พระราชปณิธาน..พัฒนาเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของพสกนิกร

387778_207976335959680_672949343_n

ดร.สุทิน ลี้ปิยะชาติ

     ตลอดระยะเวลาที่ทรงครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยสิริราชสมบัติ ทรงห่วงใยทุกข์สุขของพสกนิกรทั่วประเทศเป็นอย่างยิ่ง

โดยทรงทุ่มเทพระวรกายเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่พสกนิกรทั่วทุกแห่งหน ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลในถิ่นทุรกันดารเพียงใด

พระองค์ก็มิทรงย่อท้อ เสด็จพระราชดำเนินบุกป่าผ่าดงขึ้นเขาลงห้วย เสด็จพระราชดำเนินไปทุกแห่งทุกหน ทุกที่ทุกเวลา ด้วยทรงถือว่า ทุกข์ของราษฎรคือทุกข์ของพระองค์

     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีพระเมตตาต่อประชาชนชาวไทย

โดยทรงงานเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรอย่างแท้จริง ดังพระปฐมบรมราชโองการ ที่ได้พระราชทานในพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 ความว่า

     “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

      พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงใช้ธรรมะเป็นพื้นฐานในการครองแผ่นดิน ดังที่ทรงตรัสว่า “ธรรมะ คือ ความดี ความถูกต้อง หรือความยุติธรรม”

โดยตลอดระยะเวลาที่ทรงครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติพระองค์อยู่ในหลักทศพิศราชธรรม หรือธรรมะ 10 ประการในการครองแผ่นดิน และทรงกำหนดเป้าหมายว่า เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม ทรงมุ่งพัฒนาประเทศเพื่อช่วยเหลือประชาชน ให้ผลของการดำเนินการพัฒนาจะนำมาซึ่งประโยชน์สุขของประชาชนเป็นสำคัญ

     ในวันนี้ กระผมขอเชิญชวนท่านผู้อ่านที่เคารพทุกท่านเรียนรู้พระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่สะท้อนพระราชปณิธานในการทรงงานเพื่อพสกนิกรชาวไทยให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่เปรียบมิได้ โดยได้รับความสนับสนุนด้านข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดังนี้

     ทุกครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ เสด็จฯ ไปยังพื้นที่ชนบท พระองค์ทรงซักถามเรื่องราวต่าง ๆ ทำให้ทรงรับทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากราษฎรเองและจากเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่

โดยทรงรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ไว้ เพื่อเป็นแนวทางที่จะพระราชทานพระราชดำริช่วยเหลือราษฎรให้มีความอยู่ดีกินดี และสามารถพึ่งตนเองได้

นับเป็นที่ประจักษ์และซาบซึ้งในน้ำพระทัยและพระวิริยะอุตสาหะของพระองค์ ที่ทรงทุ่มเทพระวรกายและพระราชหฤทัยในการทรงงานอย่างมิย่อท้อต่อความเหนื่อยยากในการเสด็จฯ ไปทุกหนทุกแห่ง เพื่อปัดเป่าทุกข์และนำประโยชน์สุขสู่ปวงประชาในทุกพื้นที่

292142_343338572386565_1396906639_n

     ดังพระอรรถาธิบายการทรงงานของพระองค์ในพระราชดำรัสในสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถที่พระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2554 ความตอนหนึ่งว่า

     “…พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงติดตามงานทุกโครงการโดยตลอด และทรงงานละเอียดมากทุกอย่าง ภาพที่คุ้นตาประชาชน คือ ภาพที่ทรงถือแผนที่ที่ติดพระองค์เป็นประจำ แม้เวลาประทับบนเฮลิคอปเตอร์ หรือเวลาที่ทรงขับรถยนต์พระที่นั่ง จะทรงวางแผนที่ไว้ข้างพระองค์ และทอดพระเนตรสภาพพื้นที่จริงเทียบกับแผนที่ และทรงซักถามชาวบ้านถึงชื่อหมู่บ้าน ถนน แม่น้ำลำคลอง ทรงทำเครื่องหมายไว้และเพิ่มเติมข้อมูลใหม่ลงไปเสมอ ในห้องทรงงานที่พระตำหนักทุกแห่ง จะมีแผนที่ประเทศไทยขนาดใหญ่ติดผนังห้องไว้ ทำให้ทุกพื้นที่ในประเทศไทยอยู่ในสายพระเนตรตลอดเวลา…”

     พระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานแก่คณะที่ปรึกษาเยาวชนและเยาวชนดีเด่น ณ ศาลาผกาภิรมย์ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2513 ความตอนหนึ่งว่า

     “…คำว่า “พัฒนา” ก็หมายถึงทำให้มั่นคง ทำให้ก้าวหน้า การพัฒนาประเทศก็ทำให้บ้านเมืองมั่นคงมีความเจริญ ความหมายของการพัฒนานี้ก็เท่ากับ ตั้งใจที่จะทำให้ชีวิตของแต่ละคนมีความปลอดภัย มีความเจริญ มีความสุข ฉะนั้น จึงเข้าใจได้ว่า การพัฒนาทุกอย่างเป็นสิ่งที่ดี เพราะว่าจะนำมาซึ่งความสุขความเจริญและความพอใจของแต่ละบุคคลในประเทศ…”

     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงเคยมีรับสั่งกับ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิชัยพัฒนา ความตอนหนึ่งว่า

     “…ทำไมพระเจ้าอยู่หัวต้องเหน็ดเหนื่อยอยู่อย่างนี้ ที่ต้องเหน็ดเหนื่อย ก็เพราะประชาชนยังยากจนอยู่ และเมื่อเขายากจน เขาจึงไม่มีอิสรภาพ เสรีภาพ และเมื่อเขาไม่มีอิสรภาพ เสรีภาพ เขาจึงเป็นประชาธิปไตยไม่ได้…”

     กระแสรับสั่งข้างต้นเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงอยากเห็นการพัฒนาที่ยั่งยืนและประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง เป็นการปูพื้นฐานของประชาธิปไตย มิใช่เรื่องกฎหมาย ระเบียบ กติกาเพียงอย่างเดียว

หากพื้นฐานจริงๆ คือ ต้องพัฒนาประชาชนให้หลุดพ้นจากความยากจน และสามารถยืนได้ด้วยตัวเองก่อน จึงจะเป็นประชาธิปไตยได้ นับเป็นการสร้างรากฐานสำคัญให้เกิดความเข้มแข็งในระบบการเมืองไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืนในทัศนะของพระองค์

กระบวนการพัฒนาต้องครอบคลุมทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ต้องพัฒนาคนด้วย และต้องอาศัยศรัทธาเป็นสำคัญ การพัฒนาจึงจะประสบความสำเร็จ

     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ฯ ทรงมุ่งเน้นการพัฒนาคน โดยทรงตรัสว่า “ต้องระเบิดจากข้างใน”

นั่นคือ ต้องสร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชนที่เราเข้าไปพัฒนาให้มีความพร้อมที่จะรับการพัฒนาเสียก่อน มิใช่การนำความเจริญหรือบุคคลจากสังคมภายนอกเข้าไปหาชุมชนหมู่บ้านที่ยังไม่ทันได้มีโอกาสเตรียมตัว เพื่อการพัฒนาคนให้มีคุณภาพ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงตระหนักว่า การพัฒนากระบวนการศึกษา มีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรให้ดีขึ้น ดังพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสพระราชทานไว้ในโอกาสต่างๆ ที่อัญเชิญมาบางตอน ความตอนหนึ่งว่า

     “…การพัฒนาให้ประชาชนทั่วไป มีความอยู่ดีกินดี มีความมั่นคงด้วยการให้การศึกษา การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาบุคคลให้มีคุณภาพให้เป็นทรัพยากรทางปัญญาที่มีค่าของชาติ… งานด้านการศึกษา เป็นงานสำคัญที่สุดนั้นอย่างหนึ่งของชาติ เพราะความเจริญและความเสื่อมของชาตินั้น ขึ้นอยู่กับการศึกษาของพลเมืองเป็นข้อใหญ่…”

13225683661322568542l

     พระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ด้านการพัฒนาประเทศนานัปการ ที่ทรงปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานนั้น ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างใหญ่หลวงเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่พสกนิกร

      โดยทรงช่วยเหลือราษฎรในทุก ๆ เรื่อง ประดุจ “พ่อดูแลลูก” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงรักประชาชน

จึงทรงทุ่มเททำทุกสิ่งทำอย่างให้แผ่นดินเพื่อให้ประชาชนมีความสุข โดยทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงรับฟังปัญหา

     ทรงเข้าไปแก้ไข ไม่ทรงวางเฉย ซึ่งพระองค์จะทรงวางเฉยหรือส่งหน่วยราชการเข้าไปดำเนินการก็ได้ แต่พระองค์ทรงเลือกที่จะทรงทำด้วยพระองค์เอง โดยทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงงานอยู่ตลอดเวลา

     ดังที่ The Belgium Chamber of Inventor ซึ่งเป็นองค์กรสิ่งประดิษฐ์ที่เก่าแก่ที่สุดของยุโรป ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลเทิดพระเกียรติและกล่าวสดุดีพระเกียรติคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ความตอนหนึ่งว่า

     “…พระมหากษัตริย์ของไทยทรงเป็นนักพัฒนา มีพระวิริยะอันสูงส่ง รวมทั้งพระอัจฉริยภาพและพระวิสัยทัศน์ที่ดี ทรงงานหนักเพื่อประชาชนของพระองค์ ทรงใช้เทคโนโลยีที่เรียบง่าย สิ่งประดิษฐ์ในพระองค์สามารถนำไปพัฒนาใช้งานได้อย่างกว้างขวางทั่วโลก…”

     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงทุ่มเทพระวรกาย บำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรชาวไทย จนได้รับการเทิดพระเกียรติและถวายพระราชสมัญญานามมากมาย เช่น ทรงเป็นพระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย พระบิดาแห่งฝนหลวง พระผู้ทรงเป็นครูของแผ่นดิน เป็นต้น

     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงมีรับสั่งว่า การแก้ไขปัญหาให้ประชาชนและประเทศชาติไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นงานยากการเข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาเหมือนกับการเข้าสงคราม แต่เป็นการทำสงครามที่ไม่ใช้อาวุธ เป็นการต่อสู้กับปัญหาเพื่อนำไปสู่ชัยชนะ

     โดยใช้กระบวนการพัฒนานำไปสู่ความสำเร็จ จึงเป็นที่มาของชื่อ “มูลนิธิชัยพัฒนา” โดยพระองค์ทรงงานหนักอย่างหนักเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ทรงพยายามต่อสู้ทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อมุ่งสู่ชัยชนะของประเทศ โดยใช้การพัฒนานำสู่ความสำเร็จ โดยมีจุดประสงค์เพื่อความสงบ ความเจริญ และความอยู่ดีกินดีมีสุขของประชาชนชาวไทย

     

………………………………………………..

ที่มา : สยามรัฐ

ลำบากอย่างไร…ไม่เคยทรงปริพระโอษฐ์บ่นเลย

3561

ทุกภาคที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ ๙ เสด็จฯ ไปถึง มีเรื่องราวที่จะเล่าให้สู่กันฟังมากมาย

ทั้งที่ที่ได้ความรู้ ความลำบาก ต้องอดทน จนบางครั้งกลายเป็นเรื่องขบขัน ทั้งสองพระองค์ทรงปรับพระองค์ได้อย่างดีเยี่ยม

…ไม่เคยที่จะทรงปริพระโอษฐ์บ่นเลย

การที่ต้องเสด็จฯ รอนแรมไปเรื่อยๆ บางแห่งก็ทุรกันดาร ต้องบรรทมเพียงพระแท่นก็เต็มห้องแล้ว แต่ทั้งสองพระองค์ก็ยังทรงมีพระราชอารมณ์ขัน

ทรงปรึกษาหารือกันในสิ่งที่ทรงพบเห็นแต่ละวันที่ผ่านมา…ว่าจะต้องแก้ไขและช่วยเหลือให้ชีวิตของราษฎรดีขึ้นอย่างไรในอนาคต

ทั้งสองพระองค์ทรงปีติ ที่ได้พบราษฎร ได้รับสั่งสนทนาถึงการครองชีพ ความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละตำบล ตลอดจนทรงซักถามข้าราชการในพื้นที่นั้นๆ

ทั้งสองพระองค์ก็ทรงช่วยกันเก็บข้อมูลต่างๆ เข้าไว้ในพระราชหฤทัยจนหมดสิ้น

ปัจจุบันนี้ ข้อมูลเหล่านั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ก็จะทรงเก็บเข้าคอมพิวเตอร์อย่างมีระเบียบ เป็นหมวดหมู่อย่างที่ทรงทำมาแล้วหลาย ๆ เรื่อง

(ที่มา เล่าโดย ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา)

 

……………………………..

ที่มา : เพจ ตามรอยพ่อ

แจกปริญญาหลับใน

 

 

แจกปริญญาหลับใน

   …ประมาณสองปีมาแล้ว ตอนเช้าได้ทำฟัน คือว่าหมอฟันมาเจาะฟัน เจาะจนเกือบจะทะลุคางไป (เสียงฮา)

เพราะว่าทะลุฟันซี่นั้นถึงราก ถอนเอาประสาทออก แล้วหมอฟันทั้งหลายก็สนุกสนานไป (เสียงฮา) กินเวลาประมาณสองชั่วโมง

เวลาบ่ายโมงครึ่งก็ยังไม่ได้รับประทานอาหาร ก็รับประทานไม่ไหวปากมันชาไปหมดที่เขาฉีดไว้

ประมาณบ่ายสองโมงกว่าๆ ก็ต้องมาแจกปริญญาที่นี่

   นับจำนวนผู้ที่มารับปริญญาแล้วก็ดูนาฬิกา จะได้รู้เวลา นับไปนับมา แจกไปแจกมา

ก็มีคนหนึ่งทำให้ตกใจ เขาเดินเข้ามาหา มารับปริญญา แล้วก็ด้วยความพอใจของเขา

เขาร้องออกมาว่า ทรงพระเจริญ” (เสียงฮา)

แต่บังเอิญตอนนั้นการแจกปริญญาก็ส่วนแจกปริญญา

ส่วนปวดฟันก็ส่วนปวดฟัน (เสียงฮา) ส่วนหลับในก็ส่วนหลับใน (เสียงฮา)

มีเสียงเขาบอกว่า ทรงพระเจริญต้องโสตประสาทตกใจตื่นทั้งตัว

   แต่ว่าหลังตกใจตื่นขึ้นมาอาการปวดฟันหายไปจริงๆ นี่พูดตามวิสัยของนักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัย

รู้สึกว่ากระปรี้กระเปร่าที่จะแจกปริญญาต่อไป ทำด้วยความรู้ตัวด้วย

แล้วก็ทำให้รู้สึกว่าเรามีกำลังใจ ที่เขาบอกว่า ทรงพระเจริญ”…

…..

๒๕ เมษายน วันคล้ายวันสวรรคตสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๑๔๘
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช.สวรรคต

“ครั้นเสด็จถึงเมืองหางแล้วก็ให้ตั้งค่ายหลวงประทับอยู่ที่ทุ่งแก้ว สมเด็จพระนเรศวรทรงพระประชวรเป็นระลอกขึ้นที่พระพักตร์ แล้วกลายเป็นบาดทะพิษพระอาการหนัก

จึงโปรดให้ข้าหลวงรีบไปเชิญเสด็จสมเด็จพระเอกาทศรถมาเฝ้า สมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จฯ มาถึงได้ 3 วัน สมเด็จพระนเรศวรก็เสด็จสวรรคต เมื่อวันจันทร์ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2148

สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๒ มหาราช หรือ
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

เสด็จสวรรคต ณ ตำบลทุ่งดอนแก้ว เมืองหลวงหรือเมืองห้างหลวงหรือเมืองห่างหลวง หรือเมืองหางหลวง

ขณะกรีฑาทัพไปตีเมืองนายและกรุงอังวะขณะมีพระชนมพรรษาได้ 50 พรรษา รวมระยะเวลาในการครองราชย์ได้ 15 ปี สมเด็จพระเอกาทศรถ พระอนุชาจึงเสด็จขึ้นครองราชย์

วาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพมหาวีรกษัตริย์ที่ “เวียงแหง”
ปี ๒๑๔๘ เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงพบว่าพระเจ้าอังวะเริ่มสั่งสมกำลังที่ภาคเหนือของพม่า และเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ จากการได้หัวเมืองไทใหญ่แถบลุ่มน้ำสาละวินไปสวามิภักดิ์

เป้าหมายของพระองค์ก็เปลี่ยนจากตองอูมาเป็นอังวะทันที

ด้วยทรงดำริว่าในระยะยาวหากปล่อยให้อังวะเป็นปึกแผ่นมากไปกว่านี้ อังวะจะเป็นอันตรายแก่อยุธยายิ่งไปกว่าตองอู

สมเด็จพระนเรศวรตัดสินพระทัยกรีธาทัพใหญ่ ๑ แสนไปโจมตีอังวะ หากคราวนี้ไม่ทรงเสี่ยงกับเส้นทางเดินทัพเดิมที่ต้องผ่านหัวเมืองมอญ

แต่ทรงเปลี่ยนไปเดินทัพในพระราชอาณาเขตแทน โดยเคลื่อนทัพขึ้นไปทางภาคเหนือซึ่งปลอดภัยจากการถูกโจมตีแนวหลัง แล้วไปหยุดบำรุงรี้พลที่เชียงใหม่ ๑ เดือน

ก่อนจะโปรดให้สมเด็จพระเอกาทศรถยกทัพหน้าไปเมืองฝางแล้วเกณฑ์กำลังเพิ่มจากหัวเมืองไทใหญ่เพื่อให้ทัพหน้ามีกำลังพลถึงแสนคน

..

๒๐ กันยายน ๒๕๔๙

ผมออกเดินทางจากอำเภอแม่ริมพร้อมกับอาจารย์ชัยยง ไชยศรี ใช้ถนนหลวงสาย ๑๐๗ มุ่งหน้าไปทางอำเภอเชียงดาว พอออกจากตัวอำเภอก็เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนเก่าที่วิ่งลงไปเลียบลำห้วยแม่ขะจานและลัดเลาะไปตามหุบเขาลึก

ห้าปีที่ผ่านมา อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ท่านนี้ได้เสนอทฤษฎีประวัติศาสตร์ “พื้นที่สวรรคตสมเด็จพระนเรศวรมหาราชอยู่ที่เมืองแหง” หรืออำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ แทนที่จะเป็น “เมืองหาง” ในพม่า

ซึ่งเป็นข้อเสนอที่สั่นสะเทือนวงวิชาการไทยอยู่ไม่น้อย

ด้วยข้อมูลชุดที่คนไทยรุ่นแล้วรุ่นเล่าร่ำเรียนกันมา ก็คือข้อมูลที่บอกว่า เมื่อสมเด็จพระนเรศวรทรงยกทัพออกจากเชียงใหม่แล้ว ได้เสด็จต่อไปยังเมืองหาง และสวรรคตที่นั่นในปี ๒๑๔๘

การที่ผมติดตามอาจารย์ชัยยงลัดเลาะลำห้วยแม่ขะจานขึ้นไปตามสายน้ำแม่แตง

นัยหนึ่งคือการย้อนรอยเส้นทางที่สมเด็จพระนเรศวรทรงยกทัพครั้งสุดท้ายตามข้อสันนิษฐานใหม่

ปัจจุบัน เส้นทางสายที่ว่านี้ตัดผ่านป่ารกชัฏกับตำบลเล็ก ๆ ในหุบเขา ๒ แห่ง แล้วตรงเข้าสู่อำเภอเวียงแหง คิดเป็นระยะทางจากเชียงใหม่ ๙๒.๕ กิโลเมตร

อาจารย์ชัยยง เล่าว่าได้พบเส้นทางนี้จากการค้นคว้าข้อมูลมาตั้งแต่ประมาณปี ๒๕๔๔ และค่อนข้างชัดเจนขึ้นเมื่อมีการเปิดกว้างข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมของ Google Earth

ซึ่งสามารถนำมาประกอบกับแผนที่ทหารมาตราส่วน ๑ : ๒๕๐,๐๐๐ และเมื่อนำข้อมูลการเดินทางค้าขายและเส้นทางเดินทัพในสมัยโบราณมาพิจารณาร่วม

ข้อสันนิษฐานที่ตั้งไว้เกี่ยวกับพื้นที่สวรรคตที่เมืองแหงก็ยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น

เพราะข้อมูลและภาพถ่ายดาวเทียมนั้นสอดคล้องกันอย่างอัศจรรย์จนสามารถหักล้างข้อมูลที่ว่าสมเด็จพระนเรศวรสวรรคตที่เมืองหางได้เกือบสมบูรณ์

“จากเชียงใหม่ไปอังวะ มีเส้นทางซึ่งเป็นที่ราบระหว่างหุบเขา ๒ เส้นทาง ที่ใช้เดินทัพได้

เส้นทางที่ ๑ เป็นเส้นทางตามสายน้ำแม่ปิงผ่านอำเภอเชียงดาวไปสู่ช่องกิ่วผาวอก เข้าสู่แดนไทใหญ่

เส้นทางที่ ๒ คือถนนสายเก่าที่เรากำลังใช้อยู่นี้ ซึ่งอาศัยที่ราบริมสายน้ำแม่แตงเดินทางไปท่ามกลางภูเขาสูง สู่เมืองกื๊ด เมืองคอง และเมืองแหง

เป้าหมายของสมเด็จพระนเรศวรต่อจากเมืองแหงคือผ่านช่องหลักแต่ง ทะลุไปเมืองเต๊าะ ไปเมืองทาซึ่งปัจจุบันเป็นเมืองร้าง แล้วก็จะถึงบริเวณสบจ๊อด (บริเวณที่แม่น้ำจ๊อดไหลลงแม่น้ำสาละวิน) แล้วไปข้ามฝั่งที่ท่าผาแดง

ที่นั่นแม่น้ำจะกว้างราว ๗๐ เมตร เป็นจุดที่แม่น้ำแคบที่สุดของแถบนั้น ข้ามน้ำที่นั่นแล้วจึงไปเมืองปั่น เมืองนาย แล้วก็ไปเมืองลางเคอ จากเมืองลางเคอก็ทะลุสู่เมืองอังวะ

ซึ่งผมเชื่อว่าทรงใช้เส้นทางนี้มากกว่าเส้นทางแรก”

ส่วนกรณีสวรรคตที่เมืองหางนั้น ถ้าพิจารณาตามพงศาวดารส่วนใหญ่ที่บันทึกว่า สมเด็จพระนเรศวรทรงให้สมเด็จพระเอกาทศรถยกทัพหน้าไปก่อนพระองค์ถึง ๗ วัน โดยไปรวมพลที่เมืองฝาง

ถ้าดูตามแผนที่ หากทัพหลวงอยู่ที่เมืองหางขณะพระองค์สวรรคตจริงก็เท่ากับทัพหลวงอยู่เหนือขึ้นไปจากเมืองฝางอันเป็นที่ตั้งทัพหน้า

ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้เพราะผิดหลักการทำสงคราม

การยกทัพครั้งสุดท้ายของสมเด็จพระนเรศวรปรากฏอยู่ใน พระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐ เพียง “ครั้งนั้นเสด็จพระราชดำเนินถึงเมืองหลวง ตำบลทุ่งดอนแก้ว” ด้วยหมดเล่มเสียก่อน (คาดว่าพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ มีอีกเล่มหนึ่งแต่ยังค้นหาไม่พบจนถึงทุกวันนี้)

เราจึงไม่รู้ว่าพระนเรศวรสวรรคตที่นั่นหรือไม่ ขณะที่ มหาราชวงษ์พงษาวดารพม่า กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า

“ครั้นจุลศักราช ๙๗๔ พระเจ้าอยุทธยาพระนเรศทรงเสด็จยกกองทัพ ๒๐ ทัพ ยกมาทางเมืองเชียงใหม่จะไปตีอังวะ ครั้นเสด็จมาถึงเมืองแหนแขวงเมืองเชียงใหม่ก็ทรงประชวนโดยเร็วพลันก็สวรรคตในที่นั้น”

ทั้งนี้อาจารย์ชัยยงได้ตั้งข้อสังเกตว่าพระราชพงศาวดารไทยฉบับที่ชำระขึ้นหลังฉบับหลวงประเสริฐ ฯ อาจเกิดความผิดพลาดในการออกเสียงเมืองแหง ซึ่งก็มีความเป็นไปได้สูง

เพราะระยะเวลาได้ผ่านมานานนับศตวรรษ แต่อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงนี้ก็ยังรอการพิสูจน์ต่อไป
ทุกวันนี้เวียงแหงเป็นอำเภอเล็ก ๆ อยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ส่วนหนึ่งติดชายแดนไทย-พม่า

ลักษณะภูมิศาสตร์ของตัวอำเภอเป็นที่ราบโอบล้อมด้วยหุบเขาทั้ง ๔ ด้าน ถ้านั่งรถจากตัวอำเภอเลยขึ้นไปทางเหนือราว ๑๐ นาที ก็จะพบทุ่งนาแห่งหนึ่งซึ่งทางด้านตะวันออกนั้นมีเนินสูง

และที่ยอดเนินนั้นเอง เป็นที่ตั้งของพระบรมธาตุแสนไห สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองเวียงแหง

อาจารย์ชัยยงระบุว่า จุดนี้น่าจะเป็นพื้นที่ที่สมเด็จพระนเรศวรทรงยั้งทัพอยู่ก่อนสวรรคต
“เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมาถึงเมืองแหง ผมคิดว่าพระองค์ไม่ได้ประทับที่คุ้มเจ้าเมือง

แต่น่าจะทรงเดินทัพไปที่ ‘ทุ่งดอนแก้ว’ จากการคำนวณ หลังออกจากเชียงใหม่พระองค์หยุดที่นั่นพอดีในคืนที่ ๖

ผมจึงตีความอย่างนี้ครับ ‘ทุ่ง’ คือ นาที่เราเห็น ‘ดอน’ คือ เนิน ‘แก้ว’ หมายถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือพระธาตุแสนไห

นอกจากนี้ในบริเวณเดียวกันยังมีการค้นพบบ่อน้ำช้างศึกด้วย ซึ่งแสดงว่าเคยมีกองทัพมาหยุดพักอยู่ที่นี่”

หากเรื่องนี้เป็นความจริง เมื่อ ๔๐๑ ปีก่อน วันที่ ๑๗ เมษายน ๒๑๔๘ ทัพหลวงของสมเด็จพระนเรศวรก็น่าจะหยุดอยู่ที่ “เมืองแหง ตำบลทุ่งดอนแก้ว”

และเพลานั้นเอง สมเด็จพระนเรศวรก็ทรงประชวรเป็นฝีระลอกขึ้นที่พระพักตร์ ก่อนที่พระอาการจะทรุดลงอย่างรวดเร็ว

สองวันต่อมา ม้าเร็วถูกส่งไปเมืองฝางแจ้งข่าวพระอาการประชวรให้สมเด็จพระอนุชาทรงทราบ

๒๐ เมษายน ๒๑๔๘ ม้าเร็วจากเมืองฝางกลับมาถึงทัพหลวง สมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จขึ้นเฝ้าพระอาการพระเชษฐา ทัพหน้าที่เมืองฝางหยุดเคลื่อนทัพ

๒๕ เมษายน ๒๑๔๘ ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเส็ง สิริพระชนมพรรษา 49 พรรษาเศษรวมสิริดำรงราชสมบัติ 14 ปี สมเด็จพระนเรศวรเสด็จมหาราชสวรรคต

สมเด็จพระเอกาทศรถทรงอัญเชิญพระบรมศพกลับสู่กรุงศรีอยุธยา ก่อนจะถวายพระเพลิงอย่างยิ่งใหญ่ในกาลต่อมา

ที่มา : เพจ ชมรมคนรักพระมหากษัตริย์ของชาติไทย

..

..เราจะช่วยเหลือเขา ให้เขาสามารถช่วยเหลือตัวเองได้…

เราจะช่วยเหลือเขา ให้เขาสามารถช่วยเหลือตัวเองได้

จุดกำเนิดของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเริ่มต้นครั้งแรก ณ บ้านห้วยมงคล ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เริ่มครั้งแรกในปี ๒๔๙๕

โดยการสร้างถนนเข้าสู่หมู่บ้าน นับได้ว่าเป็นโครงการพัฒนาชนบทโครงการแรก

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในระยะแรกนั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากการเสด็จเยี่ยมราษฎรทั่วประเทศในทุกภูมิภาค

ทรงสดับตรับฟังทุกข์สุขของประชาชนในขณะเสด็จพระราชดำเนินอยู่นั้น แล้วทรงแสวงหาวิธีการที่จะแก้ปัญหาความเดือดร้อน ของพสกนิกรให้จงได้

และจากการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรดังกล่าว ทำให้ทรงพบว่า คนชนบทส่วนใหญ่ของประเทศ ที่ยังช่วยตัวเองไม่ได้มีจำนวนไม่น้อย

การช่วยเหลือประชาชนให้ “พออยู่ พอกิน” จึงเป็นพระราชประสงค์

ที่จะพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์แก่พสกนิกร

ในช่วงต้นทรงวิเคราะห์ ว่า

หากเขาพึ่งตนเองได้แล้วก็จะมีส่วนช่วยเหลือเสริมสร้างประเทศชาติ โดยส่วนรวมได้ในที่สุด

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริจึงเน้นหลักการพึ่งตัวเอง ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า…

“…เราจะช่วยเหลือเขา ให้เขาสามารถช่วยเหลือตัวเองได้…”

..

สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์ น้อมศิระกราน กราบแทบพระยุคลบาท ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้…

..

ที่มา : เพจ นิทรรศการพลังแผ่นดิน อัศจรรย์งานศิลป์แผ่นดินสยาม

เกิดอะไรขึ้น?? อริยสงฆ์สายพระป่า..จำสมเด็จพระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ ๙ ไม่ได้..

“หลวงปู่ชอบ” แผ่เมตตาถวาย ในฐานะทรงเป็น พ่อจ้าวหลวง…แม่จ้าวหลวง ที่ทรงเป็นยอดคนแห่งแผ่นดิน และทรงเป็นปิ่นปักรักษาแผ่นดิน

แต่อย่างไรก็ตาม พระองค์จริง ๆ ของพ่อจ้าวหลวงและแม่จ้าวหลวง ท่านก็ดูเหมือนจะไม่รู้จัก

ดั่งกรณีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.๙ ซึ่งไปทรงกราบนมัสการท่านพร้อมกับหลวงปู่ขาว ณ วัดถ้ำกลองเพล ดังที่ได้เล่ามาแล้ว  (สนใจอ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง คลิกที่นี่ “..นึกว่า จะใส่ชฎา!!”)

สำหรับเรื่องที่ “หลวงปู่ชอบ” ได้เห็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙

.

และไม่ทราบว่าท่านคือ แม่จ้าวหลวงที่ท่านได้รับพระมหากรุณาธิคุณถวายอุปการะเนือง ๆ

ก็ดูจะเป็นเรื่องธรรมดาของพระป่ากันจริง ๆ

มีเหตุการณ์หนึ่ง… จำได้ว่าเป็นคืนวันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปเป็นองค์ประธาน….ในการสวดพระอภิธรรมที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระพิธีธรรมสวดให้เป็นการบำเพ็ญกุศลถวาย..พระคณาจารย์ที่มรณภาพด้วยอุบัติเหตุเครื่องบินตก ณ วัดพระศรีมหาธาตุ

.

เมื่อทรงทราบว่า “หลวงปู่ชอบ” ได้มาในงานนี้

.

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ก็เสด็จ ฯ จากพระเก้าอี้ที่กำลังประทับอยู่ ไปทรงกราบนมัสการด้วยความเคารพ .

ประทับบนลาดพระบาท ทรงหมอบกราบ และทรงประนมพระหัตถ์ตลอดเวลาที่มีพระราชกระแสรับสั่งกับหลวงปู่

.

ผู้เขียน(คุณหญิงสุรีพันธุ์ มณีวัต) นั่งอยู่อีกด้านหนึ่ง ใจไม่ดีด้วยเกรง ว่า จะไม่ทรงทราบว่า หลวงปู่เป็นอัมพาต พูดไม่ค่อยได้

.

ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ จึงสั่งให้ผู้เขียนไปเฝ้าฯ และกราบถวายบังคมทูลความให้ทรงทราบ เพราะดูท่านสนพระทัยมีพระราชกระแสตลอดเวลา

.

สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงพระสรวล รับสั่งว่า “มิน่า หลวงปู่ไม่พูดด้วยเลย ท่านได้แต่มองนิ่งอยู่”

.

กราบบังคมทูลว่า นั่นท่านกำลังแผ่เมตตาถวายเพคะ ปกติหลวงปู่จะแผ่เมตตาให้เวลาคนมากราบ…. ที่ท่านมองนิ่งอยู่อย่างนั้น ท่านกำลังถวายพระพร

.

สมเด็จฯ ทรงพยักพระพักตร์อย่างเข้าพระทัย ทรงกราบอีกครั้งหนึ่ง จึงเสด็จกับไปประทับที่พระเก้าอี้อีกด้านหนึ่ง

.

เมื่อพระองค์จะเสด็จกลับไปที่พระเก้าอี้ เพื่อทรงทำหน้าที่องค์ประธานพิธีต่อไป

ก็ไม่ทรงลืมที่จะมีพระราชกระแสให้ผู้เขียน อย่าลืมจัดน้ำถวายหลวงปู่ให้ดี

….

อยู่ทางนี้ หลวงปู่หันมาถามผู้เขียนเบา ๆ ว่า ใคร….?”

ผู้เขียนยังตั้งตัวไม่ติด ด้วยไม่คิดว่า หลวงปู่จะไม่รู้จักสมเด็จพระบรมราชินีนาถ

.

จึงกราบเรียนถามว่า หลวงปู่ถามถึงใคร

ท่านว่า ที่มาเมื่อกี้นี้น่ะ เพิ่นงามนะ

จึงรีบเรียนท่านว่า สมเด็จฯ เจ้าค่ะ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ

.

.

กราบเรียนไปแล้ว หลวงปู่ก็ยังทำหน้างง

.

คิดว่าเสียงเราคงไม่ชัด จึงเรียนซ้ำไปอีก แต่สีหน้างงของท่านก็ยังไม่ดีขึ้น

.

ท่านเจ้าคุณเทพเมธาจารย์ แห่งวัดโพธิสมภรณ์ อุดรธานี นั่งอยู่ใกล้ ๆ … จึงต้องบอกหลวงปู่เสียงดัง….

เมียพระเจ้าแผ่นดิน !

.

นั่นแล้ว สีหน้าของหลวงปู่จึงบอกความกระจ่าง…เข้าใจอย่างถ่องแท้

.

ยิ้มแล้วชมซ้ำ เพิ่นงามน้อ !

เสียแรงเราเคยภูมิใจว่า ใช้คำราชาศัพท์ได้อย่างถูกต้องตลอดมา

แต่คราวนี้ต้องนึกขันตัวเอง ที่ทำให้ไม่เป็นที่เข้าใจแก่หลวงปู่เลย…!

.

ภายหลังมีโอกาสได้เฝ้าเบื้องพระยุคลบาท จึงได้กราบบังคมทูลเรื่องทั้งหมด รวมทั้งที่หลวงปู่ชมพระสิริโฉม “เพิ่นงามน้อ” ด้วย

.

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ แย้มพระสรวล

เมื่อทรงรำลึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น รับสั่งว่า “คืนนั้นไม่ทราบว่า หลวงปู่ท่านพูดไม่ใคร่ได้ แต่นั่นแหละ….กราบพระอริยเจ้าอย่างหลวงปู่แล้วชื่นใจ”

……………………………..

ที่มา : http://www.dharma-gateway.com/monk/monk_biography/lp-chob/lp-chob-hist-38.htm

และเพจ ละออง ใต้พระบาท

พระแก้วมรกตทรงเครื่องฤดูร้อน

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ขึ้นปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี

พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรีราชธานีเดิมที่อยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยามายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา

พระองค์โปรดให้สร้างพระราชวังหลวงและโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรมาประดิษฐานยังวัดวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

หลังจากนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานฉลองสมโภชพระนครเป็นเวลา ๓ วัน ครั้งเสร็จการฉลองพระนครแล้ว

พระองค์พระราชทานนามพระนครแห่งใหม่ให้ต้องกับนามพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรว่า “กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์”

หรือเรียกอย่างสังเขปว่ากรุงเทพมหานคร

นัยว่าเป็นชื่อที่มีที่มาจากพระแก้วมรกต กรุง แปลว่า เมือง รัตน แปลว่าแก้ว โกสินทร์ แปลว่าพระอินทร์ ซึ่งพระอินทร์จะมีองค์สีเขียว

Cr : ภาพคุณ Aksorn Pichai

#๒๓๖ปีกรุงรัตนโกสินทร์
#ฉลองกรุง๒๓๖ปี

______________________________

fb: นิทรรศการพลังแผ่นดิน อัศจรรย์งานศิลป์ แผ่นดินสยาม

องค์ประกอบของเครื่องทรงชุดปัจจุบัน

  • ฤดูหนาว – ใช้อัญมณีในการจัดสร้างเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรฤดูหนาว ชุดใหม่ รวมทั้งหมด 15,868 เม็ด น้ำหนัก 2,863.44 กะรัต น้ำหนัก 572.68 กรัม น้ำหนักลงยา 27.69 กรัม น้ำหนักทองสุทธิ 5,579.50 กรัม รวมน้ำหนักเครื่องทรงพระพุทธมณีรัตนปฏิมากรฤดูหนาวชุดใหม่ 6,179.87 กรัม
  • ฤดูร้อน – ใช้อัญมณีในการจัดสร้างเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรฤดูร้อน ชุดใหม่ รวมทั้งหมด 6,297 เม็ด น้ำหนัก 2,132.81 กะรัต น้ำหนัก 426.56 กรัม น้ำหนักลงยา 166.24 กรัม น้ำหนักทองสุทธิ 7,145.00 กรัม รวมน้ำหนัก 7,737.80 กรัม
  • ฤดูฝน – ใช้อัญมณีในการจัดสร้างเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรฤดูฝน ชุดใหม่ รวมทั้งหมด 15,388 เม็ด น้ำหนัก 694.98 กะรัต น้ำหนัก 139.00 กรัม น้ำหนักลงยา 153.54 กรัม น้ำหนักทองสุทธิ 7,913.84 กรัม รวมน้ำหนัก 8,206.38 กรัม

https://sites.google.com/a/sau.ac.th/phra-kaew-mrkt2/–xngkh-prakxb-khxng-kheruxng-thrng-chud-paccuban

วังที่ในหลวง ร.๙ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ฯ ประทับที่สวนจิตรนั้นเป็นบ้านที่เล็กกว่าบ้านของเศรษฐีไทยหลายพันคน

 

ภาณุมาศ ทักษณา

มีผู้แชร์เรื่องที่ รองศาสตราจารย์ ดร.ต่อตระกูล ยมนาค เขียนเผยแพร่ไว้นานแล้ว แต่บางคนอาจไม่รู้ ผมขอนำเสนออีกครั้งครับ – ท่านเขียนไว้ว่า

…..

ข้อมูลตามนี้นะครับ…อย่าเข้าใจกันผิดอีกหล่ะ….เห็นด้วย ช่วยแชร์ครับ

ท่านทราบไหมว่า วังที่ในหลวงประทับที่สวนจิตรนั้น เป็นบ้านที่เล็กกว่าบ้านของเศรษฐีไทยหลายพันคน และเล็กกว่าแม้กระทั่งบ้านของอดีต รมต.หลายร้อยคน

วังสวนจิตรลดาถึงแม้จะมีบริเวณใหญ่แต่ส่วนที่เป็นที่ประทับมีบริเวณเล็กมาก ที่ดินส่วนใหญ่เป็น โรงเรียน โรงงานทดลองทำปุ๋ย เลี้ยงวัว ทดลองปลูกข้าว

บุคคลทั่วไปก็เข้าไป รร.จิตรลดา ได้โดยขอแลกบัตร ได้ทุกคน จากบริเวณโรงเรียน ก็มองเห็นอาคารที่ประทับได้ห่างออกไปไม่ถึง 100 เมตร

ใครอยากจะเห็นด้วยตาตนเอง ก็เข้าไปดูได้สะดวก ง่ายๆ ผมเห็นว่าพระองค์ท่านกิน อยู่ แบบคนไทยชั้นกลางทั่วไป ไม่ใช่แบบเศรษฐีไทย อย่างแน่นอน

คนซ่อมรองพระบาท (รองเท้า) ของพระองค์ท่าน ได้เล่าให้พวกเราได้รับทราบว่า ท่านจะส่งรองเท้าเก่าท่านมาซ่อมตลอด จนซ่อมไม่ไหว รองพระบาทเก่าคู่นั้น ช่างยังเก็บไว้ให้เราไปดูได้

สมาคมทันตแพทย์ไทย ไปขอพระราชทานหลอดยาสีฟันเก่า ที่ทรงใช้ได้จนหยดสุดท้าย โดยรีดจนหลอดแบนเป็นกระดาษ ไปขอดูที่สมาคมได้

เกี่ยวกับทรัพย์สินมูลค่ามาก ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่ฝรั่งไปเอามูลค่าของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เช่น บริษัทปูนซีเมนต์ไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ มารวมว่าเป็นทรัพย์สินของในหลวงด้วยนั้น ไม่ใช่ครับ

ที่เป็นของพระองค์ท่านส่วนพระองค์ มีครับแต่ไม่มาก เรียกว่า “ทรัพย์สินส่วนพระองค์” และจะต้องเสียภาษีอากรภายใต้กฏหมายเหมือนประชาชนทั่วไป

ทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์เดิม ส่วนที่ถูกยึดมาเป็นของรัฐ หลังปฎิวัติ 2475 นั้น ตกเป็นของรัฐทั้งหมด เห็นได้ว่าทรัพย์สินส่วนนี้จึงไม่ต้องเสียภาษี เหมือนส่วนที่เรียกว่า “ทรัพย์สินส่วนพระองค์”

สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ให้ รมต.คลังของรัฐบาลเป็นประธานควบคุมดูแล ที่จริงก็คือทรัพย์สมบัติของราชวงค์จักรีเดิม ถูกยึดมาเป็นของกลาง เป็นของรัฐฯ หมดแล้ว หลังจากได้ยึดอำนาจจากระบบปกครองโดยกษัตริย์ โดยรัฐบาลใดๆ ที่ชนะการเลือกตั้งก็จะได้สมบัติที่ยึดมาทั้งหมดนี้ไปดูแล ที่ดินของราชวงค์จำนวนมากก็ถูกยึดมาเรียกว่า ที่ดินราชพัสดุ กระทรวงการคลังดูแล

ธนาคารออมสิน ธนาคารที่ ร.6 ตั้งด้วยเงินส่วนพระองค์เริ่มต้นเอง ปัจจุบันมีเงินเพิ่มพูนเป็นแสนล้าน ก็กลายเป็นธนาคารของรัฐ 100 เปอร์เซ็นต์ ใช้ระเบียบที่ ร. 6 ท่านวางไว้ เดิมให้เสนาบดีพระคลังเป็นคนดูแล ปัจจุบัน รมต.คลังเป็นคนดูแลเอง ตั้งกรรมการได้เองทั้งคณะรัฐบาลจึงเอาเงินไปใช้ได้สะดวกมาก พระราชวงศ์ไม่มีสิทธิ์ใดๆ ในธนาคารเลย

ผมเป็นคนไทยธรรมดา มิได้เกี่ยวข้องเป็นราชนิกูลแต่อย่างใด มีเชื้อสายบรรพบุรุษ เป็นมอญ ลาว จีน มีเชื้อสายไทยแค่ 1 ใน 4 เท่านั้น แต่ก็ได้เกิดมาในประเทศไทยที่มีความสุขและมีกษัตริย์ที่ดี ผมจึงรักในหลวงมาก การใส่ร้ายพระองค์ท่านต่างๆในขณะนี้ ไม่ให้ความเป็นธรรมกับพระองค์ท่านเลย และเริ่มมีคนหลงใหล และเชื่อคำให้ร้ายต่างๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

จึงต้องออกมาชี้แจง ข้อเท็จจริงมีอยู่ พิสูจน์ได้ ใครยังไม่เห็นจริงก็ออกมาโต้ได้ อย่าเชื่อโดยไม่พิสูจน์ก่อน

ขอแสดงความนับถือ
รองศาสตราจารย์ ดร.ต่อตระกูล ยมนาค

………………………………………

ที่มา : สำนักข่าวเจ้าพระยา และ เพจ กองทัพพระราชา

ให้ทำลายแทงไว้

13177760_913683882086768_8604738233693952057_n

        เมื่อพระเจ้าชาห์แห่งอิหร่านจะเสด็จฯ เยือนประเทศไทย และมีพระราชประสงค์จะทอดพระเนตรเขื่อนภูมิพล  เพราะทรงสงสัยว่า ทำไมเขื่อนภูมิพลจึงไม่เต็มเร็ว 

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชดำรัส ถาม กฟผ.

       ก็ได้กราบบังคมทูลตอบไป ว่า เขื่อนในอิหร่านนั้น มีรูปทรงตีบ แคบ พอเปิดให้น้ำไหลเข้าโรงไฟฟ้า น้ำจึงไหลเชี่ยวพัดเอาตะกอนมาทับถมทำให้ตื้นเร็ว

        ขณะที่เขื่อนภูมิพลกว้างเหมือนอ่าว น้ำจึงไม่ไหลเชี่ยว จึงไม่ค่อยเต็ม 

        ทรงถามว่า “แล้วอีกกี่ปี ถึงจะเต็ม” 

        ก็กราบบังคมทูลตอบว่า อย่างน้อย ๔๐๐ ปีขึ้นไป

       ก็ทรงถามต่อไปอีกว่า “ถ้าเขื่อนเต็มจะทำอย่างไร” 

       ถึงตอนนี้เข้าตาจน ก็กราบบังคมทูลตอบไปว่า “ไม่ทราบเกล้าพระพุทธเจ้าข้า ยังไม่ได้คิด เพราะว่า ตายไปแล้วเกิดใหม่อีกไม่รู้กี่ชาติ กว่าจะครบ ๔๐๐ ปี”

       จึงได้พระราชทานพระราชดำรัส ว่า “ถ้าคิดออกแล้ว ให้เขียนใส่โอ่งฝังดิน แล้วทำ ลายแทง ไว้ ถ้าเขื่อนเต็มเมื่อไร ก็ให้ไปขุดดู”

3465

……………………………….

ที่มา : พล.อ.อ. กำธน สินธวานนท์ องคมนตรี จากหนังสือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับคณะองคมนตรี

ผู้ว่า ฯ น่ะ ดื้อ

อารีย์  วงศ์อารยะ

           พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ (รัชกาลที่ ๙) นอกจากทรงพระปรีชาสามารถในทุกด้านแล้ว

          ยังมีพระราชหฤทัยที่เปิดกว้าง เพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นเสมอ

           เมื่อครั้งผมเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานโครงการพัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขาตามพระราชดำริ อำเภอวัฒนานคร มีพระราชกระแสให้ผมทำอย่างนี้ๆ

          ผมก็รับด้วยเกล้าฯ มาปฏิบัติ ซึ่งในระหว่างการดำเนินงาน ก็จะมีที่ปรึกษาโครงการฯ มาบอกผมว่า พระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงให้ทำอย่างโน้น ให้ทำอย่างนี้

          ด้วยความที่อยู่กับอุปสรรคปัญหา ที่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการและมุ่งมั่นที่จะให้บรรลุพระราชประสงค์ให้ได้ ก็เดินหน้าด้วยวิธีการของผมเอง

          เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ เสด็จฯ มายังพื้นที่ด้วยพระองค์เลย พอเสด็จฯ ลงจากเฮลิคอปเตอร์ ทรงรับสั่งกับผม ว่า “…ผู้ว่าฯ น่ะดื้อ…”

         แต่หลังจากที่ผมได้กราบทูลฯ รายละเอียดของการดำเนินงานอย่างชัดเจนแล้ว

         ก็รับสั่งว่า “…ผู้ว่าฯ ทำถูกต้องแล้ว ทำอย่างนี้แหละ เราต้องการอย่างนี้…”

         ก่อนเสด็จฯ กลับ ยังทรงห่วงใยความรู้สึกของผม ทรงปลอบใจว่า “…อย่าคิดมากนะ…”

……………………………………

ที่มา ; นายอารีย์  วงศ์อารยะ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ในหนังสือสถาบันพระมหากษัตริย์กับมุสลิมในแผ่นดินไทย 

Pic_22_1