอง ทำนองเสด็จประพาสต้นของรัชกาลที่ 5 โดยที่ราษฎรไม่รู้ตัวล่วงหน้าว่าทรงเสด็จฯมาถึงแล้ว

วันหนึ่งทรงขับรถยนต์พระที่นั่งผ่านไปถึงยังบริเวณหมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านหมู่บ้านห้วยมงคล อำเภอหัวหิน ซึ่งราษฎรกำลังช่วยกันตกแต่งประดับซุ้มรับเสด็จกันอย่างสนุกสนานครื้นเครง และไม่คาดคิดว่าเป็นรถยนต์พระที่นั่งส่วนพระองค์ ต้องให้ในหลวงเสด็จฯก่อน แล้วพรุ่งนี้ถึงจะลอดผ่านซุ้มได้…”วันนี้ห้ามลอดผ่านซุ้มนี้ เพราะขอให้ในหลวงผ่านก่อนนะ”…ทรงขับรถพระที่นั่งเบี่ยงข้างทาง ไม่ลอดซุ้มดังกล่าว

วันรุ่งขึ้นเมื่อทรงขับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในหมู่บ้านนี้อย่างเป็นทางการ พร้อมคณะข้าราชบริพารผู้ติดตาม และมีพระดำรัสทักทายกับชายผู้นั้นที่เฝ้าอยู่หน้าซุ้มเมื่อวันวานว่า “วันนี้ฉันเป็นในหลวง…คงผ่านซุ้มนี้ได้แล้วนะ…”


 

“แหม ดีนะที่ชมว่าใช้ได้  แถมจะปรับตำแหน่งให้เป็นช่างอีกด้วย”
มีเรื่องหนึ่งเคยฟังจากผู้ใหญ่เล่าเมื่อนานมาแล้ว มีช่างไปทำฝ้าเพดานในวัง คนหนึ่งกำลังยืนบนบันได ส่วนหัวอยู่ใต้ฝ้า อีกคนคอยจับบันไดอยู่ด้านล่าง พอดีในหลวงเสด็จฯมา คนที่อยู่ข้างล่างเห็นในหลวงก็ก้มลงกราบ คนอยู่ด้านบนไม่เห็นก็บอกว่า “เฮ้ย จับดีๆหน่อยสิ อย่าให้แกว่ง” ในหลวงทรงจับบันไดให้ เขาก็บอกว่า “เออ ดีๆ เสร็จงานนี้จะให้เป็นช่างจริง” (สงสัยคงจะเพิ่งเข้ามาทำงาน ยังไม่ผ่านโปร) พอเสร็จก็ก้าวลง พอเห็นว่าในหลวงทรงจับบันไดให้ ถึงกับเข่าอ่อนจะตกบันได รีบลงมาก้มกราบ ในหลวงตรัสกับช่างว่า “แหม ดีนะที่ชมว่าใช้ได้  แถมจะปรับตำแหน่งให้เป็นช่างอีกด้วย”


 

“ไม่เป็นไร แอลกอฮอล์เข้มข้น เชื้อโรคตายหมด”
เรามีเรื่องเล่าเกี่ยวกับท่านให้เพื่อนๆฟังตั้งหลายเรื่อง วันนี้เริ่มเรื่องนี้ก่อนแล้วกันนะ เรื่องมีอยู่ว่า เหตุการณ์เมื่อปี พ.ศ. 2513 วันนั้นท่านเสด็จฯไปหมู่บ้านท้ายดอยจอมหด อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ใหญ่บ้านลีซอกราบทูลชวนให้ไปแอ่วบ้านเฮา ท่านก็เสด็จฯตามเขาเข้าไปในบ้านซึ่งทำด้วยไม้ไผ่และมุงหญ้าแห้ง เขาเอาที่นอนมาปูสำหรับประทับ แล้วรินเหล้าทำเองใส่ถ้วยที่ไม่ค่อยจะได้ล้าง จนมีคราบดำๆจับ ทางผู้ติดตามรู้สึกเป็นห่วง เพราะปกติไม่ทรงใช้ถ้วยมีคราบ จึงกระซิบทูลว่า ควรจะทรงทำท่าเสวย แล้วส่งถ้วยพระราชทานผู้ติดตามจัดการ  แต่ท่านก็ทรงดวดเอง กรึ๊บเดียวเกลี้ยง ตอนหลังรับสั่งว่า “ไม่เป็นไร แอลกอฮอล์เข้มข้น เชื้อโรคตายหมด” ซึ้งไหมล่ะ???


“ทำไมหน้าเหมือนในหลวงจัง?
เคยมีคนเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งพ่อหลวงเสด็จฯไปที่ตลาดสด ทรงแวะไปเสวยก๋วยเตี๋ยว แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวเห็นก็สงสัย จึงทูลถามท่านว่า “ทำไมหน้าเหมือนในหลวงจัง?” ท่านไม่ตอบอะไร ได้แต่ยิ้มๆ ทรงจ่ายเงินค่าก๋วยเตี๋ยวแล้วตรัสชมว่าก๋วยเตี๋ยวอร่อย ส่วนแม่ค้ามารู้ทีหลังว่าเป็นท่านก็ได้แต่ปลื้ม


“ผู้หญิงตกเป็นของใคร?”
บางครั้งในหลวงของเราก็ต้องทรงทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเกี่ยวกับปัญหาครอบครัว เช่น ชาวเขาคนหนึ่งได้กราบบังคมทูลร้องทุกข์ว่าเขาได้ให้หมูสองตัวกับเงินก้อนหนึ่งแก่เมีย แต่พอเมียได้เงินแล้วกลับหนีตามชู้ไป พระองค์ก็ทรงตัดสินว่า สามีจะต้องได้รับเงินชดใช้ และให้ปล่อยภรรยาไปตามใจของเธอ ญาติของทั้งสองฝ่ายก็พอใจ รับสั่งเล่าด้วยพระราชอารมณ์ขันว่า “แต่ที่แย่ก็คือ ฉันต้องควักเงินให้ไป…ผู้หญิงคนนั้นก็เลยต้องตกเป็นของฉัน” รับสั่งแล้วก็ทรงพระสรวล สักครู่หนึ่งหญิงผู้นั้นก็นำสุราพื้นเมืองมาถวาย “ถ้าฉันเมาพับไป อะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่รู้…”


 

“สามร้อยตุ่ม”
มีหลายหนที่ทรงงานติดพันจนมืดสนิท ท่ามกลางฝูงยุงที่รุมตอมเข้ามากัดบริเวณพระวรกาย รอบพระศอ พระกร พระพักตร์ รวมทั้งแมลงต่างๆที่เข้ามารุมรบกวนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะยังทรงทอดพระเนตรแผนที่อยู่ภายใต้แสงไฟฉายที่มีผู้ส่องถวายอย่างไม่สะดุ้งสะเทือน อย่างมากที่ทรงทำคือโบกพระหัตถ์ปัดไล่เบาๆเท่านั้น ครั้งหนึ่งมีรับสั่งเล่าเรื่อง “ยุง” ด้วยพระอารมณ์ขันว่า

“…ที่บางจาก แต่ไม่มีจากหรอกนะ ยุงชุมมากเลย ไปยืนดูแผนที่เลยโดนยุงรุมกัดขาทั้งสองข้าง กลับมาขาบวมแดง  ไปสกลนครกลับมาแล้วถึงได้ยุบลง มองเห็นเป็นตุ่มแดง ลองนับดูได้ข้างละร้อยห้าสิบตุ่ม สองข้างรวมสามร้อยพอดี..”


“แขนข้างนี้ไม่ได้ตกลงไปด้วย ตกข้างเดียว”
พระองค์ท่านเสด็จฯไปที่จังหวัดสกลนครเพื่อเยี่ยมเยียนชาวบ้าน และพระองค์ตรัสถามชายคนหนึ่งที่มาเข้าเฝ้าฯ เพราะแขนเจ็บเข้าเฝือก ในหลวงรับสั่งถามว่า “แขนเจ็บไปโดนอะไรมา” ชายคนนั้นตอบว่า “ตกสะพาน” แล้วในหลวงรับสั่งกลับไปอีกว่า “แล้วแขนอีกข้างหนึ่งล่ะ” ชายคนนั้นก็ตอบกลับมาอีกว่า “แขนข้างนี้ไม่ได้ตกลงไปด้วย ตกข้างเดียว” ในหลวงของเราก็ทรงพระสรวล


“ไม่เคยชิมสักที”
พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรทางภาคใต้ จังหวัดนราธิวาส ทางใต้นี้มีปัญหาเรื่องดินเป็นกรด มีความเค็ม พระองค์จึงรับสั่งถามกับชาวบ้านที่มาเฝ้ารับเสด็จว่า “ดินหลังบ้านเป็นอย่างไร เค็มไหม” ชาวบ้านก็มองหน้ากันแล้วทำหน้างง ก่อนตอบกลับมาว่า “ไม่เคยชิมสักกที” ในหลวงก็รับสั่งกับข้าราชบริพารที่ตามเสด็จว่า “ชาวบ้านแถวนี้เขามีอารมณ์ขันกันดีนะ”


 

“…เราจับได้แล้ว…”
ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา นางสนองพระโอษฐ์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ…ครั้งหนึ่งในงานนิทรรศการ “ก้าวไกลไทยทำ” วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2538 The BOI Fair 1995 Commemorates the 50th Anniversary of His Majesty King Bhumibol Adulyadej’s Reign” (Board of Investment Fair 1995 BOI) หลังจากที่เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตามศาลาการแสดงต่างๆ ก็มาถึงศาลาโซนี่ (อิเล็กทรอนิกส์) ภายในศาลาแต่งเป็น “พิภพใต้ทะเล” โดยใช้เทคนิคใหม่ล่าสุด “Magic Vision” น้ำลึก 20,000 Leagues จะมีช่วงให้เห็นสัตว์ทะเลว่ายผ่านไปมา ปลาตัวเล็กๆสีสวยจะว่ายเข้ามาอยู่ตรงหน้า ข้อสำคัญเขาเขียนป้ายไว้ว่า…ถ้าใครจับปลาได้ เขาจะให้เครื่องรับโทรทัศน์ พวกเราไขว่คว้าเท่าไหร่ก็จับไม่ได้ เพราะเป็นเพียงแสงเท่านั้น แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสว่า “เราจับได้แล้ว” พร้อมทั้งทรงยกกล้องถ่ายรูปชูให้ผู้บรรยายดู แล้วรับสั่งต่อ “อยู่ในนี้” ต่อจากนั้นคงไม่ต้องเล่า เพราะเมื่ออัดรูปออกมาก็จะเป็นภาพปลาและจับต้องได้ บริษัทโซนี่จึงต้องน้อมเกล้าฯถวายเครื่องรับโทรทัศน์ตามที่ประกาศไว้…


“…ทุกข์ยามดึก…”
พลตำรวจตรี สุชาติ เผือกสกนธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานโครงการพระดาบส อดีตอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข…การที่ได้ทรงพระกรุณารับฟังและติดต่อทางวิทยุตำรวจเป็นประจำ จึงทรงทราบความลำบาก ความเดือดร้อนของข้าราชการตำรวจชั้นผู้น้อย

…ตำรวจประจำตู้ยามบางคนคับแค้นใจเกี่ยวกับปัญหาครอบครัว ปัญหาการครองชีพ เมื่อเสพสุราแล้วครองสติไม่ได้ ไม่รู้จะระบายความในใจกับใคร จึงได้พล่ามบรรยายมาทางวิทยุ บางคนหลับยามไม่พอ กดคีย์ไมโครโฟนค้าง ทำให้มีเสียงกรนออกอากาศมาด้วย บางคนตะโกนร้องเพลงลูกทุ่งออกอากาศมาเป็นการแก้เหงาก็มี

…ที่จัดได้ว่าโชคดีคือ ศูนย์ควบคุมข่ายตำรวจแห่งชาติ “ปทุมวัน” กล่าวคือ ในยามดึกวันหนึ่ง พนักงานวิทยุคนหนึ่งได้ระบายความเดือดร้อนเนื่องจากหิวโหย ไม่สามารถหาอาหารรับประทานได้เพราะต้องเข้าเวร เมื่อทรงรับฟังแล้วทรงสงสาร จึงได้รับสั่งทางวิทยุกับผู้เขียนในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานนั้นโดยตรงว่า “โปรดเกล้าฯพระราชทานตู้เย็นเพื่อเก็บอาหารสำรองสำหรับเวรยามดึกให้ 1 ตู้”


“ทรงพระนามว่าเกาะช้าง”
ครั้งหนึ่งพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางทะเล ระหว่างทางผ่านเกาะช้าง ทรงถามข้าราชการท้องถิ่นคนหนึ่งว่า “เกาะนั้นชื่ออะไร” ข้าราชการทูลตอบว่า “เกาะนั้นทรงพระนามว่า เกาะช้างพะยะค่ะ” ตรัสว่า “ถ้างั้นก็เป็นญาติกับฉันน่ะสิ” (ถ้างงก็กลับไปอ่านอีกรอบ)


“ส่งเสี่ยกลับวัง”
เมื่อสมัยก่อนเสด็จแปรพระราชฐานไปยังหัวหิน มักจะเสด็จฯออกไปยังตลาดหัวหินบ่อยครั้ง และบางครั้งเสด็จฯไปโดยลำพัง มีครั้งหนึ่งระหว่างจะเสด็จฯกลับ ซาเล้งที่ตลาดทูลถามว่า “ไปไหมเสี่ย” ปรากฎว่าเสี่ยพระองค์นี้สนพระทัย ก็ตรัสจ้างไปยังพระราชวังไกลกังวล โดยที่ซาเล้งคนนั้นไม่รู้ นึกว่าเป็นข้าราชการ แต่พอถึงหน้าพระราชวัง ทหารสั่งวันทยาวุธเท่านั้นแหละ ซาเล็งถึงรู้ว่าเสี่ยที่มาส่งน่ะเป็นใคร


 

“เรียกน้าสิยาย!!”
วันหนึ่งพระองค์ท่านเสด็จฯไปทรงเยี่ยมเยียนพสกนิกรที่ต่างจังหวัด ก็มีชาวบ้านมาต้อนรับในหลวงมากมาย ซึ่งพระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินมาตามลาดพระบาทหลวง ทีนี้ที่แถวหน้าก็มีหญิงชราแก่คนหนึ่งได้ก้มลงกราบแทบพระบาท แล้วก็เอามือของแกมาจับพระหัตถ์ของในหลวง แล้วหญิงชราท่านนั้นก็พูดว่า…ยายดีใจเหลือเกินที่ได้เจอในหลวง แล้วก็พูดกับในหลวงว่า ยายอย่างโน้นยายอย่างนี้อีกตั้งมากมาย แต่ในหลวงก็ทรงเฉยๆ มิได้รับสั่งตอบว่ากระไร

ทีนี้พวกข้าราชบริพารก็มองหน้ากันใหญ่ กลัวว่าพระองค์จะทรงพอพระราชหฤทัยหรือไม่ แต่พอพวกเราได้ยินพระองค์รับสั่งตอบกับหญิงชราคนนั้น ก็ทำให้เราถึงกับกลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหว เพราะพระองค์ตรัสว่า “เรียกว่ายายได้อย่างไร อายุอ่อนกว่าแม่ฉันตั้งเยอะ ต้องเรียกน้าสิถึงจะถูก”


 

“ชื่อเดียวกันเลย”
เรื่องการใช้ราชาศัพท์กับในหลวงดูจะเป็นเรื่องใหญ่ที่ใครต่อใครเกร็งกันทั้งแผ่นดิน เพราะเรียนมาตั้งแต่เล็กแต่ไม่เคยได้ใช้ เมื่อออกงานใหญ่จึงตื่นเต้นประหม่า ซึ่งเป็นธรรมดาของคนทั่วไป และไม่เว้นแม้กระทั่งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายรายงาน หรือกราบบังคมทูลทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทในพระราชานุกิจต่างๆนานัปการ

ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ รองราชเลขาธิการ เคยเล่าให้ฟังว่า ด้วยพระบุญญาธิการและพระบารมีในพระองค์นั้นมีมากล้น จนบางคนถึงกับไม่อาจระงับอาการกิริยาประหม่ายามกราบบังคมทูลฯ จึงมีผิดพลาดเสมอ แม้จะซักซ้อมมาเป็นอย่างดีก็ตาม

ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน มีข้าราชการระดับสูงผู้หนึ่งกราบบังคมทูลรายงานว่า “ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า “พลตรีภูมิพลอดุลยเดช” ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตกราบบังคมทูลรายงาน…” เมื่อคำกราบบังคมทูล ในหลวงทรงแย้มพระสรวลอย่างมีพระอารมณ์ดีและไม่ถือสาว่า “เออ ดี เราชื่อเดียวกัน…” ข่าวว่าวันนั้นผู้เข้าเฝ้าฯต้องซ่อนหัวเราะขำขันกันทั้งศาลาดุสิดาลัย เพราะผู้กราบบังคมทูลรายงานตื่นเต้นจนกระทั่งจำชื่อตนเองไม่ได้

 

“””””””””””””””””

ข้อมูลและภาพ : doisaengdham.org
เรียบเรียง : Ppee_แพรวดอทคอม

ที่มา :    http://www.praew.com/59468/uncategorized/14joke-thailands-king-bhumibol/

พระบรมราโชวาท…เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขในสังคม

การมีเสรีภาพนั้น เป็นของที่ดีอย่างยิ่ง แต่เมื่อจะใช้ จำเป็นต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง และความรับผิดชอบ มิให้ล่วงละเมิดเสรีภาพของผู้อื่นที่เขามีอยู่เท่าเทียมกัน ทั้งมิให้กระทบกระเทือนถึงสวัสดิภาพและความเป็นปกติสุขของส่วนรวมด้วย

(พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานแก่ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ 9 กรกฎาคม 2514)  

..

การดำเนินชีวิต โดยใช้วิชาการอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ จะต้องอาศัยความรู้รอบตัวและหลักศีลธรรมประกอบด้วย ผู้ที่มีความรู้ดีแต่ขาดความยั้งคิด นำความรู้ไปใช้ในทางมิชอบ ก็เท่ากับเป็นบุคคลที่เป็นภัยแก่สังคมของมนุษย์

(พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 18 กันยายน 2504)

..

การดำรงชีวิตที่ดีจะต้องปรับปรุงตัวตลอดเวลา การปรับปรุงตัวจะต้องมีความเพียรและความอดทนเป็นที่ตั้ง ถ้าคนเราไม่หมั่นเพียร ไม่มีความอดทน ก็อาจจะท้อใจไปโดยง่าย เมื่อท้อใจไปแล้ว ไม่มีทางที่จะมีชีวิตเจริญรุ่งเรืองแน่ๆ

(พระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรพระราชทานแก่ครูและนักเรียน โรงเรียนจิตรลดา 27 มีนาคม 2523)

..

คนเราถ้าพอใจในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าทุกประเทศมีความคิดว่า ทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่า พอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข

(พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรพระราชทานแก่คณะบุคคลที่เข้าเฝ้าฯ ณ ศาลาดุสิดาลัย 4 ธันวาคม 2541)

……

ที่มา : เพจ Pacific Inspiration Channel และ  news.ch7.com 

 

พระองค์หญิง ฯ ประทานคำแนะนำแก่น้อง ๆ นักศึกษาศิลปกรรมและสิ่งทอ ม.ธรรมศาสตร์

 

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561 พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ เสด็จ ฯ ทอดพระเนตรงาน และประทานคำแนะนำแก่น้อง ๆ นักศึกษาศิลปกรรมและสิ่งทอ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“””

ที่มา : เพจ H.R.H Princess Sirivannavari Nariratana  

และ เพจ เรารักพระราชวงศ์ไทย Thai Royal Family.