พระราชอารมณ์ขัน..นึกว่า พิซซ่า

พระอริยาบถที่ประชาชนแทบไม่เคยได้เห็น “เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร” เสด็จประพาสป่าแก่งกระจาน

ไม่บ่อยนักที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะได้ทรงผ่อนคลายพระอิริยาบถจากการเสด็จฯไปทรงงาน ครั้งหนึ่ง ได้ทรงใช้เวลา เข้าป่าแก่งกระจาน และทรงพระสำราญจากสิ่งที่ได้ทอดพระเนตรเป็นอย่างมาก

ทรงมีรับสั่งด้วยพระอารมณ์ขัน ว่า ต้องทรงเปลี่ยนมาสวมรองพระบาทคอมแบทคู่ใหม่ที่คุณชูพาสน์ซื้อมาให้แทนคู่เก่าที่ทรงเอาไปย่างเสีย ๒-๓ ครั้งเพื่อให้แห้ง เลยทรงสวมไม่ได้

จากนั้นเสด็จขึ้นประทับรถของกรมป่าไม้ โดยมี หัวหน้าสามารถ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเป็นไกด์นำทาง และอธิบายเส้นทางที่เสด็จฯ ทรงได้รับการอธิบายว่า บริเวณแถบนี้เป็นป่าสลับซับซ้อนอยู่ในเทือกเขาตะนาวศรี

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเตรียมพระองค์ในการเดินป่าอย่างเต็มที่ด้วยการจุกยาฉุนที่รองพระบาท ทาน้ำมันมวย ทาปูนกันทาก และทดลองด้วยการเอาน้ำมันระกำไปจ่อเข้ากับทากที่มีคนจับได้ ถ้าทากวิ่งหนี แสดงว่าน้ำมันระกำใช้ได้ผล

แต่แล้วเมื่อเสด็จฯ รองพระบาทคู่ใหม่ของพระองค์ก็เริ่มออกฤทธิ์ มีรับสั่งว่า รองพระบาทกัดไม่ปล่อย ทำให้ทรงเจ็บมาก แต่มีพระวิริยะพยายามพระดำเนินให้ถึงที่หมายโดยเร็ว

ระหว่างทางเสวยพระกระยาหารกลางวันแบบง่ายๆ กลางป่า เป็นเมนูพื้นเมืองข้าวเหนียว ไก่ย่าง รับสั่งว่า รสชาติดีมาก ใส่กล่องกระดาษอย่างดี นึกว่า พิซซ่า

หลังเสวยเสร็จ เสด็จฯ ลงเรือยางข้ามไปอีกฝั่งแม่น้ำ คราวนี้ทรงเปลี่ยนรองพระบาทมาเป็นรองพระบาทยางคีบแทน เพราะทรงถูกกัดจนพอง มีทากมาเกาะพระองค์ แต่ทรงจับออกทัน

(พระฉายาลักษณ์ จากเหตุการณ์จริง ในเรื่องนี้)

ทรงพระสำราญกับการลงเล่นน้ำซึ่งเป็นภาพที่น้อยคนจะได้พบเห็น มีรับสั่งว่า แม่น้ำเพชรเป็นแม่น้ำที่ใครๆ บอกว่าเป็นสิริมงคล

เพราะพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเสวย เมื่อมีพิธีศักดิ์สิทธิ์ต้องใช้น้ำจากแม่น้ำแห่งนี้เสมอ

นอกจากได้ทอดพระเนตรต้นไม้ในป่าแปลกๆ แล้ว ยังทรงพบกับหนอนหรือกิ้งกือประเภทหนึ่งที่เรียกว่า กระสุนพระอินทร์ เมื่อไปโดนเข้าจะมวนตัวเป็นก้อนกลมเหมือนกระสุนหรือเมล็ดต้นไม้

(เมื่อครั้งเสด็จฯ งานอนุรักษ์แม่น้ำเพชรบุรี)

เย็นวันนั้น ผู้ร่วมตามเสด็จฯ ได้มีโอกาสรับประทานส้มตำแครอทฝีพระหัตถ์

ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ รับสั่งว่าปรุงตามตำรา โดยส้มตำใส่กะปิตามตำราของภาคเหนือ จากนั้นใส่มะเขือเทศ แต่ไม่ใส่ถั่วฝักยาว ทรงตำแจกจนทั่ว

คืนนั้นทรงประทับแรมในเต็นท์กลางป่าแก่งกระจาน รับสั่งว่า รู้สึกสบายดี ตอนสามทุ่ม เสด็จฯ ออกไปทอดพระเนตร “อีเห็น ๒ ตัว” บนต้นมะเดื่อ ทรงฉายไฟขึ้นไปก็ไม่เห็นมันทำท่าตกใจอะไร กลับมาประทับแรมตลอดคืน

ทรงบรรทมฟังเสียงฝนตกลงมาด้วย

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดในการเสด็จฯ ไปเดินป่าครั้งนี้ คือการทรงใช้เวลาช่วงหนึ่งสั้นๆ ในระหว่างเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมอาจารย์นิออนที่บ้าน หลังจากเสวยพระกระยาหารกลางวันแล้ว

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงทดลองเล่นสกูตเตอร์กับบานาน่าโบ๊ต ทรงพระสำราญเป็นอย่างยิ่ง นับเป็นการเสด็จตากอากาศที่ทรงรับสั่งอย่างแท้จริง

NjoyMylife , I was born in the reign of King Rama IX.

ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายพระพรชัยมงคล ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ทรงพระชนมพรรษายิ่งยืนนาน

ทรงพระเกษมสำราญทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง

เป็นพระมิ่งขวัญของพสกนิกรชาวไทยตลอดไป ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม

(คัดย่อจาก :สกุลไทยออนไลน์ ,ฟาร่าห์ จุฬารัตน)

ที่มา : ชมรมคนรักในหลวงจังหวัดเพชรบูรณ์

อัญเชิญพระฉายาลักษณ์ เพื่อประกอบเรื่อง มิใช่จากเหตุการณ์จริง

ทรงเล็งกล้องไปที่ใด ตรงที่นั้นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง

เจ็ดสิบปี ที่พระองค์ ทรงครองราชย์

เสโทหยาด วรกาย ไปทุกหน

ทั้งกลางเหนือ อีสานใต้ ทุกตำบล

เพื่อหาหน ทางพลิกฟื้น ผืนแผ่นดิน

ที่กันดาร ให้ฉ่ำเย็น เป็นชุ่มน้ำ

ทุกเขตคาม สดสวย รวยทรัพย์สิน

ทุกครอบครัว มีพออยู่ มีพอกิน

ทุกท้องถิ่น สดใส ไทยร่มเย็น

มาบัดนี้ พ่อหลวง ล่วงลับแล้ว

ไร้วี่แวว หาไหน ก็ไม่เห็น

เฝ้าติดตาม ถามข่าว ทุกเช้าเย็น

ต้องหลีกเร้น กลืนน้ำตา สุดจาบัลย์

จึงกราบก้ม ประณมกร วิงวอนฟ้า

เทพเทวา ทั่วแคว้น แดนสวรรค์

โปรดมารับ พ่อหลวงกลับ ไปด้วยกัน

อยู่เป็นสุข บนสวรรค์ นิรันดร์เทอญ.

(ขอขอบคุณผู้ประพันธ์บทกลอน)

หลายคนไปเที่ยวดอยอ่างขาง หลายคนถ่ายรูปต้นซากุระเมืองไทย หรือต้นพญาเสือโคร่ง หลายคนไปชมดอกไม้สวยที่ดอยตุง สูดอากาศบริสุทธิ์ ที่ปางอุ๋ง…

แต่หลายคนคงไม่เคยได้รู้ว่า สถานที่เหล่านี้ ในอดีตเคยเป็นภูเขาหัวโล้นที่ยากจะเยียวยา

(โครงการหลวงแห่งแรก “ดอยอ่างขาง”)

แต่เมื่อในหลวง รัชกาลที่ ๙ เสด็จฯ  ประทับ และทรงเล็งกล้องไปที่ใด ตรงที่นั้นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง

จนวันนี้ภูเขาหัวโล้นหายไป กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าภูมิใจของเรา เป็นที่ที่ชาวไทยยืนอยู่ยิ้มได้อย่างเป็นสุขได้ในปัจจุบัน

#พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

      น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

อย่างหาที่สุดมิได้ 

ขอบคุณที่มา : เพจ ละอองใต้พระบาท

และ เพจ ชมรมคนรักพระมหากษัตริย์ของชาติไทย

(คลิกอ่านต่อ เรื่อง รัชกาลที่ ๙ เสด็จประพาส โครงการหลวงแห่งแรก “ดอยอ่างขาง”)

ความรู้เรื่อง วิธีการเก็บรักษาเหรียญกษาปณ์-เหรียญที่ระลึก

(เหรียญที่ระลึกในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเจริญพระชนมพรรษา 88 พรรษา เมื่อ 5 ธ.ค. 2558)

ใกล้จะมีข่าวอย่างเป็นทางการ เรื่อง เหรียญที่ระลึกงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

แต่ระหว่างนี้ อย่าเพิ่งเชื่อข่าวลือใดๆ เพราะ กรมธนารักษ์ น่าจะใช้วิธีใช้เลขบัตรประชาชนในการสั่งจอง เพื่อให้ประชาชนได้มีไว้กันถ้วนหน้าทุกท่าน

(ตามที่เสนอข่าว เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2560) การจัดสร้างเหรียญที่ระลึกพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการขอพระบรมราชานุญาต จากเดิมมีกำหนดเปิดจองในเดือนเมษายนนี้จึงต้องเลื่อนออกไปก่อน (ที่มา : สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 และ BUGABOO.TV) http://news.ch7.com/detail/229877

และข่าว เมื่อวันที่ 17 ต.ค.2559 อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมธนารักษ์เตรียมการผลิตเหรียญที่ระลึกงานพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร แบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ทองคำ, เงิน, ทองแดง ขนาดเล็กและขนาดใหญ่ โดยเบื้องต้นกำหนดราคาเหรียญที่ระลึกสูงสุดเหรียญละ 50,000 บาท และราคาต่ำสุดเหรียญละ 100 บาท เพื่อให้ประชาชนได้เก็บไว้เป็นที่ระลึก ซึ่งขณะนี้ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษารูปแบบและระยะเวลาการเปิดให้ประชาชนได้จองและรับแลก ก่อนจะเสนอให้ครม. และสำนักพระราชวังพิจารณา  ต้องรอความชัดเจนเกี่ยวกับรูปแบบที่จะนำใช้เป็นภาพหน้าเหรียญ (ที่มา ข่าวสด เมื่อ 17 ต.ค. 2559) https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_57685

(ตัวอย่างเหรียญที่ระลึกอนุสรณ์การพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จย่า เนื้อทองคำ 20 กรัม ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง ในวันที่ 10 มีนาคม 2539)

ระหว่างที่รอข่าวทางการ ก็เก็บความรู้เรื่อง วิธีการเก็บรักษาเหรียญกันไปก่อน

การเก็บรักษาเหรียญคุณค่าของเหรียญโดยทั่วไปแล้ว จะถูกกำหนดโดยสภาพความสมบูรณ์ เหรียญเก่าที่มีสภาพเหมือนกับที่เพิ่งผลิตออกมาจากโรงกษาปณ์ใหม่ๆ ย่อมมีคุณค่าสูงกว่า เหรียญชนิดเดียวกัน ที่ถูกใช้มานานจนเกิดรอยขูดขีด ชำรุด หรือ มีตำหนิ เงินโบราณหลายชนิด เช่น เงินพดด้วง เงินเจียง เงินกรีก โรคุณ ซึ่งมีอายุนับร้อย จนถึงหลายพันปี ซึ่งถูกขุดขึ้นมา ด้วยผ่านกาลเวลาอันยาวนาน

แล้วตกทอดกันมาจนถึงปัจจุบันย่อมผ่านการใช้จ่ายมามากบ้าง น้อยบ้าง หรือไม่ได้ถูกใช้เลยก็มี สภาพของเหรียญเหล่านี้จึงต่างกันคุณค่าก็ต่างกันไปตามสภาพเช่นเดียวกัน

ในปัจจุบันนี้ มีผู้นิยมสะสมเหรียญเพิ่มมากขึ้น นับเป็นสิ่งที่น่ายินดีที่จะได้มาร่วมกันอนุรักษ์ เก็บรักษาเหรียญ อันเปรียบเหมือนหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ให้คงสภาพเดิมในปัจจุบันให้ยาวนานที่สุด

เหรียญกษาปณ์ และเหรียญที่ระลึก ล้วนทำด้วยโลหะ ซึ่งคงทนต่อสภาพอากาศ และสิ่งแวดล้อมที่แปรเปลี่ยน ได้ดีกว่าแสตมป์ และ ธนบัตร

การเก็บรักษาเหรียญเหล่านี้ จึงง่ายคลายกังวลลงได้ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยหลายอย่าง ที่ทำให้เหรียญเสื่อมสภาพลงโดยที่คาดไม่ถึงได้ เพื่อให้คุณค่าของเหรียญไม่ลดลง โดยไม่ได้ตั้งใจ

จึงขอเสนอเหตุปัจจัย ที่ทำให้เหรียญเสื่อมสภาพลง พร้อมทั้งวิธีการเก็บรักษา เพื่อให้เหรียญคงสภาพเดิมได้นานที่สุด หรือเพื่อชะลอการเสื่อมสภาพ ให้ได้ยาวนานที่สุดไม่ให้เสียหายเพราะน้ำมือของเราเอง

(ภาพจาก เหรียญกษาปณ์สัมพันธ์ กรมธนารักษ์ เหรียญกษาปณ์สัมพันธ์ กรมธนารักษ์)

ปัจจัยที่ทำให้เหรียญเสื่อมสภาพ

ความชื้น

น้ำ

ความร้อน

แสงสว่าง

อากาศ

สารเคมี อันประกอบด้วย กรด ด่าง

เหงื่อ

สัตว์ต่างๆ เช่น มด หนู แมลงสาบ

ฝุ่นละออง

การตกหล่น กระทบกระแทก และการขัดถูเหรียญ

ไฟ

วิธีการเก็บรักษาเหรียญ

เก็บในที่ๆ อากาศแห้งที่สุด โดยใช้ถุง หรือ ภาชนะอื่นที่ปิดสนิท อากาศเข้าไม่ได้ แล้วใช้สารดูดความชื้น ที่ไม่มีไอพิษเช่น ซิลิกาเจล ควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ให้ต่ำกว่า 45% ไม่ควรเก็บไว้ในห้องอับชื้น อันอาจเกิดเห็ด รา หรือเป็นทำรังของมดปลวกได้ เก็บในที่ๆ ควบคุมอุณหภูมิได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ควรเก็บไว้ในห้องที่ปรับอากาศบางเวลาเพราะว่าเมื่อปิดเครื่องปรับอากาศแล้ว จะทำให้หยดน้ำมาเกาะที่ผิวเหรียญได้

หมั่น ตรวจตราดูแลความสะอาดบริเวณที่เก็บ ไม่ให้มีเศษอาหารตกค้าง ไม่ให้รกรุงรัง เป็นที่อาศัยของ มด หนู และแมลงต่างๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับบรรยากาศ โดยใส่ตลับ ซองพลาสติก หรือ ซองเหรียญ (Mount) แล้วปิดผนึกไม่ให้อากาศเข้าได้ไม่ควรผนึกแน่นเกินไปจนกดทับตัวเหรียญ

ไม่วางทับซ้อนกัน ควรวางแยกจากกัน ระวังไม่ให้เหรียญกระทบ ขูดขีดกัน

ไม่ควรเคลือบผิวเหรียญด้วยสารใดๆ เพราะทำให้สารเหล่านี้ ติดกับผิวเหรียญ เมื่อลอกออก จะทำให้ผิวเสียหายได้

การ หยิบจับ ควรใช้ถุงมือป้องกันเหงื่อติดตัวเหรียญ หรือ ถ้าต้องใช้มือจับ ควรจับที่ขอบเหรียญ โดยล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่แล้วเช็ดให้แห้งเสียก่อน

เมื่อหยิบจับควรระวังไม่ให้ตก เมื่อเคลื่อนย้ายควรวางบนถาด ที่ปูด้วยผ้านุ่มที่ปราศจากสารเคมี

ห้ามใช้กาว หรือ เทปกาว ติดตัวเหรียญ

ตู้เก็บหรือตู้จัดแสดง ต้องปราศจากสารระเหย เช่น แลคเกอร์ หรือ ยาฆ่าแมลง และ ต้องปิดสนิท

ตู้ เก็บเหรียญเงิน ควรอยู่ห่างพื้นดินมากๆ ไม่ควรอยู่ใกล้ห้องน้ำ ท่อระบายน้ำ และ น้ำเน่า ฐานตู้จัดแสดงควรใช้ผ้าชุบสารละลายตะกั่วอาซีเตท (PbAcO) เพื่อป้องกันก๊าซไข่เน่า จากบรรยากาศที่ทำให้ผิวเงินดำได้

ไม่เก็บเหรียญที่เป็นสนิมปะปนกับเหรียญสภาพดี เพราะสนิมสามารถลามไปติดเหรียญได้ ยิ่งถ้าร้อนชื้น จะทำให้เกิดสนิมเร็วขึ้น

วิธีการทำความสะอาดเหรียญ

การเก็บรักษา เหรียญ เป็นวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย ขึ้นกับเหรียญ แต่ถ้าเหรียญสกปรกเสียหาย เหมือนกับเกิดโรคขึ้นแล้ว จำเป็นต้องใช้ยารักษา คือ การทำความสะอาด อันเป็นสิ่งที่ไม่ควรให้เกิดขึ้น เพราะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี ทำให้คุณค่าของเหรียญลดลง โดยเฉพาะ เหรียญที่ทำปฏิกิริยากับอากาศนานๆ จนมีสี (Toning) แสดงถึงความเก่าแก่ อันเป็นที่นิยมมากในยุโรบ และอเมริกา

อย่างไรก็ตามเหรียญที่สกปรกมากๆ อาจทำความสะอาดได้ โดยล้างอย่างระวัง ในน้ำสบู่ หรือ แปรงขนอ่อนปัดเบาๆ ใช้สำลีนุ่มๆ

ห้ามแช่ในน้ำกรดส้มมะขาม หรือมะนาวเด็ดขาด

ข้อพึงสังวรคือ การทำความสะอาดนั้น แท้จริงแล้วเป็นการทำลายความเป็น “ผิวเดิม” ของเหรียญอย่างที่ไม่สามารถกลับคืนมาได้อีก

นอกจากนั้น เดี๋ยวนี้มีน้ำยาล้างเหรียญเงิน ที่มีสารไซยาไนด์เป็นส่วนประกอบ ทำให้เกิดปฏิกิริยารุนแรงทั้งอาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ จึงต้องระมัดระวัง ทั้งไม่แช่นานเกินไป จนผิวถูกกัดกร่อน

ควรใช้น้ำยานี้ทำความสะอาดเหรียญที่สกปรกเท่านั้น ไม่ควรใช้กับเหรียญดีผิวเดิม

ที่มา : กรมธนารักษ์ http://www.treasury.go.th

http://www.royalthaimint.net/ewtadmin/ewt/mint_web/ewt_news.php?nid=49

 

 

“มีพระเมตตารับสั่งเสมอ.ไม่อยากให้ ปชช.ถูกลงโทษ” บิ๊กตู่ลั่นสถาบันฯ ทำอะไรให้เดือดร้อน

“ประยุทธ์” ลั่น ต้องเชิดชูปกป้องสถาบันฯ เผยทรงเมตตาไม่อยากลงโทษคดีหมิ่นฯ พระองค์ไม่ได้ออกกม.เอง???

นายกฯ ย้ำยุทธศาสตร์หลักต้องเชิดชู-ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ หลังมีมากว่า 1,000 ปี เผย สถาบันฯ ทรงเมตตาไม่อยากลงโทษประชาชนคดีหมิ่นสถาบันฯ

อภัยโทษ-นิรโทษกรรมมาตลอด เตือนระวังผิดกฎหมาย ลั่นรัฐบาลเป็นผู้ออกกฎหมายต้องปกป้องสถาบันฯ

วานนี้ (16 ส.ค.60 ) เวลา 09.00 น. ห้องรอยัลจูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาและมอบนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562

 โดยได้กล่าวตอนหนึ่งว่า ยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่สำคัญที่สุด คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เป็นองค์กรสำคัญเป็นหนึ่งในหลักของประเทศ คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นสิ่งที่เราต้องเคารพเทิดทูนและรักษาไว้ยิ่งชีวิต

สำหรับเราเป็นข้าราชการ เป็นรัฐมนตรี ต้องเพิ่มประชาชนเข้าไปให้อยู่ในใจ เพราะเราปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ประวัติศาสตร์ชาติไทยมีมาเกือบ 1,000 ปี มีพระมหากษัตริย์มาตลอด

ฉะนั้นหน้าที่ของพวกเรา สิ่งแรกจะต้องเชิดชูสถาบันฯ ด้วยความจงรักภักดี

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อ ว่า ที่ผ่านมารัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว และวันนี้จะเปิดวีดิทัศน์ที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ได้พระราชทานให้มาเมื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา

เพื่อจะให้เห็นว่าพระองค์ท่านทรงใช้คำว่าสืบสานรักษาและต่อยอดสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงสร้างไว้ และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พระองค์ทรงสืบทอดสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงทำไว้

พวกเราทุกคนต้องสานต่อสิ่งเหล่านี้ตามแนวทางที่ส่งพระราชทานไว้ และทั่วโลกยังได้นำแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ ขณะเดียวกัน บนเวทีสหประชาชาติและทุกการประชุมวันก็ได้นำแนวทางดังกล่าวไปถ่ายทอดทุกครั้งซึ่งทุกคนก็ยอมรับ

 วันนี้รัฐบาลได้สรุปออกมาแล้ว ว่าจะนำไปใช้ประโยชน์อะไรบ้างซึ่งมีถึง 8-9 กิจกรรม ไม่ใช่เฉพาะด้านการเกษตรเพียงอย่างเดียว

 “เรื่องการตรวจสอบกระทำความผิด อะไรก็แล้วแต่ ผู้ที่เผยแพร่สิ่งที่ไม่เหมาะสม

วันนี้ สถาบันฯ ทรงพระเมตตา ทรงรับสั่งเสมอ ว่าไม่อยากให้ประชาชนต้องถูกลงโทษด้วยเรื่องเหล่านี้ ประชาชนบางคนก็รู้กฎหมาย แต่ก็พยายามจะทำอยู่ เหมือนพยายามที่จะต่อต้านกฎหมาย ซึ่งก็คือกฎหมายฉบับหนึ่งเหมือนฉบับอื่นๆ

และพระองค์ท่านได้ทรงพระราชทานอภัยโทษ นิรโทษกรรมมาโดยตลอด แต่ก็ยังมีคนพยายามจะทำอยู่

ผมก็ไม่เข้าใจว่าสถาบันฯ ไปทำอะไรให้เดือดร้อน ผมพยายามจะคิดแบบที่เขาคิด แต่ก็คิดไม่ออก

คิดไม่ได้ว่า ทำไมเขาถึงทำแบบนั้น ไม่เข้าใจเหมือนกัน

ฉะนั้นให้นึกถึงว่าพระองค์ท่านทรงมีพระเมตตามาตลอด

พระองค์ท่านไม่อยากให้มีการลงโทษอะไรต่างๆ

ซึ่งกฎหมายนี้พระองค์ท่านไม่ได้เป็นคนออก แต่ทุกรัฐบาลเป็นคนออกกฎหมายนี้มา เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

ขอให้เข้าใจด้วยพระองค์ท่านใช้กฎหมายไม่ได้ พระองค์ท่านพระราชทานอำนาจทั้ง 3 อำนาจมาให้รัฐบาลเป็นผู้บริหาร เราก็ต้องปกป้องพระองค์ท่าน” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า เราต้องสร้างความรู้ความเข้าใจที่เกี่ยวข้องกับพระราชกรณียกิจ รวมทั้งเร่งขยายผลโครงการตามแนวพระราชดำริ ตามหลักการทรงงานของพระองค์ท่านทุกพระองค์  

…………………………….

ที่มา : ผู้จัดการ http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9600000083718

สำนักข่าวทีนิวส์ http://www.tnews.co.th/contents/bg/348406

หน่วยพระราชทานและประชาชนจิตอาสา เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ ร่วมบำเพ็ญประโยชน์ที่เขตบางบอน

วานนี้(16 ส.ค.60)  ที่โรงเรียนคงโครัดอุทิศ เขตบางบอน ซึ่งจัดตั้งเป็นศูนย์อำนวยการภาคสนามของโครงการหน่วยพระราชทาน และประชาชนจิตอาสา เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ

มีประชาชนจิตอาสา และหน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์, ข้าราชบริพาร หน่วยราชการในพระองค์, หน่วยทหารจากกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตบางบอน, เจ้าหน้าที่สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร รวม 2,250 คน

กระจายกำลังแบ่งพื้นที่ทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ ร่วมกันปรับปรุงภูมิทัศน์ ทำความสะอาด และขุดลอกคลองควาย โดยแบ่งการปฏิบัติงานออกเป็น 3 ช่วง

เริ่มตั้งแต่สะพานเอกชัย ซอย 46 จนถึงคลองวัดสิงห์ รวมระยะทาง 700 เมตร ซึ่งมีผักตบชวาและวัชพืชขึ้นกีดขวาง รวมทั้งขยะและสิ่งปฏิกูล ทำให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างล่าช้า โดยผลการปฏิบัติงานในวันนี้จะช่วยเปิดทางให้น้ำในคลองควายมีการระบายดีขึ้น ตลอดจนได้ร่วมกันปรับปรุงภูมิทัศน์และทำความสะอาดพื้นที่โรงเรียนคงโครัดอุทิศ

ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ ประกอบอาหารมื้อกลางวันพระราชทาน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่ประชาชนจิตอาสาและเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ที่มาร่วมกันปฏิบัติงานด้วย.

ที่มา : สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 และ BUGABOO.TV , มติชน  https://www.matichon.co.th/news/631180

ลูก..ความยากจน ไม่น่าเป็นสิ่งที่น่าละอาย

83236624

..ความยากจนไม่น่าเป็นสิ่งที่น่าละอาย

     …เมื่อยังเล็กๆ อยู่ ข้าพเจ้าเคยเสียใจมาก ที่คุณแม่ไม่มีเสื้อผ้าสวยๆ ให้ใส่เลย

     เสื้อผ้าที่ใส่เล่นในบ้าน ก็รับช่วงจากพี่ชายสองคน

     และได้เห็นแม่นั่งเย็บจักร เย็บชุดนักเรียนให้แก่ข้าพเจ้าและน้องสาว

     ..ได้เห็นพ่อของข้าพเจ้าไปไหนๆ ก็ขึ้นแต่รถราง

fam 1_r

     ข้าพเจ้าก็บ่นกับพี่น้อง ว่า “แหม เบื่อจัง”

     ..เห็นพ่อต้องวิ่งขึ้นรถราง

     ท่านพ่อ (หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร ต่อมาได้รับสถาปนาเป็นพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ) ก็จะสอนมาตลอด ว่า

     “..ลูก ความยากจนไม่น่าเป็นสิ่งที่น่าละอาย ความชั่วช้าคดโกงนั่นแหละ เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ น่าละอายอย่างยิ่ง..”

     ข้าพเจ้าเองก็เดินจากบ้านที่เทเวศร์ซึ่งไกลมากไปโรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์ นานๆ จึงจะได้ขึ้นรถรางเมื่อฝนตก

      ตอนนี้ ข้าพเจ้าอธิษฐานเสมอเวลาทำบุญ และ แม้แต่เวลานั่งรถผ่านพระปฐมเจดีย์ ว่า

     “.. เกิดชาติหน้าฉันใด ขอให้ได้เกิดกับพ่อแม่เช่นนี้ พ่อแม่ที่สอนลูกให้ห่างไกลจากความรู้มากและก็เค็มปี๋…”

a39

      ความตอนหนึ่งในพระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

      พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เฝ้าฯ ถวายชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา วันพุธที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๗

queen3_New1

      ข้อมูลและภาพจากหนังสือจดหมายเหตุเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๗ เล่ม ๑

11836866_10152984794091791_7244328059963154501_n

……………………………….

ขอบคุณ เพจ Royal Archives of OHM

Q 3_r

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้องคมนตรีเชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภคไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

(ครั้งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เสด็จฯ ทรงเยี่ยมเยียนพสกนิกรในพื้นที่ห่างไกล)

 

วานนี้(16 ส.ค.60) สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้องคมนตรีเชิญถุงพระราชทาน และเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยที่จังหวัดอุดรธานี ร้อยเอ็ด และกาฬสินธุ์

โดยที่จังหวัดอุดรธานี นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ได้ไปติดตามความคืบหน้าการแก้ไขสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ พร้อมเชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค รวม 300 ชุด ไปมอบแก่ผู้ประสบอุทกภัยที่วัดบ้านหนองกา ตำบลบ้านจันทร์ อำเภอบ้านดุง เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น หลังจากประสบอุทกภัยตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม ที่ผ่านมา มีพื้นที่ความเสียหาย 20 อำเภอ 130 ตำบล 1,044 หมู่บ้าน ราษฎรเสียชีวิต 3 ราย ปัจจุบันสถานการณ์น้ำเข้าสู่ภาวะปกติใน 18 อำเภอ ยังเหลือน้ำท่วมขัง 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบ้านดุง และอำเภอสร้างคอม เนื่องจากเป็นพื้นที่ลุ่ม

ที่จังหวัดร้อยเอ็ด พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี ไปติดตามความคืบหน้าการแก้ไขสถานการณ์น้ำในพื้นที่ พร้อมเชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค รวม 300 ชุด ไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัย เพื่อเป็นขวัญกำลังใจหลังจากฝนตกติดต่อกันหลายวันระหว่างวันที่ 23-28 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายพื้นที่ของจังหวัดซึ่งอยู่ในลุ่มน้ำยัง ลุ่มน้ำชี และลำน้ำสาขา ถูกน้ำท่วมขังเป็นบริเวณกว้าง รวม 20 อำเภอ 182 ตำบล 2,093 หมู่บ้าน คาดว่าพื้นที่การเกษตรเสียหายประมาณ 780,542 ไร่ โดยพื้นที่อำเภอเสลภูมิ ราษฎรเดือนร้อน 9 ตำบล 104 หมู่บ้าน 17,883 ครัวเรือน คาดว่าพื้นที่การเกษตรเสียหายประมาณ 92,400 ไร่

และที่ห้องประชุมโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว ตำบลลำคลอง อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ไปติดตามความคืบหน้าการแก้ไขสถานการณ์อุทกภัย ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่ประสบอุทกภัย 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง ยางตลาด กมลาไสย ฆ้องชัย และร่องคำ เนื่องจากเป็นพื้นที่รับน้ำจากการระบายน้ำของเขื่อนลำปาว ผ่านทางลำน้ำปาวและลำน้ำพาน ก่อนไหลลงลำน้ำชีที่อำเภอฆ้องชัย

จากนั้น ได้ไปศูนย์พักพิงชั่วคราว วัดบ้านดอนยานาง ตำบลดอนสมบูรณ์ อำเภอยางตลาด โดยได้เชิญถุงยังชีพพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค รวม 300 ชุด ไปมอบแก่ราษฎรเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ สำหรับแผนการบริหารจัดการน้ำเขื่อนลำปาว เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะลดจำนวนการปล่อยน้ำจากวันละ 30 ล้านลูกบาศก์เมตร เหลือวันละ 15 ล้านลูกบาศก์เมตร ตั้งแต่วันที่ 21-30 สิงหาคม ถ้าหากไม่มีปัจจัยที่ทำให้น้ำเข้าเขื่อนมากเกินไป จะทำให้ระดับน้ำในพื้นที่ต้นน้ำ คือ อำเภอเมือง และยางตลาด ลดลงตามไปด้วย

ที่มา : สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 และ BUGABOO.TV , มติชน https://www.matichon.co.th/news/631209

นี่แหละคนจริงตัวอย่าง..อดีตอาจารย์ลุยทํานาในกรุง ๕๐ ไร่ ไม่สนราคาพุ่งสูงเกือบพันล้าน

อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทิ้งอาชีพรับราชการหันมาทำนากลางกรุงจัดเป็นศูนย์การเรียนรู้เกษตรกรรม ในผืนดินที่มีมูลค่านับพันล้านบาท

เผยพอใจที่จะสืบสานอาชีพของบรรพบุรุษ มากกว่าต้องการเม็ดเงินมหาศาล

อดีตอาจารย์ประจำศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ผันชีวิตจากการรับราชการ มาทำ “ไร่นาสวนผสม” กลางกรุงตามวิถีชีวิตดั้งเดิมของบรรพบุรุษ ในพื้นที่ที่รายรอบ ด้วยบ้านจัดสรร

ด้วยความตั้งใจที่จะให้เป็นศูนย์การเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรของคนกรุง

ขอขอบคุณ ยุทูป ช่อง tsuki.m  “ไร่นาสวนผสม” ความหลากหลายสีเขียวในกทม. โดย: อ.สมโภชน์ ทับเจริญ [เสนอวิชา POL6306] 

…….. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านเลขที่ 3 ซอยนวลจันทร์ 56 แยก 5 ถนนนวลจันทร์ แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กทม.

เมื่อวันที่ 15 ส.ค.60 พบกับนายสมโภชน์ ทับเจริญ อายุ 59 ปี อดีตอาจารย์ประจำศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม

ขณะกำลังเดินตรวจวัชพืชในนาข้าวที่ปลูกอยู่บริเวณหน้าบ้านพัก

และเปิดเผยสาเหตุที่หันหลังจากการรับราชการมาใช้ชีวิตเกษตรกร ว่า อาชีพทำนาเป็นอาชีพที่ทำกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ตั้งแต่ปู่ย่า เมื่อเกิดมาเห็นพ่อแม่ทำไร่ทำนามาตั้งแต่เล็ก ที่บ้านแห่งนี้ ที่เดิมเรียกว่าบ้านบางขวด

หลังเรียนจบ ชั้นมัธยมศึกษาก็ได้เข้าเรียนที่วิทยาลัยเกษตรกรรมเจ้าคุณทหาร หรือสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในปัจจุบันนี้ แล้วมาศึกษาต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

จากนั้นมารับราชการในตำแหน่งนักวิชาการเกษตร ไต่เต้าจนกระทั่งได้ซี 8 งานส่วนใหญ่จะสอน หรือ อบรมเกษตรกรและสอนนิสิตเกษตรบ้าง เพราะงานหลักอยู่ที่ศูนย์วิจัยสุกรแห่งชาติ

ช่วงชีวิตในตอนนั้นไม่ได้กลับมาทำนาที่บ้าน เพราะพ่อกับแม่ทำอยู่แล้ว

อดีตอาจารย์ ม.เกษตรฯ กล่าวว่า ช่วงเวลาที่รับราชการนาน 27 ปี พ่อแม่ก็แก่ลงเรื่อยๆ เลยวางแผนคิดว่า ควรจะทำอย่างไรกับที่ดินจำนวน 50 ไร่นี้และต้องทำเกษตรกรรม

จึงเริ่มมาวางแผนปรับพื้นที่ปรับหน้าดิน ขุดร่อง ทำบ่อน้ำ กระทั่งปี 2556 แม่เสียชีวิต จึงลาออกกลับมาอยู่บ้านสานความฝัน ทำพื้นที่ตรงนี้ให้เป็นเกษตรเชิงธุรกิจและเชิงท่องเที่ยว อยู่กลางใจเมือง

เพราะคิดว่า คนบ้านนอกอยากเข้ามาในเมืองดูแสงสี แต่คนกรุงอยากไปบ้านนอกหาความสงบ จึงมีแนวคิดว่า จะทำกรุงเทพฯ ให้เป็นบ้านนอก

เพื่อให้คนแถวนี้ได้มาเที่ยว มากิน สร้างบรรยากาศบ้านนอกที่อยู่ในเมืองกรุง ได้แบ่งที่ดินจำนวน 50 ไร่เป็น 2 ส่วน

ดย 14 ไร่ ซึ่งอยู่อีกฝั่งถนนตรงข้ามกัน..ทำเป็นย่านธุรกิจใช้ชื่อ “@บางขวด” มีร้านค้า ร้านกาแฟ เน้นขายอาหารโดยนำผลผลิตจากไร่นาที่ทำ ไปขายเป็นหลัก ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง

อีกฝั่งที่ติดกับบ้านเนื้อที่ 36 ไร่ ปลูกไม้ยืนต้นให้ร่มเงา ทำนาข้าวไรซ์เบอร์รี่ เลี้ยงปลา ปลูกพืชผักต่างๆ เช่น จิงจูช่าย มาทำน้ำผักขาย รวมถึงวอเตอร์เครส หรือสลัดน้ำ ทั้งยังปลูกเมล่อนญี่ปุ่น ทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ให้คนเข้ามาเรียนรู้

อ.สมโภชน์ กล่าวว่า การเพาะปลูกของตน เน้นที่เกษตรเพื่อชีวิต ไม่ใช่เกษตรเพื่อความตาย ผลไม้ พืชผักต่างๆ ในสวนนี้ ไม่ใช้ยาฆ่าแมลงหรือสารเคมี

แต่ถามว่าเป็นเกษตรอินทรีย์หรือไม่ บอกได้ว่าไม่ใช่ เพราะใช้ทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์แต่ใช้ในอัตราส่วนที่เหมาะสม

เกษตรอินทรีย์หรือออแกนิกนั้นจริงๆแล้ว ต้องเริ่มตั้งแต่อาหารที่มาหล่อเลี้ยงพืชต้องออแกนิกด้วย เลี้ยงสัตว์แล้วนำมูลมาทำปุ๋ย คือทุกอย่างจะต้องผ่านขั้นตอนออแกนิกมาก่อน แล้วจึงนำมาใช้ปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ออแกนิกจริงๆ ในเมืองไทยมีไม่กี่แห่ง

ตนเน้นเรื่องเกษตรปลอดภัยมากกว่า

ผู้สื่อข่าวถามว่า รายได้จากการปลูกข้าวมีจำนวนเท่าไหร่ นายสมโภชน์กล่าวว่า พื้นที่ปลูกข้าวแบ่งไว้ 3 ไร่ ทำไว้กินและเหลือขายบ้างเล็กน้อย

ไม่ปลูกพร้อมๆ กัน เพื่อให้คนมาเที่ยวชมแปลงนาข้าว ได้เห็นทุกระยะการเจริญเติบโตของข้าว ตั้งแต่ปักดำ ตั้งท้อง เก็บเกี่ยว

และเพื่อป้องกันนกมากินข้าว เช่น นกกระติ๊บขี้หมู นกกระจาบ ซึ่งคนนิยมนำมาปล่อยทำบุญ เลยต้องกางมุ้งคลุมนาข้าวในระยะที่กำลังออกรวง ผลผลิตตก ใช้ระยะเวลาปลูก 120 วันหรือประมาณ 4 เดือน

มีต้นทุนปลูก 4-5 พันบาทต่อไร่ ในหนึ่งไร่จะได้ผลผลิต 500 กิโลกรัม เก็บไว้กินเอง 50 กิโลกรัม ทำพันธุ์ 50 กิโลกรัม นำไปขายที่ร้าน @ บางขวด กิโลกรัมละ 90 บาท หักค่าแรง ค่าเก็บเกี่ยวซึ่งใช้วิธีลงแขกให้ญาติพี่น้องมาช่วยกัน ค่าน้ำมัน ที่เหลือเป็นกำไรตกไร่ละกว่าหนึ่งหมื่นบาท

เมื่อถามว่า ที่ดินมีราคาสูงแล้วนำมาทำนาข้าวคุ้มกันหรือไม่

อดีตอาจารย์ ม.เกษตรฯ กำแพงแสน กล่าวว่า อย่างแรกคุ้มต่อสภาพจิตใจ อย่าไปคิดว่า ทุกอย่างต้องเป็นตัวเงิน มีคนเข้ามาขอซื้อสร้างบ้านจัดสรรเกือบทุกวัน แต่ไม่ขาย

ราคาขณะนี้ อยู่ในราวไร่ละ 16-20 ล้าน ตนมี 50 ไร่ เป็นมรดกจากปู่ตกมาถึงพ่อ จนมาถึงตนซึ่งจะต้องสืบทอดอาชีพชาวนาของบรรพบุรุษไว้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ชาวบ้านในละแวกนี้ มองอาจารย์เพี้ยนหรือไม่ ทำไมต้องมาตากแดดทำนา ทั้งๆ ที่ดินราคาสูง ขายได้ราคา

นายสมโภชน์ กล่าวว่า ลงทุนปรับพื้นที่ทำการเกษตรเพื่อการค้าขายและท่องเที่ยว มันอาจจะไม่คุ้ม ที่ดินราคาไร่ละ 20 ล้านบาท มาทำไร่ทำไม ได้เงินแค่เดือนนึงไม่กี่หมื่นบาท ขายที่ได้เงินก้อนโตไม่ดีกว่าหรือ แต่ตนคิดว่ามันไม่ใช่ ที่ดินตรงนี้ขึ้นราคาทุกนาที เพราะอยู่ในเมืองหลวง ถือเป็นดอกดินที่บานออก

ในหนึ่งปีราคาจะสูงขึ้น 5 แสนบาทต่อไร่ โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย ปล่อยให้ทำนาได้เดือนละไม่กี่หมื่นบาท แต่ดอกดินในแต่ละปีมันขึ้นราคาด้วยตัวของมันเองอยู่โดยอัตโนมัติ

แล้วจะขายไปทำไม เรามีความสุขกับการทำให้คนอื่นมีความสุข คนมาเที่ยวสบายใจ กินอาหารอร่อย สุขภาพดี ก็ดีใจแล้ว.

ที่มา : ไทยรัฐ https://www.thairath.co.th/content/1040440

 

ทูลกระหม่อมหญิงทรงบำเพ็ญพระกุศลอุทิศแก่ คุณพุ่ม เจนเซน พระโอรส

เช้าวันนี้พุธ ที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๐ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จไปยังพระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ทรงบำเพ็ญพระกุศลอุทิศพระราชทานแก่คุณพุ่ม เจนเซน พระโอรส เนื่องในวันคล้ายวันเกิด

การนี้ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นประธานสงฆ์

ภาพจาก : FB_สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช

ที่มา : เพจ เรารักราชวงศ์จักรี ” We Love Chakri Dynasty”

และเพจ  We Love Royal Family Of Thailand

………………………

ประวัติคุณพุ่ม เจนเซ่น โดยย่อ

(ในหลวงภูมิพลฯ และคุณพุ่ม)

คุณพุ่ม เจนเซน มีนามเดิมว่า ภูมิ เจนเซน เกิดเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2526 ณ โรงพยาบาลในเมืองแซนดีเอโก ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นพระโอรสในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดีกับนายปีเตอร์ แลดด์ เจนเซน มีพี่น้องร่วมพระมารดา-บิดา คือคุณพลอยไพลิน และคุณสิริกิติยา เจนเซน ภายหลังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้พระราชทานนามใหม่ว่า “พุ่ม”

คุณพุ่ม เจนเซนเกิดและเติบโตในแซนดีเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อแรกเกิดคุณพุ่ม เจนเซน มีน้ำหนัก ปอนด์ 16 ออนซ์ แข็งแรงและปกติ ก่อนที่จะเริ่มมีอาการของโรคออทิซึมเมื่อมีอายุได้18 เดือน คุณพุ่ม เจนเซนได้เข้าศึกษาระดับมัธยมศึกษาในโรงเรียนมัธยมทอร์รีย์ไพนส์ (Torrey Pines High School) เช่นเดียวกับคุณสิริกิติยา เจนเซน น้องสาว จนสำเร็จการศึกษา

คุณพุ่มต้องอยู่ในซานดีเอโกต่อจนมีอายุครบ 18 ปีถือว่าบรรลุนิติภาวะจึงจะสามารถกลับมารักษาภายในประเทศไทยได้

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดีได้เสด็จนิวัติกลับประเทศไทยในช่วงเดือนกรกฎาคมพ.ศ. 2544 พร้อมด้วยคุณพุ่ม เจนเซน ส่วนคุณพลอยไพลิน เจนเซนยังศึกษาในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ส่วนคุณสิริกิติยา เจนเซนได้เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียริเวอร์ไซด์ โดยพำนักอยู่ร่วมกับบิดา

หลังจากกลับมายังประเทศไทย คุณพุ่ม เจนเซนจึงศึกษาต่อในโปรแกรมพิเศษออทิสติกที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อินเตอร์เนชั่นแนลโปรแกรม และโปรแกรมวิทยาศาสตร์กีฬา คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

คุณพุ่ม เจนเซน มีความสามารถพิเศษในการนับคำนวณตัวเลขปฏิทิน เพียงแค่บอกวันที่ เดือน ปีเกิด คุณพุ่มสามารถบอกได้ทันทีว่า บุคคลนั้นเกิดวันอะไร และได้รับประกาศนียบัตรทองคำจากพิพิธภัณฑ์ริบลีส์ ในฐานะคนไทยคนแรกที่มีความสามารถดังกล่าว

นอกจากนี้คุณพุ่มยังมีความสามารถทางด้านการเล่นกีฬา โดยเฉพาะการเล่นเจ็ตสกี ด้วยเหตุที่คุณพุ่ม เจนเซนป่วยเป็นโรคออทิซึม ทำให้ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงสนพระทัยที่จะปฏิบัติพระกรณียกิจช่วยเหลือผู้ป่วยออทิซึมกับโรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมทั้งได้จัดตั้งวิทยาลัยชุมชนเพื่อเพิ่มศักยภาพผู้ป่วยออทิซึม     ที่มาข้อมูลจาก สำนักข่าวทีนิวส์

และภาพบางส่วนจากมติชน weekly เรื่องทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ กับนาทีชีวิตของ ‘คุณพุ่ม’

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 และครอบครัวของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ

เรื่องหลังจากวังหลวง..น้ำตาข้าพเจ้าร่วง..เมื่อได้ฟังพระราชกระแสรับสั่ง

เมื่อได้ฟังพระราชกระแสรับสั่ง

“คนเรานั้นมีระเบียบไม่เหมือนกัน ทำอะไรต้องนึกถึงข้อนี้ด้วย “

น้ำตาข้าพเจ้าร่วง

ครั้งนั้น บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทอันเป็นที่ประดิษฐานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล(รัชกาลที่ 8)

ซึ่งได้เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถวายบังคมพระบรมศพฯ

และได้เข้าเฝ้าใกล้ชิดใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทในหลวง รัชกาลที่ 9 เมื่อเสด็จขึ้นทรงถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระเชษฐาธิราชเจ้าในพระบรมโกศ

หน้าที่ตำรวจหลวงของข้าพเจ้า คือ การนำเสด็จพระราชดำเนินไปพร้อมกับสมุหราชองครักษ์ คือ พลเรือโทหลวงสุรณรงค์

ประชาชนพากันเบียดเสียดเยียดยัดตามสองข้างทางเสด็จพระราชดำเนินที่ปูลาดพระบาทเอาไว้

ตอนที่เสด็จฯ เข้าไปตอนแรกๆ ก็ไม่มีอะไร

แต่แล้วทันใดนั้นนิสิตหญิงของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยคนหนึ่งได้ล้ำเส้นกั้นออกมา

ก้มศีรษะลงถวายบังคมแทบพระบาท เมื่อเสด็จไปถึง

ไม่ถวายบังคมเปล่า เอามือจับข้อพระบาทดึงไว้กับที่ด้วย ทรงไม่ได้ทันระวังพระองค์ด้วยไม่คิดว่าจะมีผู้มายึดพระบาทด้วยความเคารพ

จึงซวนพระวรกายไปข้างหน้าพระหัตถ์ข้างหนึ่งเกาะไหล่สมุหราชองครักษ์ไว้ เพื่อพยุงพระวรกาย

มหาดเล็กเห็นดังนั้นจึง เข้าเคลียร์พื้นที่ เพราะประชาชนต่างก็พากันแตกแถวด้วยต้องการจะเข้าใกล้ชิดบ้าง เสียงมหาดเล็กร้องว่า…

“…อย่าเข้ามาขวางทางเสด็จพระราชดำเนินครับ หลีกทางเข้าไปอยู่เส้นกั้นครับ ขอความกรุณา…”

ข้าพเจ้าอยู่ใกล้ชิดที่สุด ก็พลอยถูกเบียดจนซุนไปมา เท้าข้างหนึ่งของข้าพเจ้าเลยไปกระทบถูกข้อมือของนิสิตหญิงผู้นั้น จนหลุดออกจากการเกาะกุม

ทำให้เสด็จพระราชดำเนินต่อไปได้

ความชุลมุนสิ้นสุดลง เมื่อเสด็จไปถึงที่ประทับแล้ว ก็ทรงประทับให้ประชาชนได้ชมพระบารมีทั่วหน้ากัน

ข้าพเจ้าถอยออกไปยืนอยู่ในที่ที่อันได้จัดไว้สำหรับตำรวจหลวง

ทันใดนั้นท่าน (นายพิมาณบริรักษ์) ได้เข้ามากระซิบว่า…

“…เฉลิมศักดิ์ ทรงมีรับสั่งให้เข้าเฝ้าเดี๋ยวนี้เลย…”

….. ข้าพเจ้าคลานเข้าไปหมอบกราบแทบพระบาท รอฟังพระราชกระแสรับสั่งเพียงได้ยินสองต่อสอง

ด้วยข้อความสั้นๆ ว่า…

“…คนเรานั้น มีระเบียบไม่เหมือนกัน ทำอะไร ต้องนึกถึงข้อนี้ด้วย…”

ข้าพเจ้าเย็นวาบไปทั้งตัว.ในระหว่างที่ชุลมุน.จนเท้าของข้าพเจ้า.ไปกระแทกข้อมือของนิสิตหญิงผู้นั้น..

จนหลุดจากการเกาะกุมข้อพระบาท ทั้งๆ ที่ไม่ได้ตั้งใจ คงจะทรงทอดพระเนตรเห็นเข้าพอดี

(จากซ้ายไปขวา : ในหลวงรัชกาลที่ ๙ และในหลวงรัชกาลที่ ๘ เมื่อครั้งทรงพระเยาว์)

ทรงเห็นว่า คนทั่วไป ดูแล้ว ..อาจจะคิดไปว่าข้าพเจ้า ซึ่งเป็นข้าในพระองค์..ใช้เท้าปัดข้อมือของนิสิตหญิงผู้นั้น ทั้งๆ ที่เป็นการชุลมุนก็ตามที

ทรงเตือนให้ข้าพเจ้าได้ตระหนักถึง การกระทำทุกอย่างที่ได้แสดงออกไป จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

ทั้งนี้ด้วยว่าข้าพเจ้าเป็น “ข้าในพระองค์” นั่นเอง

ทรงเตือนข้าพเจ้าให้ได้รู้ว่าระเบียบวินัยหรือกฎที่ตั้งไว้นั้น บางครั้งก็ต้องอนุโลมไปตามสถานการณ์

น้ำตาของข้าพเจ้าไหลคลอ.ด้วยความสำนึกตัว

รุ่งเช้าขึ้นข้าพเจ้าเข้าไปตักน้ำมนต์หน้าพระอุโบสถหลวงพ่อพระแก้วมรกต มาผสมน้ำรดหัว

และในระหว่างผสมน้ำมนต์นั้น ได้ปฏิญาณตนว่าจะไม่ทำซุ่มซ่าม หรือทำกิริยา ที่จะทำให้ทรงมีพระราชดำรัสเตือนอีกเป็นครั้งที่สอง

ด้วยว่าความผิดนี้เป็นความผิดที่เป็นรอยด่างในใจของข้าพเจ้า ที่ไม่มีวันจะลืมเลือน

แม้จะได้เกษียณอายุราชการ ออกมาแล้ว จนถึงวันที่เขียนต้นฉบับนี้ ข้าพเจ้าไม่เคยทำพลาดเช่นนั้นอีกเลย

ปวงข้าพระพุทธเจ้าน้อมศิระกราน

ถวายบังคมแทบเบื้องพระยุคลบาท

..พระผู้สถิตในดวงใจไทยทั้งชาติ..

สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น หาที่สุดมิได้

“””””””””””””””””””””””””

บันทึกความทรงจำของอดีตตำรวจหลวง เฉลิมศักดิ์ รามโกมุท จากหนังสือ “เรื่องหลังจากวังหลวง” (ขอบคุณ ที่มา : สุประวีณ์ องุ่นอ้วนๆกลมๆ และ คุณ february26 http://oknation.nationtv.tv/blog/februarynews/2017/01/26/entry-3

ที่มา : เพจชมรมคนรักพระมหากษัตริย์ของชาติไทย

และภาพจาก http://www.bestrdnews.com/8447/

ขอขอบคุณภาพประกอบเรื่องจากแหล่งข่าวโซเชียลและเว็บไซต์ต่างๆ

และขออภัยที่ไม่ทราบนามได้ทั้งหมด