เมื่อครั้งในหลวง รัชกาลที่ ๙ พระราชทานเหรียญพระเครื่องให้ราษฎร

a1

ภาพจากอินเตอร์เน็ต เพื่อประกอบเรื่อง มิใช่จากเหตุการณ์จริง

ภาพจากอินเตอร์เน็ต เพื่อประกอบเรื่อง มิใช่จากเหตุการณ์จริง

ภาพจากอินเตอร์เน็ต เพื่อประกอบเรื่อง มิใช่จากเหตุการณ์จริง

ภาพจากอินเตอร์เน็ต เพื่อประกอบเรื่อง มิใช่จากเหตุการณ์จริง

ขอเดชะ พระหมดแล้ว

 

           ครั้งหนึ่ง ขณะที่ในหลวง ร.๙ เสด็จฯ ไปในถิ่นทุรกันดาร เพื่อเยี่ยมเยียนราษฎร

พระองค์ท่านพระราชทาน (แจก) พระเครื่องให้กับราษฎรจนหมดแล้ว

            แต่มีราษฎรผู้หนึ่งยังไม่ได้รับ

จึงกราบบังคมทูลขอรับพระราชทานพระเครื่อง ว่า ขอเดชะ ขอพระหนึ่งองค์

            ในหลวง รัชกาลที่ ๙ ทรงมีรับสั่งตอบ ด้วยพระเมตตา เจือพระราชอารมณ์ขัน

ว่า

ขอเดชะ พระหมดแล้ว

…………………………………………..

ภาพประกอบเรื่อง จาก มีบุนดอทคอม

 

 

ภาพจากอินเตอร์เน็ต เพื่อประกอบเรื่อง มิใช่จากเหตุการณ์จริง

โฉนดที่ใช้ชื่อพระนาม “ภูมิพลอดุลยเดช เกษตรกร” อยู่ที่ไหน??

      “ภูมิพลอดุลยเดช เกษตรกร” ชื่อโฉนด ที่ใครต่อใครที่ได้พบเห็นต่างพากันประหลาดใจ

      เช่นเดียวกับ เจ้าของที่บริเวณอ่างเก็บน้ำหนองเสือ อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี

ซึ่งเมื่อครั้งปี 2551 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ร.9) ทรงซื้อที่ดินผืนนี้จากราษฎร ประมาณ 120 ไร่

และต่อมาปี 2552 ทรงซื้อแปลงติดกันเพิ่มอีก 130 ไร่ รวมพื้นที่ทั้งหมด 250 ไร่

      โดยพระองค์ท่านได้พระราชทานชื่อโฉนดดังกล่าวว่า “ภูมิพลอดุลยเดช เกษตรกร”

      จากพื้นที่เดิมเป็นดินลูกรัง ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น มีเพียงต้นยูคาลิปตัสเท่านั้น

 

      แต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว(ร.9) ทรงให้ความสนพระราชหฤทัยในการฟื้นฟูพื้นดินดังกล่าว ทำให้พื้นที่นี้กลับมามีชีวิตชีวา และสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างสมบูรณ์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเปิดโครงการดังกล่าว โดยการนำมันเทศวางบนตราชั่ง

      พร้อมทั้งพระราชทานชื่อโครงการดังกล่าวว่า “โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ”


     ชั่งหัวมัน (ช่างหัวมัน) หากตีความหมายตามสำนวนไทย ก็หมายถึง “ไม่ต้องไปสนใจ อะไรจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิด ใครจะทำอะไรก็ทำไป เราไม่ต้องไปใส่ใจ” มีผู้รู้ให้ความเห็นส่วนตัวไว้ว่า

     “ให้เรากลับมาหาสิ่งที่สำคัญ สิ่งที่จำเป็นพื้นฐานของชีวิต ใครจะเจริญทันสมัย เจริญทางวัตถุก็ปล่อยเขาไป ไม่ต้องสนใจ

 .เรากลับมาหาสิ่งสำคัญ จำเป็นพื้นฐานของชีวิต ให้ชีวิตเรามีพออยู่ พอกิน

.มีอาหาร ไม่ต้องมีอย่างคนอื่น แต่มีความสุขก็เพียงพอ

.เช่นเดียวกับ หัวมัน ที่เป็นพืชใต้ดินที่ไม่มีใครเห็น ดู ๆ ไปแล้วก็ไม่มีค่าอะไร เป็นพืชที่ขึ้นง่าย ขึ้นในทุกสภาพอากาศ

.แม้ในที่ที่แล้งที่สุด หัวมันก็ยังขึ้นได้

.หัวมันจึงเป็นสัญลักษณ์ ของสิ่งมีค่า ในยามวิกฤตที่สุด

.ไม่มีข้าว ไม่มีปลา ก็ยังมีหัวมันที่เราสามารถใช้ประทังชีวิตได้ “

king06

      นั่นแสดงถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ร.9) พระองค์ท่านทรงเป็นนักปราชญ์ มีสายพระเนตรยาวไกลและความคิดลึกซึ้ง ชั่งหัวมันจึงมีความหมายมากกว่าเพียงแค่การนำหัวมันมาชั่ง

     “…คนที่ไปดูก็เห็นได้ว่า เริ่มต้นด้วยไม่มีอะไรเลย แต่ว่าต่อมาภายในวันเดียว

.ทุกคนที่อยู่ในท้องที่นั้น ก็เข้าใจว่าต้องช่วยกัน 

.และยิ่งในสมัยนี้  ระยะนี้  เราต้องร่วมมือกันทำ เพราะว่าถ้าไม่มีการร่วมมือกัน ก็ไม่ก้าวหน้า

.ฉะนั้นการที่ท่านได้ทำแล้วมีความก้าวหน้านี้เป็นสิ่งที่ดีมาก

.หลักการก็อยู่ที่ทุกคนต้องช่วยกันเสียสละ  เพื่อให้กิจการในท้องที่ก้าวหน้าไปด้วยดี ก้าวหน้าได้อย่างไร ก็ด้วยการช่วยเหลือกัน 

.แต่ก่อนนั้นเคยเห็นว่ากิจการที่ทำมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งทำ แล้วก็ทำให้ก้าวหน้า

.แต่อันนี้มันไม่ใช่กลุ่มหนึ่ง มันทั้งหมดร่วมกันทำ และก็มีความก้าวหน้าแน่นอน

.อันนี้ก็เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์และเป็นสิ่งที่ทำให้มีความหวัง

.มีความหวังว่าประเทศชาติจะก้าวหน้า  ประเทศชาติจะมีความสำเร็จ…” พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2552

ในหลวง_S18-01

     “โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ” ถือเป็นศูนย์รวมพืชเศรษฐกิจของอำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี โดยพระองค์ทรงเลือกพันธุ์พืชท้องถิ่นที่ดีที่สุดเข้ามาปลูก แล้วให้ภาครัฐและชาวบ้านร่วมกันดูแล พืชเศรษฐกิจที่ปลูกภายในโครงการดังเช่น สับปะรด มะพร้าว มะนาว มะขาม ข้าวปทุมธานี 80 ข้าวหอมมะลิ น้อยหน่า รวมทั้งมันเทศ เป็นต้น

      ปัจจุบันโครงการดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชนมากมาย ที่เข้ามาเที่ยวหรือศึกษาดูงาน ทางโครงการจะมีวีดีทัศน์แนะนำโครงการ พร้อมทั้งรถเยี่ยมชมโครงการดังกล่าว มีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำรายละเอียด ตลอดระยะทาง 2 ข้างทางที่เยี่ยมชม

NjpUs24nCQKx5e1DG7nNKCtVHjerPhcgratc0SH1qqG

      ซึ่งส่งผลให้ผู้เข้าชมโครงการได้รับความรู้และเกิดความประทับใจ ถือว่าตรงตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว(ร.9) ที่ต้องการให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับประชาชน สามารถนำไปปรับใช้ในพื้นที่เกษตรในท้องถิ่น ทั้งเรื่องพลังงานทดแทน เกษตรกรรมแบบผสมผสาน และเกษตรกรรมเชิงอุตสาหกรรม

      กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานหนึ่งที่เข้าร่วมสนองพระมหากรุณาธิคุณพัฒนา และต่อยอดโครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อไป

      ด้วยการจัดตั้งโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำบริเวณ พื้นที่โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขากระปุก – เขาเตาหม้อ ตำบลเขากระปุก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

      เพื่อสร้างประโยชน์ด้านน้ำให้แก่ราษฎรในพื้นที่ และเป็นการพัฒนาการเก็บกักน้ำ เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศน้ำและป่าให้เกิดความสมบูรณ์มากขึ้น โดยมีการเพิ่มลานเอนกประสงค์ 2 พร้อมกับเปลี่ยนวิธีการก่อสร้างลานเอนกประสงค์ จากฐานรากแบบแผ่เป็นฐานรากแบบเสาเข็ม และเพิ่มการก่อสร้างคันดินชั่วคราว เพื่อกักเก็บน้ำระหว่างการก่อสร้าง รวมทั้งปรับแก้ไขตำแหน่งของสะพานทางเดินข้ามอ่างเก็บน้ำ, ลานเอนกประสงค์ 1, ลานพักทางเข้า และเกาะชมนก ใช้งบประมาณกว่า 12,368,000 บาท

โครงการชั่งหัวมัน-790x527

d0818aa-3_11

      โดยอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ได้เดินทางเข้าติดตามความคืบหน้าโครงการดังกล่าวพร้อมคณะกล่าวว่า

     ” กรมทรัพยากรน้ำเข้ามามีส่วนในการฟื้นฟูแหล่งน้ำในพื้นที่ของโครงการชั่งหัวมันฯ เราทำเพื่ออำนวยความสะดวกไม่ใช่เพื่อคนที่มาเยี่ยมชมโครงการเท่านั้น แต่เรายังทำเพื่อรักษาระบบนิเวศด้วย เราสร้างเกาะให้นกมาอยู่ สร้างสะพานให้คนข้าม เราจะทำให้ครบทุกมิติ เพื่อระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ที่สำคัญมีความตั้งใจมั่นที่จะทำถวายเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตอนนี้ความคืบหน้าของโครงการ 70% แล้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จในวันที่ 15 พ.ย. นี้”

IMGP6074r

     โครงการชั่งหัวมันที่สมบูรณ์ ต้องมีแหล่งน้ำที่มีประสิทธิภาพ นั่นแสดงถึง ความสำคัญของน้ำที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ ทั้งน้ำอุปโภคและบริโภค รวมทั้งเสริมในด้านการเกษตร

.ดังพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ฯ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2529 สวนจิตรลดา ที่ว่า

      “…หลักสำคัญต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้…”

………………………………

ที่มา ; เขียนโดย อารยา ยศมงคล

ภาพโดย ฉลอง สังคำ และ ธวัชชัย จารุเพ็ง

และ กรมทรัพยากรน้ำ  http://goo.gl/Rddwsp

ข้อควรรู้ ! ๙ ราชาศัพท์พึงใช้ให้ถูก..โอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ต้องรู้ ! ๙ ราชาศัพท์/รูปประโยค พึงใช้ให้ถูกในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๑

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๖๖ พรรษา ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๑ พสกนิกรชาวไทย ทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ต่างร่วมแสดงความจงรักภักดี เตรียมจัดกิจกรรม จัดนิทรรศการ

รวมไปถึงการทำภาพประกอบพระฉายาลักษณ์ และข้อความถวายพระพรชัยมงคล แต่ผมพบว่า ยังมีการใช้ราชาศัพท์ผิดและสับสนกันอยู่มาก จึงได้รวบรวมคำหลักๆ ที่พึงระวังใช้ให้ถูก ณ เวลานี้ ดังนี้…

.

๑.การขานพระนาม
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร (สม-เด็ด-พระ-เจ้า-อยู่-หัว-มะ-หา-วะ-ชิ-รา-ลง-กอน-บอ-ดิน-ทระ-เทบ-พะ-ยะ-วะ-ราง-กูน)

.

๒.ต้องใช้ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ไม่ใช่ “เนื่องในวโรกาส…”
คำว่า วโรกาส ใช้ต่อเมื่อ ขอโอกาส แล้วได้รับโอกาส เช่น “พระราชทานพระราชวโรกาส”

.

๓.ต้องใช้ พระชนมพรรษา….พรรษา (พระ-ชน-มะ-พัน-สา) ไม่ใช่ “พระชนมายุ….พรรษา”
คำที่ถูกต้อง เช่น “ขอพระองค์ทรงพระเจริญ มีพระชนมพรรษายิ่งยืนนาน”

.
.

๔.ต้องใช้คำว่า “ถวายพระพรชัยมงคล” ไม่ใช่ “ถวายพระพร”
เพราะคำว่า “ถวายพระพร” เป็นคำที่พระสงฆ์ใช้กับพระราชวงศ์ ฉะนั้น สามัญชนต้องใช้ว่า “ถวายพระพรชัยมงคล” เว้นแต่การลงนาม จึงใช้ว่า “ลงนามถวายพระพร”

.

๕.คำลงท้ายเมื่อถวายพระพรชัยมงคลใช้ว่า “ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม” เพียงเท่านี้
ระหว่างนี้ เห็นหลายหน่วยงานขึ้นคัตเอ้าต์ ถวายพระพรชัยมงคล  โดยลงท้ายว่า “ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ” ซึ่งเป็นการใช้ผิด เพราะ จะเติม “ขอเดชะ” ต่อเมื่อ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชพิธี บรมราชาภิเษกแล้ว และเมื่อนั้นจะใช้คำว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

.

๖.ต้องใช้คำว่า “แสดงความจงรักภักดี” อย่าใช้ผิดเป็น “ถวายความจงรักภักดี”
การใช้คำว่า “ถวายความจงรักภักดี” เป็นการใช้คำผิด ที่ถูกต้องใช้คำว่า “เพื่อแสดงความจงรักภักดี” หรือ “เพื่อแสดงพลังความจงรักภักดี” ควรทราบว่า “ความจงรักภักดี” จะนำมาถวายกันไม่ได้ หรือ ยกให้กันไม่ได้ เพราะเป็นคุณลักษณะส่วนบุคคล เป็นนามธรรม

.

.

๗.ภาพถ่ายยังใช้ราชาศัพท์ว่า “พระฉายาลักษณ์”
จนกว่าจะประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จึงใช้คำว่า “พระบรมฉายาลักษณ์” 

.

๘.ใช้คำว่า “จุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล” ไม่ใช่ “จุดเทียนชัย”
ในปีนี้ รัฐบาลประกาศเชิญประชาชนทั่วประเทศ ทุกหมู่เหล่า ร่วมพิธีถวายเครื่องราชสักการะและจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล โดยพร้อมเพรียงกันในวันที่ ๒๘ ก.ค. ๖๑ เวลา ๑๙:๐๐ น. แต่พบว่ามีการประชาสัมพันธ์ โดยใช้คำว่า “จุดเทียนชัย” “จุดเทียนชัยถวายพระพร” หรือ “จุดเทียนชัยถวายพระพรชัยมงคล” ซึ่งผิดทั้งสิ้น ย้ำอีกครั้ง คำที่ถูกต้อง คือ “จุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล”

.

๙.“สวมเสื้อสีเหลืองเฉลิมพระเกียรติ” ไม่ใช่ “สวมเสื้อสีเหลืองเทิดพระเกียรติ”
การทำสิ่งใด กิจกรรมใดเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสอันสำคัญ เพื่อพระองค์ท่าน ต้องใช้คำว่า “เฉลิมพระเกียรติ” เว้นแต่ จัดกิจกรรม เพื่อเทิดทูนในพระอัจฉริยะภาพในด้านใดด้านหนึ่งจึงใช้คำว่า เทิดพระเกียรติ

.

………………………………..

***ควรทราบว่า***

.
1.ณ เวลานี้ ไม่มีพระราชานุญาตให้ผลิตเสื้อสีเหลือง มีประดับอักษรพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. ผู้ใดแอบอ้างและผลิตออกมาจำหน่ายเพื่อการค้า ถือมีความผิด

สำหรับเสื้อที่ได้รับพระราชานุญาต มีแต่เสื้อที่ผลิตโดยร้านจิตอาสา ๙๐๔ พิมพ์ลาย ภาพฝีพระหัตถ์เท่านั้น

.
2.เชิญชวนใส่เสื้อโทนสีเหลืองทั่วไป ที่มีอยู่แล้ว

.

ในโอกาสสำคัญยิ่งนี้ เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติ และแสดงออกถึงความจงรักภักดีอย่างเป็นรูปธรรมวิธีหนึ่ง คือ การยึดแนวทางปฏิบัติและใช้ราชาศัพท์อย่างถูกต้องแก่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงอยากเชิญชวนให้สื่อมวลชน และทุกท่านปฏิบัติ พร้อมมีการตรวจสอบราชาศัพท์ก่อนใช้ให้ถูกต้องและสมพระเกียรติครับ….

……………………………………..

ด้วยความปรารถนาดี
นพดล ทองคำ (ทิวสน ชลนรา)

ขอขอบคุณ

http://oknation.nationtv.tv/blog/tewson/2018/06/15/entry-1

อ้างอิง : สำนักพระราชวัง, สำนักราชบัณฑิตยสถาน, สำนักนายกรัฐมนตรี

มือของแม่…

13876286_10154474772982922_2940954285373787618_n.

      แม้จะถือกำเนิดในราชสกุล กิติยากร แต่เนื่องจากปีที่สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ (ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร) ประสูติ เป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน

ตรงกับ พ.ศ.๒๔๗๕ ที่สยามประเทศเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย

    ดังนั้น จึงมีผลทำให้เจ้านายจำนวนมาก รวมทั้ง หม่อมเจ้านักขัตรมงคล พระบิดาต้องออกจากราชการ

และต่อมาเมื่อกลับเข้ารับราชการใหม่ ก็ต้องเสด็จไปรับราชการในต่างประเทศ

    ชีวิตเมื่อทรงพระเยาว์ จึงเท่ากับบ่มเพาะให้พระธิดาองค์ใหญ่ได้เรียนรู้โลกกว้าง มากกว่าการเป็นอยู่แบบสาวชาววังทั่วไป

โดยเฉพาะในช่วงปฐมวัยที่ทรงอยู่ภายใต้การดูแลของสมเด็จตา สมเด็จยาย คือเจ้าพระยาวงศานุประพัทธ์ (ม.ร.ว.สท้าน สนิทวงศ์) กับ ท้าววนิดาพิจารินี

ต้องทรงช่วยทำงานในบ้าน ช่วยทำงานในสวน

     แต่ความที่ท่านทั้งสองเป็นคนใจกว้างและอารีอารอบ ทำให้บ้านพักถนนพระราม ๖ มีผู้เข้ามาอาศัยร่มใบบุญกันอยู่มิได้ขาด

อาทิ เจ๊กเส็ง แขกประจำบ้านที่ชอบมารับประทานอาหารด้วย เจ๊กเจี่ย เจ๊กเฮา คนเช่าบ้านชาวญี่ปุ่น นายเฮง อดีตทหารผ่านศึกสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๑ พี่เลี้ยงผล แม่ครัวแช่ม คนสวนอ้อน รวมถึงบริวารที่ไม่ใช่คน อย่าง แพะจินเจ้อ และสุนัขชื่อเจ้าลาบ บุคคล และสัตว์เลี้ยง

     เหล่านี้ทำให้ชีวิตในยามเยาว์ของ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ เต็มไปด้วยความสนุกสนาน อบอุ่น

และมีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมให้พระองค์มีน้ำพระทัยกว้างขวาง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ พระอารมณ์ดีและมีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ และสัตว์ผู้ยาก

.

13934817_10154474772647922_5197154685580155631_n

 .

ทรงให้ความสำคัญกับการเป็นพระมารดาในลำดับต้น ดังพระราชดำรัส เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๒๒ ความตอนหนึ่งว่า

     “ผู้หญิงไทยเรานี้ รักที่จะทำหน้าที่ที่ตัวคิดว่าสำคัญที่สุด คือ การเป็นแม่ เพราะว่าอนาคตของชาติ ของเผ่าพันธุ์อะไรก็ขึ้นอยู่กับแม่

.ถ้ามีแม่ที่ดี มีแม่เอาใจใส่ต่อลูกแล้ว ก็คิดว่า เด็กหรือทรัพยากรยิ่งใหญ่ของมนุษยชาตินี้

.เป็นอันว่า เราหวังได้ว่าเด็กที่จะออกมาดีไม่ต้องพึ่งยาเสพติด ไม่ต้องพึ่งของมึนเมาที่จะทำให้เขาหมดความทุกข์

.เพราะว่าภารกิจของการเป็นแม่นี้เป็นภารกิจที่สำคัญมาก ที่จะอบรมลูกให้ความรักความอบอุ่นต่าง ๆ นานา

.ผู้หญิงไทยเราหรือผู้หญิงตะวันออกจึงเลือกที่จะเป็นแม่บ้านแม่เรือน…”

     สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี รับสั่งเล่าถึงวิธีการเลี้ยงพระราชโอรส พระราชธิดาของพระราชมารดา ว่า ในยามที่ไม่มีพระราชกิจ จะทรงใช้เวลาไปกับการอบรมลูกเสมอ การอบรมทรงมีหลายมาตรการที่ได้ผล

     เช่น เมื่อพี่เลี้ยงบ่นว่า ข้าพเจ้าซนไม่ทราบจะเลี้ยงอย่างไร จับใส่คอกก็ปีนคอกได้เกรงจะเป็นอันตรายก็ต้องผูก สมเด็จพระนางเจ้า ฯ ทรงออกแบบตาข่ายคลุมเพื่อให้อยู่ในคอก ไม่ต้องผูก และก็ไม่เป็นอันตราย

     เมื่อข้าพเจ้าอาละวาด ก็เสด็จ ฯ มาอาละวาดให้ดู จนข้าพเจ้างงตะลึง

ทรงรับสั่งว่าทำแบบนี้ดีหรือไม่ ถ้าเห็นว่าไม่ดีก็ไม่ควรทำ

ข้อนี้ได้ผล เพราะโตขึ้นมา ข้าพเจ้าไม่เคยอาละวาด เอะอะ หรือกระแทกกระทั้นอะไรเลย ไม่ว่าจะโกรธแค่ไหน

     หรือในคราวที่พระธิดาจำถ้อยคำที่ไม่สุภาพมาจากเพื่อน ลองพูดดู พี่เลี้ยงไปทูลฟ้อง

ทรงเรียกมาชี้แจง ว่า การพูดแบบนี้ใคร ๆ ก็พูดได้ไม่ยากอะไร

แต่ที่เขาไม่พูดกัน เพราะเป็นสิ่งที่นำความเสื่อมเสียมาสู่ผู้พูดเอง

ทำให้ถูกดูถูกและเกลียดชัง ถ้าต้องการความเจริญก็ไม่ควรพูด

.

13912511_10154474772767922_7178877062768388778_n

     เรื่องที่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ จะทรงเน้นมากในการอบรมพระราชโอรส พระราชธิดา

ก็คือ การรับผิดชอบต่อตนเอง และความรับผิดชอบต่อหน้าที่ มีรับสั่งว่า เมื่อมีหน้าที่อะไร ต้องทำอย่างเต็มใจ

    เมื่อพระราชโอรส พระราชธิดายังเด็ก โปรดเกล้า ฯ ให้ตามเสด็จ ฯ บางงาน

และเมื่อเจริญวัยขึ้นก็มีมากขึ้นตามลำดับ ทรงสอนให้รู้จักอดทน และภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือพี่น้องร่วมชาติที่ด้อยโอกาส

และมีความละอายใจ ถ้าไม่สามารถปฏิบัติตามหน้าที่ได้

     สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดที่จะเป็นครูมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์

มักโปรดที่จะเล่นเป็นครูแล้วเรียกเด็ก ๆ ในบ้านมาสอน

เมื่อทรงมีพระราชโอรส และพระราชธิดาแล้ว ก็ทรงชอบสอนในยามว่าง จะทรงซื้อหนังสือมาอ่าน และเล่าพระราชทาน

มีตั้งแต่นิทานสำหรับเด็ก ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ประวัติบุคคลสำคัญ ศิลปวัฒนธรรม รวมไปถึงข่าวในหนังสือพิมพ์

     ทรงอ่านหนังสือมาก และมีทุกประเภท ซึ่งไม่มีผู้ใดทราบ ว่า ทรงทำอย่างไร จึงมีเวลาอ่านหนังสือมากมายขนาดนี้

นอกจาก จะทรงซื้อหนังสือด้วยพระองค์เอง แล้วยังทรงซื้อพระราชทานให้พระราชโอรส พระราชธิดาอ่าน จนทุกพระองค์เจริญวัยก็ยังทำ

    จะทรงแนะนำเคล็ดลับการอ่านให้รู้จักทั้งการอ่านในใจ และการอ่านดังๆ

มีรับสั่งว่าการอ่านจะช่วยให้ภาษาพูดของเราดีขึ้น ทรงสนับสนุนให้ตั้งห้องสมุดและสะสมหนังสือด้วย

    โปรดที่จะให้พระราชโอรส และพระราชธิดา อ่านหนังสือมากกว่าดูทีวี

ทรงให้เหตุผล ว่า การดูทีวีเหมือนถูกสะกดจิตให้ต้องดู และฟังรายการที่มีผู้จัดรายการเพียงคน หรือ ๒ คน ในขณะที่หนังสือมีให้เลือกหลากหลาย

     แต่ก็มิได้ห้ามเด็ก ๆ ดูทีวีเสียทีเดียว ทรงให้ดูเฉพาะวันเสาร์ วันอาทิตย์ตอนบ่าย

และเวลาดูก็ต้องทำงานที่เป็นประโยชน์ไปพลาง ๆ ด้วย เช่น เขียนรูป ถักไหมพรม หรือปักผ้า

แต่พอแดดร่มลมตกสี่ถึงห้าโมงเย็น ต้องพักสายตาจากการจ้องนาน ๆ ไปออกกำลังกายกลางแจ้ง เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง และได้อากาศบริสุทธิ์

.

13886261_10154474772652922_3081827167984440480_n

.

     และด้วยทรงมีสายพระเนตรที่ยาวไกล สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ จึงมีวิธีสอนให้พระราชโอรส พระราชธิดารู้จักคิด

เพราะการที่เด็กคิดเป็นจะทำให้เจริญวัยเป็นผู้ใหญ่ที่คิดเป็นตามไปด้วย

     เมื่อพระราชโอรส และพระราชธิดายังทรงพระเยาว์ ทรงสอนไม่ให้ทำอะไรตามเพื่อน หรือคนหมู่มาก

มีรับสั่งว่า คนหมู่มากก็ไม่ใช่ว่าจะตัดสินอะไรได้ถูกต้องเสมอไป

การคล้อยตามคนจะต้องคล้อยตามความคิดที่ดี

ไม่ใช่คล้อยตาม เพราะกลัวอำนาจของบุคคลต้นความคิดหรือชอบกับผู้คิด

     จวบจนเมื่อพระราชธิดาเจริญวัยศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ยังทรงคอยตักเตือนไม่ให้เพลิดเพลินไปกับชีวิตแปลกใหม่ในมหาวิทยาลัย

ควรจะสละเวลาไปช่วยเหลือพี่น้องร่วมชาติที่ยังมีความทุกข์ยากอยู่เป็นส่วนมาก

มีเป้าหมายที่จะให้พระราชโอรส พระราชธิดาเจริญวัยอย่างสมดุล เพียบพร้อมทั้งความรู้ทางวิชาการและหลักปฏิบัติ มีคุณธรรม มีจิตใจเมตตากรุณา

เป็นพลเมืองดีมีศิลปะการใช้ชีวิตและมีพลานามัยที่แข็งแรงสมบูรณ์

    ที่สำคัญ การทำให้พี่น้องรักกัน ซึ่งเป็นปัญหาและความพยายามอย่างที่สุดของพ่อแม่นั้น

สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมุ่งมั่นมาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี มีรับสั่งว่า

    “บรรดาพี่น้องข้าพเจ้าสี่คนนี้ รักและสามัคคีกันดี

.การที่ให้พี่น้องรักกันนั้นเป็นเรื่องที่พ่อแม่พยายามที่สุด ถึงจะมีพี่เลี้ยงช่วยเลี้ยง

.ทรงให้มีพี่เลี้ยง หรือผู้คนรวม ๆ กัน ไม่ใช่ว่าเป็นคนของคนโน้นคนนี้

.กับข้าพเจ้าก็จะรับสั่งถึงพี่หญิง พี่ชาย และน้องเล็ก

.เช่น เห็นข้าพเจ้ามีอะไร จะรับสั่งทันที ว่า ของนี้พี่หญิงคงชอบ ให้ซื้อส่งไปให้พี่หญิง

.วิดีโอนี้พี่หญิงต้องชอบแน่ ๆ ให้อัดส่งให้พี่หญิงด้วย

.ความจริงพระองค์จะส่งไปพระราชทานเองก็ได้ แต่นี่เป็นการเตือนให้พี่น้องรู้จักคิดถึงกัน”

.

13920696_10154474772657922_5055580491234645594_n

 .

    สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเป็นแบบอย่างในฐานะพระราชมารดาของพระราชโอรส และพระราชธิดาทั้ง ๔ พระองค์อย่างสมบูรณ์

มิได้ต่างไปจากพระดำรัสเนื่องในวันแม่แห่งชาติ วันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๓๕ ที่พระราชทานแด่ปวงชนชาวไทย ว่า

.

“จำเรียงถ้อยคุณธรรมความผิด-ถูก

ร้องเป็นเพลงกล่อมลูกทุกเช้า-ค่ำ

ให้ลูกรู้ว่าโลกนี้มีขาว-ดำ

ควรจะทำสิ่งใดให้โลกดี”

………………………………..

ขอบคุณข้อมูล : สกุลไทยออนไลน์

ที่มา : เพจ เรารัก สมเด็จพระเทพ ฯ : Our Beloved Princess Maha Chakri Sirindhorn

พระองค์ทรงพระเมตตา..มีหมอของในหลวงโทรมาน้องฟาดี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ

พระองค์ทรงพระเมตตา

จากกรณี หนูน้อยอีฟฟราน อายุ 12 ปี ชาว ต.คลองแห อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีพี่ชาย 1 คน ชื่อเรฟาดี้ หรือ ฟาดี้ อายุ 13 ปี

ซึ่งป่วยเป็นมะเร็งและปอดติดเชื้อ เข้ารับการรักษาต่อเนื่องอยู่ในห้อง ICU มาแล้ว 53 วัน

โดยก่อนหน้าอยู่ที่ ICU รพ.หาดใหญ่ และขณะนี้ได้ย้ายมารักษาตัวต่อที่ห้อง ICU รพ.สงขลานครินทร์ และได้เขียนจดหมายทูลเกล้า ฯ ถวายในหลวง ร.10 นั้น

ล่าสุดทางญาติใช้ Facebook ชื่อ Ibroheem Aonboot (น้าชาย) ได้รับทราบข่าวดีจากคุณหมอ

ว่า

“มีหมอของในหลวง ร.10 โทรมาบอกว่า น้องฟาดี้ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์แล้ว”

นำมาซึ่งความปลาบปลื้มปีติในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น อย่างหาที่สุดมิได้ และจะเทิดทูนไว้ เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมเป็นสรรพสิริมงคลแก่วงศ์ตระกูลตลอดไป

“ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ”

ขอบคุณข้อมูล”เพจ อาสาสมัคร พิทักษ์เมือง อำเภอหาดใหญ่”

“”””””””””””””””””””

ที่มา : เพจ ชมรมคนรักพระมหากษัตริย์ของชาติไทย

ขอขอบคุณ

เรื่องทรงเล่าจากพระองค์โสม ฯ ถึงพระราชอารมณ์ขันในสมเด็จพระเทพรัตน ฯ

พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ ทรงเล่าเรื่องประทานสัมภาษณ์ในรายการวู้ดดี้เกิดมาคุย เมื่อ พ.ศ. 2554 ตอนหนึ่งว่า

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จะโปรดเสวยอาหารง่าย ๆ อย่างหมูสะเต๊ะ ก๋วยเตี๋ยว เป็ดปักกิ่ง แต่รสชาติต้องไม่เผ็ด

ท่าน (สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ) ทรงเคยเล่าให้ พระองค์โสมฯ ฟังด้วย ว่า

ท่าน (สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ) เคยไปทานอาหารครั้งหนึ่ง

.. เสวย เป็ดปักกิ่งไป 2 ตัว

หมูสะเต๊ะอีก 300 ไม้…

เรา(พระองค์โสมฯ) ก็อ้าปากค้าง ..“ทรงเสวยได้หรือ เพคะ  ทูลกระหม่อมพี่”

 ท่าน (สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ) ก็ว่า

“.. นั่นแหละ พี่ทานมาแล้ว.. ” 

……………………….

…………………………………..

ที่มา :  hilight.kapook.com

 

เรื่องทรงเล่า…พระองค์เคยถูกสะกดจิต

พระองค์โสมฯ ทรงเผยถึงการถวายงานรับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9

ว่า พระองค์ (หมายถึงพระองค์โสม ฯ) ทรงทำงานทุกวัน ใน 1 เดือนจะได้พักจริง ๆ ประมาณ 1 วัน

“”

และหลายคนก็มักจะถามพระองค์ ว่า ไม่เครียดหรือ

..

แต่พระองค์ก็ทรงบอกว่า จะสามารถปรับอารมณ์ให้สนุกไปกับงานได้

โดยทรงคิดว่าไปงานแต่ละครั้ง จะได้ความรู้ และประสบการณ์ แม้ว่างานจะน่าเบื่อก็ไม่เคยหลับ

..

ยกเว้นอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนแจกปริญญาบัตรให้พยาบาล

.

“ตอนนั้น พยาบาลยังไม่แต่งชุดครุย ใส่ชุดขาวกันหมด

กว่าจะเดินมาถึงองค์ของพระองค์หญิงก็โค้ง ถอนสายบัว

โค้ง ถอนสายบัวอย่างนี้ อยู่คนละ 5 ที

พระท่านก็สวดชยันโต อากาศก็เย็น ไฟสว่างก็ส่องมา

ทำให้เผลอ “หลับใน” อยู่ครั้งหนึ่ง….

ตอนนั้น ก็ถือปริญญา ฯ ค้างไว้

จนคนจะรับปริญญาบัตร พูดว่า “ขอประทานปริญญาเพคะ”

เราก็ไม่ได้ยิน …. จนคนหัวเราะขึ้นมาทั้งหอประชุม…

.

ตอนนั้น พระองค์หญิงถึง “สะดุ้งสุดตัว” ขึ้นมาเลย

.

แล้วไปกราบพระบาทเล่าเรื่อง ให้สมเด็จพระเทพรัตน ฯ ฟัง ว่า ” พระองค์หญิงถูกสะกดจิตด้วยเสื้อสีขาวที่โค้งถอนสายบัวอยู่เป็นจังหวะ ๆ “

พระองค์โสม ฯ ทรงเล่าด้วยพระอารมณ์ขัน

..

11752635_728390023939722_6595177052801476331_n

 

……………………………..

ที่มา : ประทานสัมภาษณ์ ในรายการวู้ดดี้เกิดมาคุย และ hilight.kapook สิงหาคม 2554

ขอขอบคุณ ภาพจาก : FB_Visaka Hongsananda และ เพจ เรารักราชวงศ์จักรี “We love Chakri Dynasty”

….ขอพระองค์ทรงพระเกษมสำราญ…

ที่สุดจากพระราชหฤทัย..เมื่อเด็กน้อยร้องขอ “เป่าหัวให้ข้อยหน่อย”

**หมายเหตุ ภาพทั้งหมดนี้ เป็นภาพประกอบข่าว (ไม่ทราบว่าภาพใดคือเหตุการณ์จริง) ..ขออภัยท่านผู้อ่าน ณ ที่นี้ด้วย **

 “เป่าหัวให้ข้อยหน่อย” ที่สุดของน้ำพระทัย…จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เมื่อเด็กน้อยร้องขอ

เป็นที่ทราบกันว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เสด็จพระราชดำเนินไปที่ใด พระองค์ท่านจะพาคณะแพทย์ติดตามไปด้วยเพื่อที่จะไปรักษาพสกนิกรของท่านในพื้นที่ห่างไกล

ทั้งนี้ ประชาชนไม่ว่าจะสบายดีหรือเจ็บไข้ได้ป่วยก็ต่างพร้อมใจหอบลูกจูงหลานพากันมารับเสด็จพระองค์ท่านอย่างเนืองแน่นเสมอ

 

วันหนึ่ง…ในหลวง รัชกาลที่ ๙ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เด็กผู้ชายคนหนึ่ง กำลังป่วยอยู่ แต่ก็มารอเฝ้า ฯ รับเสด็จ ฯ ด้วยใจจดใจจ่อด้วยเช่นกัน

ครั้นพระองค์ท่านพระดำเนินผ่านมา เด็กน้อยก็รวบรวมความกล้ากราบบังคมทูลขอพระกรุณาอย่างซื่อ ๆ ว่า“เป่าหัวให้ข้อยหน่อย”

เมื่อในหลวง รัชกาลที่ ๙ ได้ยินที่เด็กน้อยพูด ก็ทรงหยุดลงตรงหน้าเด็กน้อยผู้นั้น โน้มพระวรกายและก้มลงเป่าหัวให้เด็กน้อยอย่างแผ่วเบาด้วยพระเมตตา ถึงแม้เด็กน้อยผู้นั้นจะทูลขอถึง ๓ ครั้ง พระองค์ท่านก็ทรงพระกรุณาทั้ง ๓ ครั้ง ก่อนที่จะให้แพทย์ที่ตามเสด็จช่วยตรวจดูอาการในภายหลัง

เรื่องนี้จากสำนักข่าวทีนิวส์

ข่าวโดย : กิตติทีนิวส์  / สำนักพิมพ์ กรีนปัญญาญาณ/ ทีมข่าวปัญญาญาณ 

http://www.tnews.co.th/contents/215604

พระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงบัลลังก์อยู่ในใจคน ด้วยพระองค์ทรงมีพระอัจฉริยภาพแทบทุกด้าน แต่ที่งดงามตราตรึงประทับอยู่ในใจของลูกไทยทั้งผองก็คือ ทรงให้เกียรติกับทุกคน

   “ความอ่อนน้อมถ่อมตน” คือคุณสมบัติที่เราทุกคนควรดูในหลวงเป็นแบบอย่าง พระองค์ท่านชื่อว่า เป็นพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวสยาม ก็เพราะความเป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตน

ครั้งหนึ่งพ่อหลวงได้เสด็จพระราชดำเนินไปต่างจังหวัด โดยที่ไม่มีอยู่ในหมายกำหนดการ มีประชาชนเรือนแสนเฝ้ารับเสด็จ จู่ๆ ก็มีเด็กตัวกะเปี๊ยกเข้ามานั่งอยู่หน้าพระบาทบนพรมสีแดง

เมื่อพระองค์ท่านทรงพระดำเนินไปถึง เด็กคนนี้ก็ขยับมานั่งขวางไว้ พนมมือกราบพระองค์ แล้วบอกว่า “ขอเดชะ ผมป่วยมานานแล้ว อยากให้พระองค์ทรงเป่ากระหม่อมให้หน่อยครับ”

        …ไม่มีอยู่ในหมาย ถามกันว่าเด็กคนนี้โผล่มานั่งขวางในหลวงตรงนี้ได้อย่างไร

   ขณะที่ในหลวงทรงก้มลงเป่ากระหม่อมให้เด็กคนนั้นตามที่เขาขอ

พร้อมกับตรัสว่า “ขอให้หายนะลูก”

        เสร็จแล้วชักพระบาทจะดำเนินต่อ

เจ้าหนูคนนี้บอกว่า “ขออีกสักครั้งเถอะครับ”

พระองค์ก็ทรงก้มลงไปเป่ากระหม่อมให้อีกครั้งตามคำร้องขอ หลังจากนั้นก็ทรงชักพระบาทเตรียมพระดำเนินต่อ เจ้าหนูคนนี้ก็เอ่ยขึ้นอีกว่า

“ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ขอให้ครบสามครั้งเถิดนะครับ”

   พระองค์ทรงแย้มพระสรวล แล้วก็ทรงก้มลงมาเป่าให้อีกเป็นครั้งที่สาม หนูน้อยก้มลงกราบแทบพระบาทด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

เหตุการณ์นี้ไม่อยู่ในจดหมายเหตุราชกิจรายวัน แต่ยังอยู่ในใจของเด็กน้อยตลอดมา แม้ว่าเวลาล่วงเลยไป 50-60 ปีแล้ว

เพราะเมื่อปี 2556 เจ้าหนูคนนั้นบัดนี้มีอายุ 70 กว่าปี ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์บอกว่า

 “ผมรักในหลวงมาก ในหลวงให้ไปตายผมก็ไป ในหลวงจะเอาชีวิตผมก็ยอม เพราะอะไร ก็เพราะว่าตอนที่ผมยังเด็ก ในหลวงทรงให้เกียรติผมมาก ผมขอให้เป่ากระหม่อม พระองค์ก็ทรงเสียเวลากับเด็กเล็กๆอย่างผม นั่นเป็นครั้งเดียวที่ทรงเป่ากระหม่อมผม แต่ทรงเข้าไปอยู่ในใจผมจากวันนั้นจวบจนถึงวันนี้”

นี่คือคำตอบที่ว่า ทำไมคนไทยทั้งชาติจึงรักพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 9 เหลือเกิน นั่นก็เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มีบัลลังก์อยู่ในหัวใจคนนั่นเอง

 (จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 168 ธันวาคม 2557 โดย พระเจนสมุทร)

ที่มา : บางส่วนจาก http://www.manager.co.th/Dhamma/viewnews.aspx?NewsID=9570000137440

และ ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ เย็นศิระเพราะพระบริบาล (ใกล้เบื้องพระยุคลบาท)

 “ใกล้เบื้องพระยุคลบาท” เป็นต้นฉบับคลาสสิคดั้งเดิม ที่เพื่อนนักอ่านเรียกร้องให้นำกลับมาตีพิมพ์อีกครั้งในรูปแบบปกแข็ง โดยสำนักพิมพ์กรีนปัญญาญาณ ซึ่งทาง สนพ. ได้กล่าวถึงเจตนาในการตีพิมพ์เป็นปกแข็งครั้งนี้ ครั้งนี้ว่า

“อยากให้นักอ่านได้ถือเสมือนของสะสมที่มีมูลค่าทางจิตใจ เก็บรักษาได้นานเพื่อส่งต่อความทรงจำล้ำค่าไปถึงรุ่นลูกหลาน”

และฉบับปกอ่อน จัดพิมพ์ในชื่อ “เย็นศิระเพราะพระบริบาล” เป็นต้นฉบับที่เนื้อหาบางส่วนได้มีการปรับปรุงเพิ่มเติม เพื่อให้ทันสมัยขึ้น (พศ.2553) เพื่อให้นักอ่านได้อ่านกันอย่างกว้างขวาง ในราคาย่อมเยาว์

สนใจสั่งซื้อหนังสือทั้งสองเล่ม ติดต่อได้ที่ Line ID : @gppbook

โทร  0-25254242 ต่อ 201-202

(Edit จาก ”๓ ‘พ่อเจ้า’ ผู้ยิ่งใหญ่ ทรงอิทธิพลเหนือยุคสมัย” เขียนโดยพระเจนสมุทร จากนิตยสารธรรมลีลา ในบทความผู้เขียนกล่าวถึงพ่อเจ้าพระองค์แรกคือ พระเจ้าสุทโธทนะ ..พ่อเจ้าพระองค์ที่สองคือ พระบรมศาสดา พระบิดาแห่งพุทธธรรม ..และพ่อเจ้าพระองค์ที่สามคือ พ่อหลวงของแผ่นดินไทย)

 ข่าวโดย : กิตติทีนิวส์  / สำนักพิมพ์ กรีนปัญญาญาณ/ ทีมข่าวปัญญาญาณ –เรียบเรียงโดย เจนจิรา เจริญชีพ : สำนักข่าวทีนิวส์

http://www.tnews.co.th/contents/215604

http://www.tnews.co.th/contents/322963

พระราชกระแสรับสั่งถอดบทเรียนกู้ภัย “ถ้ำหลวง”จัดทำบันทึกเขียนแผนยึดเป็นโมเดล

‘ในหลวง’รับสั่งถอดบทเรียนกู้ภัยถ้ำหลวง จัดทำบันทึกเขียนแผนยึดเป็นโมเดล

มท.1 เผยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับสั่งถอดบทเรียนกู้ภัยทำบันทึกเขียนแผนไว้ ยกเป็นตัวแบบนำไปใช้กันได้ทั้งในถ้ำ-บนบก 

เมื่อเวลา 09.15 น. วันที่ 10 ก.ค.2561 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงการถอดบทเรียนจากเรื่องนี้ ว่า

ทีมดำน้ำในวันที่ตัดสินใจทำเขาประชุมกันก่อนโดยบรีฟเรื่องสถานการณ์

จากนั้น เป็นการเตรียมการทั้งซีลไทย ซีลฝรั่ง หมอ ซึ่งเขาพูดว่า ยังไม่เคยมีใครทำสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน ถือเป็นประสบการณ์ของเขาเช่นกัน

ที่เขาสนใจคือ เรื่องพร่องน้ำ สูบน้ำ ลดน้ำ เราเองก็อยากได้ความรู้เรื่องการดำน้ำในถ้ำจากเขา

หมอเองก็บอกว่า ยังไม่เคยทำ ดังนั้นต้องประเมินความเสี่ยง เป็นการพูดคุยกันเพื่อการตัดสินใจทำในวันนั้น

“ที่ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งตัวที่เป็นปัจจัยในการตัดสินใจทำ คือ ระดับออกซิเจนในถ้ำ เรื่องระดับน้ำ เรื่องความแข็งแรงของเด็ก และเด็กดำน้ำได้หรือไม่ ซึ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยทั้งหมด

ประกอบกับสถานะการณ์ที่เหมาะสมด้วย ตอนนี้ระดับน้ำอยู่ในเกณฑ์ที่น่าจะตัดสินใจทำ ออกซิเจนยังไม่ลดไปมากกว่านี้ และถ้าตัดสินใจช้าไปก็จะเป็นวิกฤต

แล้วถ้าเด็กป่วยก็จะทำไม่ได้ ดังนั้นจึงมองว่าเป็นโอกาสที่ดีที่สุด จึงตัดสินใจทำ” มท.1 กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่กระทรวงมหาดไทยอาจยกระดับแผนกู้ภัยขึ้นเป็นสถาบัน มท.1 กล่าวว่า
เรื่องนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับสั่งมาในเรื่องการบริหารจัดการ ให้ถอดบทเรียนและจัดทำบันทึกเขียนแผนไว้ ผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นโมเดล เป็นตัวแบบ ที่จะต้องนำไปใช้กันได้ทั้งในถ้ำและบนบก
เตรียมแผนในการฝึก ซึ่งผมก็คุยกับทางกองทัพเรือว่าอาจจะส่งคนไปเรียนเรื่องดำน้ำในถ้ำ
เพราะตอนนี้มีเพียงการดำน้ำในทะเลหรือน้ำจืด แต่ในถ้ำยังมีประสบการณ์น้อย
เพราะมันจะมีเทคนิคและเครื่องมือที่แตกต่างกัน เชื่อว่าคงได้ประโยชน์จากการนี้

ส่วนการประกาศพื้นที่สาธารณภัย ก็เป็นไปตามขอบเขตคือทั้งประเทศมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จากนั้นลดหลั่นไปตามจังหวัด อำเภอ เทศบาล ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายบรรเทาสาธารณภัย

อย่างไรก็ตาม สำหรับแผนหรือการบรรเทาสาธารณภัยในเหตุต่าง ๆ นั้นมีอยู่แล้ว อาทิ ไฟไหม้ สึนามิ แผ่นดินไหว แต่ติดถ้ำนี้จะเป็นอีกเคสหนึ่งที่ต้องทำขึ้นใหม่

ขอขอบคุณ ข่าวสด 

ถ้าไม่มีในหลวง พวกผมก็ไม่รู้จะเป็นยังไงครับ..

โดย chffew

เป็นเรื่องที่เก็บตกจากการเที่ยวผาสองฤดู แล้วมีโอกาสได้สนทนากับลูกหาบที่นั่น จนพบเรื่องราวดีๆ ที่อยากให้ลองอ่านดูครับ

———————————-

 

ผมมีโอกาสได้กลับไปผาสองฤดูอีกครั้ง

ครั้งนี้มีได้คนนำทางเป็นเด็กวัยรุ่น ชาวม้งขาว ชื่อ หยี

 

ช่วงขาขึ้น ไม่ได้คุยอะไรกันมากนัก และค่อนข้างมีปัญหา

เพราะหยีไม่ค่อยอยากให้เราไปเดินสำรวจในสถานที่บางแห่ง มันไม่ปลอดภัย

กอปรกับไม่ได้แจ้งล่วงหน้า จึงไม่มีอุปกรณ์เตรียมมาด้วย

เลยทำให้หลายคนในทีมดูจะไม่พอใจเท่าไรนัก

 

แต่วันนั้นไม่มีหมอกสวยๆ ให้ดู เราจึงไม่ได้ไปสำรวจอีกเส้นทางหนึ่งตามที่แพลนไว้

เรื่องก็จบลงเท่านั้น..

………..

ผมมีโอกาสได้คุยกับหยีตอนเดินลงจากเขา

หยีเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงในการจัดการสถานที่ท่องเที่ยวของผาสองฤดู

ผมเพิ่งรู้ว่าที่นี่เป็นแค่การทดลองเปิดให้เที่ยว จึงทำให้ไม่ค่อยมีข้อมูลอะไรมากนัก

ชาวบ้านละแวกนี้ ต้องดูแลความเรียบร้อยและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเองด้วย

ซึ่งถ้าผลลัพธ์ออกมาดี ก็จะได้ประกาศเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ

 

นั่นเอง จึงทำให้หยีต้องเตือนพวกเรา และไม่กล้าเสี่ยงจะพาไปไหนจุดแปลกๆ

(ซึ่งผมเล่าให้เขาฟังว่า จริง ๆ พวกเราแทบทุกคน เคยมากันแล้ว เลยรู้ตัวเองดีว่าจะเจอทางยากขนาดไหน ไปได้ไหม)

ผมเล่าต่อถึงกรณีภูทับเบิก

หลังจากที่คนแห่ไปแล้ว ที่นั่นเละเทะแค่ไหน

ซึ่งหยีก็ได้ติดตามข่าวอยู่เช่นกัน

และทางหน่วยงานราชการรวมไปถึงชาวบ้านก็ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น

ซึ่งคนละแวกนี้นอกจากมีกฎของทางราชการช่วยดูแลแล้ว

ยังมีกฎของชุมชนที่คนเฒ่าคนแก่ออกกฎไว้มาเนินนาน

เช่น การห้ามขายที่ดินให้กับคนนอกพื้นที่ เป็นต้น

ดังนั้น ถ้าใครคนหนึ่งในหมู่บ้านต้องการขายพื้นที่

จะต้องเอาเข้าที่ประชุมคณะกรรมการหมู่บ้านทุกครั้ง

ไม่สามารถตัดสินใจคนเดียวได้ แม้จะเป็นที่ดินของเขาก็ตาม

 

ผมได้ยินอย่างนี้แล้วก็สบายใจขึ้นอีกเปราะหนึ่ง

ชุมชนละแวกนี้น่าจะเข้มแข็งพอตัว..

FB_IMG_1446372069553

หยีเล่าต่อว่า ชาวบ้านแถวนี้ ไม่ได้มีความลำบากอะไร ทุกคนต่างปลูกพืชผักผลไม้เมืองหนาว เพื่อส่งขายและสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้ดีมาก

เลยทำให้เขายอมทิ้งเงินเดือน ลาออกจากโรงงานประกอบรถยนต์ กลับมาทำไร่ทำสวนที่บ้านเกิดแห่งนี้

ที่หมู่บ้านผมเจริญแบบนี้เพราะในหลวงครับ ถ้าในหลวงไม่เข้ามาทำอะไร ก็คงไม่เป็นแบบนี้

หยีบอกผมพร้อมกับชี้ให้ดูท่อน้ำประปา แล้วพูดต่อว่า ท่อประปาในหลวงก็มาทำให้ครับแล้วเขาก็เล่าถึงผังระบบประปาในสวนให้ผมฟัง ว่ามันมีทุกหมู่บ้านและเข้าสวนทั้งหมด

 

ผมเริ่มสนใจทันที เพราะอยากรู้ว่า ชาวม้งเขาคิดอย่างไรกับในหลวง (รัชกาลที่ ๙)

 

ยังไม่ทันถาม หยีก็เสริมต่อว่า ในหลวงมาที่นี่บ่อยครับ กำนันคนเก่าที่เขาเพิ่งตายไป ก็สนิทกัน มีรูปถ่ายคู่กับในหลวงด้วยหลายรูป

 

“แล้วท่านมาทำอะไรแถวนี้บ่อย ๆ” ผมถามต่อ

994732_837711369684020_6177178551987715101_n

เข้ามาทำหลายอย่างครับ

ทำขุนวาง (หมายถึง ศูนย์เกษตรหลวงเชียงใหม่ขุนวาง)

ทำประปาให้ ทำบ่อเก็บน้ำให้ เดี๋ยวเดินลงไปล่างสุด ผมจะชี้ให้พี่ดู

หยีพูดเหมือนภูมิใจในเรื่องบ่อเก็บน้ำมาก

 

สิบปีก่อนตอนบ่อเก็บน้ำแตก ในหลวงก็เข้ามาดูครับ

ผมแอบตกใจว่า เรื่องดูเล็กน้อยสำหรับเรามากนะ

แต่ในหลวงทรงมาดูเอง ทั้ง ๆ ที่สั่งใครมาก็ได้ ผมบ่นกับหยี ซึ่งหยีเองก็งงเช่นกัน

 

เวลาในหลวงมา ทหารตำรวจเต็มไปหมดเลยพี่ แต่บางทีก็มากันไม่กี่คน ชาวบ้านบางคนยังไม่รู้เลยว่าเป็นใคร สมัยก่อน ก็ไม่มีทีวีดูกันน่ะครับ

 DSCF2605

แล้วนายเคยเจอในหลวงไหมผมถามหยี

 

“เคยครับ ครั้งนึง ตอนเด็ก ๆ ตอนบ่อเก็บน้ำมันแตก นั่นแหละครับ” พลางก็ชี้นิ้วไปแถว ๆ ศูนย์เกษตรขุนวางให้ผมดู และอาจเป็นเหตุผลนี้ก็ได้ ที่หยีพราวทูพรีเซ้นบ่อเก็บน้ำกับผมแต่แรก

 

ตอนบ่อแตก ในหลวงเขาเข้ามาดูครับ มาเองเลย

และน่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ในหลวงมาที่นี่ครับ

แล้วเขาก็ไม่เคยมาอีกเลย เหมือนเขาเริ่มเข้าโรงพยาบาล” ตอนนั้น ผมเริ่มประติดประต่อเรื่องได้บ้าง

 

“บร็อคโคลี่ สตรอว์เบอร์รี (มีอะไรอีกไม่รู้ ผมจำชื่อไม่ได้) เขาก็เอามาให้พวกผมปลูก ท่านทำอะไรไว้เยอะครับ”

 

“อาจารย์ที่ขุนวางเขาก็ดีมากครับ พวกนี้เขาก็สอนปลูกทั้งนั้น โดมก็สอนทำครับ”

แล้วหยีก็ชี้ให้ผมดูโดมสีขาวๆ ผมเลยถึงบางอ้อว่า ทำไมโดมแถวนี้หน้าตาเหมือนกันหมด

“อาจารย์เขาให้คำแนะนำตลอดครับ เขาก็ตามพวกผมด้วย เจอกันก็ถามตลอด ดีไหม ขึ้นไหม เขามาดูเรื่อยๆ เขาก็คงเอาไปรายงานด้วยครับ ทำผลงานกัน” หยีเล่าไปหัวเราะไป

 

“แล้วขายกันยังไง” ผมถามหยีต่อ

 

“ขายเข้าขุนวางครับ ราคาดีกว่าในท้องตลาดอีกครับ แต่ต้องไม่ใส่ยานะ เป็นออร์แกนิก เพราะเขาเอาเข้าวังด้วย” หยีตอบผมแบบสั้นๆ แต่ได้ใจความ

 

“บางทีก็มีคนมารับไปขาย หรือชาวบ้านไปขายเอง ก็แล้วแต่เขาจะทำกันน่ะครับ” หยีให้ข้อมูลเพิ่ม เหมือนรู้ใจผมว่าจะถามเรื่องการผูกขาด

FB_IMG_1447862142314

พวกเราเดินมาจนถึงบ่อน้ำที่ในหลวงทรงสั่งให้สร้างไว้ หยีเลยชี้ให้ผมดูว่า คือ ที่นี่

แล้วหยีก็ย้ำด้วยประโยคเดิมจากบทเริ่มต้น..

 

ถ้าไม่มีในหลวง พวกผมก็ไม่รู้จะเป็นยังไงครับ ท่านทำอะไรเยอะจริงๆ

 

ในสมองผมตอนนั้น มีหลายๆ เรื่องของในหลวงผุดขึ้นมาเต็มไปหมด

เป็นเรื่องและภาพของในหลวงทรงงานตามชนบท

แต่ครั้งนี้ผมฟังจากปากคนท้องที่เอง.. รู้สึกอินกว่าเยอะ

 

เราคุยกันหลายเรื่องแต่มาปิดท้ายด้วยเรื่องของในหลวง

ประหนึ่งว่าหยีตั้งใจเล่าเพราะเพิ่งผ่านวันพ่อไปหมาดๆ

 

ผมรู้สึกว่า ชาวบ้านแถวนี้โชคดี คนไทยโชคดี และผมก็โชคดี

ที่เกิดมาทันในช่วงของกษัตริย์พระองค์นี้..

 

ฟังแล้วรักในหลวงมากขึ้นอีกเยอะเลยครับ

 

….

ข้อมูลเพิ่มเติม

– สมัยก่อนขุนวางบ้านหยี ปลูกฝิ่นกัน ก่อนที่จะเปลี่ยนมาทำไร่ทำสวน

– ในหลวงเสด็จไปที่ขุนวางครั้งแรก แล้วทรงเห็นปลูกฝิ่นกันเยอะ เลยทำโครงการขุนวาง เพื่อสอนให้ชาวบ้านปลูกพืชที่ได้ราคาดีกว่าหรือเท่าเทียมกับฝิ่น (royalprojectthailand.com)

– ไกด์ม้งขาวตอนผมไปกิ่วแม่ปานบอกว่า ม้งขาว ม้งเขียว ต่างกันที่ภาษา และเรียกชุมชนของหยีว่า ม้งขาวขุนวาง

– ชาวม้งโดยส่วนใหญ่ไม่ชอบให้เรียกว่าแม้ว โดยถือว่าเป็นการดูถูกเหยียดหยาม (wiki)

– ประวัติศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง)http://www.doa.go.th/agrotour/station_kunwang/kunwang.html

 

ต้นฉบับจากบล็อกของผมที่ http://myifew.com/2729/the-king-and-san-miao/

………………………………………

ที่มา : กระทู้ใน PANTIP โดยคุณ chffew

………………………….

FB_IMG_1447239987930

ข้อความด้านล่างนี้ เป็นความคิดเห็นในกระทู้เดียวกัน โดยคุณ เจ้าหนอนไหม

………………………….
ไม่เฉพาะ ตจว.นะ

บ้านเราอยู่ในเมืองของ กทม. ก็มีเรื่องเล่า

ตอนเราเด็กมากๆ เมื่อประมาณ 30 กว่าปีก่อน

ตรงระหว่างประตูโรงงานยาสูบกับคลองที่มีถนนตัดผ่าน ชื่อดวงพิทักษ์ หรือดวงอะไรนี่แหละ

ที่เป็นถนนทะลุจากพระราม4 วิ่งไปถึง ถ.เพลินจิต (อธิบายไม่ถูก ขอโทษที)

ช่วงก่อนเช้ามืด มีคนเห็นในหลวง (ร.9) มายืนดูคลองระบายน้ำตรงนั้นอยู่เรื่อย

มาพร้อมกระดาษแผ่นใหญ่ๆ ที่ท่านชอบถือ มีคนมาด้วยแค่ 1-2คน

รปภ.ยาสูบที่ออกเวรช่วงเช้ามืดยุคนั้นเห็นประจำ บางคนก็ยืนคุยกับท่านเป็นวรรคเป็นเวร โดยไม่รู้ว่าท่านเป็นใคร เพราะมันยังไม่สว่างมาก

ช่วงน้ำท่วมท่านก็มา ยืนแช่น้ำอยู่แถวนั้นนานมาก

เพิ่งมารู้เอาทีหลังว่าเป็นท่าน ท่านมาถามว่าตรงนี้น้ำท่วมบ่อยไหม ฝนตกนานประมาณไหนน้ำถึงเริ่มขัง ฯลฯ

 

ไม่แปลกใจเลยที่พระองค์ท่านรู้ทิศทางในกทม.ได้ทะลุปรุโปร่งจริงๆ มีพระราชาองค์ใดบ้างที่ทำได้ขนาดนี้

 

ธ สถิตในดวงใจผองไทยทั้งปวง

ธ ปกเกล้าไทยทั่วหล้า

ธ ทรงมีพระมหากรุณาแก่หมู่มวลทุกชน

……………………………………

เป็นความคิดเห็นในกระทู้เดียวกัน โดยคุณ เจ้าหนอนไหม