“พระราชินี” พระคู่บารมี “ในหลวง” ของปวงชนชาวไทย

11111

โดย ผศ.นพ.ภากร จันทนมัฎฐะ

       ข้าพเจ้าเป็นเพียงอาจารย์แพทย์โรคหัวใจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในรพ.รามาธิบดี เมื่อหลายปีก่อน ข้าพเจ้าได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9” ให้เป็นแพทย์ติดตามเสด็จ และนับเป็นจุดเริ่มต้นของประสบการณ์ชีวิตที่ดีที่สุดของข้าพเจ้า

3561

       ครั้งแรกที่ได้รับใช้เบื้องพระยุคลบาทนั้น ข้าพเจ้าทั้งตื่นเต้น ทั้งกังวล แต่ด้วยพระจริยวัตรที่งดงามและเป็นกันเอง ทำให้ข้าพเจ้าคลายความประหม่าและความกังวลลงไปได้ แม้หลายครั้งจะเหน็ดเหนื่อยจากภารกิจ แต่ข้าพเจ้าอดคิดไม่ได้ว่า เป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ความงดงามของการมองชีวิตจากพระองค์ท่าน

       ก่อนหน้านี้ เมื่อข้าพเจ้าดูข่าวในราชสำนัก โทรทัศน์มักถ่ายทอดโครงการต่างๆ ของท่าน และจบแต่เพียงเท่านั้น แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ส่วนที่ดีที่สุด เริ่มต้นหลังจากนั้น นั่นคือ ช่วงเวลาที่พระองค์ท่านประทับอยู่กับราษฎรหลังจากทรงตรวจเยี่ยมโครงการต่างๆ เสร็จแล้ว เพื่อมอบความช่วยเหลือให้แก่ประชาชนของพระองค์

10645207_916537461694306_309077288061701861_n

        ข้าพเจ้าได้เห็น “สมเด็จพระราชินีฯ” ประทับนั่งพับเพียบกับพื้น และไถ่ถามราษฎรถึงความทุกข์ยากของเขาเหล่านั้นด้วยพระองค์เอง ทั้งที่พระชนมายุเพียงนี้แล้ว

         แต่หลายครั้งที่พระองค์ทรงงานนานถึง 6 ชั่วโมงโดยมิได้ลุกเลย เพื่อให้การดูแลผู้ยากไร้อย่างดีที่สุด

          ครั้งหนึ่งข้าพเจ้านั่งใกล้พระองค์ท่าน จนได้ยินการสนทนา และทราบว่า หญิงชาวบ้านผู้มาเข้าเฝ้านั้นมีความทุกข์เรื่องหนี้สิน สามีจากเธอไป และทิ้งเธอให้เผชิญหนี้สินตามลำพัง พร้อมด้วยลูกเล็กๆ อีก 2 คน ข้าพเจ้ามองเห็นว่า ความทุกข์ยากแห่งชีวิตได้ฝากริ้วรอยไว้บนใบหน้าของเธอมากเพียงใด ในแววตามีแต่ความสิ้นหวัง และลูกๆปราศจากความเบิกบานอย่างที่เด็กๆ ควรจะมี

queen3

        เมื่อรับสั่งถามว่า เป็นหนี้เท่าไร เธอผู้นั้นไม่ยอมตอบเพียงแต่ทูลว่า หนี้นั้นมากมายเหลือเกิน

         และข้าพเจ้าได้ยินสมเด็จพระราชินี รับสั่งว่า “ไปบอกเจ้าหนี้นะคะ ว่าพระราชินีจะใช้หนี้ให้” ข้าพเจ้าถึงกับน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว

7l3q1 (1)

         ผู้สูงศักดิ์ที่สุดของแผ่นดิน ประทับอยู่ท่ามกลางชาวบ้านยากไร้ ทรงมอบความรัก ความช่วยเหลือให้…เด็กๆจะได้รับขนมแจก, ผู้ป่วยจะมีแพทย์ดูแล, ผู้สูงอายุจะได้รับแว่นสายตา, ผู้ยากไร้จะได้รับพระราชทานความช่วยเหลือเรื่องทุนรอน …ไม่มีผู้ใด ที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือ ข้าพเจ้าเคยสงสัยว่า ต้องใช้พระราชทรัพย์มากเพียงใด

         เพราะทุกครั้งที่ราษฎรนำผลผลิตของตนมา ก็ได้รับคำตอบว่า “พระราชินีรับซื้อทั้งหมดค่ะ”

          ข้าพเจ้าพบว่า พระองค์ต้องใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และเงินที่มีผู้ทูลเกล้าฯถวายเข้ามูลนิธิศิลปาชีพ หลายล้านบาทต่อวัน ช่วยเหลือผู้คนที่สังคมส่วนใหญ่พากันลืมเลือน ผู้คนที่ไม่มีโอกาส

699w

         สิ่งที่ข้าพเจ้าได้เห็น คือ สมเด็จพระราชินีได้คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้แก่คนยากไร้ ที่มิได้รับความใส่ใจจากผู้ใด

         ข้าพเจ้าเชื่อว่า ในสายพระเนตรของพระองค์ ผู้ที่ยากไร้ก็เป็นคนไทยที่พระองค์ทรงรัก ข้าพเจ้าเสียดายที่หลายครั้ง โทรทัศน์ไม่อาจถ่ายทอดความรัก ความเอื้ออาทรของพระองค์ได้

         ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระราชินีเสด็จไปหมู่บ้านห่างไกลติดชายแดนพม่า ข้าพเจ้าอดสงสัยไม่ได้ว่า ณ หมู่บ้านไม่กี่ครัวเรือนแห่งนี้ ทำไมต้องเสด็จมาด้วย

         และข้าพเจ้าก็ได้รับคำตอบว่า หมู่บ้านแห่งนี้เป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติดจากพม่าเข้าสู่ไทย การให้ชาวบ้านมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จะช่วยลดปัญหา ยาเสพติดให้แก่ลูกหลานไทย และยังช่วยอนุรักษ์ป่าต้นน้ำอีกด้วย ข้าพเจ้าจึงได้ตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณทางอ้อมอันยิ่งใหญ่ ต่อข้าพเจ้าเองและปวงชนชาวไทย

Capture

          ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเห็นผลงานศิลปหัตถกรรม ต่างๆ และรู้สึกทึ่งในความวิจิตรงดงาม เมื่อสอบถามว่า เป็นผลงานของผู้ใด ก็ได้รับคำตอบว่า เป็นของชาวบ้าน ชาวเขาซึ่งไร้การศึกษา ในตอนแรกข้าพเจ้าเองไม่เชื่อ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงได้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ ได้สอนเรื่องยิ่งใหญ่ให้แก่ข้าพเจ้า นั่นคือ ความเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ พระองค์ทรงใช้ความอดทน ค่อยๆสอน จากชาวบ้านที่ไม่มีความรู้ใดๆ สามารถสร้างงานศิลป์ที่คนไทยทั่วประเทศต้องภาคภูมิใจ ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นครูแพทย์ สมเด็จพระราชินีได้ปลูกฝังให้ข้าพเจ้าเรียนรู้ที่จะศรัทธาในศักยภาพของผู้คน

          เมื่อคราวเสด็จไปเยี่ยมราษฎรในหมู่บ้านทุรกันดาร มีคุณลุงท่านหนึ่งมาขอรับพระราชทานความช่วยเหลือ พวกเราที่เป็นแพทย์จำได้ว่า คุณลุงท่านนี้ตามมา 2-3 แห่งแล้ว และขอรับพระราชทานความช่วยเหลือทุกครั้ง

         แพทย์ท่านหนึ่งจึงกล่าวตำหนิไป แต่สมเด็จพระราชินีทรงได้ยินและรับสั่งว่า “อย่าไปว่าเขาเลยค่ะคุณหมอ เพราะเขาจนจึงได้ทำแบบนี้”

A10495249-36

          หลายครั้งที่พระองค์ท่านทรงประสบเหตุการณ์ในทำนองนี้ แต่พระองค์ยังเชื่อมั่นในส่วนดีของผู้คนเสมอ ข้าพเจ้าเห็นว่า ทุกครั้งที่ประทับอยู่ท่ามกลางราษฎรที่ยากไร้ มีปัญหาต่างๆ มากมายมาให้ทรงแก้ไข แต่สมเด็จพระราชินีทรงมีพระพักตร์ที่เปี่ยมด้วยความสุขเสมอ แม้จะทรงงานหลายชั่วโมงต่อเนื่องโดยมิได้พัก พระองค์มิได้มีท่าทีเหนื่อยหน่าย พระองค์ทรงจำได้ แม้แต่ผู้ป่วยเล็กน้อยสักคน และมักตรัสถามแพทย์ถึงอาการผู้ป่วยในพระบรมราชานุเคราะห์ด้วยความห่วงใยเสมอ ข้าพเจ้าพบว่า แม้คนที่ดูเล็กน้อยในสายตาของชาวโลก มีค่าเสมอในสายพระเนตรของพระองค์

viu1376308088s

          นี่เป็นเพียงสิ่งเล็กน้อย ที่ข้าพเจ้าประทับใจในพระองค์ท่าน ชาวโลกต่างรู้ดีว่า ประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์และพระราชินีที่ประเสริฐที่สุดในโลก

           แต่น่าเสียดาย…เสียดายที่คนไทยส่วนหนึ่งมองไม่เห็น แม้แต่บางคนในรามาธิบดีเอง กลับไม่ตระหนักว่า เรามีอาชีพ มีเงินเดือน มีเกียรติ เพราะเราทำงานใน ‘รามาธิบดี’ ทำงานภายใต้พระนามศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ท่าน

           หลายคนถูกปลุกปั่นให้เชื่อในหลักการของทุนสามานย์ ถูกกระแสสังคมครอบงำความคิดเรื่องทุนนิยม เห็นค่าดัชนีตลาดหุ้น การเติบโตทางเศรษฐกิจ สำคัญกว่าความถูกต้อง ความเป็นธรรม และจริยธรรม

flw06

         สำหรับข้าพเจ้าแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเปี่ยมด้วยความรักความเมตตา หากคนไทยไม่สนใจสิ่งที่พระองค์ทรงสอนและทรงกระทำเป็นแบบอย่าง

         หากสังคมไทยยังคงปล่อยปละให้ผู้คนดูหมิ่นจาบจ้วงพระองค์โดยไม่ทำอะไร และยังคงปลูกฝังระบบทุนนิยมสามานย์ให้แก่ลูกหลานของเรา จุดจบของประเทศไทย คงไม่พ้นช่วงชีวิตของเรา.

…………………….

ที่มา : ผศ.นพ.ภากร จันทนมัฎฐะ หน่วยโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ศรีสยาม

d16

   

            ขอพระองค์ทรงพระเจริญ…เนื่องในวันที่ ๒ เมษายน เวียนมาบรรจบอีกครั้ง ซึ่งเป็นโอกาสวันมหามงคลคล้ายวันพระราชสมภพในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ ๖๒ พรรษา ในปี ๒๕๖๐ นี้

……………………………….

            สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ไปในชนบทห่างไกลและทุรกันดารทั่วประเทศมาตั้งแต่ยังเยาว์พระชันษา ได้ทอดพระเนตรเห็นสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน

       ทำให้ทรงทราบปัญหาต่าง ๆ นับตั้งแต่ความยากจน การขาดแคลนอาหารและปัจจัยต่าง ๆ การขาดบริการสาธารณสุขและการศึกษา จึงมีพระราชหฤทัยมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือเด็ก เยาวชน และประชาชนที่ด้อยโอกาสในถิ่นทุรกันดารเหล่านี้

       ทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย ให้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่สืบสานต่อจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ มอบหมาย พระองค์ทรงจัดตั้งโครงการต่าง ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนผู้ยากไร้ในชนบท

       โดยเฉพาะการส่งเสริมสุขภาพอนามัย และแก้ไขปัญหาภาวะทุพโภชนาการ ทรงริเริ่มโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันในโรงเรียน ตชด. ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2523 และพระราชทานพระราชดำริให้นำหลักการสหกรณ์มาใช้ในการเรียนการสอนและจัดกิจกรรมภายในโรงเรียน

d13

        นายโอภาส กลั่นบุศย์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า พระองค์ทรงพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กในท้องถิ่นทุรกันดารมาเป็นเวลานาน ทรงพบว่าโรงเรียนต้องซื้ออุปกรณ์มาใช้สำหรับการบริโภค เช่น ข้าวสาร พืชผัก

        จึงพระราชทานพระราชดำริให้ดำเนินการในกิจกรรมอาหารกลางวันในโรงเรียนอย่างครบวงจร โดยให้นำระบบสหกรณ์เข้ามาใช้โดยเริ่มต้นจากการสอนนักเรียนให้รู้จักร่วมทำ ร่วมคิด ร่วมแก้ปัญหา ควบคู่กับการจัดตั้งสหกรณ์ในโรงเรียนขึ้น และทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้น้อมนำพระราชดำริเข้าไปดำเนินการส่งเสริมสนับสนุนให้มีสหกรณ์นักเรียนขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2534 เป็นต้นมา

        “เราจึงถือวันที่ 7 มิถุนายน ของทุกปีเป็นวันสหกรณ์นักเรียนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ขณะนี้มีโรงเรียนที่อยู่ในองค์อุปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพฯ เช่น โรงเรียนพระปริยัติธรรม โรงเรียนปอเนาะ โรงเรียน ตชด.ต่าง ๆ ทั้งสิ้น 475 โรงเรียน ที่มีระบบการเรียนการสอนเรื่องสหกรณ์ และมีการจัดตั้งสหกรณ์นักเรียนขึ้นเพื่อบริหารจัดการโครงการอาหารกลางวันของเด็กนักเรียนอีกด้วย” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

        อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยเพิ่มเติมด้วยว่า พระองค์ยังรับสั่งเรื่องของการสหกรณ์ทั้งระบบว่า อยากให้สอนนักเรียนในเรื่องการใช้หลักการสหกรณ์ ทรงพระราชทานพระราชดำริให้ใช้หลักการสหกรณ์ในการควบคุมกำกับกิจการต่าง ๆ มิให้เกิดความเสียหายกับประชาชนที่เข้ามาร่วมกลุ่ม โดยเฉพาะเด็ก ๆ พระองค์รับสั่งให้สอนให้รู้จักการออมทรัพย์ในลักษณะช่วยเหลือกัน โดยตั้งเป็นสหกรณ์ เพื่อที่จะมีระบบในการควบคุมดูแลกิจการและกิจกรรมต่าง ๆ ภายในโรงเรียน

        และตลอดมากรมฯ ได้น้อมนำพระราชดำริมาปฏิบัติงานในพื้นที่ต่าง ๆ ด้วยกำลังกาย กำลังใจ สนองแนวพระราชดำริดังกล่าวอย่างเต็มที่ ด้วยรู้สึกซาบซึ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ใต้ฝ่าละอองพระบาทเสด็จพระราชดำเนินไปทรงงานและติดตามการปฏิบัติงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิดเสมอมา

d6

        การปฏิบัติงานตามแนวพระราชดำริในกิจการสหกรณ์นักเรียนในโรงเรียน ได้ก่อให้เกิดผลดีแก่เด็กและเยาวชน ส่งผลถึงพ่อแม่และผู้ปกครอง ตลอดจนชุมชนในถิ่นทุรกันดารอย่างเป็นนัยสำคัญได้มีการส่งเสริมวิธีการสหกรณ์ให้กับนักเรียนในโรงเรียน ตชด. ตลอดถึงโรงเรียนในสังกัดอื่น ๆ รวมแล้วทั่วราชอาณาจักรกว่า 5,200 โรงเรียน ในปัจจุบัน

        และตั้งแตโอกาสมหามงคลสมเด็จพระเทพฯ ทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา 2 เมษายน 2558 กรมฯ ได้ร่วมกับขบวนการสหกรณ์ จัดโครงการขบวนการสหกรณ์ไทยเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขับเคลื่อนความรู้และกิจกรรมการสหกรณ์ สู่เด็ก เยาวชน ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยสร้างอาคารมอบให้โรงเรียนในโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนฯ ตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระเทพฯ จำนวน 10 โรง และแล้วเสร็จทั้ง 10 โรงแล้ว

       และนำทูลเกล้าฯ ถวายในโอกาสต่อไป และดำเนินโครงการ 1 สหกรณ์ 1 ทุนการศึกษา โดยร่วมมือกับสหกรณ์ที่จะให้บุตรหลานหรือโรงเรียน ตชด.ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับสหกรณ์ ให้ได้รับการศึกษาที่สูงขึ้น โดยตั้งไว้ 600 ทุน ที่จะให้จบระดับปริญญาตรี

          และโครงการเลี้ยงโคนมทดแทน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกสหกรณ์ที่เลี้ยงโคนมให้ดีขึ้น โดยสหกรณ์จะรับวัวนมของสมาชิกไปเลี้ยง เมื่อได้ลูกมาในระยะที่สามารถจะนำไปรีดนมได้ ก็จะขายต่อให้สมาชิกเอาไปเลี้ยงเป็นรายได้ พร้อมส่งเสริมให้นักเรียนได้มีโอกาสเรียนรู้การรีดนมหรือการสานต่ออาชีพการเลี้ยงโคนม 

d11

        ส่วนโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช ในเขตพื้นที่สหกรณ์นิคม ซึ่งเป็นการเอาพันธุ์พืชที่หายาก พันธุ์พืชประจำถิ่น พืชสมุนไพรต่าง ๆ มารวมไว้ที่ศูนย์เรียนรู้สำหรับนักเรียน ชุมชน และสมาชิกสหกรณ์ได้เรียนรู้ร่วมกัน ในการที่จะอนุรักษ์พันธุกรรมพืชที่หายากต่าง ๆ เหล่านี้ไว้อีกด้วย

        “ทั้งนี้ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีพระราชปณิธานที่จะช่วยเหลือผู้ที่ทุกข์ยากเดือดร้อนโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ เผ่าพันธุ์ เชื้อชาติ ศาสนา พสกนิกรต่างยกย่องและชื่นชมในพระบารมี พระราชจริยวัตรที่ประชาชนทั่วไปได้เห็นประจักษ์ คือ พระเมตตาและความเอาพระทัยใส่ในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างเทียบเท่าเสมอเหมือนตลอดมา” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว.

……………………………………………………………..

ศาสตร์แห่งองค์พระราชา..ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง..อย่างยั่งยืนแน่นอน

933937_215717955249639_1639923497_n

        มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติและสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง เผยแพร่ผลสำเร็จจากการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติจริง เกิดผลสำเร็จจริง

        เน้นที่ “โครงการพลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ที่รณรงค์ฟื้นฟูลุ่มน้ำป่าสัก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ ทรงเป็นห่วงมากที่สุด 

        “โคก หนอง นา โมเดล” ต้นแบบการแก้ปัญหาน้ำตามแนวพระราชดำริ

        มูลนิธิดังกล่าวดำเนินโครงการร่วมกับบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด จัดเพื่อรณรงค์ฟื้นฟูลุ่มน้ำป่าสัก โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและศาสตร์พระราชาไปเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติจริง

        เป็นโครงการระยะยาว 9 ปี ซึ่งเกิดจากแรงบันดาลใจจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใยต่อปัญหาภัยแล้งและปัญหาอุทกภัย โดยเฉพาะสถานการณ์น้ำ

        ลุ่มแม่น้ำป่าสัก  ที่พระองค์ตรัสว่า  เป็นลุ่มน้ำที่บริหารจัดการยากที่สุด

        จึงเกิดการร่วมแรงร่วมใจน้อมนำศาสตร์พระราชามาปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมโดยนำเอาศาสตร์  “โคก หนอง นา” และ “แสนหลุมขนมครก หยุดท่วม หยุดแล้ง”

        ซึ่งเป็นโมเดลต้นแบบที่ดำเนินตามศาสตร์พระราชา ด้วยการผสมผสานหลักทฤษฎีใหม่อันเนื่องมาจากพระราชดำริเข้ากับภูมิปัญญาพื้นบ้าน ที่ทำได้ง่าย นำมาใช้  

        โดยเชื่อว่า หากทำตามแผนดังกล่าวนี้ จะเกิดผลยั่งยืนในอีก 3 ปีข้างหน้า  แก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ได้

        โมเดล โคก-หนอง-นา และแสนหลุมขนมครก จึงเป็นโมเดลที่เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ใช้เป็นต้นแบบตั้งต้นโครงการฟื้นฟูชุมชนในที่ราบลุ่มภาคกลาง ส่วนตอนบนที่เป็นภูเขาก็จะรณรงค์การทำฝายเพื่อจะเก็บซับน้ำไว้บนเขาให้ได้มากที่สุด

d0826aa-1_10

        จากสองโมเดลนี้ให้ลองคิดกันง่ายๆ จากปริมาณน้ำที่หลากมาในปีนี้ 25,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หากน้ำที่หลากลงเขาได้ถูกซับไปแล้วส่วนหนึ่ง โดยการทำฝายชะลอน้ำให้ซึมซับลงสู่ดินบ้านละ 10,000 ลบ.ม. หากทำทุกบ้าน ล้านครอบครัว น้ำก็จะถูกเก็บไว้บนเขาไปแล้ว 10,000 ล้าน ลบ.ม.

        ในขณะที่น้ำที่ไหลบ่าลงจากป่าเขาลงมาในพื้นราบก็รณรงค์ให้พี่น้อง ชาวไร่ ชาวนา ขุดแหล่งน้ำเอาที่ดินมาทำเป็นโคกตามโมเดล “โคก-หนอง-นา” ทำเช่นนี้ไว้อีกล้านครอบครัว เก็บน้ำไว้บ้านละ 10,000 ลบ.ม. ต่อครอบครัวก็ได้

        แล้วอีก ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำฝนที่ตกลงมา 25,000 ล้านลบ.ม. ก็ถูกเก็บไว้บนเขาเสีย 10,000 ล้าน ลบ.ม. ลงมาข้างล่างทุกบ้านช่วยกันเก็บไว้อีกหนึ่งหมื่นล้าน พอไหลลงมาจริงๆ เหลือเพียง 5,000 ล้าน ลบ.ม.

d0826aa-3_9

        ถ้าในระดับนี้  เมืองต่างๆ ตั้งแต่นครสวรรค์ลงมาถึงสมุทรปราการยังไงก็ไม่ท่วม

        เนื่องจากเมื่อได้วิเคราะห์สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 แล้วพบว่า หากทั้งบริเวณลุ่มน้ำป่าสักและทางภาคตะวันออกของประเทศสามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ จะทำให้น้ำไม่ท่วมกรุงเทพฯ หนักเหมือนเมื่อ 2 ปีก่อน

        แต่การที่ทั้งลุ่มน้ำป่าสักและภาคตะวันออกไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ สาเหตุหลักมาจากการบุกรุกทำลายป่าต้นน้ำบริเวณนี้ จึงทำให้ตะกอนดินไหลจากป่าต้นน้ำไปยังเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ฯ

        ทำให้เขื่อนสามารถกักเก็บนํ้าไว้ได้สูงสุดเพียง 960 ล้านลูกบาศก์เมตร ในขณะที่ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงในแต่ละปีเฉลี่ย 2,400-5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้เขื่อนไม่สามารถรองรับน้ำได้เต็มกำลัง

        ทั้งนี้ ตัวเลขที่ทางสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงฯ ประเมินว่าหากทำตามโมเดล “โคก หนอง นา” หรือ “หลุมขนมครก” จะสามารถเก็บนํ้าได้บ้านละ 2 หมื่นลูกบาศก์เมตร แต่หากร่วมใจกัน 1 แสนครัวเรือน จะเก็บนํ้าได้ถึง 2,000,000,000 ลูกบาศก์เมตร (2 พันล้านฯ) เท่ากับการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ถึง 2 เขื่อน

d0826aa-2_11

        นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือที่รู้จักกันดีว่าอาจารย์ยักษ์ ประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงและมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวว่า น้ำเป็นเรื่องจำเป็น เป็นเรื่องสำคัญมาก

        ซึ่งการจัดการน้ำอย่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชดำรัสให้ทำ คือ เขื่อนขนาดใหญ่ ที่มีอยู่แล้วแทบทุกลุ่มน้ำ แต่เขื่อนขนาดกลางและเขื่อนขนาดเล็กตามบ้านเรือนนั้น เรายังไม่ได้ทำเลย ซึ่งสามารถบรรจุน้ำได้มากกว่าขนาดใหญ่

        ยกตัวอย่าง เช่น ลุ่มแม่น้ำป่าสักที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเตือนไว้ว่าเป็นการบริหารจัดการน้ำที่ยากที่สุดเพราะเป็นเขื่อนขนาดเล็ก มีเขื่อนอยู่เขื่อนเดียวไม่สามารถเก็บกักน้ำไว้ได้ ป่าไม้ก็หมด ไม่สามรถเก็บกักน้ำได้

        จึงต้องช่วยกันปลุกระดมชาวบ้านในแถบลุ่มแม่น้ำป่าสักจนถึงอยุธยา  โดยเริ่มที่ลุ่มแม่น้ำป่าสักก่อนเป็นลุ่มแรก เพื่อเป็นการทำถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำการรณรงค์ไปพร้อมกับลงมือทำไปเรื่อยๆ

        หลักการเราก็ค่อยๆ ทำให้ประชาชนเห็นไปเรื่อยๆ ให้ผู้คนศรัทธาก็จะมาเข้าร่วมเองตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นแบบอย่าง ทำให้เห็นแล้วจะมีคนทำตามเอง

        “โมเดล โคก หนอง นา” จะสามารถช่วยแก้ปัญหาทั้งน้ำท่วม ทั้งน้ำแล้งได้ เพราะเราสามรถเก็บกักน้ำไว้ใช้ยามหน้าแล้ง เมื่อมีโคกที่สูงน้ำก็ไม่ท่วมพื้นที่การเกษตรของเรา

        นี่เป็นทางรอดที่พระราชาบอกไว้นานแล้ว ให้เราทุกคนลุกขึ้นมาเดินตามรอยที่พระองค์ท่านทรงพระราชทานไว้ ซึ่งทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างมากเพราะเห็นความสำคัญของการเดินตามรอยพระองค์ท่านในการแก้ปัญหาเรื่องน้ำ”อาจารย์ยักษ์ ว่า

        การแก้ปัญหาต้นเหตุน้ำท่วม น้ำแล้งอย่างยั่งยืนนั้น จึงจำเป็นต้องกลับไปจัดการป่าต้นน้ำ โดยใช้หลักศาสตร์พระราชาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานไว้ ด้วยการสร้างฝายทดน้ำ ทำหนองน้ำ บ่อน้ำ เพื่อกักเก็บน้ำ และปลูกป่า 

        เมื่อมีป่าเวลาฝนตกดินก็จะไม่ถูกชะล้างไป ยังพื้นที่ด้านล่างอย่างรวดเร็วป่าจะช่วยซับน้ำไว้ใต้ดิน เป็นการอนุรักษ์ดิน น้ำและของป่า ได้ในเวลาเดียวกัน นี่คือการน้อมนำศาสตร์พระราชามาช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งได้อย่างยั่งยืนแน่นอน.

………………………….

ที่มา : รายงานของคุณณพาภรณ์ ปรีเสม สยามรัฐ

แกล้งข้าว..แนวทางทำนาแบบใช้น้ำน้อย

971585 (1)

       ข้าวเป็นพืชที่ใช้น้ำในการปลูกมากกว่าพืชชนิดอื่น ๆ โดยข้าว 1 ไร่ จะต้องใช้น้ำถึง 1,200 ลูกบาศก์เมตร หากเป็นการทำนาปี ในฤดูฝน และถ้าฝนตกตรงตามฤดูกาล ไม่ทิ้งช่วง คงไม่มีปัญหาอะไรสำหรับปริมาณน้ำจำนวนมากเช่นนี้

       อย่างไรก็ตาม มีผลงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่เห็นผลเป็นรูปธรรม ว่า การทำนาโดยใช้น้ำเพียงประมาณ 860 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ แถมผลผลิตข้าวยังสูงขึ้น  และต้นทุนการผลิตก็น้อยกว่าการทำนาแบบปกติอีกด้วย

       นั่นก็คือ การทำนาที่เรียกว่า “การแกล้งข้าว” หรือ การทำนาแบบ “เปียกสลับแห้ง”

       ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของสำนักวิจัยและพัฒนา สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา  กรมชลประทาน กับ INWEPF Thai และบริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่ได้ทำการศึกษาวิจัยจนประสบผลสำเร็จ

        โดยล่าสุดได้นำร่องใช้ในพื้นที่จริง ของ “นายสุพรรณ เปราะนาค” ประธาน “กลุ่มผู้ใช้น้ำอ่างเก็บน้ำแม่โก๋น” อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ซึ่งคาดว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณเดือนพฤษภาคม 2558 นี้

         ว่าที่ ร.ต.ไพเจน มากสุวรรณ์  รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าได้มีการศึกษาวิจัยการทำนาแบบเปียกสลับแห้งหลายวิธีก่อนนำไปขยายผลให้เกษตรกรในพื้นที่ชลประทานใช้ทำนาปรัง

          พบว่า การส่งน้ำชลประทานเข้าสู่แปลงนาที่ระดับความลึก 5 ซม. ในช่วงหลังปักดำ จนกระทั่งข้าวอยู่ในช่วงตั้งท้องออกดอก จึงจะเพิ่มระดับน้ำในแปลงอยู่ที่ 7-10 ซม. จากนั้นจะปล่อยให้ข้าวขาดน้ำครั้งที่ 1 ในช่วงเจริญเติบโตทางลำต้น  หรือข้าวมีอายุประมาณ 35-45 วัน เป็นเวลา 14 วัน หรือจนกว่าระดับน้ำในแปลงจะลดลงต่ำกว่าผิวแปลง 10-15 ซม. หรือดินในแปลงนาแตกระแหง

          จากนั้นถึงปล่อยน้ำเข้านา จนกระทั่งข้าวแตกกอสูงสุด หรือข้าวอายุประมาณ 60-65 วัน ก็จะปล่อยให้ข้าวขาดน้ำครั้งที่ 2 เป็นระยะเวลาอีก 14 วัน

          ทั้งนี้ การปล่อยให้ข้าวขาดน้ำในช่วงดังกล่าว จะเป็นการกระตุ้นให้รากและลำต้นข้าวแข็งแรงส่งผลโดยตรงต่อการเจริญเติบโตและการสร้างผลผลิตและสามารถลดปริมาณการใช้น้ำได้ถึงร้อยละ 28 ของปริมาณน้ำที่ใช้ในการทำนาแบบทั่วไป

          นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า เพื่อให้มีการขยายการใช้เทคโนโลยีการทำนาแบบเปียกสลับแห้งดังกล่าวเพิ่มขึ้น ในปี 2558 จะขยายพื้นที่อีก 4 แห่ง

          ในเขตชลประทานของโครงการชลประทานเชียงใหม่

           โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง จ.เชียงใหม่

         โครงการชลประทานอุบลราชธานี 

        และ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโดมน้อย จ.อุบลราชธานี

            พร้อมทั้งจัดทำคู่มือ การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง เพื่อใช้เป็นคู่มือไปขยายผลสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมในพื้นที่ชลประทานต่อไป

             นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ 2559 ก็จะดำเนินการทดลองศึกษาวิจัยในศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สกลนคร เพื่อเป็นตัวแทนศึกษาในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และในสถานีทดลองการใช้น้ำสามชุก เพื่อเป็นตัวแทนศึกษาในพื้นที่ภาคกลาง  และกำหนดนโยบายกรมฯ เพื่อขยายผลการทำนาแบบเปียกสลับแห้งไปสู่เกษตรกรในพื้นที่ชลประทานจริงทั่วประเทศต่อไป

              จากการศึกษาข้อมูลพบว่า หากมีการขยายผลนำการทำนาแบบเปียกสลับแห้งไปใช้เฉพาะนาปรัง ในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งในฤดูแล้งปี 2556/57 ที่ผ่านมามีพื้นที่ทำนาปรังทั้งสิ้นประมาณ 2.85 ล้านไร่  จะใช้น้ำเพียงประมาณ 2,217 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น 

             แต่ถ้าทำนาแบบเดิมจะใช้น้ำถึงประมาณ 3,309 ล้านลูกบาศก์เมตร

             หรือประหยัดน้ำได้สูงสุดประมาณ 1,092 ล้านลูกบาศก์เมตร

             หากนำปริมาณน้ำจำนวนนี้ไปใช้ในการทำนาปรังจะสามารถขยายพื้นที่ทำนาปรังได้อีกไม่น้อยกว่า 940,093 ไร่.

………………………………….

เรียนรู้พระราชดำริ..ครูของแผ่นดิน

ในหลวง5550-20140602110534-1594604026

    สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) จัด “โครงการเครือข่ายสถาบันการศึกษาสืบสานพระราชดำริ” เพื่อเป็นการขยายเครือข่ายในการนำองค์ความรู้จากการพัฒนาตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศ์ ให้แก่คณาจารย์จากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ได้มีความรู้ความเข้าใจในแนวพระราชดำริและผลสัมฤทธิ์จากการพัฒนาในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อใช้ในชีวิตประจำวันและต่อยอดสู่ผู้อื่นต่อไป

30589_127978480548283_110603625619102_324425_2483053_n_3-1

     นายสุวัฒน์ เทพอารักษ์ เลขาธิการ กปร.ในขณะนั้น กล่าวว่า นับเป็นเวลานานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ ทรงครองราชสมบัติ พระองค์เอง พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ล้วนอุทิศพระวรกาย พระราชทรัพย์ ด้วยพระวิริยอุตสาหะปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด พระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กว่า 4,447 โครงการในทุกภูมิภาคเพื่อเป็นต้นแบบดำเนินชีวิตแก่ ทุกกลุ่มประชาชน ทุกสาขาของการพัฒนา ด้วยพระปรีชาสามารถที่ทรงนำหลักวิชาการต่างๆ มาประสานประยุกต์ให้เข้ากับวิถีชีวิตคนไทย

     จนเป็นศาสตร์พระราชา ที่ครอบคลุมทุกด้าน

J6747443-55

     “สำนักงาน กปร เล็งเห็นว่าคณาจารย์ทั่วประเทศ เป็นส่วนสำคัญในการทำหน้าที่เป็นสื่อกลางสำคัญในการถ่ายทอด ปลูกฝังความรู้จากแนวพระราชดำริ ตลอดรวมถึงนำผลสำเร็จจากการพัฒนาส่งต่อยังนิสิต นักศึกษา ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการสร้างความเจริญและมั่นคงให้แก่ประเทศชาติให้มีความรู้ความเข้าใจและสามารถน้อมนำพร้อมกับร่วมสืบสานพระราชดำริได้อย่างถูกต้องเหมาะสมและชัดเจน อันจะส่งผลถึงการพัฒนาที่สอดรับกับการสร้างรากฐานที่มั่นคงในการพัฒนาประเทศต่อไปจึงจัด” โครงการเครือข่ายสถาบันการศึกษาสืบสานพระราชดำริ” ขึ้น” เลขาฯ กปร. กล่าว

     ในการจัดอบรมผู้เข้ารับการอบรมได้เรียนรู้ถึงจุดเริ่มต้นของการพัฒนาด้านการเกษตรกรรมในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต ด้วยทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้ราษฎรอยู่ดีกินดี จึงได้จัดตั้งโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ขึ้นในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในปี 2504

     เรียนรู้แนวพระราชดำริด้านการพัฒนาแหล่งน้ำและการบริหารจัดการน้ำจากโครงการอ่างเก็บน้ำเขาเต่าอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แหล่งน้ำแห่งแรกที่เกิดขึ้นจากแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ตั้งแต่ปี 2496

     รวมถึงได้เรียนรู้ผลสำเร็จของโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี ที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต เป็นเสมือนโรงเรียนนอกระบบที่ให้ความรู้ด้านการพัฒนาดินน้ำ ป่า อาชีพ แบบเบ็ดเสร็จที่จุดเดียว และได้ขยายผลความสำเร็จจากการพัฒนาไปสู่ราษฎร จนประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี โดยได้เรียนรู้การทำการเกษตรผสมผสานจากเกษตรกรต้นแบบ ที่ได้รับการถ่ายทอดจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริจนประสบผลสำเร็จในการดำเนินชีวิตอันสามารถนำความรู้ไปปฏิบัติเองได้อย่างง่ายและเป็นไปตามหลักวิชาการอีกด้วย

     ผู้เข้ารับการอบรม ยังได้เรียนรู้ถึงแนวทางในการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติของส่วนราชการที่ประสบผลสำเร็จจนกระทั่งได้เป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงฯ เรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี จากรางวัลผลงานดีเด่นรางวัลถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จากการประกวดผลงานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงฯ ของสำนักงาน กปร.

     พร้อมกับได้เยี่ยมชมโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี โครงการที่ปัจจุบันประสบผลสำเร็จเป็นต้นแบบการบำบัดน้ำเสียและการกำจัดขยะโดยวิธีธรรมชาติตลอดจนสามารถฟื้นฟูป่าชายเลนให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์ดังเช่นในอดีตอีกด้วย

image

     

     พระองค์ทรงเป็น ‘ครูของแผ่นดิน’ ตามความหมายของคำว่า ‘ครู’ ด้วยการทรงงานอย่างหนัก ทรงเป็นอาจารย์แห่งแผ่นดิน ตามความหมายของคำว่า อาจาริยะ ซึ่งหมายถึงผู้ถ่ายทอดความรู้ และธรรมจรรยาแก่ศิษย์

     ดั่งที่ทุกท่านได้ประจักษ์แจ้งถึงพระราชจริยวัตรอันงดงามตามหลักทศพิศราชธรรม

     “พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างของครูทั้งหลาย ด้วยการทรงงานอย่างหนักเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของพสกนิกรของพระองค์ ด้วยการถ่ายทอดความรู้ที่สั่งสมจากการทรงงาน ทั้งที่เป็นพระบรมราโชวาท ทั้งที่เป็นพระราชดำรัส สมดังที่รัฐบาลถวายพระราชสมัญญานาม ว่า ‘พระผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน’ ไม่เพียงแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เท่านั้นที่ทรงได้รับการถวายราชสมัญญานาม แต่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาโดยตลอดก็ได้รับการถวายพระราชสมัญญานามจากรัฐบาลว่า ‘พระผู้ทรงเป็นแม่และเป็นครูแห่งแผ่นดิน’ เช่นกัน”

d0810aa-4

     องคมนตรี กล่าวทิ้งท้ายว่า ผู้ที่เป็นครูเป็นอาจารย์ทั้งหลายควรที่จะภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทสืบสานหน้าที่ความเป็นครู ในการปลูกฝังความรู้ความเข้าใจ ขัดเกลาจรรยา ความประพฤติให้แก่เยาวชนของชาติ

d0810aa-2

     ซึ่งการเข้าร่วมโครงการนี้จะเป็นการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในพระอัจฉริยภาพ พระปรีชาสามารถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ และช่วยเผยแพร่สู่ นักเรียน นักศึกษา เยาวชนต่อไป.

………………………………..

ที่มา : บางส่วนจากรายงานของคุณณพาภรณ์ ปรีเสม , สยามรัฐ

 

ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน จ.เชียงราย

3q

       ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี บนเนื้อที่กว่า 150 ไร่ เพื่อเป็นโรงงานผลิตน้ำมันจากเมล็ดชาและพืชน้ำมัน

       ซึ่งสามารถผลิตน้ำมันคุณภาพสูงสำหรับการบริโภคและทำผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น เครื่องสำอาง นอกจากนั้นยังมีส่วนผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบที่เหลือ เพื่อเป็นการใช้ประโยชน์จากพืชทุกส่วนสูงสุด

2q

      โรงงานนี้จะผลิตน้ำมันคุณภาพสูงสำหรับการบริโภคและทำผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องอื่น ๆ เช่น เครื่องสำอาง นอกจากนั้นยังมีส่วนผลิตผลิตภัณฑ์จากกากวัตถุดิบที่เหลือ เพื่อเป็นการใช้ประโยชน์สูงสุดจากทุกส่วนของพืชนั้น ๆ

       นอกจากนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังมีพระราชดำริให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมันแห่งนี้เป็นโรงงานต้นแบบที่สามารถเข้าชมได้ทุกจุดของการดำเนินงาน สามารถใช้ประโยชน์สูงสุดจากพื้นที่ทั้งหมด รวมถึงสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องเต็มประสิทธิภาพตลอดทั้งปี มีขั้นตอนที่เข้าใจง่าย สะอาด และคำนึงถึงระบบสิ่งแวดล้อมแบบธรรมชาติ รวมถึงมีระบบควบคุมการใช้พลังงาน และรูปแบบที่ทันสมัย สวยงาม และมีสีสัน

       ในขณะที่บริเวณด้านนอกได้รับการออกแบบให้เป็นส่วนพักผ่อนสาธารณะ ซึ่งเป็นทั้งจุดท่องเที่ยวที่สวยงาม และเป็นแหล่งให้ความรู้เกี่ยวกับพืชน้ำมันและต้นชาน้ำมัน

4q

       สำหรับต้นชาน้ำมัน เป็นพืชเช่นเดียวกับชาที่ใช้ชงดื่ม แต่เป็นคนละสายพันธุ์กัน ต้นชาน้ำมันเป็นไม้เศรษฐกิจซึ่งพบแพร่หลายทางตอนใต้ของประเทศจีน ผลชาสีเขียวมีลักษณะกลม ขนาดเท่าลูกมะนาว เมื่อผลแก่เปลือกจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและแห้งแตกออก ภายในเปลือกจะเต็มไปด้วยเมล็ดชาสีน้ำตาลเข้มถึงดำ น้ำมัน

       เมล็ดชาเป็นที่รู้จักในประเทศจีนนานกว่า 1,000 ปีมาแล้ว มีประโยชน์มากมายจนได้ชื่อว่าเป็น น้ำมันมะกอกแห่งโลกตะวันออก เนื่องจากมีองค์ประกอบของไขมันที่ดีต่อร่างกายไม่ด้อยไปกว่าน้ำมันมะกอก และไม่มีกรดไขมันทรานส์ ซึ่งทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมวิตามินเอ ดี อี และเค ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

13q

       นอกจากนี้น้ำมันชายังมีกรดไขมันอิ่มตัวซึ่งไม่ดีต่อร่างกายต่ำ ในขณะที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียวหรือกรดโอเลอิก (กรดโอเมก้า 9) สูงถึงประมาณ 87-91% กรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง (กรดโอเมก้า 6) ประมาณ 13-28% และ กรดแอลฟาไลโนเลอิก (กรดโอเมก้า 3) ประมาณ 1-3%

       กรดไขมันไม่อิ่มตัวเหล่านี้สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี และเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดดีในร่างกาย ป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดตีบตัน โรคอัมพาต โรคความดัน โรคเบาหวาน และโรคหัวใจได้ จึงดีต่อสุขภาพของผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน สตรีมีครรภ์ และผู้สูงอายุ    

11q 12q 

      และล่าสุด เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม 2558 ที่ผ่านมา นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี  พร้อมด้วยหม่อมหลวงจิรพันธุ์ ทวีวงศ์ เลขาธิการ กปร. นายสมบูรณ์ วงค์กาด รักษาการที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการและผู้อำนวยการสำนักประสานงานโครงการพื้นที่ 3 พร้อมเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของศูนย์ฯ พบว่ามีความก้าวหน้าและประสบความสำเร็จในการดำเนินงานเป็นที่น่าพอใจยิ่ง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน ถ.พหลโยธิน ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย โทร. 0-53 73-4140 – 2 , 0-53 73-4 440

q1 q2

q3 q5

8q 9q

7q 5q 6q

………………………………………………….

โครงการฯ เกษตรที่สูงตามพระราชดำริบ้านแปกแซม จ.เชียงใหม่ ปลูกพริกหวานในถุง

26182

       นายครรชิต เหล่าชัย นักจัดการงานในพระองค์ประจำโครงการสถานีพัฒนา การเกษตรที่สูงตามพระราชดำริบ้านแปกแซม ตำบลเปียงหลวง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยถึงการส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่โครงการทำการเกษตรว่า

        โครงการได้ดำเนินการในหลากหลายชนิดพืชและหลากหลายรูปแบบ และหนึ่งในนั้นที่กำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ก็คือ

        การเพาะปลูกพริกหวานแบบปิด ระบบอินทรีย์ภายในถุง ซึ่งต้นพริกหวาน จัดเป็นพืชข้ามปี แต่นิยมปลูกเป็นพืชฤดูเดียว การเติบโตในระยะแรกจะเจริญเป็นลำต้นเดี่ยว เมื่อติดดอกช่อแรกตรงยอดแล้ว

        จากนั้นจะแตกกิ่งแขนงในแนวตั้งเป็นสองกิ่ง ทำให้จำนวนกิ่งเพิ่มขึ้น ตลอดฤดูการเจริญเติบโตผลผลิตที่ได้จะขึ้นอยู่กับจำนวนกิ่งและจำนวนผลต่อต้น ในช่วงระยะแรกที่กิ่งเจริญเป็นกิ่งอ่อน

        ต่อจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นกิ่งแก่ที่มีความแข็งและเปราะหักได้ง่าย โดยมีความสูงของต้นอยู่ประมาณ 0.5-1.5 เมตร มีรากเจริญในแนวดิ่งลึกประมาณ 90-120 เซนติเมตร รากแขนงแผ่กว้างออกด้านข้างประมาณ 90 เซนติเมตร ส่วนรากใหญ่จะอยู่กันอย่างหนาแน่นในระดับความลึกประมาณ 50-60 เซนติเมตร

prik05

        สำหรับการปลูกพริกหวานนั้น จะขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศอบอุ่น ความชื้นในอากาศต่ำ อุณหภูมิที่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตจะอยู่ที่ประมาณ 20-25 องศาเซลเซียส ผลพริกหวานมีลักษณะกลมยาว มีขนาดใหญ่ ในผลจะประกอบไปด้วยสารให้ความเผ็ดในปริมาณที่ต่ำมาก ผลโดยทั่วไปจะเป็นสีเขียว ถ้าปล่อยให้แก่บนต้นจะเปลี่ยนเป็นสีแดง

       แต่บางสายพันธุ์ที่ถูกปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาใหม่ อาจจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง สีส้ม หรือสีม่วงก็ได้

       โดยพริกสีเขียวจะประกอบไปด้วยสารคลอโรฟิลล์ พริกสีแดงหรือเหลืองจะเกิดจากเม็ดสีแคโรทีนอยด์ ส่วนพริกสีม่วงจะเกิดจากเม็ดสีแอนโธไซยานิน และสีน้ำตาลจะเกิดจากการผสมระหว่างคลอโรฟิลล์ ไลโคปีน และเบต้าแคโรทีน

       ผลจะมีรูปทรงและขนาดแตกต่างกันออกไป บางพันธุ์อาจมีเปลือกหนา แต่บางพันธุ์จะบาง ผลมีขนาดกว้างประมาณ 1-15 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1-30 เซนติเมตร ผลแก่ที่เปลี่ยนเป็นสีแดง เหลือง ส้ม หรือม่วง จะมีปริมาณของวิตามินเอสูงกว่าเดิมถึง 10 เท่า และมีวิตามินซีสูงกว่า 2 เท่า

954166

       และเนื่องจากในปัจจุบันความนิยมของผู้บริโภคจะเน้นพืชผักประเภทอินทรีย์เป็นส่วนใหญ่

       ทางสถานีจึงส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ปลูกพริกในถุงแบบปิด คือ ใช้ถุงชนิดหนาบรรจุวัสดุปลูกแล้วนำเมล็ดพริกมาเพาะ ตั้งไว้ในโรงเรือนที่มีตาข่ายตาถี่คลุมเพื่อป้องกันแมลงเข้ามารบกวน

       การปลูกแบบนี้จะมีผลดีหลายประการ อาทิ ผลผลิตจะไม่เสียหายจากแสงที่อาจแรงเกินไป ป้องกันการเข้ามาทำลายของแมลงได้ และแก้ปัญหาเรื่องผลพริกที่อาจตั้งอยู่บนพื้นดินที่จะทำให้เกิดการเน่าเสียก่อนการเก็บเกี่ยว

        ที่สำคัญ เป็นพืชประเภทนิยมบริโภคสด จึงไม่ควรใช้สารเคมีเข้ามาเป็นตัวช่วยในการเพาะปลูก ซึ่งวิธีดังกล่าวจะดีที่สุด

        และล่าสุด นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี นายดนุชา สินธวานนท์ รองเลขาธิการ กปร. นายจรูญ อิ่มเอิบสิน ผู้ช่วยเลขาธิการพระราชวัง นายสมบูรณ์ วงค์กาด ที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการฯสำนักงาน กปร. พร้อมเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางเข้าติดตามการดำเนินงานสถานีฯ

       พบว่าการดำเนินงานที่ผ่านมาสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรให้ดีขึ้น

       ราษฎรสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปขยายผลในพื้นที่ของตนเองได้เพิ่มขึ้น

       ทำให้มีรายได้เสริมจากการจำหน่ายผลผลิต

       ส่งผลให้ราษฎรมีรายได้เพียงพอในการใช้จ่ายในครัวเรือนเป็นอย่างดี.

…………………………………………

ที่มา : เดลินิวส์

๕ ธันวา ..วันดินโลก ปีดินสากล..

 

1525767_630975630277527_1337280328_n

เปลว สีเงิน

     พระนามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ “ภูมิพลอดุลยเดช” ด้วยความเป็นพระมหากษัตริย์ “คลุกอยู่กับดิน” สมดังพระนาม จนเป็นที่ประจักษ์ใจคนทั้งโลก

    องค์การสหประชาชาติ จึงเทิดพระเกียรติ กำหนดให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เป็น “วันดินโลก” (World Soil Day)

    ยิ่งกว่านั้น ยังประกาศให้ ปี 2558  เป็น “ปีดินสากล”  หรือ International Year of Soils

    เข้าใจว่า เราทั้งหลายรับทราบที่มา-ที่ไปของเรื่องนี้ค่อนข้างผิวเผิน รวมทั้งผมเองด้วย ฉะนั้น วันนี้มาทำความรู้จักไปพร้อมๆ กันดีไหม

    ก็ค้นเอาตามเว็บนี่แหละ จาก “กรมพัฒนาที่ดิน” เป็นแห่งแรก ผมจะหยิบบางตอนที่เขาเรียบเรียงไว้มาแบ่งกันอ่าน

    – การประชุมสภาโลกแห่งปฐพีวิทยา (World Congress  of Soil Science) ครั้งที่ 17 ที่กรุงเทพฯ ในเดือนสิงหาคมปี  2545 มีการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ทำให้สมาชิกของสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ  (International Union of Soil Science: IUSS) ทั่วโลก ประจักษ์ถึงพระราชวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการบริหารทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน

    โดยทรงให้ความสำคัญกับทรัพยากรดิน ทรงเป็นผู้นำและปฏิบัติด้วยพระองค์เอง ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขดินปัญหา การพัฒนาและอนุรักษ์ดิน ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทย และทุกโครงการประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง นำความผาสุกมาสู่ปวงชนชาวไทย และความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรดินและทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ นอกจากนี้ ผลสำเร็จจากการบริหารจัดการดินอย่างต่อเนื่องของพระองค์ ยังเป็นที่ยอมรับอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในและนานาประเทศ

    – ที่ประชุม World Congress of Soil Science ครั้งที่ 19 ที่เครือรัฐออสเตรเลีย  มีมติเห็นสมควรขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม (Humanitarian Soil Scientist)  แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณให้เป็นที่ประจักษ์โดยทั่วกัน  และกราบบังคมทูลเชิญให้ดำรงตำแหน่ง A life membership

12

    – เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2555 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สตีเฟน นอร์ทคลิฟฟ์ กรรมการบริหารและอดีตเลขาธิการ IUSS พร้อมคณะผู้บริหาร IUSS เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม  (Humanitarian Soil Scientist) เป็นพระองค์แรกของโลก

11

    โดยรางวัลประกอบด้วย เหรียญรางวัลที่ด้านหนึ่งมีตราสัญลักษณ์และชื่อของ IUSS ส่วนอีกด้านจารึกพระปรมาภิไธย และข้อความสดุดีพระเกียรติคุณ พร้อมใบประกาศเกียรติคุณ

    – วันดินโลก (World Soil Day) เกิดขึ้นเนื่องจาก IUSS เห็นว่าการถ่ายทอดความรู้ทางด้านดินและการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของดินต่อมนุษยชาติและสภาพแวดล้อมให้แก่ประชาชนในประเทศต่างๆ ยังไม่เพียงพอ จึงควรมีวันดินโลก เพื่อให้สามารถจัดกิจกรรมรณรงค์ และเผยแพร่ความรู้เรื่องดินพร้อมกันทั่วโลกได้อย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง

8346

    ทั้งนี้ คณะกรรมการ IUSS มีความเห็นพ้องกันว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นกษัตริย์ที่ให้ความสำคัญกับทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งรวมถึงทรัพยากรดิน และทรงประสบความสำเร็จในการปรับปรุงแก้ไขและการอนุรักษ์ทรัพยากรดินจนเป็นที่ประจักษ์โดยทั่วกัน

    จึงมีมติให้วันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลฯ เป็นวันดินโลก เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณของพระองค์    

    ดังนั้น ในวันที่ 16 เมษายน 2555 หลังจากที่ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัล “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” แล้ว ผู้บริหาร IUSS ได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้วันที่ 5  ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันดินโลก

    – องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)  ประกาศสนับสนุนและผลักดันให้มีการจัดตั้งวันดินโลก ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม และได้จัดงานเฉลิมฉลองวันดินโลก ณ  สำนักงานใหญ่ FAO กรุงโรม ประเทศอิตาลี ในวันที่ 5  ธันวาคม 2556 และเชิญประเทศไทยร่วมจัดนิทรรศการพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ ด้านทรัพยากรดิน และเชิญผู้บริหารและนักวิทยาศาสตร์ทางดินจากประเทศไทยเข้าร่วมบรรยายพิเศษและร่วมงานเฉลิมฉลองด้วย

    ครับ…ถ้าต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ไปที่กรมพัฒนาที่ดินได้เลย อยู่ถนนพหลโยธิน ละแวกมหาวิทยาลัยเกษตรฯ 

    และเมื่อ 2 ธ.ค.2557 มีประกาศ “สำนักพระราชวัง” ออกมาฉบับหนึ่ง เกี่ยวกับวันดินโลกและปีดินสากล ความตอนหนึ่งว่า

    ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จแทนพระองค์ ตามคำกราบบังคมทูลเชิญขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ไปทรงร่วมงานเฉลิมฉลองวันดินโลกและเริ่มการจัดงานเฉลิมฉลองปีดินสากล ปี 2558  อย่างเป็นทางการ

     และเชิญพระราชดำรัสหัวข้อ “Healthy  Soil for a Healthy Life” ไปพระราชทานในงานเฉลิมฉลองดังกล่าว ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในวันศุกร์ที่ 5ธันวาคม พุทธศักราช 2557

     ซึ่งที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติมีมติรับรองให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็นวันดินโลก  และ ปี 2558 เป็นปีดินสากล เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ ในพระปรีชาสามารถด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรดิน

    ครับ….ก็ทราบความเป็นมาแล้ว คงไม่ต้องพูดถึงความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศกระมังว่าจะขนาดไหน

66868

    เป็นอันว่า นับจากนี้เป็นต้นไป 5 ธันวาคมของทุกปี  นอกจากเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ แล้ว

    ยังเป็น “วันดินโลก” ด้วย………

    ก็สมดังพระนาม “ภูมิพลอดุลยเดช” ดังที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เคยมีรับสั่งกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงความหมายของพระนาม “ภูมิพล” ไว้ว่า    

    “อันที่จริง เธอก็ชื่อภูมิพล ที่แปลว่า กำลังของแผ่นดิน”

    อยากทราบกันแล้วใช่ไหมล่ะว่า ที่มาของพระนาม “ภูมิพลอดุลยเดช” คืออย่างไร เอาอย่างนี้ ไปค้นหาเพื่อรู้พร้อมๆ กันเลย เพราะผมก็ไม่รู้มาก่อนเช่นกัน

“””””””””””””””””””””””””””””””””””””

    ในเว็บ www.gotoknow.org>…>Wasawat Deemarn>สมุด>ผมรักในหลวง ได้บันทึกที่มาของพระนาม “ภูมิพลอดุลยเดช” ไว้ดังนี้

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชสมภพ ณ  โรงพยาบาลเมานต์เออเบิร์น (Mount Auburn) ซึ่งขณะนั้นใช้ชื่อว่า โรงพยาบาลเคมบริดจ์ (Cambridge Hospital) ตั้งอยู่ในเมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เมื่อเวลา  08.45 น. ของวันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม 2470 ตรงกับปีเถาะ

    สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ทรงเล่าถึงการตั้งพระนามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไว้ในหนังสือ  “เจ้านายเล็กๆ ยุวกษัตริย์” ว่า หลังจากที่พระโอรสประสูติได้ไม่ถึง 3 ชั่วโมง

    ทูลหม่อมฯ ทรงรีบส่งโทรเลขถวายสมเด็จพระพันวัสสาฯ ว่า “ลูกชายเกิดเช้าวันนี้ สบายดีทั้งสอง ขอพระราชทานนามทางโทรเลขด้วย”

    สมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เสด็จฯ ไปเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระนามว่า “ภูมิพลอดุลเดช” (โปรดสังเกตว่า สะกดแบบไม่มี “ย”)

    หลังจากนั้นสมเด็จพระพันวัสสาฯ จึงมีลายพระหัตถ์ ลงวันที่ 14 ธันวาคม ถึงหม่อมเจ้าดำรัสดำรงค์ อดีตอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน ซึ่งทรงย้ายกลับมากรุงเทพฯ แล้ว เพื่อทรงแจ้งเรื่องพระนามที่พระราชทาน โดยทรงแนบลายพระราชหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไปให้ด้วย  และทรงขอให้ส่งโทรเลขตอบกลับไป

    โทรเลขภาษาอังกฤษที่หม่อมเจ้าดำรัสฯ ทรงส่งไปคือ “Your son’s name is Bhumibala Aduladeja”แม่บอกว่า เมื่อได้รับโทรเลขฉบับนี้แล้ว ไม่ทราบว่า ลูกชื่ออะไรกันแน่ในภาษาไทย คิดว่าชื่อ “ภูมิบาล”

    ด้วยเหตุนี้เอง จึงทรงสะกดพระนามของพระโอรสในสูติบัตรว่า Bhumibal Aduldej Songkla หรืออ่านเป็นภาษาไทยตามที่ทรงเข้าใจในขณะนั้นได้ว่า “ภูมิบาลอดุลเดช สงขลา” ส่วนพระอิสริยยศเมื่อเสด็จพระราชสมภพ คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า

    สำหรับคำว่า “อดุลเดช” นั้น เป็นการสะกดเหมือนกับพระนามของพระบิดาซึ่งสะกดแบบไม่มี “ย” มาแต่ต้น คือ มหิดลอดุลเดชฯ แต่ต่อมามีการเขียนแบบ “อดุลยเดช” ด้วย ในที่สุดจึงนิยมใช้แบบ “อดุลยเดช” ทั้งสองพระองค์

    นอกจากนี้ จะสังเกตได้ว่า พระนามของสมเด็จพระเชษฐภคินี สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รับการตั้งให้มีความคล้องจองกัน คือ กัลยาณิวัฒนา อานันทมหิดล ภูมิพลอดุลเดช จะต่างกันตรงที่ ผู้พระราชทานพระนามสมเด็จพระเชษฐภคินี และสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช คือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ 6

    สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เคยมีรับสั่งกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงความหมายของพระนาม  “ภูมิพล” ไว้ว่า “อันที่จริงเธอก็ชื่อภูมิพล ที่แปลว่า กำลังของแผ่นดิน แม่อยากให้เธออยู่กับดิน”

    ต่อมาภายหลัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชปรารภถึงสิ่งที่สมเด็จพระบรมราชชนนีเคยมีรับสั่งว่า “เมื่อฟังคำพูดนี้แล้วก็กลับมาคิด ซึ่งแม่ก็คงจะสอนเรา และมีจุดมุ่งหมายว่า อยากให้เราติดดินและอยากให้ทำงานแก่ประชาชน”

………………………………

    ขอบคุณ คุณเปลว สีเงิน (เพื่อความเหมาะสมของเหตุการณ์) ขอนำบางส่วนของข้อเขียนดีๆ จากนิตยสาร “สารคดี” ปีที่ ๒๓  ฉบับที่ ๒๗๔ เดือนธันวาคม ๒๕๕๐ หน้า ๘๐

    บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย Wasawat Deemarn

    ผมก็ขอบคุณทั้งนิตยสาร “สารคดี” ขอบคุณทั้ง  GotoKnow โดย Wasawat Deemarn 

…………………………………………..

ไม่มีใครแยก “ฟ้า” ออกจาก “ดิน” ได้ เพราะฟ้าโอบอุ้มดินไว้เสมอ.. ๕ ธันวาคม..วันดินโลก World Soil Day

 

7

 นกหวีด

       คำกล่าวของ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ในพิธีเปิดโครงการเสริมสร้างอุดมการณ์รักชาติ ศาสนา และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ซึ่งจัดโดยสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 57 มีเนื้อหาที่คนไทยควรจะได้รับทราบเพื่อรำลึกว่า

       เหตุใด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงเป็นมากกว่า “พระเจ้าแผ่นดิน” แต่น่าเสียดายที่กลไกภาครัฐให้ความสนใจกับสิ่งเหล่านี้น้อยเกินไป จนทำให้คนรุ่นใหม่แทบจะไม่ได้สัมผัสถึงความผูกพันระหว่างประชาชน กับพระราชาที่ทรงครองหัวใจราษฎรมากกว่าการครองแผ่นดิน

       จะมีใครสักกี่คนที่จำได้ว่า ที่ประชุมขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ครั้งที่ 144 ระหว่างวันที่ 11 – 15 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ณ สำนักงานใหญ่องค์การเกษตรและอาหารแห่งสหประชาชาติ กรุงโรม ประเทศอิตาลี มีมติสนับสนุนและร่วมกันผลักดันให้มีการจัดตั้ง “วันดินโลก” (World Soil Day) ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

       เหตุผลที่ FAO เลือกวันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันดินโลกของทุกปี สืบเนื่องมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ปรากฏผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวาง ทั้งในประเทศและนานาชาติ

12

       ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สตีเฟน นอร์ตคลิฟฟ์ (Emeritus Professor Dr. Stephen Nortcliff) กรรมการบริหารสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ จึงได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม (The Humanitarian Soil Scientist) เมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2555

       และขอพระบรมราชานุญาตให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีเป็น “วันดินโลก”

       ถ้า พล.อ.อ.ชลิต ไม่พูดถึงเรื่องนี้ในพิธีเปิดโครงการดังกล่าว แม้แต่ผู้เขียนเองก็หลงลืมไปแล้วว่า วันที่ 5 ธันวาคม อันเป็นวันแห่งความปลื้มปีติของคนไทยคือ “วันดินโลก” ที่นานาชาติแซ่ซ้องสรรเสริญ เพราะสิ่งที่กลายเป็นประเด็นที่พูดถึงอยู่ตลอดเวลา คือ ความพยายามที่จะไล่ล่าพวกคนไร้รากที่ไม่มีความผูกพันต่อแผ่นดิน ไม่มีความกตัญญูต่อความเสียสละของบรรพบุรุษ จนทำให้เราลืมไปว่า การปกป้องที่ดีที่สุดไม่ใช่การปราบปรามแต่เป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเพื่อศรัทธาที่มั่นคงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ได้ต่างหาก

       พล.อ.อ.ชลิต ขอให้ทุกคนตระหนัก และถือเป็นหน้าที่สำคัญที่จะต้องส่งเสริมความมั่นคงของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ช่วยกันสอดส่องดูแล สอดส่องป้องกันภัยและความเสียหายที่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น ขจัดข่าวร้าย สลายข่าวลือที่ทำลายความศรัทธา และความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ ทำสิ่งใดก็ได้ที่จะสร้างชาติให้เกิดความสามัคคีและมีความเจริญยั่งยืนนานจนตลอดไป

       พร้อมกับหยิบยกเอาข่าวดีที่องค์การสหประชาชาติ มีมติให้วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปีเป็นวันดินโลก โดยเรียกร้องให้ประเทศไทยใช้วันที่ 5 ธันวาคม เป็น “วันดินแห่งชาติ” ด้วย

11

       นี่คือความน่าเศร้าสำหรับสังคมไทย ในขณะที่โลกยกย่อง คนไทยกำลังหลงลืม จนละเลยที่จะให้ความสำคัญกับรากเหง้าที่สร้างชาติไทยให้เข้มแข็ง จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมสังคมของเราจึงอ่อนแอลงทุกวัน กลายเป็นเม็ดทรายที่รวมตัวไม่ติด เพราะศูนย์กลางดวงใจที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวของคนไทยเข้าด้วยกัน ถูกทำลายอย่างเป็นระบบ แต่เรากลับไม่มีระบบที่จะฟื้นความศรัทธา เพื่อหยุดการทำลายนั้น

        ถ้าคนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ได้รับรู้ถึงความหมายของพระนาม “ภูมิพลอดุลยเดช” ที่สมเด็จย่าเคยมีรับสั่งกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ไว้ว่า “อันที่จริงเธอก็ชื่อภูมิพล ที่แปลว่า กำลังของแผ่นดิน แม่อยากให้เธออยู่กับดิน”

        ถ้าคนรุ่นใหม่ได้รับรู้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ มีพระราชปรารภถึงสิ่งที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเคยรับสั่งว่า “เมื่อฟังคำพูดนี้แล้วก็กลับมาคิด ซึ่งแม่ก็คงจะสอนเรา และมีจุดมุ่งหมายว่า อยากให้เราติดดิน และอยากให้ทำงานแก่ประชาชน”  

        ย่อมทำให้เข้าใจได้ลึกซึ้งมากขึ้น ถึงความทุ่มเทตลอดพระชนมชีพ เพื่อยืนยันคำสัญญา “ไม่ละทิ้งประชาชน”

bb0d-6

        ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เคยเปิดเผยต่อสาธารณะถึงวันที่ไปจดทะเบียนมูลนิธิว่า มีอุปสรรคเกือบดำเนินการไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่สอบถามบ้านเลขที่ และอาชีพ ของผู้ที่ต้องการเปิดมูลนิธิ แต่ ดร.สุเมธ ตอบไม่ได้ จนมีการเฉลยว่าเป็นพระประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เมื่อพระองค์ทรงรับทราบ ก็ตรัสถึงอาชีพของพระองค์ว่า “ถ้าใครถามว่าเราทำอาชีพอะไร ให้ตอบไปว่า ทำราชการ หมายถึง ทำหน้าที่ขององค์ราชา”

หลักการทรงงาน07

        แล้ววันนี้คนไทยอย่างเราทำหน้าที่พสกนิกรของพระองค์กันอย่างไรบ้าง หรือว่าเรามุ่งแต่ปัญหาปากท้องความเป็นอยู่จนลืมความเป็นพลเมืองของแผ่นดิน

        ในขณะที่พ่อหลวงของเรายังคงยึดมั่นในการ “ทำหน้าที่ของพระราชา” ในทุกขณะจิต

        “อันที่จริงเธอก็ชื่อ ภูมิพล ที่แปลว่า กำลังของแผ่นดิน แม่อยากให้เธออยู่กับดิน เมื่อฟังคำพูดนี้แล้วก็กลับมาคิด ซึ่งแม่ก็คงจะสอนเรา และมีจุดมุ่งหมายว่า อยากให้เราติดดิน และอยากให้ทำงานให้แก่ประชาชน”

        ไม่มีใครแยก “ฟ้า” ออกจาก “ดิน” ได้ เพราะฟ้าโอบอุ้มดินไว้เสมอ

……………………………………………………..

น้อมนำสูตรปุ๋ยอินทรีย์ของสมเด็จพระเทพฯ..เผยแพร่ให้ใช้ทดแทนปุ๋ยเคมี

(1)

     ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยในการเพิ่มผลผลิตด้านอาหารให้เพียงพอกับผู้บริโภค และหนึ่งในนั้นคือ สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพื่อเพิ่มผลผลิตทาง

     การเกษตรเป็นเหตุให้เกิดปัญหาตามมามากมายหลายอย่าง ได้แก่ ปัญหาการใช้สารเคมีในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น ทำให้เกิดการตกค้างของสารเคมีในดิน น้ำ ผลผลิตทางการเกษตร และห่วงโซ่อาหาร  เพราะสารเคมีกำจัดศัตรูพืชทุกชนิดเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิต หากใช้เกินความจำเป็นหรือขาดความระมัดระวังในการใช้แล้ว จะทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและดินเกิดความเสื่อมโทรม

      นายอภิชาต จงสกุล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน บอกว่า กรมพัฒนาที่ดิน ได้น้อมนำเอาสูตรปุ๋ยอินทรีย์ของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่พระราชทานให้นำมาเผยแพร่และส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้ทดแทนปุ๋ยเคมี  เพื่อให้เกิดความยั่งยืนและต่อเนื่อง จึงได้กำหนดให้มีการจัดตั้งเป็นธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ขึ้น

Fertilizer

      โดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรนำเอาเศษวัสดุเหลือใช้ในไร่นา ในครัวเรือน และจากโรงงานอุตสาหกรรม มาฝากไว้ที่ธนาคาร จากนั้นธนาคารจะทำการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ให้เกษตรกรมาเบิกถอนเอาไปใช้ประโยชน์ เมื่อวัสดุนั้นย่อยสลายเป็นปุ๋ยแล้ว

       หรือให้เกษตรกรกู้ยืมปุ๋ยจากธนาคารไปใช้แล้วใช้หนี้ด้วยวัสดุเหลือใช้จากไร่นาและโรงงานอุตสาหกรรมหรือปุ๋ยคอก เพื่อให้เกิดการผลิตและมีการนำไปใช้ประโยชน์ได้ถูกต้อง มีราคาถูก พร้อมทั้งช่วยลดปัญหาการเผาและปัญหาจากกำจัดหรือทิ้งขยะในอนาคต

      “สำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรเห็นความสำคัญของวัสดุเหลือใช้ในการเกษตรและโรงงานอุตสาหกรรม ให้เกษตรกรลดละเลิกการเผาด้วยการนำเอาวัสดุเหลือใช้จากไร่นามาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้ทดแทนปุ๋ยเคมี เป็นการลดต้นทุนในการผลิตด้วย

       ส่วนของกรมพัฒนาที่ดิน ได้มีนโยบายให้สำนักงานพัฒนาที่ดินเขตทั้ง 12 เขต สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัดทั่วประเทศ เจ้าหน้าที่ ตลอดจนหมอดินอาสา ลงพื้นที่เป้าหมาย โดยดำเนินการประสาน ให้ข้อมูลทำความเข้าใจ บูรณาการงานร่วมกัน โดยกรมพัฒนาที่ดิน เป็นหน่วยงานหลัก เชิญชวนหน่วยงาน ภาครัฐในจังหวัด เกี่ยวกับการอบรม สาธิต และส่งเสริมให้ความรู้แก่เกษตรกรในพื้นที่ โดยผ่านเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดิน และเครือข่ายหมอดินอาสา” นายสมโสถติ์ ดำเนินงาม ผอ.สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน บอกถึงวัตถุประสงค์การตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์  

       ผอ.สำนักวิจัย และพัฒนาการจัดการที่ดิน  กล่าวอีกว่า ปุ๋ยอินทรีย์ เป็นปุ๋ย ที่ได้จากการหมักให้จุลินทรีย์ย่อยสลาย จนอยู่ในรูปที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงโครงสร้างของดิน และสามารถปลดปล่อยธาตุอาหารที่พืชต้องการในการเจริญเติบโตได้

EyWwB5WU57MYnKOuFT8dgi7qFMbVmrW3xvZpuiQohNxYq8LWxH1oJ4

      แบ่งประเภทปุ๋ยอินทรีย์ออกเป็น 4 ประเภท คือ

      “ปุ๋ยคอก” ได้แก่ ปุ๋ยที่ได้จากมูลของสัตว์ทุกชนิดและคน

      “ปุ๋ยหมัก” เกิดจากการนำซากเศษเหลือจากพืชมาหมักรวมกัน ผ่านกระบวนการย่อยสลายจนเปลี่ยนสภาพไปจากเดิมเป็นวัสดุที่มีลักษณะอ่อนนุ่ม เปื่อยยุ่ย ไม่แข็งกระด้าง ไม่มีกลิ่น มีสีน้ำตาลปนดำ

      “ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ” หรือ “น้ำหมัก” ได้มาจากการย่อยสลายวัสดุเหลือใช้จากพืช สัตว์ ที่มีลักษณะสด โดยกิจกรรมของจุลินทรีย์ในสภาพที่ไม่มีออกซิเจนเป็นส่วนใหญ่ ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีลักษณะเป็นของเหลวใสสีน้ำตาล ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต กรดอินทรีย์ กรดอะมิโน กรดฮิวมิก น้ำย่อย วิตามิน แร่ธาตุ และฮอร์โมน และ

       “ปุ๋ยพืชสด” ได้จากการตัดสับ ไถกลบพืชลงดินในระยะออกดอกยังสด ต้องทิ้งไว้ในดิน  7-15 วัน เพื่อให้เซลล์พืชอ่อนตัวและค่อย ๆ ย่อยสลายตัวอย่างสมบูรณ์ จนพืชสามารถดูดซับธาตุอาหารได้

821694

       เชื่อว่าหากเกษตรกรนำปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยพืชสด ในการปรับปรุงบำรุงดินมาปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองแล้ว ต้นทุนในการผลิตลดลงได้เกินกว่าครึ่งหนึ่งอย่างแน่นอน ตลอดจนส่งผลให้ความเป็นอยู่ของเกษตรกรมั่นคงและยั่งยืนขึ้นแน่นอน.

………………………………..