พระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ..ทรงเล่าเรื่องสนุก..”เขาเดินมาเป็นวัน ๆ”

Rmstory

“เขาเดินมาเป็นวัน ๆ”


           พระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2534 ทรงเล่าเรื่อง..

           “…มีอยู่ครั้งนึง ข้าพเจ้าอายุ 18 ปี ได้ตามเสด็จฯ

…ตอนนั้นเป็นช่วงหลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรทุกจังหวัด

และอำเภอใหญ่ ๆ

ก็เสด็จฯ ประมาณ 9 โมงเช้า เสด็จออกทรงเยี่ยมราษฎรมาเรื่อย ๆ …”

           “ทีนี้ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่า… แหม นานเหลือเกิน

ตอนนั้นยังไม่กางร่ม ตอนนั้นยังไม่ค่อยกลัวแดด ไม่ใส่หมวก

ก็รู้สึกแดดเปรี้ยง หนังเท้านี้รู้สึกไหม้เชียว

ก็เดินเข้าไปกระซิบพระองค์ท่าน ว่า “พอหรือยัง”

ก็โดนกริ้ว”

           พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ (รัชกาลที่ 9) ตรัสว่า

“…นี่เห็นไหม ราษฎรเขาเดินมาเป็นวันๆ

เพื่อมาดูเรา แม้แต่นิดเดียว

แต่นี่เรายืนอยู่ไม่เท่าไรล่ะ ตอนนี้ทนไม่ไหวเสียแล้ว…”

ขอขอบคุณ ภาพบางส่วนจาก เวียงวังและคลังประวัติศาสตร์ , รพีพร ต้องการพานิช , เพจ ชมรมคนรักพระมหากษัตริย์ของชาติไทย  

………………………………..

ศาสตร์แห่งองค์พระราชา..ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง..อย่างยั่งยืนแน่นอน

933937_215717955249639_1639923497_n

        มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติและสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง เผยแพร่ผลสำเร็จจากการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติจริง เกิดผลสำเร็จจริง

        เน้นที่ “โครงการพลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ที่รณรงค์ฟื้นฟูลุ่มน้ำป่าสัก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ ทรงเป็นห่วงมากที่สุด 

        “โคก หนอง นา โมเดล” ต้นแบบการแก้ปัญหาน้ำตามแนวพระราชดำริ

        มูลนิธิดังกล่าวดำเนินโครงการร่วมกับบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด จัดเพื่อรณรงค์ฟื้นฟูลุ่มน้ำป่าสัก โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและศาสตร์พระราชาไปเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติจริง

        เป็นโครงการระยะยาว 9 ปี ซึ่งเกิดจากแรงบันดาลใจจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใยต่อปัญหาภัยแล้งและปัญหาอุทกภัย โดยเฉพาะสถานการณ์น้ำ

        ลุ่มแม่น้ำป่าสัก  ที่พระองค์ตรัสว่า  เป็นลุ่มน้ำที่บริหารจัดการยากที่สุด

        จึงเกิดการร่วมแรงร่วมใจน้อมนำศาสตร์พระราชามาปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมโดยนำเอาศาสตร์  “โคก หนอง นา” และ “แสนหลุมขนมครก หยุดท่วม หยุดแล้ง”

        ซึ่งเป็นโมเดลต้นแบบที่ดำเนินตามศาสตร์พระราชา ด้วยการผสมผสานหลักทฤษฎีใหม่อันเนื่องมาจากพระราชดำริเข้ากับภูมิปัญญาพื้นบ้าน ที่ทำได้ง่าย นำมาใช้  

        โดยเชื่อว่า หากทำตามแผนดังกล่าวนี้ จะเกิดผลยั่งยืนในอีก 3 ปีข้างหน้า  แก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ได้

        โมเดล โคก-หนอง-นา และแสนหลุมขนมครก จึงเป็นโมเดลที่เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ใช้เป็นต้นแบบตั้งต้นโครงการฟื้นฟูชุมชนในที่ราบลุ่มภาคกลาง ส่วนตอนบนที่เป็นภูเขาก็จะรณรงค์การทำฝายเพื่อจะเก็บซับน้ำไว้บนเขาให้ได้มากที่สุด

d0826aa-1_10

        จากสองโมเดลนี้ให้ลองคิดกันง่ายๆ จากปริมาณน้ำที่หลากมาในปีนี้ 25,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หากน้ำที่หลากลงเขาได้ถูกซับไปแล้วส่วนหนึ่ง โดยการทำฝายชะลอน้ำให้ซึมซับลงสู่ดินบ้านละ 10,000 ลบ.ม. หากทำทุกบ้าน ล้านครอบครัว น้ำก็จะถูกเก็บไว้บนเขาไปแล้ว 10,000 ล้าน ลบ.ม.

        ในขณะที่น้ำที่ไหลบ่าลงจากป่าเขาลงมาในพื้นราบก็รณรงค์ให้พี่น้อง ชาวไร่ ชาวนา ขุดแหล่งน้ำเอาที่ดินมาทำเป็นโคกตามโมเดล “โคก-หนอง-นา” ทำเช่นนี้ไว้อีกล้านครอบครัว เก็บน้ำไว้บ้านละ 10,000 ลบ.ม. ต่อครอบครัวก็ได้

        แล้วอีก ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำฝนที่ตกลงมา 25,000 ล้านลบ.ม. ก็ถูกเก็บไว้บนเขาเสีย 10,000 ล้าน ลบ.ม. ลงมาข้างล่างทุกบ้านช่วยกันเก็บไว้อีกหนึ่งหมื่นล้าน พอไหลลงมาจริงๆ เหลือเพียง 5,000 ล้าน ลบ.ม.

d0826aa-3_9

        ถ้าในระดับนี้  เมืองต่างๆ ตั้งแต่นครสวรรค์ลงมาถึงสมุทรปราการยังไงก็ไม่ท่วม

        เนื่องจากเมื่อได้วิเคราะห์สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 แล้วพบว่า หากทั้งบริเวณลุ่มน้ำป่าสักและทางภาคตะวันออกของประเทศสามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ จะทำให้น้ำไม่ท่วมกรุงเทพฯ หนักเหมือนเมื่อ 2 ปีก่อน

        แต่การที่ทั้งลุ่มน้ำป่าสักและภาคตะวันออกไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ สาเหตุหลักมาจากการบุกรุกทำลายป่าต้นน้ำบริเวณนี้ จึงทำให้ตะกอนดินไหลจากป่าต้นน้ำไปยังเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ฯ

        ทำให้เขื่อนสามารถกักเก็บนํ้าไว้ได้สูงสุดเพียง 960 ล้านลูกบาศก์เมตร ในขณะที่ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงในแต่ละปีเฉลี่ย 2,400-5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้เขื่อนไม่สามารถรองรับน้ำได้เต็มกำลัง

        ทั้งนี้ ตัวเลขที่ทางสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงฯ ประเมินว่าหากทำตามโมเดล “โคก หนอง นา” หรือ “หลุมขนมครก” จะสามารถเก็บนํ้าได้บ้านละ 2 หมื่นลูกบาศก์เมตร แต่หากร่วมใจกัน 1 แสนครัวเรือน จะเก็บนํ้าได้ถึง 2,000,000,000 ลูกบาศก์เมตร (2 พันล้านฯ) เท่ากับการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ถึง 2 เขื่อน

d0826aa-2_11

        นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือที่รู้จักกันดีว่าอาจารย์ยักษ์ ประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงและมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวว่า น้ำเป็นเรื่องจำเป็น เป็นเรื่องสำคัญมาก

        ซึ่งการจัดการน้ำอย่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชดำรัสให้ทำ คือ เขื่อนขนาดใหญ่ ที่มีอยู่แล้วแทบทุกลุ่มน้ำ แต่เขื่อนขนาดกลางและเขื่อนขนาดเล็กตามบ้านเรือนนั้น เรายังไม่ได้ทำเลย ซึ่งสามารถบรรจุน้ำได้มากกว่าขนาดใหญ่

        ยกตัวอย่าง เช่น ลุ่มแม่น้ำป่าสักที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเตือนไว้ว่าเป็นการบริหารจัดการน้ำที่ยากที่สุดเพราะเป็นเขื่อนขนาดเล็ก มีเขื่อนอยู่เขื่อนเดียวไม่สามารถเก็บกักน้ำไว้ได้ ป่าไม้ก็หมด ไม่สามรถเก็บกักน้ำได้

        จึงต้องช่วยกันปลุกระดมชาวบ้านในแถบลุ่มแม่น้ำป่าสักจนถึงอยุธยา  โดยเริ่มที่ลุ่มแม่น้ำป่าสักก่อนเป็นลุ่มแรก เพื่อเป็นการทำถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำการรณรงค์ไปพร้อมกับลงมือทำไปเรื่อยๆ

        หลักการเราก็ค่อยๆ ทำให้ประชาชนเห็นไปเรื่อยๆ ให้ผู้คนศรัทธาก็จะมาเข้าร่วมเองตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นแบบอย่าง ทำให้เห็นแล้วจะมีคนทำตามเอง

        “โมเดล โคก หนอง นา” จะสามารถช่วยแก้ปัญหาทั้งน้ำท่วม ทั้งน้ำแล้งได้ เพราะเราสามรถเก็บกักน้ำไว้ใช้ยามหน้าแล้ง เมื่อมีโคกที่สูงน้ำก็ไม่ท่วมพื้นที่การเกษตรของเรา

        นี่เป็นทางรอดที่พระราชาบอกไว้นานแล้ว ให้เราทุกคนลุกขึ้นมาเดินตามรอยที่พระองค์ท่านทรงพระราชทานไว้ ซึ่งทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างมากเพราะเห็นความสำคัญของการเดินตามรอยพระองค์ท่านในการแก้ปัญหาเรื่องน้ำ”อาจารย์ยักษ์ ว่า

        การแก้ปัญหาต้นเหตุน้ำท่วม น้ำแล้งอย่างยั่งยืนนั้น จึงจำเป็นต้องกลับไปจัดการป่าต้นน้ำ โดยใช้หลักศาสตร์พระราชาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานไว้ ด้วยการสร้างฝายทดน้ำ ทำหนองน้ำ บ่อน้ำ เพื่อกักเก็บน้ำ และปลูกป่า 

        เมื่อมีป่าเวลาฝนตกดินก็จะไม่ถูกชะล้างไป ยังพื้นที่ด้านล่างอย่างรวดเร็วป่าจะช่วยซับน้ำไว้ใต้ดิน เป็นการอนุรักษ์ดิน น้ำและของป่า ได้ในเวลาเดียวกัน นี่คือการน้อมนำศาสตร์พระราชามาช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งได้อย่างยั่งยืนแน่นอน.

………………………….

ที่มา : รายงานของคุณณพาภรณ์ ปรีเสม สยามรัฐ

ร้อยมหานทีฤาจะเทียบ “น้ำพระทัย”

p187v24obk1kksbkbs4itb3kft5

        นานมาแล้ว วันนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ และทูลกระหม่อมหญิงทั้ง ๒ พระองค์ เสด็จฯ กลับจากทอดพระเนตรโครงการชลประทานลิปะสะโง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ขณะเสด็จฯ ผ่านแยกถนนพิชิตบำรุง อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ซึ่งได้มีการปิดการจราจรบนถนนเรียบร้อยแล้ว

       จู่ๆ ก็มีรถมอเตอร์ไซค์แล่นผ่านฝ่าเจ้าหน้าที่ พุ่งเข้ามาชนรถยนต์พระที่นั่งด้านพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ (รัชกาลที่ ๙) ซึ่งทรงขับรถด้วยพระองค์เอง

       มอเตอร์ไซค์เสียหลักทั้งคนขี่และคนซ้อน รวม ๓ คน กระเด็นลงมานอนแน่นิ่งริมถนน

       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ ประทับนิ่ง และทอดพระเนตร โดยไม่มีพระราชกระแสรับสั่งอย่างใด

       หลังจากคนเจ็บถูกนำตัวไปส่งโรงพยาบาลแล้ว  จึงมีพระราชกระแสรับสั่งตามไปว่า “…ขออย่าให้ลงโทษหนัก…”

       ทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในการรักษาพยาบาล พร้อมทั้ง “พระราชทานมอเตอร์ไซค์คันใหม่” ให้อีกด้วย

……………………………………….

ที่มา : หนังสือสถาบันพระมหากษัตริย์กับมุสลิมในแผ่นดินไทย

ยิ่งฟัง..ยิ่งรัก “ในหลวง”

68334_485670724799533_1900134152_n

อมรรัตน์ ล้อถิรธร

     70 ปี แห่งการครองสิริราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ สิ่งที่ล้ำค่าและทรงความหมาย อาจมิได้อยู่แค่การเป็นกษัตริย์ที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก

     หากแต่อยู่ที่ทรงครองแผ่นดินโดยเปี่ยมด้วยทศพิธราชธรรมเพื่อประโยชน์สุขของประเทศและราษฎร  พระองค์ไม่เพียงเป็นกษัตริย์ที่เพียบพร้อมด้วยความเป็นเลิศทุกด้าน

      แต่ยังทรงเปี่ยมด้วยพระราชจริยวัตรอันงดงามและเรียบง่าย เฉกเช่นสามัญชนคนธรรมดา ลองฟังคำบอกเล่าจาก “ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล” ผู้ถวายงานใกล้ชิด แล้วหัวใจทุกดวงจะรู้สึก “รักในหลวง” ของเรามากขึ้น

      ตลอดระยะเวลาแห่งการเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการเพื่อพสกนิกรชาวไทย ดังที่พระองค์ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

      พระราชดำริของพระองค์ก่อกำเนิดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากมายหลายพันโครงการ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเกษตร, สิ่งแวดล้อม, สาธารณสุข, ส่งเสริมอาชีพ, พัฒนาแหล่งน้ำ,การคมนาคมสื่อสาร และสวัสดิการสังคม ทำให้ราษฎรทั่วทุกภูมิภาคของประเทศมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถพึ่งตนเองได้

      พระองค์ไม่เพียงทุ่มเทพระวรกายทรงงานหนักเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพสกนิกรเท่านั้น หากยังทรงตั้งมั่นในทศพิธราชธรรมอย่างเคร่งครัด ทศพิธราชธรรม หรือราชธรรมทั้ง 10 ประการที่พระองค์ทรงบำเพ็ญมาโดยสม่ำเสมอ ได้แก่ ทาน ศีล บริจาค ความซื่อตรง ความอ่อนโยน ความเพียร ความไม่โกรธ ความไม่เบียดเบียน ความอดทน และความเที่ยงธรรม

      พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่เพียงแต่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่ออาณาประชาราษฎร์อย่างหาที่สุดมิได้ หากยังทรงมีพระอัจฉริยภาพที่เป็นเลิศทุกด้าน และพระราชจริยวัตรที่เรียบง่าย เป็นที่ประทับใจแก่ผู้ที่ได้มีโอกาสถวายงานใกล้ชิด

      ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา และที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ(กปร.) ซึ่งได้มีโอกาสถวายงานใกล้ชิดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นเวลากว่า 20 ปี

      กล่าวถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ด้วยความประทับใจว่า ทรงมีความเป็นเลิศรอบด้าน และทรงงานด้วยใจเพื่อพสกนิกรของพระองค์ หากงานยังไม่สำเร็จจะไม่ทรงหยุด

       “เรามักจะทึ่งเสมอว่า เวลารับสั่งอะไร ไม่ว่าเรื่องอะไร จะทรงรู้หมด ทางด้านวิทยาศาสตร์ ด้านเคมี ด้านธรรมชาติ มนุษยศาสตร์ ทุกด้านทรงเป็นเลิศหมด และลึกซึ้งมาก

       และบางครั้งเราก็ ระดับ ดร.บางทีเราคิดในใจ อย่างนั้นมองไปได้ 2-3 ชั้น แต่พระองค์พอรับพระราชกระแสแล้วปรากฎว่าทรงมองไปตั้ง 6-7 ชั้น เราตามไม่ค่อยจะทัน

       และอีกประการหนึ่ง ทรงทำด้วยใจด้วยพระทัยที่รักประชาชนจริงๆ จะเห็นเวลาทรงงานจะไม่ทรงสนพระทัยอะไรเลย มุ่งไปแต่เรื่องงานจนกระทั่งสำเร็จ ไม่สำเร็จจะไม่ทรงหยุดเลย และทุ่มเทไม่มีกลางวันกลางคืน ไม่มีเสาร์-อาทิตย์เลย เราก็เลยต้องปรับตัวตามพระองค์ไปด้วย ไม่งั้นจะถวายงานไม่ทันพระทัย”

       ดร.สุเมธ เล่าให้ฟังว่า ไม่ว่าจะต้องทรงงานหนักหรือเสด็จพระราชดำเนินยังท้องถิ่นทุรกันดารเพียงใดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มิเคยทรงย่อท้อ

      โดยรับสั่งว่า “ทำงานต้องสนุกและมีใจรัก ถึงจะทำได้สำเร็จ” ไม่เพียงพระองค์จะทรงสนุกกับงาน หากยังทรงสร้างบรรยากาศในการทำงานให้รื่นเริงและทรงมีเรื่องเล่าให้สนุกตลอดเวลา ทรงมีพระอารมณ์ขันได้ในทุกสถานการณ์

       “จะทรงรับสั่งในลักษณะที่มีพระอารมณ์ขันอยู่ตลอดเวลา บางครั้งผมเคยเล่าให้ฟัง เสด็จไปทางใต้ ที่นั่นเป็นดินกรด ก็รับสั่งถามประชาชนคนหนึ่งที่มาเฝ้าอยู่ว่า “ดินทางนี้เปรี้ยวมั้ย” เขาก็ไม่เข้าใจคำถาม เขาก็ตอบว่า “ไม่เคยกิน” พระองค์ท่านรับสั่ง “เราถามไม่ดีเอง” ก็ทรงพระสรวล ก็มีอยู่ตลอดเวลาเลย

        บางทีรถวิ่งไปบนก้อนหิน มันไม่ใช่ถนน วิ่งไปบนก้อนหิน พระองค์ท่านก็รับสั่งว่า “นี่เขาเรียกว่าทางดิสโก้” คือนั่งไปแล้ว มันเต้นดิสโก้ไปด้วยในตัวโดยธรรมชาติ เพราะว่ามันขรุขระ กระแทกกระทั้นไปเป็นชั่วโมงเลย กว่าจะเข้าไปถึงจุดที่จะไป และวันนั้นเรานำพระองค์ท่านหลงทางด้วยซ้ำไป พระองค์ท่านต้องนำกลับมาอีกครั้ง ตกลงแทนที่เราจะเป็นผู้นำเสด็จ พระองค์ท่านนำเสด็จเองเลย แล้วเราก็ตามเสด็จเฉยๆ เราพาท่านหลงไปตั้งไกล”

       แม้ในระยะหลัง ช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 จะมิได้เสด็จพระราชดำเนินยังท้องถิ่นทุรกันดารเฉกเช่นแต่ก่อน แต่พระองค์ยังทรงงานอยู่อย่างต่อเนื่อง เช่น เวลามีประชาชนถวายฎีกาเพราะเดือดร้อนเรื่องต่างๆ พระองค์จะพระราชทานฎีกาให้เจ้าหน้าที่ไปพิจารณาและสำรวจปัญหา แล้วจึงพระราชทานพระราชกระแสว่าให้ดำเนินการเช่นไร

        ดร.สุเมธ ย้ำว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีความห่วงใยในปัญหาบ้านเมืองและราษฎรอยู่ตลอด และจะทรงถ่ายทอดความห่วงใยนั้นๆ ผ่านพระราชดำรัสทุกวันที่ 4 ธ.ค.ของทุกปี จึงอยากให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่บ้านเมืองน้อมนำสิ่งที่ได้จากพระราชดำรัสไปปฏิบัติ เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของแผ่นดิน มิให้พระองค์ต้องทรงแบกรับแต่เพียงลำพัง

       “ในฐานะพระมหากษัตริย์ ทรงห่วงบ้านเมืองในแง่มุมต่างๆ ไม่ว่าเรื่องเศรษฐกิจ สังคม เรื่องสิ่งแวดล้อม แม้กระทั่งยาเสพติด เมื่อมองกลับไปทุกวันที่ 4 ธันวาคม จะทรงหยิบยกขึ้นมาในแง่มุมต่างๆ และหลายครั้งทรงแนะ ทรงชี้ช่องวิธีการแก้ปัญหา และวิธีแก้ปัญหาเกือบทุกวิธีตั้งอยู่บนฐานของธรรมะ ความเมตตา ความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ มักจะใช้สิ่งนี้เป็นหลัก

       แต่จะสังเกตเห็นพวกเราเนี่ย ผมเน้นย้ำเวลาไปพูดที่โน่นที่นี่ว่า พวกเราชอบ “เห็น” พระเจ้าอยู่หัวกัน เห็นแล้วก็ชื่นอกชื่นใจทุกที แต่ไม่ค่อย “มอง” พระเจ้าอยู่หัว น่าเสียดายมาก ผมอยากให้เราเปลี่ยนจาก “เห็น” มาเป็น “มอง” พยายามเพ่งพิศพิจารณาว่า สิ่งที่ทรงกระทำนั้นสื่ออะไรมาให้กับเรา และเราในฐานะพสกนิกรคนหนึ่งนั้น ควรจะปฎิบัติตนอย่างไร เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับชาติบ้านเมือง …

        มองดูสิครับทรงปฎิบัติอย่างไร และพยายามปฎิบัติตามให้จงได้ และอย่าเพียง “ได้ยิน”เฉยๆ ตรงนี้ให้ “ฟัง” พระเจ้าอยู่หัว และพยายามเข้าใจความหมาย และปฎิบัติตนด้วย

       เพราะเราจะถวายภาระทั้งแผ่นดินให้พระองค์ท่านพระองค์เดียว คิดว่าคงไม่ยุติธรรม พวกเราพสกนิกรคงจะต้องเข้าไปช่วยร่วมแบก ร่วมรับภาระกับแผ่นดินนี้ เพราะเราก็อยู่บนผืนแผ่นดินนี้ และมีพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงประเสริฐอย่างยิ่ง ผมคิดว่าเราทุกคนจะต้องปฎิบัติตามรอยเบื้องพระยุคลบาท”

       ดร.สุเมธ ยังกล่าวถึงพระราชจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ตนน้อมนำไปปฏิบัติและพสกนิกรน่าจะดำเนินรอยตามด้วยว่า ทรงเรียบง่าย ประหยัด และสุขุมคัมภีรภาพอย่างยิ่ง ทรงทำทุกสิ่งด้วยพระเมตตาและปรารถนาดีอยู่ตลอดเวลา

       “ชีวิตประจำวัน เห็นว่าทรงเรียบง่าย ไม่พิถีพิถันในเรื่องอะไรทั้งสิ้น อันนี้เป็นประการที่ 1 ประการที่ 2 จะทรงอดออม จะทรงประหยัด ใช้เหตุใช้ผลในการดำรงชีวิต ไม่เคยฟุ่มเฟือยเลย

        ทุกสิ่งทุกอย่างจะทรงใช้ของธรรมดาทั้งสิ้นเลย ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกา เครื่องเขียนดินสอธรรมดา เป็นไม้เฉยๆ ฉลองพระบาท 50 กว่าปีก็ทรงใช้อย่างนั้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้ผมคิดว่าเรารับมาโดยไม่รู้ตัว จะทำอะไรให้มันฟู่ฟ่าเกินไป ความธรรมดาสามัญของพระเจ้าอยู่หัว ปรากฎขึ้นมา เราก็เบรคแล้ว ทุกคนก็เบรคหมด หยุดหมด

        ประการถัดไปที่ผมคิดว่าใช้ประจำวัน คือ ทรงสุขุมรอบคอบมาก ก่อนที่จะทำอะไร ต้องแน่นอนพระทัยเสียก่อน จะคิดจะอะไรต้องเตรียมข้อมูลให้พร้อม เมื่อพร้อมข้อผิดพลาดจะถูกลดระดับลงเหลือน้อยเหลือเกินจนเกือบไม่มีเลย ถึงจะลงมือทำ อันนี้ก็จะต้องเป็นบทเรียนของพวกเรา

        เพราะส่วนมากเรามักผลีผลาม ใช้ตามอารมณ์ พอเขาเฮมาก็เฮไป ส่วนมากจะเป็นอย่างนี้ ไม่ค่อยใช้เหตุผลกัน ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง แต่พระองค์ท่านสุขุมคัมภีรภาพมาก

       ประการที่ 4 ความทำทุกสิ่งทุกอย่างบนฐานของความเมตตา ฐานความรัก รู้รักสามัคคี ความปรารถนาในแง่ดีอยู่ตลอดเวลา และทรงใช้วิธีที่นุ่มนวล ไม่ใช้การแตกหัก เพราะฉะนั้น 4-5 ประการนี้ถ้าเราเดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ชีวิตเราก็จะตรงกับที่ท่านได้รับสั่งไว้ ก็มุ่งไปสู่จุดประโยชน์สุข”

       ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา และที่ปรึกษา กปร. กล่าวด้วยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเน้นการ “ครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

       ซึ่งจะสังเกตได้ว่า ไม่มีประเทศไหนสอนคำว่า “ประโยชน์สุข” มีแต่เพียงคำว่า “ประโยชน์”จึงได้มีการรบราฆ่าฟันเพื่อแย่งชิงผลประโยชน์กันอยู่ตลอดเวลา แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ ทรงมองเหนือกว่านั้น ทรงเน้นคำว่า “ประโยชน์สุข” เพราะประโยชน์จะต้องให้ความสุขด้วย และไม่ใช่ประโยชน์ที่ได้มาบนความทุกข์ของผู้อื่น!!

 …………………………………

**หมายเหตุ : มีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาบางส่วน เพื่อให้เข้ากับเหตุการณ์ปัจจุบัน

อัญเชิญ พระบรมสาทิสลักษณ์-พระบรมฉายาลักษณ์-พระฉายาลักษณ์..สิริมงคลในเทศกาลตรุษจีน

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ลานอุทยานสถานพิมุข ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้กับอาคารเฉลิมพระเกียรติ และที่ลานพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก โรงพยาบาลศิริราช..คณะการแสดง “หลก จี ฟู่” (Lok Chee Fu) คณะเชิดมังกรและสิงโตที่มีชื่อเสียงเก่าแก่ของเกาะฮ่องกง เดินทางมาจัดการแสดงเชิดมังกรและสิงโตถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในโอกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี ในปี 2559  

ทรงประกอบพิธีสังเวยพระป้าย ในเทศกาลตรุษจีน

Image (1)

13273266251327328549l

Image (2)

 

Q9

 

13273261781327326200l

13273266251327326659l Image (1) Image (2) Image (3) maxresdefault view_resizing_images (1)

queen1

พระเทพ (1)

EyWwB5WU57MYnKOuFPslSEDGtMW3OUbV6Lw8qiPwcVQ9eFAFZ78G4O

12329797241232979748l

9443_1424390885_1_th
11000136_638400566306740_9182570696108883597_n NjpUs24nCQKx5e1DIKVTUflU7xFpryZ3goLBSqMEBxE w2 w3
w5 w6 w9

10996545_659394324172626_8269587328354390521_n

10154316_660616227383769_4571614355019164271_n

16142-B1 279445

x1

qq31 qq32

10998874_658858147559577_1331005620832403893_n

พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ และคุณใบพลูพระธิดาเลี้ยง

qq37

10522748_10153065459109547_5074738158414274450_n

11012851_10153070656864547_6106654516428020618_n

10986719_10153068017779547_3641364962227344767_n 10993079_10153068024799547_8293319364310792595_n

10997320_10153071382549547_4841174380421970945_n


พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์

คุณพลอยไพลิน (พระธิดาในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ) พร้อมสามี และบุตร ในการโดยเสด็จฯ สมเด็จพระเทพรัตนฯ ในเทศกาลตรุษจีน

ขอขอบคุณ ภาพจาก อินเทอร์เนต และเฟซบุ๊ก อาทิ  ไทยรัฐ , Nation Channel , เรารักราชวงศ์จักรี , เรารักพระองค์ภาฯ และ คุณไพรัช เหลืองอิงคะสุต ฯลฯ

แกล้งข้าว..แนวทางทำนาแบบใช้น้ำน้อย

971585 (1)

       ข้าวเป็นพืชที่ใช้น้ำในการปลูกมากกว่าพืชชนิดอื่น ๆ โดยข้าว 1 ไร่ จะต้องใช้น้ำถึง 1,200 ลูกบาศก์เมตร หากเป็นการทำนาปี ในฤดูฝน และถ้าฝนตกตรงตามฤดูกาล ไม่ทิ้งช่วง คงไม่มีปัญหาอะไรสำหรับปริมาณน้ำจำนวนมากเช่นนี้

       อย่างไรก็ตาม มีผลงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่เห็นผลเป็นรูปธรรม ว่า การทำนาโดยใช้น้ำเพียงประมาณ 860 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ แถมผลผลิตข้าวยังสูงขึ้น  และต้นทุนการผลิตก็น้อยกว่าการทำนาแบบปกติอีกด้วย

       นั่นก็คือ การทำนาที่เรียกว่า “การแกล้งข้าว” หรือ การทำนาแบบ “เปียกสลับแห้ง”

       ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของสำนักวิจัยและพัฒนา สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา  กรมชลประทาน กับ INWEPF Thai และบริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่ได้ทำการศึกษาวิจัยจนประสบผลสำเร็จ

        โดยล่าสุดได้นำร่องใช้ในพื้นที่จริง ของ “นายสุพรรณ เปราะนาค” ประธาน “กลุ่มผู้ใช้น้ำอ่างเก็บน้ำแม่โก๋น” อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ซึ่งคาดว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณเดือนพฤษภาคม 2558 นี้

         ว่าที่ ร.ต.ไพเจน มากสุวรรณ์  รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าได้มีการศึกษาวิจัยการทำนาแบบเปียกสลับแห้งหลายวิธีก่อนนำไปขยายผลให้เกษตรกรในพื้นที่ชลประทานใช้ทำนาปรัง

          พบว่า การส่งน้ำชลประทานเข้าสู่แปลงนาที่ระดับความลึก 5 ซม. ในช่วงหลังปักดำ จนกระทั่งข้าวอยู่ในช่วงตั้งท้องออกดอก จึงจะเพิ่มระดับน้ำในแปลงอยู่ที่ 7-10 ซม. จากนั้นจะปล่อยให้ข้าวขาดน้ำครั้งที่ 1 ในช่วงเจริญเติบโตทางลำต้น  หรือข้าวมีอายุประมาณ 35-45 วัน เป็นเวลา 14 วัน หรือจนกว่าระดับน้ำในแปลงจะลดลงต่ำกว่าผิวแปลง 10-15 ซม. หรือดินในแปลงนาแตกระแหง

          จากนั้นถึงปล่อยน้ำเข้านา จนกระทั่งข้าวแตกกอสูงสุด หรือข้าวอายุประมาณ 60-65 วัน ก็จะปล่อยให้ข้าวขาดน้ำครั้งที่ 2 เป็นระยะเวลาอีก 14 วัน

          ทั้งนี้ การปล่อยให้ข้าวขาดน้ำในช่วงดังกล่าว จะเป็นการกระตุ้นให้รากและลำต้นข้าวแข็งแรงส่งผลโดยตรงต่อการเจริญเติบโตและการสร้างผลผลิตและสามารถลดปริมาณการใช้น้ำได้ถึงร้อยละ 28 ของปริมาณน้ำที่ใช้ในการทำนาแบบทั่วไป

          นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า เพื่อให้มีการขยายการใช้เทคโนโลยีการทำนาแบบเปียกสลับแห้งดังกล่าวเพิ่มขึ้น ในปี 2558 จะขยายพื้นที่อีก 4 แห่ง

          ในเขตชลประทานของโครงการชลประทานเชียงใหม่

           โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง จ.เชียงใหม่

         โครงการชลประทานอุบลราชธานี 

        และ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโดมน้อย จ.อุบลราชธานี

            พร้อมทั้งจัดทำคู่มือ การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง เพื่อใช้เป็นคู่มือไปขยายผลสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมในพื้นที่ชลประทานต่อไป

             นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ 2559 ก็จะดำเนินการทดลองศึกษาวิจัยในศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สกลนคร เพื่อเป็นตัวแทนศึกษาในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และในสถานีทดลองการใช้น้ำสามชุก เพื่อเป็นตัวแทนศึกษาในพื้นที่ภาคกลาง  และกำหนดนโยบายกรมฯ เพื่อขยายผลการทำนาแบบเปียกสลับแห้งไปสู่เกษตรกรในพื้นที่ชลประทานจริงทั่วประเทศต่อไป

              จากการศึกษาข้อมูลพบว่า หากมีการขยายผลนำการทำนาแบบเปียกสลับแห้งไปใช้เฉพาะนาปรัง ในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งในฤดูแล้งปี 2556/57 ที่ผ่านมามีพื้นที่ทำนาปรังทั้งสิ้นประมาณ 2.85 ล้านไร่  จะใช้น้ำเพียงประมาณ 2,217 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น 

             แต่ถ้าทำนาแบบเดิมจะใช้น้ำถึงประมาณ 3,309 ล้านลูกบาศก์เมตร

             หรือประหยัดน้ำได้สูงสุดประมาณ 1,092 ล้านลูกบาศก์เมตร

             หากนำปริมาณน้ำจำนวนนี้ไปใช้ในการทำนาปรังจะสามารถขยายพื้นที่ทำนาปรังได้อีกไม่น้อยกว่า 940,093 ไร่.

………………………………….

เรียนรู้พระราชดำริ..ครูของแผ่นดิน

ในหลวง5550-20140602110534-1594604026

    สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) จัด “โครงการเครือข่ายสถาบันการศึกษาสืบสานพระราชดำริ” เพื่อเป็นการขยายเครือข่ายในการนำองค์ความรู้จากการพัฒนาตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศ์ ให้แก่คณาจารย์จากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ได้มีความรู้ความเข้าใจในแนวพระราชดำริและผลสัมฤทธิ์จากการพัฒนาในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อใช้ในชีวิตประจำวันและต่อยอดสู่ผู้อื่นต่อไป

30589_127978480548283_110603625619102_324425_2483053_n_3-1

     นายสุวัฒน์ เทพอารักษ์ เลขาธิการ กปร.ในขณะนั้น กล่าวว่า นับเป็นเวลานานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ ทรงครองราชสมบัติ พระองค์เอง พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ล้วนอุทิศพระวรกาย พระราชทรัพย์ ด้วยพระวิริยอุตสาหะปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด พระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กว่า 4,447 โครงการในทุกภูมิภาคเพื่อเป็นต้นแบบดำเนินชีวิตแก่ ทุกกลุ่มประชาชน ทุกสาขาของการพัฒนา ด้วยพระปรีชาสามารถที่ทรงนำหลักวิชาการต่างๆ มาประสานประยุกต์ให้เข้ากับวิถีชีวิตคนไทย

     จนเป็นศาสตร์พระราชา ที่ครอบคลุมทุกด้าน

J6747443-55

     “สำนักงาน กปร เล็งเห็นว่าคณาจารย์ทั่วประเทศ เป็นส่วนสำคัญในการทำหน้าที่เป็นสื่อกลางสำคัญในการถ่ายทอด ปลูกฝังความรู้จากแนวพระราชดำริ ตลอดรวมถึงนำผลสำเร็จจากการพัฒนาส่งต่อยังนิสิต นักศึกษา ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการสร้างความเจริญและมั่นคงให้แก่ประเทศชาติให้มีความรู้ความเข้าใจและสามารถน้อมนำพร้อมกับร่วมสืบสานพระราชดำริได้อย่างถูกต้องเหมาะสมและชัดเจน อันจะส่งผลถึงการพัฒนาที่สอดรับกับการสร้างรากฐานที่มั่นคงในการพัฒนาประเทศต่อไปจึงจัด” โครงการเครือข่ายสถาบันการศึกษาสืบสานพระราชดำริ” ขึ้น” เลขาฯ กปร. กล่าว

     ในการจัดอบรมผู้เข้ารับการอบรมได้เรียนรู้ถึงจุดเริ่มต้นของการพัฒนาด้านการเกษตรกรรมในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต ด้วยทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้ราษฎรอยู่ดีกินดี จึงได้จัดตั้งโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ขึ้นในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในปี 2504

     เรียนรู้แนวพระราชดำริด้านการพัฒนาแหล่งน้ำและการบริหารจัดการน้ำจากโครงการอ่างเก็บน้ำเขาเต่าอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แหล่งน้ำแห่งแรกที่เกิดขึ้นจากแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ตั้งแต่ปี 2496

     รวมถึงได้เรียนรู้ผลสำเร็จของโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี ที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต เป็นเสมือนโรงเรียนนอกระบบที่ให้ความรู้ด้านการพัฒนาดินน้ำ ป่า อาชีพ แบบเบ็ดเสร็จที่จุดเดียว และได้ขยายผลความสำเร็จจากการพัฒนาไปสู่ราษฎร จนประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี โดยได้เรียนรู้การทำการเกษตรผสมผสานจากเกษตรกรต้นแบบ ที่ได้รับการถ่ายทอดจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริจนประสบผลสำเร็จในการดำเนินชีวิตอันสามารถนำความรู้ไปปฏิบัติเองได้อย่างง่ายและเป็นไปตามหลักวิชาการอีกด้วย

     ผู้เข้ารับการอบรม ยังได้เรียนรู้ถึงแนวทางในการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติของส่วนราชการที่ประสบผลสำเร็จจนกระทั่งได้เป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงฯ เรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี จากรางวัลผลงานดีเด่นรางวัลถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จากการประกวดผลงานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงฯ ของสำนักงาน กปร.

     พร้อมกับได้เยี่ยมชมโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี โครงการที่ปัจจุบันประสบผลสำเร็จเป็นต้นแบบการบำบัดน้ำเสียและการกำจัดขยะโดยวิธีธรรมชาติตลอดจนสามารถฟื้นฟูป่าชายเลนให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์ดังเช่นในอดีตอีกด้วย

image

     

     พระองค์ทรงเป็น ‘ครูของแผ่นดิน’ ตามความหมายของคำว่า ‘ครู’ ด้วยการทรงงานอย่างหนัก ทรงเป็นอาจารย์แห่งแผ่นดิน ตามความหมายของคำว่า อาจาริยะ ซึ่งหมายถึงผู้ถ่ายทอดความรู้ และธรรมจรรยาแก่ศิษย์

     ดั่งที่ทุกท่านได้ประจักษ์แจ้งถึงพระราชจริยวัตรอันงดงามตามหลักทศพิศราชธรรม

     “พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างของครูทั้งหลาย ด้วยการทรงงานอย่างหนักเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของพสกนิกรของพระองค์ ด้วยการถ่ายทอดความรู้ที่สั่งสมจากการทรงงาน ทั้งที่เป็นพระบรมราโชวาท ทั้งที่เป็นพระราชดำรัส สมดังที่รัฐบาลถวายพระราชสมัญญานาม ว่า ‘พระผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน’ ไม่เพียงแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เท่านั้นที่ทรงได้รับการถวายราชสมัญญานาม แต่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาโดยตลอดก็ได้รับการถวายพระราชสมัญญานามจากรัฐบาลว่า ‘พระผู้ทรงเป็นแม่และเป็นครูแห่งแผ่นดิน’ เช่นกัน”

d0810aa-4

     องคมนตรี กล่าวทิ้งท้ายว่า ผู้ที่เป็นครูเป็นอาจารย์ทั้งหลายควรที่จะภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทสืบสานหน้าที่ความเป็นครู ในการปลูกฝังความรู้ความเข้าใจ ขัดเกลาจรรยา ความประพฤติให้แก่เยาวชนของชาติ

d0810aa-2

     ซึ่งการเข้าร่วมโครงการนี้จะเป็นการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในพระอัจฉริยภาพ พระปรีชาสามารถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ และช่วยเผยแพร่สู่ นักเรียน นักศึกษา เยาวชนต่อไป.

………………………………..

ที่มา : บางส่วนจากรายงานของคุณณพาภรณ์ ปรีเสม , สยามรัฐ

 

ร้อยเรื่องในรอยจำ : ไปจดซะนะ


403539_510959795595762_692539017_n

        ดร.วินิจ  วินิจนัยภาค รองราชเลขาธิการพระราชวังฝ่ายที่ประทับ ได้เล่าถึงเหตุการณ์น่าตื้นตันใจเกี่ยวกับการถวายฎีกานี้ ในการอภิปรายของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยเรื่อง “สมเด็จพระภูมิพลมหาราช พระมหากษัตริย์ยอดนักพัฒนา” เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๓๑ ว่า

        ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พ.ศ. ๒๕๓๐ มีราษฎรไปรอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทที่วัดพระแก้วเป็นจำนวนมาก เพื่อถวายดอกไม้ พวงมาลัย เงิน และฎีกา ซึ่งนอกจากฎีกาที่เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ยังมีฎีกาเป็นปากเปล่าอีก ๒ ราย

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ รับสั่งคนที่ถวายฎีกา ว่า ให้บอกเรื่องฎีกาไว้กับ ดร.วินิจ

        ปกติ ดร.วินิจ จะเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาดูแลไว้ก่อน และขณะที่พระราชพิธีกำลังดำเนินไปในพระอุโบสถ

        ดร.วินิจจึงออกมาจดความต้องการของผู้ถวายฎีกา แต่เนื่องจากในวันนั้นตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๕ รอบ ประชาชนมาเฝ้าฯ มากเหลือเกิน ถวายของก็มาก เงินก็มาก

         “ด้วยความรีบ ผมก็ให้นามบัตรกับผู้ถวายฎีกาปากเปล่าไว้ และให้เขานำมาติดต่อผมในวันเปิดทำการทางราชการ หรือจะโทรศัพท์ติดต่อมาก็ได้

         พอเดินเลยรายที่สองมาได้เพียง ๒ เมตรเท่านั้นเอง

         พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ ทรงมีรับสั่งค่อยๆ กับผม ว่า “เดี๋ยวลงไปจดซะนะ”..

         “ผมอยากจะร้องไห้  ไม่ใช่ เพราะผมลำบาก

          แต่อยากร้อง เพราะความดี ความรักประชาชนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

         ท่านอยากจะทราบ ว่า ประชาชนซึ่งเหมือนกับลูกของท่านนี่

เขาต้องการอะไรจากท่าน

          ถ้าให้แต่นามบัตรไป เขาอาจจะไม่กล้ามาติดต่อ หรือบางคนก็อาจไม่มีค่ารถมา”

…………………………………..

ที่มา : ร้อยเรื่องในรอยจำ

ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน จ.เชียงราย

3q

       ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี บนเนื้อที่กว่า 150 ไร่ เพื่อเป็นโรงงานผลิตน้ำมันจากเมล็ดชาและพืชน้ำมัน

       ซึ่งสามารถผลิตน้ำมันคุณภาพสูงสำหรับการบริโภคและทำผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น เครื่องสำอาง นอกจากนั้นยังมีส่วนผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบที่เหลือ เพื่อเป็นการใช้ประโยชน์จากพืชทุกส่วนสูงสุด

2q

      โรงงานนี้จะผลิตน้ำมันคุณภาพสูงสำหรับการบริโภคและทำผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องอื่น ๆ เช่น เครื่องสำอาง นอกจากนั้นยังมีส่วนผลิตผลิตภัณฑ์จากกากวัตถุดิบที่เหลือ เพื่อเป็นการใช้ประโยชน์สูงสุดจากทุกส่วนของพืชนั้น ๆ

       นอกจากนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังมีพระราชดำริให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมันแห่งนี้เป็นโรงงานต้นแบบที่สามารถเข้าชมได้ทุกจุดของการดำเนินงาน สามารถใช้ประโยชน์สูงสุดจากพื้นที่ทั้งหมด รวมถึงสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องเต็มประสิทธิภาพตลอดทั้งปี มีขั้นตอนที่เข้าใจง่าย สะอาด และคำนึงถึงระบบสิ่งแวดล้อมแบบธรรมชาติ รวมถึงมีระบบควบคุมการใช้พลังงาน และรูปแบบที่ทันสมัย สวยงาม และมีสีสัน

       ในขณะที่บริเวณด้านนอกได้รับการออกแบบให้เป็นส่วนพักผ่อนสาธารณะ ซึ่งเป็นทั้งจุดท่องเที่ยวที่สวยงาม และเป็นแหล่งให้ความรู้เกี่ยวกับพืชน้ำมันและต้นชาน้ำมัน

4q

       สำหรับต้นชาน้ำมัน เป็นพืชเช่นเดียวกับชาที่ใช้ชงดื่ม แต่เป็นคนละสายพันธุ์กัน ต้นชาน้ำมันเป็นไม้เศรษฐกิจซึ่งพบแพร่หลายทางตอนใต้ของประเทศจีน ผลชาสีเขียวมีลักษณะกลม ขนาดเท่าลูกมะนาว เมื่อผลแก่เปลือกจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและแห้งแตกออก ภายในเปลือกจะเต็มไปด้วยเมล็ดชาสีน้ำตาลเข้มถึงดำ น้ำมัน

       เมล็ดชาเป็นที่รู้จักในประเทศจีนนานกว่า 1,000 ปีมาแล้ว มีประโยชน์มากมายจนได้ชื่อว่าเป็น น้ำมันมะกอกแห่งโลกตะวันออก เนื่องจากมีองค์ประกอบของไขมันที่ดีต่อร่างกายไม่ด้อยไปกว่าน้ำมันมะกอก และไม่มีกรดไขมันทรานส์ ซึ่งทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมวิตามินเอ ดี อี และเค ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

13q

       นอกจากนี้น้ำมันชายังมีกรดไขมันอิ่มตัวซึ่งไม่ดีต่อร่างกายต่ำ ในขณะที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียวหรือกรดโอเลอิก (กรดโอเมก้า 9) สูงถึงประมาณ 87-91% กรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง (กรดโอเมก้า 6) ประมาณ 13-28% และ กรดแอลฟาไลโนเลอิก (กรดโอเมก้า 3) ประมาณ 1-3%

       กรดไขมันไม่อิ่มตัวเหล่านี้สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี และเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดดีในร่างกาย ป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดตีบตัน โรคอัมพาต โรคความดัน โรคเบาหวาน และโรคหัวใจได้ จึงดีต่อสุขภาพของผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน สตรีมีครรภ์ และผู้สูงอายุ    

11q 12q 

      และล่าสุด เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม 2558 ที่ผ่านมา นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี  พร้อมด้วยหม่อมหลวงจิรพันธุ์ ทวีวงศ์ เลขาธิการ กปร. นายสมบูรณ์ วงค์กาด รักษาการที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการและผู้อำนวยการสำนักประสานงานโครงการพื้นที่ 3 พร้อมเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของศูนย์ฯ พบว่ามีความก้าวหน้าและประสบความสำเร็จในการดำเนินงานเป็นที่น่าพอใจยิ่ง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน ถ.พหลโยธิน ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย โทร. 0-53 73-4140 – 2 , 0-53 73-4 440

q1 q2

q3 q5

8q 9q

7q 5q 6q

………………………………………………….

โครงการฯ เกษตรที่สูงตามพระราชดำริบ้านแปกแซม จ.เชียงใหม่ ปลูกพริกหวานในถุง

26182

       นายครรชิต เหล่าชัย นักจัดการงานในพระองค์ประจำโครงการสถานีพัฒนา การเกษตรที่สูงตามพระราชดำริบ้านแปกแซม ตำบลเปียงหลวง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยถึงการส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่โครงการทำการเกษตรว่า

        โครงการได้ดำเนินการในหลากหลายชนิดพืชและหลากหลายรูปแบบ และหนึ่งในนั้นที่กำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ก็คือ

        การเพาะปลูกพริกหวานแบบปิด ระบบอินทรีย์ภายในถุง ซึ่งต้นพริกหวาน จัดเป็นพืชข้ามปี แต่นิยมปลูกเป็นพืชฤดูเดียว การเติบโตในระยะแรกจะเจริญเป็นลำต้นเดี่ยว เมื่อติดดอกช่อแรกตรงยอดแล้ว

        จากนั้นจะแตกกิ่งแขนงในแนวตั้งเป็นสองกิ่ง ทำให้จำนวนกิ่งเพิ่มขึ้น ตลอดฤดูการเจริญเติบโตผลผลิตที่ได้จะขึ้นอยู่กับจำนวนกิ่งและจำนวนผลต่อต้น ในช่วงระยะแรกที่กิ่งเจริญเป็นกิ่งอ่อน

        ต่อจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นกิ่งแก่ที่มีความแข็งและเปราะหักได้ง่าย โดยมีความสูงของต้นอยู่ประมาณ 0.5-1.5 เมตร มีรากเจริญในแนวดิ่งลึกประมาณ 90-120 เซนติเมตร รากแขนงแผ่กว้างออกด้านข้างประมาณ 90 เซนติเมตร ส่วนรากใหญ่จะอยู่กันอย่างหนาแน่นในระดับความลึกประมาณ 50-60 เซนติเมตร

prik05

        สำหรับการปลูกพริกหวานนั้น จะขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศอบอุ่น ความชื้นในอากาศต่ำ อุณหภูมิที่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตจะอยู่ที่ประมาณ 20-25 องศาเซลเซียส ผลพริกหวานมีลักษณะกลมยาว มีขนาดใหญ่ ในผลจะประกอบไปด้วยสารให้ความเผ็ดในปริมาณที่ต่ำมาก ผลโดยทั่วไปจะเป็นสีเขียว ถ้าปล่อยให้แก่บนต้นจะเปลี่ยนเป็นสีแดง

       แต่บางสายพันธุ์ที่ถูกปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาใหม่ อาจจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง สีส้ม หรือสีม่วงก็ได้

       โดยพริกสีเขียวจะประกอบไปด้วยสารคลอโรฟิลล์ พริกสีแดงหรือเหลืองจะเกิดจากเม็ดสีแคโรทีนอยด์ ส่วนพริกสีม่วงจะเกิดจากเม็ดสีแอนโธไซยานิน และสีน้ำตาลจะเกิดจากการผสมระหว่างคลอโรฟิลล์ ไลโคปีน และเบต้าแคโรทีน

       ผลจะมีรูปทรงและขนาดแตกต่างกันออกไป บางพันธุ์อาจมีเปลือกหนา แต่บางพันธุ์จะบาง ผลมีขนาดกว้างประมาณ 1-15 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1-30 เซนติเมตร ผลแก่ที่เปลี่ยนเป็นสีแดง เหลือง ส้ม หรือม่วง จะมีปริมาณของวิตามินเอสูงกว่าเดิมถึง 10 เท่า และมีวิตามินซีสูงกว่า 2 เท่า

954166

       และเนื่องจากในปัจจุบันความนิยมของผู้บริโภคจะเน้นพืชผักประเภทอินทรีย์เป็นส่วนใหญ่

       ทางสถานีจึงส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ปลูกพริกในถุงแบบปิด คือ ใช้ถุงชนิดหนาบรรจุวัสดุปลูกแล้วนำเมล็ดพริกมาเพาะ ตั้งไว้ในโรงเรือนที่มีตาข่ายตาถี่คลุมเพื่อป้องกันแมลงเข้ามารบกวน

       การปลูกแบบนี้จะมีผลดีหลายประการ อาทิ ผลผลิตจะไม่เสียหายจากแสงที่อาจแรงเกินไป ป้องกันการเข้ามาทำลายของแมลงได้ และแก้ปัญหาเรื่องผลพริกที่อาจตั้งอยู่บนพื้นดินที่จะทำให้เกิดการเน่าเสียก่อนการเก็บเกี่ยว

        ที่สำคัญ เป็นพืชประเภทนิยมบริโภคสด จึงไม่ควรใช้สารเคมีเข้ามาเป็นตัวช่วยในการเพาะปลูก ซึ่งวิธีดังกล่าวจะดีที่สุด

        และล่าสุด นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี นายดนุชา สินธวานนท์ รองเลขาธิการ กปร. นายจรูญ อิ่มเอิบสิน ผู้ช่วยเลขาธิการพระราชวัง นายสมบูรณ์ วงค์กาด ที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการฯสำนักงาน กปร. พร้อมเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางเข้าติดตามการดำเนินงานสถานีฯ

       พบว่าการดำเนินงานที่ผ่านมาสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรให้ดีขึ้น

       ราษฎรสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปขยายผลในพื้นที่ของตนเองได้เพิ่มขึ้น

       ทำให้มีรายได้เสริมจากการจำหน่ายผลผลิต

       ส่งผลให้ราษฎรมีรายได้เพียงพอในการใช้จ่ายในครัวเรือนเป็นอย่างดี.

…………………………………………

ที่มา : เดลินิวส์