สมเด็จพระเทพรัตน ฯ ทรงเปิด “บ้านพักพิงโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์” เพื่อครอบครัวผู้ป่วยเด็กโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

วานนี้(12 ธ.ค.60) เวลา 13.57 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังตึก สก. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย พระราชทานพระราชวโรกาสให้หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรองประธานมูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย เฝ้าทูลละอองพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายหนังสือที่ระลึก

และทรงเปิด “บ้านพักพิงโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์” เพื่อครอบครัวผู้ป่วยเด็กโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นบ้านพักพิงฯ หลังที่ 3 ในประเทศไทย บนเนื้อที่กว่า 600 ตารางเมตร รองรับครอบครัวผู้ป่วยเด็กได้ทั้งหมด 41 เตียง

ประกอบด้วย ห้องนอนเดี่ยว ห้องนอนรวมหญิง ห้องนอนรวมชาย ห้องพักผ่อน ห้องสันทนาการ ห้องครัว และห้องซักล้าง เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยให้บริการบ้านพักชั่วคราวตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ครอบครัวผู้ป่วยเด็กยากไร้ได้เข้าพักระหว่างที่บุตรหลานเข้ารับการรักษาตัว โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปยังตึก ภปร. ชั้น 18 พระราชทานประกาศนียบัตรกำกับพัดกาชาดสมนาคุณชั้นที่ 1 แด่พระภิกษุผู้บริจาคโลหิตครบ 100 ครั้ง, พระราชทานประกาศนียบัตรกำกับเหรียญกาชาดสมนาคุณชั้นที่ 1 แก่ผู้ช่วยเหลือกิจการของเหล่ากาชาดจังหวัด ผู้บริจาคเงิน ผู้ช่วยเหลืองานและสนับสนุนกิจกรรมในด้านต่าง ๆ และผู้บริจาคโลหิตครบ 100 ครั้ง รวมถึงพระราชทานประกาศนียบัตร เข็ม และบัตรสมาชิกกิตติมศักดิ์แก่ทายาทผู้บริจาคดวงตา ที่สภากาชาดไทยได้นำดวงตาไปใช้ประโยชน์แล้ว รวม 150 คน

โอกาสนี้ พระราชทานพระราชวโรกาสให้คณะบุคคลต่าง ๆ เฝ้าทูลละอองพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศล เพื่อสนับสนุนโครงการหน่วยแพทย์จักษุศัลยกรรมสภากาชาดไทย ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมทบทุนเพื่อจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย พร้อมกันนี้ พระราชทานพระราชวโรกาสให้คณะบุคคลเฝ้าทูลละอองพระบาท น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายที่ดิน เพื่อใช้ประโยชน์ในกิจการของโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทย

จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปยังบริเวณลานชั้นล่าง อาคารเทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวร เจริญ สุวฑฺฒโน พระราชทานพระราชวโรกาสให้คณะบุคคลต่าง ๆ เฝ้าทูลละอองพระบาท น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายรถยนต์ เพื่อใช้ในโครงการช่วยเหลือผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่ และความพิการอื่น ๆ ของสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย และสมทบทุนเพื่อใช้ในกิจการของศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย

ต่อจากนั้น พระราชทานพระราชวโรกาสให้คณะบุคคลต่าง ๆ เฝ้าทูลละอองพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงิน โดยเสด็จพระราชกุศลเพื่อบำรุงสภากาชาดไทย และสนับสนุนกิจการต่าง ๆ ของสภากาชาดไทย อาทิ เพื่ออาคารศูนย์รักษาพยาบาลรวมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า และอาคารศรีสวรินทิรานุสรณ์ 150 ปี โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทย เพื่ออาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และเพื่อศูนย์พันธุศาสตร์มะเร็งและโรคของมนุษย์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โอกาสนี้ พระราชทานพระราชวโรกาสให้นายกเหล่ากาชาดจังหวัด กรรมการสภากาชาดไทย และผู้แทนภาค เฝ้าทูลละอองพระบาทถวายตัว จำนวน 6 ราย และพระราชทานประกาศนียบัตรขอบคุณและสรรเสริญแก่อดีตนายกเหล่ากาชาดจังหวัดที่พ้นจากหน้าที่ จำนวน 27 ราย และพระราชทานเกียรติบัตรการแต่งตั้งแก่นายกเหล่ากาชาดจังหวัดที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ จำนวน 23 ราย

จากนั้น ทอดพระเนตรนิทรรศการ “4 ทศวรรษ องค์อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย” แล้วทรงพระดำเนินไปยังห้องประชุมใหญ่ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ กรรมการสภากาชาดไทย กราบบังคมทูลถวายราชสดุดี และเลขาธิการสภากาชาดไทย เฝ้าทูลละอองพระบาท ถวายแจกันดอกไม้ในโอกาสที่ทรงดำรงตำแหน่งอุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ครบ 40 ปี

โอกาสนี้พระราชทานของที่ระลึกแก่ผู้เข้าร่วมประชุม แล้วทรงเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสภากาชาดไทย ครั้งที่ 327 โดยมีระเบียบวาระการประชุมต่าง ๆ อาทิ รายงานความก้าวหน้าการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของสภากาชาดไทย, การดำเนินงานของคณะกรรมการอำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, การดำเนินการของคณะกรรมการทรัพยากรบุคคลของสภากาชาดไทย และการบริหารกิจการศูนย์ผลิตผลิตภัณฑ์จากพลาสมา ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย

ที่มาคลิปข่าว : สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 และ BUGABOO.TV , FB_The Thai Red Cross Society , เพจ เรารัก สมเด็จพระเทพ ฯ  : Our Beloved Princess Maha Chakri Sirindhorn ต้องการติดตาม คลิกที่นี่

ฟ้าหญิง ฯ ทรงเยี่ยม พอ.สว. ให้บริการตรวจรักษาราษฎรที่จังหวัดศรีสะเกษ

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงเยี่ยมหน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ออกหน่วยให้บริการตรวจรักษาราษฎรที่จังหวัดศรีสะเกษ

เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.60 หลังจากที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเยี่ยมราษฎรและหน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ โรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษแล้ว

ได้พระราชทานของที่ระลึกแก่ผู้มีจิตศรัทธาที่ไปเฝ้าถวายเงินสมทบทุนมูลนิธิ พอ.สว. พระราชทานเข็มเครื่องหมายกรรมการ อนุกรรมการ แก่ผู้แทนกรรมการและอนุกรรมการ พระราชทานเข็มเครื่องหมาย พอ.สว., เข็มอักษรพระนามาภิไธย “สว” และโล่แก่อาสาสมัคร

โดยปีที่ผ่านมา พอ.สว. จังหวัดศรีสะเกษ ออกปฏิบัติงานหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ 21 ครั้ง มีผู้ป่วยไปรับบริการ 8,374 คน ขอเป็นผู้ป่วยในพระราชานุเคราะห์ 8 คน จัดกิจกรรมรณรงค์ฟันสะอาดเหงือกแข็งแรงในโรงเรียนต่าง ๆ 221 โรงเรียน

ในการนี้ โปรดให้นำผลิตภัณฑ์ในโครงการถักร้อยสร้อยรัก, และผลิตภัณฑ์จาก ดร.น้ำจิต ดร.น้ำใจ ไปจำหน่าย เพื่อนำรายได้ไปสมทบทุนช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยที่ยากไร้

จากนั้น พระราชทานพระวโรกาสให้สมาชิก พอ.สว. ประจำจังหวัดศรีสะเกษ เฝ้า โดยเป็นจังหวัดแพทย์อาสาลำดับที่ 28 เมื่อปี 2513 ประกอบด้วย แพทย์, ทันตแพทย์, เภสัชกร, พยาบาลวิชาชีพ, อาสาสมัครสายแพทย์และสาธารณสุขประเภทอื่น ๆ และอาสาสมัครสายสนับสนุน รวม 3,138 คน

พร้อมกันนี้มีพระดำรัสแก่สมาชิก พอ.สว. เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ความบางส่วนว่า

“..ได้พบกับประชาชนทุกคน แล้วก็ขอชื่นชมการทำงานของ พอ.สว. ซึ่งเร่งทำงานกันอย่างไม่ย่อท้อ อันนี้ก็เชื่อว่า ดวงพระวิญญาณของสมเด็จย่า คงจะมีความสุข รวมทั้งสมเด็จป้า และรวมทั้งในหลวง ร.๙ ตอนนี้ท่านก็คงอยู่ด้วยกันอย่างเป็นแฟมิลี่บนสวรรค์ และในเมื่อท่านแบ่งภาคไม่ได้ ท่านก็ต้องไปอยู่บนสวรรค์ แล้วทิ้งหนูตัวเล็กนี้ไว้ มาทำงานกับ พอ.สว.แทน….”

ต่อมาวานนี้(12 ธ.ค.60) เวลา 17.30 น.  เสด็จลง ณ บริเวณอาคารอเนกประสงค์ โครงการชลประทานสุรินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ทอดพระเนตรผลิตภัณฑ์สินค้าโอทอปของจังหวัด ทั้งผ้าไหมมัดหมี่ เครื่องประดับเงิน ทอง ทองเหลือง หิน สร้อย แหวน

ที่นำวัตถุดิบในท้องถิ่นมาผลิตงานฝีมือของชาวบ้านในชุมชน ที่ได้รับการพัฒนาฝีมือจนเป็นผลงานที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาด จำหน่ายทั้งในพื้นที่และส่งจำหน่ายไปตามภูมิภาคต่าง ๆ ตลอดจนส่งออกต่างประเทศ เป็นการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับประชาชนในภูมิภาค

นอกจากจากนี้ยังมีเครื่องจักสาน ของใช้ภายในบ้าน และอาหารพื้นเมืองที่มีชื่อเสียง อาทิ น้ำพริก กุนเชียง ตลอดจนผลิตภัณฑ์ในโครงการถักร้อยสร้อยรัก เพื่อผู้ป่วยมะเร็งที่ยากไร้ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงจัดทำขึ้น และโปรดให้นำไปจำหน่ายเพื่อหารายได้ช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งที่ยากจน รวมทั้งสินค้า ดร.น้ำจิต เพื่อสาธารณกุศล และ ดร.น้ำใจ เพื่อสัตว์ป่วยอนาถา

ที่มาคลิปข่าว : สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 และ BUGABOO.TV , ข้อมูลบางส่วนจาก http://tnews.teenee.com/etc/145903.html

นฤบดินทรจินดา…อ่างเก็บน้ำพระราชา ชุบชีวิตพสกนิกรชาวไทย

 

ครั้งทรงพระเยาว์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร โดยตามเสด็จ ฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ฯ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ ในงานต่าง ๆ อยู่เสมอ

ทรงสั่งสมพระประสบการณ์เกี่ยวกับบ้านเมืองและราษฎรเรื่อยมา พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านต่าง ๆ นานัปการ ทรงให้ความสำคัญในการดำเนินงานของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ โดยเฉพาะเขื่อน หรืออ่างเก็บน้ำที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ฯ พระบรมราชชนก ได้พระราชทานพระราชดำริที่สร้างประโยชน์สุขให้กับราษฎรเสมอมา

และมีพระราชปณิธานที่จะทรงสืบสาน รักษา ต่อยอดแนวทางการพัฒนาของโครงการในพระราชดำริต่างๆ เพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัย รวมทั้งเพื่อช่วยเหลือราษฎรให้มีน้ำใช้เพื่อการเกษตร และการอุปโภค-บริโภคตลอดปี

โดยวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๖๐ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระราชดำเนินเพื่อทรงเปิดโครงการอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (เขื่อนห้วยโสมง) ต.แก่งดินสอ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ซึ่งถือได้ว่าเป็นโครงการแหล่งน้ำในพระราชดำริโครงการสุดท้ายของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙

โครงการอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา หรือชื่อเดิมว่า โครงการห้วยโสมงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระราชดำริให้ดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๑

เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง ผลักดันน้ำเค็ม น้ำเน่าเสีย ในแม่น้ำปราจีนบุรีและแม่น้ำบางปะกง เพื่อรักษาระบบนิเวศ รวมทั้งเป็นแหล่งน้ำสำหรับให้ราษฎรใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคได้ตลอดทั้งปี

โดยกรมชลประทานได้เริ่มทำการศึกษา สำรวจ ออกแบบ และจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๒

แต่ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๘ อุทยานแห่งชาติปางสีดาและอุทยานแห่งชาติทับลานซึ่งมีอาณาเขตบางส่วนติดกับพื้นที่โครงการ ได้รับการประกาศเป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ กรมชลประทานจึงชะลอการดำเนินการโครงการเพื่อจัดทำรายงานการศึกษาเพิ่มเติม โดยผนวกการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมรดกโลกทางธรรมชาติเข้าไปด้วย

จนกระทั่งวันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ คณะรัฐมนตรี จึงมีมติอนุมัติให้เริ่มดำเนินการโครงการ

ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานชื่ออ่างเก็บน้ำว่า “อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา” มีความหมายว่า “อ่างเก็บน้ำที่สร้างขึ้นตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

โครงการอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ลักษณะเป็นเขื่อนดินสูง ๓๒.๗๕ เมตร กว้าง ๙ เมตร ยาว ๓,๙๖๗.๕๑ เมตร เก็บกักน้ำได้ ๒๙๕ ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งโครงการในปี พ.ศ. ๒๕๖๓

ทำให้สามารถขยายพื้นที่ชลประทานได้ ๑๑๑,๓๐๐ ไร่ นอกจากจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง รวมทั้งช่วยรักษาระบบนิเวศ ผลักดันน้ำเค็ม น้ำเน่าเสียในแม่น้ำปราจีนบุรีและแม่น้ำบางปะกง ซึ่งที่ผ่านมาได้สร้างความเสียหายให้กับพืชผลทางการเกษตรและระบบน้ำประปาในช่วงฤดูแล้งเป็นประจำเกือบทุกปี

ที่สำคัญอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ยังทำหน้าที่เป็นแนวกันชนป้องกันการบุกรุกทำลายป่าไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติทับลานและอุทยานแห่งชาติปางสีดา ซึ่งเป็นพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ

รวมทั้งเป็นแหล่งน้ำที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในพื้นที่ป่าไม้ได้อีกประการหนึ่ง ตลอดจนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดปราจีนบุรีได้อีกด้วย

…..

ขอขอบคุณ

ที่มา : สำนักข่าวเจ้าพระยา

โพสต์ทูเดย์ โดยคุณ มานิตย์ สนับบุญ  https://www.posttoday.com/local/scoop/528527

 

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานผ้าห่มกันหนาวแก่ราษฎร-เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานโครงการตามพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้า ฯ

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานถุงพระราชทานและผ้าห่มกันหนาวแก่ราษฎร และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานโครงการตามพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.60 นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ในฐานะประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคเหนือ เชิญถุงพระราชทาน พร้อมผ้าห่มกันหนาวไปมอบแก่ราษฎร และเจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติงานในโครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริห้วยเมืองงาม และโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริดอยฟ้าห่มปก อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ รวม 270 ถุง

พร้อมติดตามการดำเนินงานเพื่อสนองพระราชปณิธานสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะทรงสืบสาน รักษา ต่อยอดโครงการในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรควบคู่กับการฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ให้มีความสมบูรณ์และเกิดความยั่งยืน 

ซึ่งได้มีพระราชดำริให้โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริห้วยเมืองงาม เมื่อปี 2547 เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรในพื้นที่ ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูสภาพป่า และสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้กับราษฎร    

ส่วนโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริดอยฟ้าห่มปก มีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2544 เพื่อให้ราษฎรชาวไทยภูเขา 4 ชนเผ่า ได้แก่ อาข่า มูเซอ กะเหรี่ยง และลีซอ เข้ามาอาศัยและทำกินในพื้นที่โครงการ และทดลองให้คนอยู่คู่กับป่าได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน

ซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เห็นได้จากสภาพป่าที่สมบูรณ์ พบไม้หายากบางชนิด มีสัตว์ป่าเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้เพาะปลูกและลดการใช้สารเคมี โดยส่งเสริมให้ปลูกข้าวเจ้าพันธุ์ กข.9 และปลูกกาแฟอาราบิก้าพันธุ์เชียงใหม่ 80

ปัจจุบันราษฎรได้รับประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม จากการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามแนวทางคนอยู่ร่วมกับป่าในลักษณะ “บ้านเล็กในป่าใหญ่” หยุดการบุกรุกทำลายป่าไม้ และช่วยดูแลรักษาป่าไม้ให้มีสภาพสมบูรณ์

……………………..

ที่มาคลิปข่าว : สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 และ BUGABOO.TV , เพจ ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่

เรื่องเล่าจาก..ผู้บันทึกย่างพระบาทที่ยาตรา

***หมายเหตุ ที่ต้องนำเรื่อง 2 เรื่องนี้ มาประมวลรวมกัน

ซึ่งทำให้ท่านผู้อ่านต้องอ่านเรื่องยาวมาก

แต่เป็นเพราะไม่ต้องการให้เกิดการเข้าใจผิด หรืองงได้

ถ้าอ่านทีละครั้ง หรือ ได้อ่านเรื่องหนึ่ง แต่ไม่ได้อ่านอีกเรื่องหนึ่ง

……………………………………………………………………..

‘นภันต์ เสวิกุล’ ผู้บันทึกย่างพระบาทที่ยาตรา

เรื่องเล่าจากหัวใจช่างภาพผู้ถวายงานการบันทึกภาพพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

เบื้องหลังภาพถ่ายหลายภาพที่ถูกแชร์ออกไปในโลกโซเชียล คือ ผลงานของผู้ชายคนนี้

ทว่า เหตุผลในการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาแม้เพียงเล็กน้อยที่จะแสดงความเป็นเจ้าของภาพพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ความมุ่งหวังเพียงอย่างเดียวคือการเล่าถึงพระวิริยะอุตสาหะของพระองค์ที่ได้สัมผัสตลอดระยะเวลาของการทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท

“ผมเป็นคนทำโปรดักชั่น สมัยใหม่ก็ต้องบอกว่าเป็นโปรดักชั่นเฮาส์ และออแกไนเซอร์ เจ้าแรกของเมืองไทย ผมก็เป็นคนที่ทำสไลด์มัลติวิชั่นคนแรกที่เข้าไปสู่วงการโฆษณา ก็ทำให้ได้ไปทำงานให้กับคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติอยู่หลายปี

จนกระทั่งในที่สุดตัวเองก็ได้เป็นคณะอนุกรรมการภาพนิ่งและภาพยนตร์ของสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ ร่วมกับผู้ใหญ่หลายคนที่ผมเคารพนับถือ”

นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ ‘นภันต์’ ช่างภาพหนุ่มในเวลานั้นได้มีโอกาสติดตามขบวนเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียนราษฎร

.“ประมาณปี พ.ศ.2520 กรรมการก็มอบหมายให้ผมเป็นคนที่ทำงานเก็บข้อมูลเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ ปีแรกทำเรื่องรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 9

ซึ่งในส่วนของรัชกาลที่ 9 ทำให้ผมต้องตามเสด็จฯ แล้วก็ตามอยู่หลายปี ประมาณ 6-7 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2522 เป็นต้นมา โดยช่วงปี พ.ศ.2522 -2525 เป็นช่วงเวลาที่ตามเสด็จฯ เยอะ เพราะว่าเตรียมข้อมูลสำหรับงานฉลองกรุงเทพฯ 200 ปี ในปี พ.ศ.2525”

เขาว่า แม้ภารกิจการถ่ายภาพจะไม่ได้เกินความสามารถ แต่งานครั้งนี้ก็หนักหนาสาหัสกว่าทุกงานที่ผ่านมา

“ปีแรกนี่เหนื่อยเลยเพราะว่าเราอยู่ประมาณรถคันที่ 13,14,15 เมื่อพระองค์ท่านจอด… คือระหว่างเสด็จพระราชดำเนิน ถ้าพระองค์ท่านต้องพระประสงค์ พระองค์ท่านจะจอดก็จอด เพราะพระองค์ทรงขับรถเอง

จอดปุ๊บเราก็วิ่งลงไป กว่าจะถึงเนี่ยบางทีพระองค์คุยจบแล้ว แล้วเราจะยืนคอยรถอยู่ก็ไม่ได้ ต้องวิ่งสุดชีวิตกลับมา

ช่วงแรกมีผมคนเดียว ช่วงปีที่สองที่สามต่อมา คุณหญิงคณิตา เลขะกุล บ.ก.อนุสาร อสท.ในเวลานั้นตามไปด้วย เพราะท่านก็เป็นอนุกรรมการด้วย อีกคนที่มาหลังผมหน่อยก็คือคุณดวงดาว สุวรรณรังษี ที่เป็น บ.ก. อนุสาร อสท. รุ่นหลังๆ นั่นก็วิ่งกับผมมาเหมือนกัน”

ทุกเส้นทางที่พระองค์เสด็จฯ ไปทรงงาน เรื่องความยากลำบากไม่ต้องพูดถึง บางพื้นที่ต้องเดินเท้านานนับชั่วโมง

“เอาง่ายๆ อย่างไปแม่แจ่ม สมัยโน้นไม่ใช่ขึ้นไปอินทนนท์แล้วลงมามีถนนลาดยางลงถึง ไม่ใช่ ต้องไปอ้อมฮอดแล้ววกเข้ามาข้างใน ถนนไม่มี ทางลูกรังอย่างเดียว

ก็แปลว่าจะไปแม่แจ่มนี่สิบชั่วโมงไม่ถึง ขับรถไม่ถึง ไม่ใช่ไม่ถึงสิบชั่วโมงนะ สิบชั่วโมงไม่ถึง ออกตีสามบ้าง ตีสองบ้าง

แต่เราว่าลำบากแล้ว พระองค์ท่านลำบากกว่าเราอีก เพราะว่า บางทีเราได้รูปแล้วเราก็หยุด แต่พระองค์ท่านยังไม่ได้น้ำ

น้ำหมายความว่า พระองค์ทรงไปหาน้ำให้ชาวเขา เสด็จพระราชดำเนินขึ้นเขาไปสามลูกสี่ลูก บางทีเราก็ไม่ตาม”

เมื่อมองย้อนกลับไป นภันต์ยอมรับว่า แม้ตัวเองจะเหนื่อย “แต่พระองค์ท่านเหนื่อยกว่าแน่ๆ แต่ไม่แสดงออก”

“อย่างที่เสด็จฯ ปลวกแดงเนี่ย วันนั้นทหารเป็นเจ้าภาพ เขาก็ไปปรับที่ เพราะราษฎรทั้งระยอง ทั้งปราจีนฯ มากันเต็ม ซุ้มรับเสด็จฯ นี่ยาวเป็นกิโล

เขาก็เอาหินฝุ่นหยาบมาโรย สวยนะครับ แต่ร้อนนะฮะ ร้อนแบบสาหัสเลย

แล้วมันก็คมด้วย เราเดินไปแป๊บเดียวก็จะเป็นลมแล้ว พระองค์ท่านประทับอยู่ถึงสี่ทุ่มกว่า

พ้นจากอุปสรรคเรื่องการเดินทาง ภารกิจที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือ การบันทึกภาพพระราชจริยวัตรให้สมพระเกียรติ

“สมัยนั้นสำนักพระราชวังค่อนข้างเข้มงวดในการถ่ายภาพพระราชอิริยาบถของเจ้านายทุกพระองค์

เช่น ก้าวเดินไม่ได้ ต้องให้พระองค์หยุดแล้วถึงถ่ายรูป ทำให้บางทีเราในฐานะคนทำสารคดีก็จะถูกเอ็ดประจำ ว่า รูปที่นำมาเผยแพร่เนี่ยพระองค์ไม่สวยในสายตาของผู้ใหญ่

แต่ผมคิดว่า การที่พระองค์ทรงมีพระเสโทเต็มพระพักตร์ ต่างๆ นานา สามารถถ่ายทอดสื่อความหมายได้

รุ่นผมก็จะกลายเป็นรุ่นหัวแข็ง ผู้ใหญ่ก็อาจจะโกรธ แต่ว่าเราก็ทำงานของเรา”

สำหรับการถ่ายภาพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ช่างภาพคนนี้บอกว่า ความง่ายอยู่ตรง “พระองค์ประทับนิ่งและนาน” ส่วนความยากคือเรื่องสภาพแวดล้อม

“เรื่องที่พระองค์ท่านทรงคุยกับราษฎรก็จะเป็นเรื่องเดิมๆ ทรงรับสั่งถามว่า พอมีพอกินไหม อะไรคืออุปสรรคปัญหา

น้ำมีไหม น้ำอยู่ที่ไหน ปีนี้ได้ข้าวเท่าไหร่ ต่างๆ นานา พระราชอิริยาบถของพระองค์นิ่งๆ เพราะฉะนั้นการถ่ายภาพก็ง่าย

แต่เราอยู่ในตำแหน่งที่ถ่ายยาก เพราะว่าจะมีองครักษ์ เจ้าหน้าที่กองราชเลขาธิการ ถ้าเป็นปักษ์ใต้ก็จะมีล่าม ซึ่งจะบัง เราก็ต้องหลบ

หลบเหลี่ยมให้พ้นแล้ว ก็ไม่ทำอะไรที่เป็นที่ผิดสังเกต เช่น ไม่ยุกยิก ต้องรู้ว่า ถ่ายรูปแล้ว ต้องรีบลดกล้อง หลีกเลี่ยงการใช้แฟลช อันนี้เราก็จะรู้หน้าที่อยู่”

เมื่อถามถึงเบื้องหลังภาพพระบรมฉายาลักษณ์ที่พระองค์ประทับยืนถือแผนที่โดยมีฉากหลังเป็นภูเขา (ภาพปกเสาร์สวัสดีฉบับนี้) ซึ่งมีการแชร์กันเป็นจำนวนมาก

คุณนภันต์เล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้นว่า

“รูปนั้นเป็นวันเสด็จฯ บ้านแกน้อย ที่จริงอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองเชียงใหม่เลย ขับรถชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงแล้ว แต่วันนั้นเราขับรถไปสี่ห้าชั่วโมงกว่าจะถึง พระองค์เสด็จฯ มากับเฮลิคอปเตอร์ เราไปยืนรอก่อน โอ้โห…ตัวละลาย

เพราะว่าข้างหน้าคือฝุ่นแดงอันมหาศาล ทั้งภูเขาไม่มีต้นไม้เลย มีแต่ความแห้งแล้ง ตรงที่พระองค์เสด็จฯ เป็นบ้านมูเซอแดง แล้วก็เป็นโรงเรียน

แล้วระหว่างที่พระองค์ท่านประทับกับราษฎร ผมยืนอยู่ห่างสักประมาณสิบเมตร ถ่ายรูปพระองค์เสร็จก็ยืนคอยอยู่เฉยๆ ปรากฏว่ามีลมหมุน ฟรืด…ดินแดงก็วนขึ้นมาแล้วก็ไปคลุมพระองค์ท่าน

จนกระทั่ง แผนที่หลุดไปจากพระหัตถ์ข้างหนึ่ง พระองค์ก็ทรงตะปบ ก็เห็นว่าฝุ่นเข้าพระพักตร์ ทุกคนก็ตกใจ

พอฝุ่นจางหน่อย ตอนนั้นพระองค์ท่านทรงถอดฉลองพระเนตรออก แล้วทรงเช็ดพระเนตร แล้วทรงกางแผนที่ใหม่ ทรงงานต่อ

เราร้องไห้เลย ร้องไห้เพราะว่าพระองค์ไม่ต้องมาอย่างนี้ก็ได้ ก็เป็นภาพที่ตัวเองประทับใจมากๆ

หลังจากนั้น อีกสามสิบปีถัดมา ผมไปที่นั่นอีกครั้ง มันเป็นอะไรที่ช็อค

เพราะว่าจากภูเขาหลายลูกที่เป็นทะเลทรายในวันนั้น วันนี้มันเขียวไปหมด

บ้านแกน้อยก็เป็นโครงการหลวงที่ทำรายได้สูงมาก

ต่อมาเมื่อประมาณสามปีที่แล้ว เนื่องจากผมจบมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทางคณะสื่อสารมวลชนก็มาขอหนังสือผมเล่มหนึ่ง ชื่อ ‘ย่างพระบาทที่ยาตรา’ เอาไปเป็นคอนเซ็ปในการทำงานถวายฯ

ผมก็เลือกรูปหนึ่งที่ชอบมาก ก็คือ รูปนี้

แล้วให้เขาไปออกแบบมาอีกที ก็ทำออกมาเป็นอย่างที่เห็น เดิมรูปที่ผมถ่ายข้างหลังเป็นภูเขาก่อนทรงงาน แต่รูปที่ทำออกมา ใช้ภาพภูเขาหลังทรงงานเป็นฉากหลังแทน

หลังวันเสด็จสวรรคต เช้าวันที่ 14 ตุลาคม ผมก็โพสต์รูปนี้ ซึ่งเป็นรูปที่อยู่ในคอมพิวเตอร์

เขียนเจ็ดบรรทัด เล่าให้ฟังว่า ตัวเองเห็นอะไรวันนั้น ก็ไม่คิดว่ามันจะถูกแพร่หลายไปมากมาย

แสดงว่าคนสมัยนี้เขาก็อยากที่จะเข้าใจอะไรที่สิบบรรทัด”

ในวันที่ทราบข่าวว่าพระองค์เสด็จสวรรคต เขาบอกว่าในความโศกเศร้าเสียใจ คือคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเองว่า จะทำงานเพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจให้มากขึ้น

“รู้สึกเสียใจว่า เรามีเวลาตั้งมากมาย ที่น่าจะทำอย่างนี้ให้กับเด็กสมัยนี้ ผู้คนสมัยนี้ ได้เข้าใจพระองค์ท่าน

เพราะแม้กระทั่งลูกผมก็ไม่เคยเห็นพระเจ้าอยู่หัว นอกจากเห็นในโทรทัศน์ ผมก็สัญญากับตัวเองว่าจะทำมากขึ้น”

เหตุผลไม่ใช่เพราะพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ แต่ทรงเป็นยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์

“มีหลายครั้งที่ผมไปถ่ายภาพพระองค์ท่านแล้วเห็นพระองค์ประทับราบอยู่กับพื้น หัวเข่าเปื้อนทรายเต็มไปหมด ผมเคยยกกล้องขึ้นถ่ายรูปเมื่อพระองค์ประทับบนบัลลังก์ในวันฉัตรมงคล

พอเห็นภาพอย่างนี้เมื่อไหร่ผมก็น้ำตาไหล คือ ทำไมพระองค์ต้องมาทำอย่างนี้ ทรงงานทุกวัน ตีสามตีสี่ พระองค์ก็ยังทรงงาน

พระองค์เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรทุกวัน 11 โมงเช้า กลับมาได้เสวยพระกระยาหารค่ำตอนสี่ทุ่ม

เป็นเราก็อยู่ไม่ได้ ไม่มีทาง แต่พระองค์ทรงทำได้..ด้วยความเต็มพระราชหฤทัย

โครงการของพระองค์สี่พันกว่าโครงการ ทรงติดตามความคืบหน้าทุกโครงการด้วยพระองค์เอง

แล้วโครงการเหล่านั้นก็ได้เดินทางไปสู่ความสำเร็จทุกโครงการด้วยพระองค์เอง

ทรงคิดได้อย่างไร ทรงทำได้อย่างไร คนธรรมดาทำไม่ได้ ไม่มีวัน

ในฐานะช่างภาพ บางครั้งก็สงสัยว่า พระองค์ท่านทรงถ่ายอะไร บางทีแอบ แอบเลยล่ะ

แอบไปยืนข้างหลังว่า พระองค์ทรงถ่ายอะไร คือพระองค์ท่านทรงยกกล้องมาแต่ละครั้ง

ทรงถ่ายของไม่ดีทั้งนั้น ดินแดงแห้งผาก รากไม้ ต้นไม้ล้ม พระองค์ทรงถ่ายภาพเหล่านี้ แต่อีกสิบปีกลับไปดูสิ ตรงนั้นจะกลายเป็นอ่างเก็บน้ำใหญ่ พระองค์ท่านทรงถ่ายไปต้องคิดไปด้วยแน่ๆ ว่าจะเอาไปทำอะไร เพราะฉะนั้น สิ่งที่ได้มาจากรูปของพระองค์ ก็คือชีวิต”

ในฐานะช่างภาพที่มีโอกาสได้ตามเสด็จฯ และซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ข่าวการเสด็จสวรรคตจึงเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตเช่นเดียวกับพสกนิกรทั่วไป

“ตั้งแต่เสด็จสววรคตก็ร้องไห้ใหญ่ๆ สักสองครั้ง มันเหมือนน้ำตาตกในมั้ง ทุกวันนี้ตื่นเช้ามาก็ยังถามตัวเองว่า จริงเหรอ แต่สุดท้ายก็คิดว่า พระองค์ท่านยังอยู่กับเรา ไม่เคยไปไหน พระเจ้าอยู่หัวทรงอยู่รอบๆ ตัวเรา

ในคอมพิวเตอร์ผมมีแต่รูปพระเจ้าอยู่หัว กล้องถ่ายรูปผมในฐานะช่างภาพ ผมไม่เคยถ่ายรูปคน ใครมาจ้างผมถ่ายรูปคนผมไม่รับงาน

เพราะผมคิดว่ากล้องผมถ่ายรูปพระเจ้าอยู่หัว ถ่ายรูปสมเด็จพระนางเจ้าฯ ผมไม่อยากถ่ายรูปอื่นแล้ว ถึงไม่ทำงานก็ไม่อยากถ่ายรูปคนอื่นแล้ว ผมก็จะถ่ายใต้น้ำ ถ่ายภูเขา ไม่ถ่ายคน”

ในวาระแห่งความสูญเสียนี้ นภันต์มีความในใจที่ต้องการส่งถึงคนรุ่นใหม่หรือคนที่อาจจะยังไม่ได้รับรู้ในพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

“เราต้องมีพระเจ้าอยู่หัวอยู่ในหัวใจ อยู่ในจิตวิญญาณของความเป็นคนไทย คนไทยกับสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่สามารถแยกออกจากกันได้

ไม่ต้องพระองค์ไหน ไม่ต้องอะไร ขอให้มีสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่กับคนไทย เราก็จะเป็นคนไทย

ถ้าเราคิดว่าเรารักประเทศเรา เราก็ต้องเคารพเทิดทูนพระมหากษัตริย์โดยไม่ต้องมีเงื่อนไข

รักแล้วไม่ต้องถาม ไม่ต้องสงสัย ผมไม่เคยสงสัยอะไรเลย

…ผมรัก”

……………………

เรื่องโดย : ชุติมา ซุ้นเจริญ

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/723878

………………………………….

คลิกอ่านเรื่องของ 2 ภาพนี้ มีที่มา ที่ไป อย่างไร

http://hilight.kapook.com/view/144495

นี่คือ ภาพต้นฉบับที่คุณนภันต์ ถ่ายไว้

(นี่คือ ภาพที่คณะผู้จัดทำได้รับอนุญาตให้ดัดแปลงและแก้ไขภาพต้นฉบับ

เป็นภาพหลักของงาน ชื่อ “ย่างพระบาทที่ยาตรา”

และเป็นภาพปกหนังสืออย่างเป็นทางการของโครงการหลวง)

…………………

ภาพนี้จะถูกนำใช้เป็น “ปกหนังสืออย่างเป็นทางการของโครงการหลวง” ดังนั้นจากภาพต้นฉบับที่มีราษฎรและข้าราชการอื่น ๆ ในภาพ จึงอาจจะไม่เหมาะกับการวางเป็นปก (เนื่องด้วยเหตุผลบางประการ)

… ทางคณะผู้จัดทำ จึงได้ ทำเรื่องขออนุญาต ในการดัดแปลงและแก้ไขภาพต้นฉบับ โดยจัดวางเลย์เอาท์ แล้วส่งไปทางผู้รับผิดชอบได้พิจารณา … ซึ่งได้รับหนังสือตอบกลับ อนุญาตให้ทำได้ จึงเป็นที่มาของภาพดังกล่าว

ด้านคุณนภันต์ เสวิกุล ในฐานะช่างภาพผู้บันทึกภาพประวัติศาสตร์นี้ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Napan Sevikul  ระบุว่า “ย่างพระบาทที่ยาตรา”  กับภาพที่อยากทราบกันเหลือเกิน ผมเห็นว่าอยากรู้กันเหลือเกิน ถึงที่มาของภาพที่ผม Post เมื่อเช้าวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา

 เรียนสั้น ๆ จะได้ไม่เสียเวลา ว่า เป็นภาพหลัก ของงานชื่อ “ย่างพระบาทที่ยาตรา” ซึ่งจัดให้มีขึ้นที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องในวาระครบ 50 ปี ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

หมายเหตุ : 1. ภาพและสิ่งแสดงทั้งหมดที่จัดขึ้นในงาน ได้มอบให้ มูลนิธิโครงการหลวง นำไปใช้ในกิจการ

2. ภาพที่จัดแสดงในงานบางส่วน ได้รับพระบรมราชานุญาตตามคำกราบบังคมทูลขอพระราชทาน

3. เป็นงานที่มีเกียรติ และถือว่า ได้รับความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง

………………………………….

***หมายเหตุ ที่ต้องนำเรื่อง 2 เรื่องนี้ มาประมวลรวมกัน

ซึ่งทำให้ท่านผู้อ่านต้องอ่านเรื่องยาวมาก

แต่เป็นเพราะไม่ต้องการให้เกิดการเข้าใจผิด หรืองงได้

ถ้าอ่านทีละครั้ง หรือ ได้อ่านเรื่องหนึ่ง แต่ไม่ได้อ่านอีกเรื่องหนึ่ง

 

 

ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์และเรื่องทรงเล่า..ขอท่านไว้ดูเล่นเนอะ ทูลขอไม่ให้เอาไป…

(ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ในสมเด็จพระเทพรัตน ฯ)

ของเก่าๆ ก็ยังเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์จริงๆ ไม่ถูกนะ แต่ตามประเพณีก็คือว่า อันเนี้ย คือ เผาไปเวลาถวายพระเพลิงเลย

แต่ว่า ขอท่านไว้ดูเล่นเนอะ ทูลขอไม่ให้เอาไป เพราะว่าอยากจะให้ลูกหลานรุ่นหลังได้เห็นฝีมือรุ่นเก่าๆ

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงบรรยายภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ที่ทรงถ่ายระหว่างการจัดสร้างพระเมรุมาศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

………………………….

ขอบคุณภาพ.Web_Matichon Online และ เพจ เรารัก สมเด็จพระเทพ ฯ : Our Beloved Princess Maha Chakri Sirindhorn

 

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสืบสานพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริในหลวง ร.๙

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสืบสานพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงห่วงใยการบริหารจัดการน้ำของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

โดยเฉพาะโครงการสำคัญๆ ที่อยู่ในพื้นที่ของลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการระบายน้ำบริเวณรอบสนามบินสุวรรณภูมิอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสมุทรปราการ ที่ทำหน้าที่ในการรองรับน้ำในช่วงฤดูฝนและช่วงฤดูน้ำเหนือไหลหลากเพื่อระบายลงสู่ทะเลก่อนที่จะเข้าสู่พื้นที่ ในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง

ทรงให้มีการติดตามการดำเนินงานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริอย่างต่อเนื่อง เพื่อทรงรับทราบถึงสถานการณ์และแนวทางการบริหารจัดการน้ำ ตลอดจนปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อทรงสืบสาน รักษา ต่อยอด พัฒนาโครงการฯ ให้บังเกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผลสูงสุดต่อไป

นายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี พร้อมคณะฯ ได้เดินทางไปยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ รับฟังการบรรยายสรุปโครงการระบบป้องกันน้ำท่วมของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

และสรุปผลการดำเนินงานการบริหารจัดการน้ำฝั่งตะวันออกของโครงการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมกับตรวจเยี่ยมการดำเนินงานระบบป้องกันน้ำท่วมฯ ซึ่งประกอบด้วย เขื่อนดิน อ่างเก็บน้ำ สถานีสูบน้ำ และเยี่ยมชมการระบายน้ำที่สะพานน้ำสุวรรณภูมิ และพบปะกลุ่มผู้ใช้น้ำ

สืบเนื่องมาจากการเกิดอุทกภัยครั้งสำคัญในหลายพื้นที่ของประเทศไทยรวมทั้งกรุงเทพมหานคร ที่ได้รับผลกระทบจากพายุพัดผ่าน ทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจของประเทศ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จึงได้พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำท่วมในหลายพื้นที่โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งตะวันออกซึ่งเป็นพื้นที่ที่จะต้องรองรับน้ำระบายออกสู่ทะเล นับตั้งแต่ปี 2526 ปี 2538

และล่าสุดเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2546 ได้พระราชทานพระราชดำริ ณ วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

สรุปความว่า 1) ให้คำนวณบริหารจัดการน้ำโดยหลีกเลี่ยงการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา และหลีกเลี่ยงการสูบน้ำออกจากพื้นที่ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ในช่วงน้ำทะเลหนุน ซึ่งหากระบายน้ำมาชนกัน 3 ทางคือ น้ำเหนือ น้ำทะเล น้ำฝน ที่ระบายออกมาจากพื้นที่ ก็จะทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงล้นตลิ่งเกิดน้ำท่วมได้

2) ให้พิจารณาระบายน้ำออกทางด้านข้าง เช่น ฝั่งแม่น้ำตะวันออกระบายน้ำลงสู่ทะเล โดยผ่านทางคลองระพีพัฒน์ ปล่อยตรงไปยังคลอง 14 ลงสู่คลองแสนแสบ แล้วระบายน้ำออกไปทางแม่น้ำบางปะกง และคลองพระองค์ไชยานุชิต ส่วนฝั่งตะวันตกให้ระบายไปทางแม่น้ำสุพรรณบุรีเป็นระยะ ๆ โดยพิจารณาจากน้ำขึ้น น้ำลง ของกรมอุทกศาสตร์

3) ไม่ให้ระบายน้ำผ่านเข้าพื้นที่กรุงเทพมหานคร ให้เร่งระบายน้ำลงสู่ทะเลโดยเร็ว ระบายไปลงตรงปลายคลองพระองค์ไชยานุชิต และเนื่องจากคลองประเวศน์ ไปถึงทะเลมีความลาดเทน้อยก็อาจทำสถานีสูบน้ำที่คลองสำโรง เพื่อเร่งสูบทยอยน้ำเป็นขั้น ๆ ลงสู่ทะเล

4) การระบายน้ำบริเวณหนองงูเห่าให้พิจารณาขุดคลองระบายน้ำ โดยมีขนาดที่เหมาะสมและไม่ใช่เพื่อการระบายน้ำเฉพาะบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ ให้พิจารณารวมบริเวณรอบ ๆ ด้วย

จากแนวพระราชดำริดังกล่าว จึงได้กำหนดแนวทางการบริหารจัดการน้ำออกเป็น 3 ส่วน

คือ 1) การบริหารจัดการน้ำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) โดยจัดทำระบบป้องกันน้ำท่วมจากน้ำหลากโดยการทำคันกั้นน้ำเป็นเขื่อนดินล้อมรอบท่าอากาศยาน ความยาว 23.5 กิโลเมตร ความสูงสันเขื่อนที่ระดับ 3.50 เมตร เพื่อป้องกันน้ำไม่ให้ไหลเข้าสู่ภายในพื้นที่ของท่าอากาศยาน พร้อมกับจัดทำระบบระบายน้ำฝน ประกอบด้วย ระบบระบายน้ำภายใน ทำหน้าที่รับน้ำฝนที่ตกภายในพื้นที่ ท่าอากาศยานและเก็บกักน้ำไว้ชั่วคราวก่อนระบายออกสู่ภายนอก ระบบสูบระบายน้ำ โดยจัดตั้งสถานีสูบระบายน้ำขึ้นจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ สถานีสูบน้ำฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก

2) การบริหารจัดการป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร (การบริหารจัดการน้ำฝั่งตะวันออก) ประกอบด้วย ระบบป้องกันน้ำท่วมโดยก่อสร้างคันกั้นน้ำปิดล้อมพื้นที่เพื่อป้องน้ำหลากและน้ำทะเลหนุนสูง และระบบระบายน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขัง โดยจัดทำท่อระบายน้ำ คู คลอง สถานีสูบน้ำ อุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ แก้มลิงในพื้นที่ต่าง ๆ ตลอดจนจัดตั้งศูนย์ควบคุมระบบป้องน้ำท่วมฯ

3) การบริหารจัดการสถานีสูบน้ำสุวรรณภูมิ จัดทำโครงการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

โดยเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2548 แล้วเสร็จ ในปี 2553 มีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งระบายน้ำจากคลองสำโรงออกสู่ทะเลโดยตรง ลดปริมาณน้ำบริเวณพื้นที่รอบ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้สามารถระบายน้ำลงสู่พื้นที่ตอนล่างได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เนื่องจากคลองสำโรงเป็นแนวรับน้ำที่สำคัญเพราะเป็นแนวป้องกันปริมาณน้ำจากคลองประเวศบุรีรมย์ และคลองพระองค์ไชยานุชิต มิให้เข้าสู่พื้นที่ด้านใต้คลองสำโรง ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ

ประกอบด้วย นิคมอุตสาหกรรมบางพลี นิคมอุตสาหกรรมบางปู โรงงานอุตสาหกรรมบริเวณแนวถนนเทพารักษ์ ที่อยู่อาศัยและสถานที่ราชการต่างๆ ลักษณะของโครงการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิฯ

ประกอบด้วย คลองระบายน้ำความยาว 10.12 กิโลเมตร เป็นคลองดินท้องคลองกว้าง 36 เมตร ลึก 3.55 เมตร สามารถระบายน้ำได้สูงสุด 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมถนนบนคันคลอง และอาคารประกอบในคลองระบายน้ำ

ประกอบด้วย อาคารสะพานน้ำรูปตัดตัวยู ข้ามคลองชายทะเลและถนนสุขุมวิท สะพานรถยนต์ 10 แห่ง อาคารรับน้ำคลองสำโรง อาคารประตูระบายน้ำด้านข้างคลองระบายน้ำ 22 แห่ง สถานีสูบน้ำ 1 แห่ง โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำไว้ จำนวน 4 เครื่อง ระบายน้ำได้สูงสุด 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สำหรับการระบายน้ำที่สถานีสูบน้ำสุวรรณภูมิ จะพิจารณาระดับน้ำในคลองสำโรง และระดับน้ำที่ด้านหน้าสถานีเป็นหลัก

ปัจจุบันโครงการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิฯ สามารถลดพื้นที่น้ำท่วมได้ถึง 140 ตารางกิโลเมตร ลดความเสียหายจากน้ำท่วมขังในช่วงฤดูน้ำหลากและอุกทกภัยในพื้นที่จาก 10 วัน เหลือ 2 วัน รวมถึงลดปัญหาการจราจรของจังหวัดสมุทรปราการในการใช้ถนนที่เชื่อมโยงถนนสุขุมวิท-เทพารักษ์ และถนนบางนา-ตราด นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งน้ำจืดสำรองเพื่อไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งได้ถึง 2 ล้านลูกบาศก์เมตร อีกด้วย.

………………………….

ที่มา : กองประชาสัมพันธ์ สำนักงาน กปร. และ สยามรัฐ https://www.siamrath.co.th/n/24644

คลิปพระราชอารมณ์ขัน..งูหลาม งูเหลือม

คุณใหม่ สิริกิติยา พระธิดาในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน ฯ ถ่ายรูปกับงูเหลือมที่จับได้ในวังสระปทุม

พระราชอารมณ์ขันของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเล่าถึงเบื้องหลังภาพถ่ายสัตว์ฝีพระหัตถ์ที่พบในวังสระปทุม

“จะเป็นงูเหลือมหรืองูหลามก็ไม่แน่ใจ เพราะมีคนสอนแล้วว่า งูเหลือมงูหลามต่างกันยังไง แต่ถ้าเปิดพจนานุกรมเค้าบอก งูเหลือมเป็นงูที่คล้ายงูหลาม เปิดงูหลามก็บอกงูหลามเป็นงูที่คล้ายงูเหลือม ก็เลยความรู้เท่าเดิม”    (ชมคลิปข่าวด้านล่าง นาทีที่ 0.38)

ขอบคุณภาพ.Web_Matichon Online , Web_ประชาชาติ

และ เพจ เรารัก สมเด็จพระเทพ ฯ : Our Beloved Princess Maha Chakri Sirindhorn

ที่มาคลิปข่าว : สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 และ BUGABOO.TV

วานนี้ (11 ธ.ค.60) เวลา 09.00 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ทรงเปิดนิทรรศการ “ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2560” ซึ่งสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ จัดขึ้น ภายใต้หัวข้อ “กาวยประภา” เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสตามรอยเสด็จพระราชดำเนิน และชื่นชมพระอัจฉริยภาพด้านการถ่ายภาพ

โอกาสนี้ ทรงบรรยายในหัวข้อ “ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์” โดยมีพระราชดำรัสถึงชื่อ “กาวยประภา” หมายถึง ภาพถ่ายที่สะท้อนให้เห็นสีที่ประกอบกันเป็นภาพที่มีความหมายและความงามที่เรียงร้อยเป็นระเบียบเห็นได้ด้วยสายตา พร้อมกับทรงบรรยายเรื่องราวภาพถ่ายบางภาพที่นำมาจัดแสดง อาทิ ภาพฤาษีดัดตน

จากนั้น ทอดพระเนตรนิทรรศการฯ ซึ่งจัดแสดงภาพถ่ายขณะทรงงานทั้งในและต่างประเทศ ระหว่างปี 2559-2560 รวม 168 ภาพ โดยมีทั้งภาพบุคคลภาพทิวทัศน์ ภาพแสงเงา และภาพวิถีชีวิต ที่สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างในแต่ละพื้นที่พร้อมคำบรรยายประกอบภาพเพื่อช่วยสร้างรอยยิ้มให้กับผู้ชม ซึ่งนิทรรศการจะจัดไปถึงวันที่ 4 มีนาคม 2561 ในการนี้ ทรงจำหน่ายหนังสือภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “กาวยประภา” แก่ผู้ร่วมงานด้วย สำหรับผู้ที่สนใจสามารถซื้อได้ที่ชั้น 8 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร และศูนย์หนังสือแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ราคาเล่มละ 900 บาท รายได้ทั้งหมดทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย

เวลา 16.05 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งมูลสถานบรมอาสน์ ในพระบรมมหาราชวัง พระราชทานรางวัลสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ประจำปี 2559 และประจำปี 2560 ของมูลนิธิรางวัลสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งจัดตั้งขึ้นในโอกาส 100 ปี แห่งการเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2543 เพื่อพิจารณามอบรางวัลแก่ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์จากทั่วโลกที่มีผลงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ทั้งในระดับชาติ และนานาชาติก่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพของวิชาชีพการพยาบาล สุขภาพอนามัย และคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งคณะกรรมการมูลนิธิฯ มีมติให้ นางสาวอู๋ ซินเจียน (Miss Xinjuan Wu) พยาบาลจากประเทศจีน เป็นผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ประจำปี 2559 และศาสตราจารย์เกียรติคุณ อุยซุค คิม (Professor Emeritus Dr. Euisook Kim) เป็นผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีประจำปี 2560 

นางสาวอู๋ ซินเจียน อายุ 58 ปี พยาบาลจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำทางการพยาบาลที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคุณภาพงานบริการพยาบาล การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของพยาบาล และการพัฒนาวิชาชีพการพยาบาลของสาธารณรัฐประชาชนจีน มีผลงานสำคัญ คือ ช่วงที่มีการระบาดของโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือโรคซาร์ส ได้ปฏิบัติงานต่อเนื่องตลอด 2 เดือนไม่เว้นวันหยุด เพื่อปรับระบบการพยาบาลเพื่อป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาลให้เข้มแข็งขึ้น มีการอบรมพยาบาลด้านการพยาบาลผู้ป่วยโรคซาร์ส ทำให้การดูแลผู้ป่วยโรคซาร์สที่มีอาการหนักกว่า 300 คน เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่พบการติดเชื้อในกลุ่มพยาบาลที่ให้การดูแลผู้ป่วยดังกล่าวโดยจากการปฏิบัติการพยาบาลดีเด่น การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ การเป็นนักวิจัยและพัฒนานวัตกรรมส่งผลให้ได้รับรางวัลต่าง ๆ อาทิ เหรียญรางวัลฟลอเรนซ์ ไนติงเกลจากสภากาชาดสากล ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหลายตำแหน่ง อาทิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ปักกิ่งยูเนียน, รองคณะบดี โรงเรียนพยาบาลวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ปักกิ่งยูเนียน และรองนายกสมาคมพยาบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ อุยซุค คิม อายุ 71 ปี จากสาธารณรัฐเกาหลี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกสาขาพยาบาลศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยบอสตัน รัฐแมสซาซูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ได้ใช้ความรู้ความสามารถปฏิบัติงานด้านการพยาบาลอย่างต่อเนื่องโดยเป็นผู้บุกเบิกที่สำคัญในการพัฒนาการศึกษาและการวิจัยของสาธารณรัฐเกาหลี และเป็นผู้ก่อตั้งหลักสูตรปริญญาเอก สาขาพยาบาลศาสตร์ ขึ้นเป็นครั้งแรกในสาธารณรัฐเกาหลีและได้วางรากฐานที่เข้มแข็งในศาสตร์ทางการพยาบาลและการวิจัย รวมทั้งยังเป็นผู้นำทางด้านการกำหนดนโยบายสุขภาพในระดับชาติและนานาชาติที่ทุ่มเทเพื่อให้เป้าหมายในการพัฒนาสุขภาพขององค์การอนามัยโลกด้านมารดาและเด็กได้บรรลุเป้าหมายโดยใช้ครอบครัวเป็นศูนย์กลาง ได้ริเริ่มการพัฒนารูปแบบการบริการพยาบาลที่บ้าน โดยใช้พยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน ในการบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ ทั้งยังได้ริเริ่มให้มีกฎหมายการประกอบวิชาชีพการพยาบาลจนประสบความสำเร็จ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์เกียรติคุณของคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยยองเช, รองประธานมูลนิธิพยาบาลเกาหลี, รองนายกสมาคมสุขภาพและสวัสดิภาพของประชาชนเกาหลี และกรรมการบริหารระดับภูมิภาคของสมาพันธ์นานาชาติด้านสุขภาพการเจริญพันธุ์ของประชากรโลก

โอกาสนี้ พระราชทานเลี้ยงน้ำชา เพื่อเป็นเกียรติแก่นางสาวอู๋ซินเจียน และศาสตราจารย์เกียรติคุณ อุยซุค คิม ณ พระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร ในหมู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง

พระราชอารมณ์ขัน..เมื่อหมอห้ามทรงดนตรีเครื่องเป่า

เมื่อในหลวง ร.๙ ทรงเลี่ยงคำสั่งแพทย์ “ห้ามเป่าแซกโซโฟน” ที่อ่านกี่ครั้ง ก็อดอมยิ้มตามไม่ได้….คงมีเพียงพระองค์ท่านที่คิดได้..

ด้วยพระอัจริยภาพทางดนตรี ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นประจักษ์แก่สายตาปวงชนชาวไทย รวมไปถึงชาวต่างชาติทั่วทุกมุมโลก อีกทั้งทรงได้รับการยกย่องจากคณะกรรมการสำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติ ประจำปีพุทธศักราช 2529 ให้เป็นองค์อัครศิลปินแห่งชาติ

โดยพระองค์ทรงเล่นได้เครื่องดนตรีหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็น แซกโซโฟน, เปียโน, ทรัมเปต, กีตาร์, ไวโอลิน, ขลุ่ย, คลาริเนต, แตร

แต่ที่ทรงโปรดที่สุด ก็คือ แซกโซโฟน ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ทรงหัดเล่นมาตั้งแต่อายุ 13 พรรษา ขณะประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กับครูชาวอัลซาส ชื่อนายเวย์เบรชต์

<<ในหลวงรัชกาลที่ ๙ และหม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริฯ  ซึ่งต่อมาในหลวง รัชกาลที่ ๙ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอิสริยยศและเฉลิมพระนาม หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ ขึ้นเป็น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ) >>

ขอนำบทความจาก “หนังสือจ้าวแผ่นดินไทย ราชันแห่งโลก” ที่กล่าวถึง หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ เมื่อครั้งประทานเล่าถึงความฝักใฝ่ในการทรงดนตรีของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

โดยมีเนื้อความว่า ในสมัยที่(ในหลวง รัชกาลที่ 9) ทรงจำเริญพระชันษาขึ้นวัยรุ่นแล้ว ขณะประทับอยู่ที่พระตำหนักวิลล่าวัฒนา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ครั้งหนึ่งประชวรด้วยพระโรคทางเดินหายใจ (หวัด) แพทย์ถวายการรักษาแล้ว

ขอพระราชทานพระราชานุญาต “ห้ามทรงดนตรีเครื่องเป่า” ไว้สักระยะหนึ่ง

แต่เมื่อ “พระอารมณ์ศิลปิน” เกิดขึ้น ทรงพระราชดำริทำนองเพลงปรากฏขึ้นมาในพระจินตนาการ ก็ทรง “รอไม่ได้” เพราะทรงเกรงว่าถ้ารอไว้อาจจะทรงลืมเลือนหรือแปรเปลี่ยนไปเสียอีก

ดังนั้นอีกครู่หนึ่ง ต่อมา เสียงแซกโซโฟน ก็กังวานแว่วขึ้นได้ยินไปทั่วพระตำหนักอย่างไพเราะเพราะพริ้ง

สมเด็จพระบรมราชชนนี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ และบรรดาข้าราชบริพารได้ยินเสียงก็พากันตกพระทัย ต่างรีบไปห้องประทับอย่างชุลมุน

พลางคิดหาคำพูดไว้กราบบังคมทูลทัดทานและประเมินผลสำเร็จอยู่ในใจ

เพราะต่างรู้กันอยู่ว่า “หมอห้าม”

แต่แล้วทุกพระองค์และทุกคนต่างก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ และอดที่จะขำขันกับภาพที่ได้เห็นนั้นไม่ได้

เพราะที่เห็นคือ หม่อมเจ้าจักรพันธ์ฯ ประทับนั่งขัดสมาธิอยู่กับพื้น มีแซกโซโฟนห้อยอยู่ที่คอ โอษฐ์ทรงอมลิ้นแซกโซโฟน เป่าจนแก้มโป่ง สองกรยันองค์อยู่

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับคุกพระชานุ (เข่า) อยู่เบื้องปฤษฎางค์ (หลัง) ของหม่อมเจ้าจักรพันธ์สองพระกรโอบองค์หม่อมเจ้าจักรพันธ์ ไป ทรงไล่นิ้วแซกโซโฟนอยู่ข้างหน้า

เป็นอันว่าหม่อมเจ้าจักรพันธ์ทรงเป่าลมให้ออกเสียง

ส่วนสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นทรงไล่นิ้วเสียงให้เป็นไปตามทำนองเพลง

 

เป็นภาพที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน  (**ท่านผู้อ่านนึกภาพออกหรือไม่** ใช้คำสามัญอธิบายได้ว่า เหมือนในหลวงโอบกอดอยู่เบื้องหลัง ท่านชายจักรฯ และทรงเล่นแซกโดยไม่ได้เป่า แต่ผู้เป่าคือ ท่านชายจักรฯ)

(05 Jul 1960, Manhattan, New York, New York, USA — Swing Session. New York, New York: Benny Goodman (right) and King Bhumiphol of Thailand entertain each other at an impromptu jam session at the former’s apartment here, July 5. The Thailand king was given a rousing three-band ticker tape welcome to the city, July 5. The king, who writes music and plays alto sax, was born in Cambridge, Massachusetts and is currently on a tour of the United States with his wife, Queen Sirikit. July 5, 1960. — Image by © Bettmann/CORBIS)

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ จะทรงเป็นเช่นนี้เสมอมา คือ เมื่อทรงสนพระราชหฤทัยในสิ่งใดจะทรงทุ่มเท ฝักใฝ่จริงจังกับสิ่งนั้น ไม่สำเร็จไม่รู้ผลจะไม่ทรงเลิกราเป็นอันขาด

แม้ในการเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมประชาชนก็เช่นเดียวกัน เมื่อทรงตั้งพระราชหฤทัยว่าวันนี้จะเสด็จไปไหน ไปถึงไหนแล้ว ไม่ว่าจะค่ำมืดดึกดื่น

 หนทางจะทุรกันดารเพียงไร จะต้องเสด็จฯ จนครบตามจุดหมายที่ทรงกำหนดไว้เสมอ.

…………………………………….

ขอบคุณข้อมูล : หนังสือจ้าวแผ่นดินไทย ราชันแห่งโลก

เรียบเรียงโดย : ศรัญญา สิงขรณ์ ทีมข่าวภูมิภาคทีนิวส์

http://www.tnews.co.th/contents/214756

bloggang.com และ ผู้จัดการ

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอิสริยยศและเฉลิมพระนาม หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ ขึ้นเป็น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ เมื่อวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2537

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.๗

วานนี้ 10 ธ.ค.2560 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ จากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หน้าตึกรัฐสภา ในการถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระราชพิธีฉลองวันพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ในการนี้ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะ ถวายบังคมพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

จากนั้นเสด็จฯ ไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคม ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ เมื่อพระสงฆ์ 15 รูป เจริญพระพุทธมนต์จบแล้ว ทรงประเคนผ้าไตรและจตุปัจจัยไทยธรรม พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา เสด็จฯ กลับ

ที่มา : มติชน https://www.matichon.co.th/news/761799