เรียนรู้พระราชดำริ..ครูของแผ่นดิน

ในหลวง5550-20140602110534-1594604026

    สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) จัด “โครงการเครือข่ายสถาบันการศึกษาสืบสานพระราชดำริ” เพื่อเป็นการขยายเครือข่ายในการนำองค์ความรู้จากการพัฒนาตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศ์ ให้แก่คณาจารย์จากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ได้มีความรู้ความเข้าใจในแนวพระราชดำริและผลสัมฤทธิ์จากการพัฒนาในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อใช้ในชีวิตประจำวันและต่อยอดสู่ผู้อื่นต่อไป

30589_127978480548283_110603625619102_324425_2483053_n_3-1

     นายสุวัฒน์ เทพอารักษ์ เลขาธิการ กปร.ในขณะนั้น กล่าวว่า นับเป็นเวลานานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ ทรงครองราชสมบัติ พระองค์เอง พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ล้วนอุทิศพระวรกาย พระราชทรัพย์ ด้วยพระวิริยอุตสาหะปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด พระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กว่า 4,447 โครงการในทุกภูมิภาคเพื่อเป็นต้นแบบดำเนินชีวิตแก่ ทุกกลุ่มประชาชน ทุกสาขาของการพัฒนา ด้วยพระปรีชาสามารถที่ทรงนำหลักวิชาการต่างๆ มาประสานประยุกต์ให้เข้ากับวิถีชีวิตคนไทย

     จนเป็นศาสตร์พระราชา ที่ครอบคลุมทุกด้าน

J6747443-55

     “สำนักงาน กปร เล็งเห็นว่าคณาจารย์ทั่วประเทศ เป็นส่วนสำคัญในการทำหน้าที่เป็นสื่อกลางสำคัญในการถ่ายทอด ปลูกฝังความรู้จากแนวพระราชดำริ ตลอดรวมถึงนำผลสำเร็จจากการพัฒนาส่งต่อยังนิสิต นักศึกษา ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการสร้างความเจริญและมั่นคงให้แก่ประเทศชาติให้มีความรู้ความเข้าใจและสามารถน้อมนำพร้อมกับร่วมสืบสานพระราชดำริได้อย่างถูกต้องเหมาะสมและชัดเจน อันจะส่งผลถึงการพัฒนาที่สอดรับกับการสร้างรากฐานที่มั่นคงในการพัฒนาประเทศต่อไปจึงจัด” โครงการเครือข่ายสถาบันการศึกษาสืบสานพระราชดำริ” ขึ้น” เลขาฯ กปร. กล่าว

     ในการจัดอบรมผู้เข้ารับการอบรมได้เรียนรู้ถึงจุดเริ่มต้นของการพัฒนาด้านการเกษตรกรรมในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต ด้วยทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้ราษฎรอยู่ดีกินดี จึงได้จัดตั้งโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ขึ้นในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในปี 2504

     เรียนรู้แนวพระราชดำริด้านการพัฒนาแหล่งน้ำและการบริหารจัดการน้ำจากโครงการอ่างเก็บน้ำเขาเต่าอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แหล่งน้ำแห่งแรกที่เกิดขึ้นจากแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ตั้งแต่ปี 2496

     รวมถึงได้เรียนรู้ผลสำเร็จของโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี ที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต เป็นเสมือนโรงเรียนนอกระบบที่ให้ความรู้ด้านการพัฒนาดินน้ำ ป่า อาชีพ แบบเบ็ดเสร็จที่จุดเดียว และได้ขยายผลความสำเร็จจากการพัฒนาไปสู่ราษฎร จนประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี โดยได้เรียนรู้การทำการเกษตรผสมผสานจากเกษตรกรต้นแบบ ที่ได้รับการถ่ายทอดจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริจนประสบผลสำเร็จในการดำเนินชีวิตอันสามารถนำความรู้ไปปฏิบัติเองได้อย่างง่ายและเป็นไปตามหลักวิชาการอีกด้วย

     ผู้เข้ารับการอบรม ยังได้เรียนรู้ถึงแนวทางในการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติของส่วนราชการที่ประสบผลสำเร็จจนกระทั่งได้เป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงฯ เรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี จากรางวัลผลงานดีเด่นรางวัลถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จากการประกวดผลงานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงฯ ของสำนักงาน กปร.

     พร้อมกับได้เยี่ยมชมโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี โครงการที่ปัจจุบันประสบผลสำเร็จเป็นต้นแบบการบำบัดน้ำเสียและการกำจัดขยะโดยวิธีธรรมชาติตลอดจนสามารถฟื้นฟูป่าชายเลนให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์ดังเช่นในอดีตอีกด้วย

image

     

     พระองค์ทรงเป็น ‘ครูของแผ่นดิน’ ตามความหมายของคำว่า ‘ครู’ ด้วยการทรงงานอย่างหนัก ทรงเป็นอาจารย์แห่งแผ่นดิน ตามความหมายของคำว่า อาจาริยะ ซึ่งหมายถึงผู้ถ่ายทอดความรู้ และธรรมจรรยาแก่ศิษย์

     ดั่งที่ทุกท่านได้ประจักษ์แจ้งถึงพระราชจริยวัตรอันงดงามตามหลักทศพิศราชธรรม

     “พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างของครูทั้งหลาย ด้วยการทรงงานอย่างหนักเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของพสกนิกรของพระองค์ ด้วยการถ่ายทอดความรู้ที่สั่งสมจากการทรงงาน ทั้งที่เป็นพระบรมราโชวาท ทั้งที่เป็นพระราชดำรัส สมดังที่รัฐบาลถวายพระราชสมัญญานาม ว่า ‘พระผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน’ ไม่เพียงแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เท่านั้นที่ทรงได้รับการถวายราชสมัญญานาม แต่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาโดยตลอดก็ได้รับการถวายพระราชสมัญญานามจากรัฐบาลว่า ‘พระผู้ทรงเป็นแม่และเป็นครูแห่งแผ่นดิน’ เช่นกัน”

d0810aa-4

     องคมนตรี กล่าวทิ้งท้ายว่า ผู้ที่เป็นครูเป็นอาจารย์ทั้งหลายควรที่จะภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทสืบสานหน้าที่ความเป็นครู ในการปลูกฝังความรู้ความเข้าใจ ขัดเกลาจรรยา ความประพฤติให้แก่เยาวชนของชาติ

d0810aa-2

     ซึ่งการเข้าร่วมโครงการนี้จะเป็นการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในพระอัจฉริยภาพ พระปรีชาสามารถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ และช่วยเผยแพร่สู่ นักเรียน นักศึกษา เยาวชนต่อไป.

………………………………..

ที่มา : บางส่วนจากรายงานของคุณณพาภรณ์ ปรีเสม , สยามรัฐ

 

ร้อยเรื่องในรอยจำ : ไปจดซะนะ


403539_510959795595762_692539017_n

        ดร.วินิจ  วินิจนัยภาค รองราชเลขาธิการพระราชวังฝ่ายที่ประทับ ได้เล่าถึงเหตุการณ์น่าตื้นตันใจเกี่ยวกับการถวายฎีกานี้ ในการอภิปรายของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยเรื่อง “สมเด็จพระภูมิพลมหาราช พระมหากษัตริย์ยอดนักพัฒนา” เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๓๑ ว่า

        ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พ.ศ. ๒๕๓๐ มีราษฎรไปรอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทที่วัดพระแก้วเป็นจำนวนมาก เพื่อถวายดอกไม้ พวงมาลัย เงิน และฎีกา ซึ่งนอกจากฎีกาที่เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ยังมีฎีกาเป็นปากเปล่าอีก ๒ ราย

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ รับสั่งคนที่ถวายฎีกา ว่า ให้บอกเรื่องฎีกาไว้กับ ดร.วินิจ

        ปกติ ดร.วินิจ จะเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาดูแลไว้ก่อน และขณะที่พระราชพิธีกำลังดำเนินไปในพระอุโบสถ

        ดร.วินิจจึงออกมาจดความต้องการของผู้ถวายฎีกา แต่เนื่องจากในวันนั้นตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๕ รอบ ประชาชนมาเฝ้าฯ มากเหลือเกิน ถวายของก็มาก เงินก็มาก

         “ด้วยความรีบ ผมก็ให้นามบัตรกับผู้ถวายฎีกาปากเปล่าไว้ และให้เขานำมาติดต่อผมในวันเปิดทำการทางราชการ หรือจะโทรศัพท์ติดต่อมาก็ได้

         พอเดินเลยรายที่สองมาได้เพียง ๒ เมตรเท่านั้นเอง

         พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ ทรงมีรับสั่งค่อยๆ กับผม ว่า “เดี๋ยวลงไปจดซะนะ”..

         “ผมอยากจะร้องไห้  ไม่ใช่ เพราะผมลำบาก

          แต่อยากร้อง เพราะความดี ความรักประชาชนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

         ท่านอยากจะทราบ ว่า ประชาชนซึ่งเหมือนกับลูกของท่านนี่

เขาต้องการอะไรจากท่าน

          ถ้าให้แต่นามบัตรไป เขาอาจจะไม่กล้ามาติดต่อ หรือบางคนก็อาจไม่มีค่ารถมา”

…………………………………..

ที่มา : ร้อยเรื่องในรอยจำ

โครงการฯ เกษตรที่สูงตามพระราชดำริบ้านแปกแซม จ.เชียงใหม่ ปลูกพริกหวานในถุง

26182

       นายครรชิต เหล่าชัย นักจัดการงานในพระองค์ประจำโครงการสถานีพัฒนา การเกษตรที่สูงตามพระราชดำริบ้านแปกแซม ตำบลเปียงหลวง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยถึงการส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่โครงการทำการเกษตรว่า

        โครงการได้ดำเนินการในหลากหลายชนิดพืชและหลากหลายรูปแบบ และหนึ่งในนั้นที่กำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ก็คือ

        การเพาะปลูกพริกหวานแบบปิด ระบบอินทรีย์ภายในถุง ซึ่งต้นพริกหวาน จัดเป็นพืชข้ามปี แต่นิยมปลูกเป็นพืชฤดูเดียว การเติบโตในระยะแรกจะเจริญเป็นลำต้นเดี่ยว เมื่อติดดอกช่อแรกตรงยอดแล้ว

        จากนั้นจะแตกกิ่งแขนงในแนวตั้งเป็นสองกิ่ง ทำให้จำนวนกิ่งเพิ่มขึ้น ตลอดฤดูการเจริญเติบโตผลผลิตที่ได้จะขึ้นอยู่กับจำนวนกิ่งและจำนวนผลต่อต้น ในช่วงระยะแรกที่กิ่งเจริญเป็นกิ่งอ่อน

        ต่อจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นกิ่งแก่ที่มีความแข็งและเปราะหักได้ง่าย โดยมีความสูงของต้นอยู่ประมาณ 0.5-1.5 เมตร มีรากเจริญในแนวดิ่งลึกประมาณ 90-120 เซนติเมตร รากแขนงแผ่กว้างออกด้านข้างประมาณ 90 เซนติเมตร ส่วนรากใหญ่จะอยู่กันอย่างหนาแน่นในระดับความลึกประมาณ 50-60 เซนติเมตร

prik05

        สำหรับการปลูกพริกหวานนั้น จะขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศอบอุ่น ความชื้นในอากาศต่ำ อุณหภูมิที่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตจะอยู่ที่ประมาณ 20-25 องศาเซลเซียส ผลพริกหวานมีลักษณะกลมยาว มีขนาดใหญ่ ในผลจะประกอบไปด้วยสารให้ความเผ็ดในปริมาณที่ต่ำมาก ผลโดยทั่วไปจะเป็นสีเขียว ถ้าปล่อยให้แก่บนต้นจะเปลี่ยนเป็นสีแดง

       แต่บางสายพันธุ์ที่ถูกปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาใหม่ อาจจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง สีส้ม หรือสีม่วงก็ได้

       โดยพริกสีเขียวจะประกอบไปด้วยสารคลอโรฟิลล์ พริกสีแดงหรือเหลืองจะเกิดจากเม็ดสีแคโรทีนอยด์ ส่วนพริกสีม่วงจะเกิดจากเม็ดสีแอนโธไซยานิน และสีน้ำตาลจะเกิดจากการผสมระหว่างคลอโรฟิลล์ ไลโคปีน และเบต้าแคโรทีน

       ผลจะมีรูปทรงและขนาดแตกต่างกันออกไป บางพันธุ์อาจมีเปลือกหนา แต่บางพันธุ์จะบาง ผลมีขนาดกว้างประมาณ 1-15 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1-30 เซนติเมตร ผลแก่ที่เปลี่ยนเป็นสีแดง เหลือง ส้ม หรือม่วง จะมีปริมาณของวิตามินเอสูงกว่าเดิมถึง 10 เท่า และมีวิตามินซีสูงกว่า 2 เท่า

954166

       และเนื่องจากในปัจจุบันความนิยมของผู้บริโภคจะเน้นพืชผักประเภทอินทรีย์เป็นส่วนใหญ่

       ทางสถานีจึงส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ปลูกพริกในถุงแบบปิด คือ ใช้ถุงชนิดหนาบรรจุวัสดุปลูกแล้วนำเมล็ดพริกมาเพาะ ตั้งไว้ในโรงเรือนที่มีตาข่ายตาถี่คลุมเพื่อป้องกันแมลงเข้ามารบกวน

       การปลูกแบบนี้จะมีผลดีหลายประการ อาทิ ผลผลิตจะไม่เสียหายจากแสงที่อาจแรงเกินไป ป้องกันการเข้ามาทำลายของแมลงได้ และแก้ปัญหาเรื่องผลพริกที่อาจตั้งอยู่บนพื้นดินที่จะทำให้เกิดการเน่าเสียก่อนการเก็บเกี่ยว

        ที่สำคัญ เป็นพืชประเภทนิยมบริโภคสด จึงไม่ควรใช้สารเคมีเข้ามาเป็นตัวช่วยในการเพาะปลูก ซึ่งวิธีดังกล่าวจะดีที่สุด

        และล่าสุด นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี นายดนุชา สินธวานนท์ รองเลขาธิการ กปร. นายจรูญ อิ่มเอิบสิน ผู้ช่วยเลขาธิการพระราชวัง นายสมบูรณ์ วงค์กาด ที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการฯสำนักงาน กปร. พร้อมเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางเข้าติดตามการดำเนินงานสถานีฯ

       พบว่าการดำเนินงานที่ผ่านมาสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรให้ดีขึ้น

       ราษฎรสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปขยายผลในพื้นที่ของตนเองได้เพิ่มขึ้น

       ทำให้มีรายได้เสริมจากการจำหน่ายผลผลิต

       ส่งผลให้ราษฎรมีรายได้เพียงพอในการใช้จ่ายในครัวเรือนเป็นอย่างดี.

…………………………………………

ที่มา : เดลินิวส์

ภูฟ้าพัฒนา…ภูมิการพัฒนาต้นแบบพระราชดำริ

(ทรงเยี่ยมกลุ่มชนเผ่ามลาบริ ชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” มละบริภูฟ้า)

 

พลาดิสัย สิทธิธัญกิจ

       หลายคนได้ยินชื่อ ภูฟ้า หรือ ร้านภูฟ้า อยู่บ่อยครั้ง แต่หาโอกาสสัมผัสกับธรรมชาติภูฟ้าของจริงน้อยมาก

       โครงการพระบารมีแผ่ไพศาล กับ สำนักงานพัฒนาการประชาสัมพันธ์ กรมประชาสัมพันธ์ ที่จังหวัดน่าน เพื่อการเรียนรู้โครงการพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ดำเนินงานโดยบูรณาการพัฒนาหลายๆ ด้านตามสภาพปัญหาของพื้นที่ ทั้งด้านเกษตร โภชนาการ สุขภาพ การศึกษาการส่งเสริมอาชีพ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

       ซึ่งมีชื่อว่า “โครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาจังหวัดน่าน”

       โครงการนี้เริ่มต้นเมื่อครั้งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯทรงเยี่ยมราษฎรและทอดพระเนตร บ่อเกลือสินเธาว์ ณ บ้านบ่อหลวง อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2538 นั้น

        พระองค์ทรงเห็นสภาพความเป็นอยู่ของราษฎรที่ขาดโอกาสทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมเนื่องจากห่างไกลความเจริญ จึงมีพระราชดำริให้สำนักงานโครงการส่วนพระองค์ฯ ดำเนินการช่วยเหลือ การพัฒนาในพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ โดยเริ่มพัฒนาด้านการศึกษาที่โรงเรียนประถมศึกษาเป็นอันดับแรก

        แล้วจึงขยายไปยังศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” ทำให้มีโครงการต่างๆ เกิดขึ้น ได้แก่ โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน โครงการควบคุมโรคขาดสารไอโอดีน โครงการส่งเสริมสหกรณ์และ โครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

        หลังจากที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯทรงเยี่ยม ราษฎรพื้นที่อำเภอบ่อเกลืออีกครั้ง ในวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2542 พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งศูนย์ภูฟ้าพัฒนาขึ้น เพื่อใช้เป็นต้นแบบการพัฒนาและถ่ายทอดความรู้การพัฒนาไปสู่ราษฎรในพื้นที่เป้าหมายท้องที่อำเภอบ่อเกลือ และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ตามพระราชปณิธานของพระองค์ ที่ต้องการให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรบนพื้นที่สูง

        และใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาต่อไป โดยมีการส่งเสริมอาชีพที่เหมาะสมกับศักยภาพของราษฎร และพื้นที่บนที่สูง โดยเป็นศูนย์รวบรวมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องด้านการตลาดอีกทั้งยังส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ศึกษาธรรมชาติ และวัฒนธรรมท้องถิ่นและจัดการศึกษาวิจัยถ่ายทอดความรู้การพัฒนาและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืนด้วย

        ก่อนหน้านี้มีโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงพื้นที่ลุ่มน้ำน่าน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อยู่ในพื้นที่ที่ 9 (พมพ.9) บ้านสบมาง-นาบง โดยกรมป่าไม้ได้เข้ามาดำเนินการจัดที่ทำกิน ส่งเสริมและพัฒนาพื้นที่อยู่แล้ว

        เมื่อมีการจัดตั้ง “ศูนย์ภูฟ้าพัฒนาจังหวัดน่าน” ขึ้น ในปีพ.ศ.2542 จึงมีการสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์ภูฟ้าพัฒนาตามพระราชดำริ สนองพระราชดำริด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพที่เกี่ยวเนื่องกับการเพิ่มมูลค่าทรัพยากร ธรรมชาติที่เหมาะสมกับศักยภาพชุมชน

        โดยมี นายประกิต วงศ์ศรีวัฒนกุล เป็นหัวหน้าโครงการคนแรก ผลสำเร็จนั้นได้ทำให้ราษฎรเรียนรู้การใช้ทรัพยากรท้องถิ่นเชิงอนุรักษ์และมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีอาชีพนอกภาคเกษตรที่เชื่อมโยงกับวัตถุดิบ และภูมิปัญญาท้องถิ่น ในระบบวนเกษตร-ปศุสัตว์-ประมง มีมาตรการอนุรักษ์สภาพสิ่งแวดล้อมต้นน้ำ

        ทำให้พื้นที่ป่าไม้มีการจัดการที่ดีและมีการอนุรักษ์เพื่อใช้ประโยชน์ทางอ้อม โดยมีการเพาะชำกล้าไม้มีค่าจำนวนมากซึ่งเป็นกล้าไม้หายาก และกล้าไม้พื้นถิ่น เช่น ต๋าว, มะแขว่น, สัก, พญาไม้, ชาอู่หลงและไม้ประดับ เพาะชำกล้าไม้โตไว และกล้าไม้อื่นๆ เช่น สนสามใบ, กระถิน, เทพา, กระทุ่มบก, เมี่ยง

         เพาะชำกล้าหวาย เพาะชำหญ้าแฝก พร้อมกับ จัดทำฝายต้นน้ำแบบผสมผสาน 50 แห่ง ปลูกป่าไม้ใช้สอย ธนาคารอาหารชุมชนและพืชสมุนไพร ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา จึงเป็นแหล่งผลิตภัณฑ์สู่ตลาดจากการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงเห็ดถุง, การเลี้ยงกบและปลา, การผลิตกระดาษสาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม, การปลูกพืชในระบบวนเกษตร, การแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบที่ได้จากธรรมชาติ เช่น ต๋าว และชาอู่หลง

         นี่คือ ภูฟ้าพัฒนา ที่เป็นภูมิปัญญาต้นแบบการพัฒนาบนที่สูงที่หลายคนต้องหาโอกาสเดินทางไปเรียนรู้และสัมผัสธรรมชาติแห่งนี้กันเอง

……………………………

128

127

ตำหนักที่ประทับและทรงงานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 

ในโครงการภูฟ้าพัฒนา จ.น่าน

n20140428064428_49213

         ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ตั้งอยู่ที่ตำบลภูฟ้า อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน อยู่ติดแนวตะเข็บชายแดนไทย-ลาว เป็นโครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี

         ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา  มีที่พักให้นักท่องเที่ยวสามารถพักชมวิธีการปลูกชา ชมผลิตภัณฑ์ภูฟ้า และสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง

         ที่พัก : มีหลายแบบ ห้องพักแบบรวม มีทั้งหมด 4 ห้อง พักได้ห้องละ 18 คน ราคาต่อคน/คืน 100 บาท ไม่รวมอาหาร

ส่วนห้องพักแบบเดี่ยว เป็นห้องพักเตียงเดี่ยวและเตียงคู่ ห้องพัก VIP ห้องละ 500 บาท/คืน (พักได้ 2ท่าน ) ห้องพักธรรมดา ห้องละ 900 บาท /คืน(พักได้ 4 ท่าน) ไม่รวมอาหาร

         ห้องประชุมสัมมนา : มีจำนวน 1 ห้อง รับรองได้ 30-40 ท่าน พร้อมอุปกรณ์ประชุมสัมมนา (เครื่องเสียง,LCD) มีเจ้าหน้าที่ดูแล อัตราบริการวันละ 1,000 บาท ไม่รวมอาหารว่าง

อาหารเช้า ท่านละ 50 บาท (ข้าวต้ม+กับข้าว+ชา+กาแฟ)

          อาหารกลางวันและอาหารเย็น กับข้าว 3 อย่าง ท่านละ 50 บาท , กับข้าว 4 อย่าง ท่านละ 60 บาท

          อาหารว่าง (สำหรับอบรมสัมมนา) ท่านละ 20 บาท

        ติดต่อสำรองห้องพักได้ที่ : ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา  054-710-610 

pic_muangnan4_08

ที่มา  http://goo.gl/jZ0E2S

pic_muangnan4_07

แผนที่ท่องเที่ยว อ.บ่อเกลือ จ.น่าน

 ๐จุดชมวิวที่ภูฟ้าพัฒนา_opt

จุดชมวิวที่ภูฟ้าพัฒนา

 ๐ชาวมลาบริที่รักษาเรื่_opt

ชาวมลาบรีที่รักษาเรื่องราวของชาติพันธุ์

 

๐โรงอบใบชาบนภูฟ้าพัฒนา_opt

โรงอบใบชาบนภูฟ้าพัฒนา

 

๐ใบชาอูหลงจากดอยภูฟ้า_opt

ใบชาอู่หลงจากดอยภูฟ้า

๐แปลงการเกษตรถูกจัดให้_opt

แปลงการเกษตรถูกจัดให้มีพืชผลต่างๆ

๐ไร่ชาอูหลงที่ภูฟ้าพัฒ_opt

ไร่ชาอู่หลงที่ภูฟ้าพัฒนา

 

๐ศูนย์วัฒนธรรมภูฟ้าของ_opt

ศูนย์วัฒนธรรมภูฟ้าของชาวมลาบรี

…………………………………………..

วัตถุประสงค์ของโครงการ

เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรบนพื้นที่สูงและใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาต่อไป

       เพื่อการส่งเสริมอาชีพที่เหมาะสมกับศักยภาพของราษฎรและพื้นที่บนที่สูง                            

เพื่อเป็นศูนย์รวบรวมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องด้านการตลาด

เพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ศึกษาธรรมชาติ วัฒนธรรมท้องถิ่น

เพื่อการศึกษาวิจัยถ่ายทอดความรู้การพัฒนาและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืน

สู่จุดมุ่งหมาย “คนอยู่ร่วมกับป่า ”

…………………………………….

พระราชาเป็นสง่าของแผ่นดิน..พระราชทานสัมภาษณ์



      ทุกครั้งที่มีวิกฤติคนไทยจะนึกถึงพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เพราะมีความศรัทธาว่าพระองค์ในฐานะที่ทรงดำรงอยู่ในความเที่ยงธรรมจะช่วยนำพาชาติให้พ้นภัยได้

      แต่ระยะหลัง มีขบวนการที่พยายามให้คนไทยเข้าใจผิดถึงบทบาทและฐานะของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพระราชอำนาจ เรื่องความควรมิควรที่พระองค์จะแสดงความเป็นในทางการเมือง หรือเรื่องนายกพระราชทาน ไม่ว่าเรื่องอะไรที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์จะมีการตีความไปต่างๆ นาๆ ทำให้มีคนเข้าใจถูกบ้างผิดบ้างอย่างเปะปะ จับต้นชนปลายไม่ถูก

      คนไทยสมัยใหม่ไม่ได้รับการปลูกฝัง  หรือการศึกษาที่ถูกต้อง  ทำให้ไม่เข้าใจพระมหากษัตริย์อย่างถูกต้องถ่องแท้  ทั้งๆ ที่คนไทยส่วนมาก  เกิดและอาศัยอยู่อย่างร่มเย็นภายใต้พระบรมโพธิสมภารของแผ่นดินแห่งรัชกาลที่ 9

      อยากจะให้ลองย้อนกลับไปอ่านคำสัมภาษณ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ พระราชทานให้กับนิตยสาร Leaders (เมษายน-มิถุนายน 1982) แล้วลองไตร่ตรองอย่างช้าถึงพระราชดำรัสของบทบาทและหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ จะทำให้เราเข้าใจและซาบซึ้งถึงพระปรีชาสามารถและความเป็นพระราชาผู้ประเสริฐยิ่งของคนไทย และของสากลโลก

      ผมอาสาแปล(แปลผิดแปลถูกอย่างไร ขออภัยไว้ ณ ที่นี้) บทที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานสัมภาษณ์ให้แก่นิตยสาร Leaders นี้ ในหัวข้อ “Give More, Take Less: An Interview with His Majesty King Bhumibol Adulyadej, Kingdom of Thailand” ซึ่งเอาลงไปตีพิมพ์ในหนังสือThe King of Thailand in World Focus มาให้ได้อ่านกัน

      เพื่อฟื้นฟูความรู้ และความเข้าใจในพระราชาผู้เป็นที่รักใคร่ของคนไทย

………………………..

      คำถาม : เนื่องจากความเป็นกษัตริย์ของพระองค์ พระองค์ทรงเป็นที่เคารพรักของประชาชนมากกว่าความเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ พระองค์มีอำนาจ อาจจะเป็นอำนาจของความรัก ข้อนี้ถูกหรือไม่เพียงใดพะยะค่ะ?

      พระราชดำรัสตอบ : ก่อนอื่นเราต้องดูหลักของราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเรียบง่ายมาก หลักอันนี้บอกว่าพระมหากษัตริย์ทรงกระทำความผิดไม่ได้ และคำเหล่านี้ค่อนข้างยากที่จะเข้าใน บางครั้งก็เข้าใจได้ว่าพระมหากษัตริย์ทรงกระทำผิดไม่ได้ เพราะว่าพระองค์ทรงยึดมั่นในขอบเขตของความรับผิดชอบ และ

     ในทางตรงกันข้าม ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า พระมหากษัตริย์ทรงกระทำผิดไม่ได้ เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นที่รักใคร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มียึดถือในจารีตประเพณีหลายอย่าง พระมหากษัตริย์บางทีอยู่เหนือกฎหมาย

      แต่ที่จริงแล้วพระองค์อยู่ใต้กฎหมาย ภายใต้กฎที่เรียกว่าทศพิธราชธรรม ไม่เพียงแต่พระมหากษัตริย์เท่านั้น แต่ผู้ที่มีความรับผิดชอบต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เหล่านี้ ที่จริงแล้ว ใครก็ตามที่ดำเนินชีวิตภายใต้กฎเหล่านี้ หรือที่เรียกว่าข้อปฏิบัติ 10 ประการของพระราชา ถือได้ว่าผู้นั้นเป็นผู้นำ

     คำถาม : กฎของพระราชานี้คืออะไรพะยะค่ะ?

     พระราชดำรัสตอบ : เราเรียกได้ว่าบัญญัติ 10 ประการของพระราชา มันเก่าแก่มากแล้ว ย้อนไปถึงสมัยของพระพุทธเจ้า นอกจากกฎอื่นๆแล้ว เราต้องมีความซื่อตรง มีความวิริยะอุตสาหะ และต้องทำสิ่งต่างๆอย่างรอบคอบ

     คำถาม: ในบรรดาผู้นำต่างๆ บนโลกนี้ ใครที่ทำให้พระองค์ประทับใจมากที่สุดพะยะค่ะ?

     พระราชดำรัสตอบ : บุคคลคนหนึ่งที่ประทับใจฉันมากคือ Charles de Gaulle (อดีตผู้นำและรัฐบุรุษของฝรั่งเศส ปี ค.ศ.1890-1970) Charles de Gaulle ดูแล้วเป็นบุคคลที่เข้มแข็งและดื้อรั้นมาก แต่ความจริงแล้วเขาเป็นสุภาพบุรุษมากทีเดียว ค่อนข้างน่าประทับใจ

     คำถาม : ระบบราชการเป็นปัญหาในหลายๆ ประเทศ ในประเทศไทยเป็นอย่างไรบ้างพะยะค่ะ?

     พระราชดำรัสตอบ : งอกเงย! ความยากของรัฐบาลใดก็ตาม หรือเมื่อเราจัดการกับปัญหาใดๆ เราต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือ เราต้องมีคนทำงานราชการจริงๆ แต่ถ้าระบบราชการงอกเงยแบบนี้ มันกลายเป็นระบบราชการเพื่อประโยชน์ของระบบราชการเอง และทุกอย่างทำยากไปหมด เพื่อที่จะไม่ทำให้มันเป็นระบบราชการมากเกินไป เราต้องมีความซื่อสัตย์

     ถ้าเรามีความซื่อสัตย์และปฏิบัติตาม 10 หลักประการของหน้าที่ของพระราชา ปัญหาจะได้รับการแก้ไข และเมื่อมีเงินและอำนาจ คนต้องการมีเงินและอำนาจ และมันยากที่จะควบคุม

     เพราะฉะนั้นเราต้องมีการควบคุมอย่างเพียงพอ เพื่อว่าคนที่ทำอะไรไม่ซื่อสัตย์จะต้องถูกควบคุม

     คำถาม : ในฐานะที่เป็นพระมหากษัตริย์ พระองค์ทรงเห็นว่าพระองค์ก็เป็นผู้กำหนดผู้มีอำนาจ (Kingmaker) เหมือนกันหรือไม่ ในการเลือกนายกรัฐมนตรี หรือบุคคลอื่นในรัฐบาลของประเทศไทย เขาเหล่านี้ต้องการความสนับสนุนจากพระองค์

     พระราชดำรัสตอบ : ขอให้เรากลับไปยังหลักการของรัฐธรรมนูญสักพักก่อน ในรัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ว่าพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี นี้เป็นระบบซึ่งบางทีประสบการณ์ของพระมหากษัตริย์อาจจะมีประโยชน์ในการหาคนที่เหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภาจะมาหาและขอคำปรึกษา

    แต่พระมหากษัตริย์อาจจะมีอำนาจมากกว่า เพราะว่าประชาชนมีศรัทธาในพระมหากษัตริย์ นั้นคือในแง่หนึ่ง

    แต่ในหลักการแล้วมันเหมือนระบบพระมหากษัตริย์ภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญใดๆ ก็ตาม ซึ่งระบุว่าพระราชาหรือประมุขของประเทศแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ถ้าประมุขของประเทศไม่ดี พวกเขาจะทำให้เป็นแค่ตรายาง แต่ถ้าประมุขของประเทศดี บางทีพวกเขาจะมาขอความเห็น เพราะว่าความเห็นเป็นที่นับถือ นั้นคือข้อแตกต่าง

    แล้วฉันได้ความนับถือจากประชาชนได้อย่างไร? เพราะว่าฉันไม่ใช้อำนาจที่ท่านกล่าวมา ฉันไม่ใช้อำนาจนั้น ถ้ามีกฎ ฉันทำตามกฎ แต่ถ้าไม่มีกฎ ตอนนั้นคนจะรับฟังความเห็นของฉัน

    คำถาม : ดูเหมือนว่าพระองค์เป็นคนที่น่ารัก

    พระราชดำรัสตอบ : ฉันเป็นคนที่น่ารัก

………………………….

ขอบคุณที่มา : บางส่วนจากเฟซบุ๊กคุณ ThanongFanclub 16/5/2014

https://www.facebook.com/ThanongFanclub/photos/a.141923686004014.1073741827.141826422680407/232000883662960/

ร้อยเรื่องในรอยจำ..เดโชชัย ๑ สวัสดีปีใหม่..

hs1a

       หนังสือเกี่ยวกับรวมพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่บ้านมีหลายเล่ม

       เล่มๆ นึงก็ไม่ได้อ่านแค่รอบสองรอบ แต่ได้มาอ่านที่โพสต์ๆ กัน

       ก็ทำให้น้ำตาคลอได้ทุกครั้งจริงๆ

       หนึ่งในหลายเรื่อง จากหนังสือ “ร้อยเรื่องในรอยจำ” เล่มนี้ต่อจาก “ที่สุดของหัวใจ”

………………………………………

hl744

       “พี่ใหญ่” หรือ นางจันทร์สม อินภิรมย์ (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) เป็นพนักงานรับส่งวิทยุของเขตการทางพิษณุโลกเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว แม้จะเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อย

       แต่ด้วยอาวุโสที่มากกว่าเพื่อน ทำให้พนักงานวิทยุของกรมทางหลวงทั่วประเทศที่มีอยู่มากกว่า 100 หน่วยงาน พากันเรียกขานเธอว่า “พี่ใหญ่”

       กล่าวกันว่า “พี่ใหญ่” เป็นพนักงานวิทยุที่มีความรับผิดชอบสูงยิ่ง ทำงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงก็ว่าได้ เพราะมีวิทยุติดตัวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะทำธุระส่วนตัวใดๆ ไม่เว้นแม้แต่ยามนอน

       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ ทรงสดับฟังการรับส่งข่าวของ “พี่ใหญ่” ที่รับฟังข่าว

       และผ่านข่าวให้หน่วยงานอื่นที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกลและอยู่ในเขตคุกคามของผู้ก่อการร้ายอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย

      จึงมีรับสั่งถามพลตรีประถม บุรณศิริ อดีตอธิบดีกรมทางหลวง ว่า “พี่ใหญ่” คือใคร

      และรับสั่งให้ศูนย์สื่อสารสวนจิตรลดา ส่งวิทยุ ชมเชยการปฏิบัติงานของ “พี่ใหญ่”

      วันขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2516 ขณะที่ “พี่ใหญ่” และพนักงานวิทยุกรมทางหลวงในภาคเหนือปฏิบัติงานอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงเรียกที่ไม่คุ้นเคยดังมาจากเครื่องรับ

       “พิษณุโลก พิษณุโลก”

       ”พี่ใหญ่” ยังไม่ได้ขานตอบ เนื่องจากเสียงนี้ไม่เคยได้ยินมาก่อน

       “พี่ใหญ่ พี่ใหญ่”

       เมื่อเสียงเดิมเรียกมาอีก คราวนี้ “พี่ใหญ่” จึงขานรับ

       ”ตอบค่ะ ไม่ทราบว่าจากหน่วยไหนคะ”

       “จากเดโชชัย 1″

       คราวนี้ “พี่ใหญ่” ถึงกับชะงัก เธอเรียกให้ทุกศูนย์บิดคลื่นไปช่อง 12 โดยด่วน

       ระหว่างนั้นเธอรวบรวมความกล้าถามย้ำอีกครั้งว่า

       “จากเดโชชัย 1 นะ”

       ผู้ฟังทุกคนเงียบกริบเพื่อรอฟังคำตอบจากปลายทาง ทว่าในหัวใจทุกดวงเต้นระทึก

       เหมือนจะหลุดออกมานอกอก เพราะทราบดี “เดโชชัย 1″ คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

       แทนคำตอบ “เดโชชัย 1″ พระราชทานพรปีใหม่ด้วยพระสุรเสียง อันทำให้ผู้ฟังขนลุกซู่

       ”สวัสดีปีใหม่ พี่ใหญ่และเจ้าหน้าที่วิทยุทุกคน ขอให้มีความสุขตลอดทั้งครอบครัวให้มีพลานามัยสมบูรณ์ แข็งแรง ปลอดภัย มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ราชการ สวัสดี”

1390373353 (1)1392196817

…………………………………..

๕ ธันวา ..วันดินโลก ปีดินสากล..

 

1525767_630975630277527_1337280328_n

เปลว สีเงิน

     พระนามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ “ภูมิพลอดุลยเดช” ด้วยความเป็นพระมหากษัตริย์ “คลุกอยู่กับดิน” สมดังพระนาม จนเป็นที่ประจักษ์ใจคนทั้งโลก

    องค์การสหประชาชาติ จึงเทิดพระเกียรติ กำหนดให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เป็น “วันดินโลก” (World Soil Day)

    ยิ่งกว่านั้น ยังประกาศให้ ปี 2558  เป็น “ปีดินสากล”  หรือ International Year of Soils

    เข้าใจว่า เราทั้งหลายรับทราบที่มา-ที่ไปของเรื่องนี้ค่อนข้างผิวเผิน รวมทั้งผมเองด้วย ฉะนั้น วันนี้มาทำความรู้จักไปพร้อมๆ กันดีไหม

    ก็ค้นเอาตามเว็บนี่แหละ จาก “กรมพัฒนาที่ดิน” เป็นแห่งแรก ผมจะหยิบบางตอนที่เขาเรียบเรียงไว้มาแบ่งกันอ่าน

    – การประชุมสภาโลกแห่งปฐพีวิทยา (World Congress  of Soil Science) ครั้งที่ 17 ที่กรุงเทพฯ ในเดือนสิงหาคมปี  2545 มีการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ทำให้สมาชิกของสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ  (International Union of Soil Science: IUSS) ทั่วโลก ประจักษ์ถึงพระราชวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการบริหารทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน

    โดยทรงให้ความสำคัญกับทรัพยากรดิน ทรงเป็นผู้นำและปฏิบัติด้วยพระองค์เอง ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขดินปัญหา การพัฒนาและอนุรักษ์ดิน ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทย และทุกโครงการประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง นำความผาสุกมาสู่ปวงชนชาวไทย และความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรดินและทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ นอกจากนี้ ผลสำเร็จจากการบริหารจัดการดินอย่างต่อเนื่องของพระองค์ ยังเป็นที่ยอมรับอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในและนานาประเทศ

    – ที่ประชุม World Congress of Soil Science ครั้งที่ 19 ที่เครือรัฐออสเตรเลีย  มีมติเห็นสมควรขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม (Humanitarian Soil Scientist)  แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณให้เป็นที่ประจักษ์โดยทั่วกัน  และกราบบังคมทูลเชิญให้ดำรงตำแหน่ง A life membership

12

    – เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2555 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สตีเฟน นอร์ทคลิฟฟ์ กรรมการบริหารและอดีตเลขาธิการ IUSS พร้อมคณะผู้บริหาร IUSS เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม  (Humanitarian Soil Scientist) เป็นพระองค์แรกของโลก

11

    โดยรางวัลประกอบด้วย เหรียญรางวัลที่ด้านหนึ่งมีตราสัญลักษณ์และชื่อของ IUSS ส่วนอีกด้านจารึกพระปรมาภิไธย และข้อความสดุดีพระเกียรติคุณ พร้อมใบประกาศเกียรติคุณ

    – วันดินโลก (World Soil Day) เกิดขึ้นเนื่องจาก IUSS เห็นว่าการถ่ายทอดความรู้ทางด้านดินและการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของดินต่อมนุษยชาติและสภาพแวดล้อมให้แก่ประชาชนในประเทศต่างๆ ยังไม่เพียงพอ จึงควรมีวันดินโลก เพื่อให้สามารถจัดกิจกรรมรณรงค์ และเผยแพร่ความรู้เรื่องดินพร้อมกันทั่วโลกได้อย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง

8346

    ทั้งนี้ คณะกรรมการ IUSS มีความเห็นพ้องกันว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นกษัตริย์ที่ให้ความสำคัญกับทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งรวมถึงทรัพยากรดิน และทรงประสบความสำเร็จในการปรับปรุงแก้ไขและการอนุรักษ์ทรัพยากรดินจนเป็นที่ประจักษ์โดยทั่วกัน

    จึงมีมติให้วันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลฯ เป็นวันดินโลก เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณของพระองค์    

    ดังนั้น ในวันที่ 16 เมษายน 2555 หลังจากที่ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัล “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” แล้ว ผู้บริหาร IUSS ได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้วันที่ 5  ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันดินโลก

    – องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)  ประกาศสนับสนุนและผลักดันให้มีการจัดตั้งวันดินโลก ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม และได้จัดงานเฉลิมฉลองวันดินโลก ณ  สำนักงานใหญ่ FAO กรุงโรม ประเทศอิตาลี ในวันที่ 5  ธันวาคม 2556 และเชิญประเทศไทยร่วมจัดนิทรรศการพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ ด้านทรัพยากรดิน และเชิญผู้บริหารและนักวิทยาศาสตร์ทางดินจากประเทศไทยเข้าร่วมบรรยายพิเศษและร่วมงานเฉลิมฉลองด้วย

    ครับ…ถ้าต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ไปที่กรมพัฒนาที่ดินได้เลย อยู่ถนนพหลโยธิน ละแวกมหาวิทยาลัยเกษตรฯ 

    และเมื่อ 2 ธ.ค.2557 มีประกาศ “สำนักพระราชวัง” ออกมาฉบับหนึ่ง เกี่ยวกับวันดินโลกและปีดินสากล ความตอนหนึ่งว่า

    ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จแทนพระองค์ ตามคำกราบบังคมทูลเชิญขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ไปทรงร่วมงานเฉลิมฉลองวันดินโลกและเริ่มการจัดงานเฉลิมฉลองปีดินสากล ปี 2558  อย่างเป็นทางการ

     และเชิญพระราชดำรัสหัวข้อ “Healthy  Soil for a Healthy Life” ไปพระราชทานในงานเฉลิมฉลองดังกล่าว ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในวันศุกร์ที่ 5ธันวาคม พุทธศักราช 2557

     ซึ่งที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติมีมติรับรองให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็นวันดินโลก  และ ปี 2558 เป็นปีดินสากล เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ ในพระปรีชาสามารถด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรดิน

    ครับ….ก็ทราบความเป็นมาแล้ว คงไม่ต้องพูดถึงความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศกระมังว่าจะขนาดไหน

66868

    เป็นอันว่า นับจากนี้เป็นต้นไป 5 ธันวาคมของทุกปี  นอกจากเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ แล้ว

    ยังเป็น “วันดินโลก” ด้วย………

    ก็สมดังพระนาม “ภูมิพลอดุลยเดช” ดังที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เคยมีรับสั่งกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงความหมายของพระนาม “ภูมิพล” ไว้ว่า    

    “อันที่จริง เธอก็ชื่อภูมิพล ที่แปลว่า กำลังของแผ่นดิน”

    อยากทราบกันแล้วใช่ไหมล่ะว่า ที่มาของพระนาม “ภูมิพลอดุลยเดช” คืออย่างไร เอาอย่างนี้ ไปค้นหาเพื่อรู้พร้อมๆ กันเลย เพราะผมก็ไม่รู้มาก่อนเช่นกัน

“””””””””””””””””””””””””””””””””””””

    ในเว็บ www.gotoknow.org>…>Wasawat Deemarn>สมุด>ผมรักในหลวง ได้บันทึกที่มาของพระนาม “ภูมิพลอดุลยเดช” ไว้ดังนี้

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชสมภพ ณ  โรงพยาบาลเมานต์เออเบิร์น (Mount Auburn) ซึ่งขณะนั้นใช้ชื่อว่า โรงพยาบาลเคมบริดจ์ (Cambridge Hospital) ตั้งอยู่ในเมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เมื่อเวลา  08.45 น. ของวันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม 2470 ตรงกับปีเถาะ

    สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ทรงเล่าถึงการตั้งพระนามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไว้ในหนังสือ  “เจ้านายเล็กๆ ยุวกษัตริย์” ว่า หลังจากที่พระโอรสประสูติได้ไม่ถึง 3 ชั่วโมง

    ทูลหม่อมฯ ทรงรีบส่งโทรเลขถวายสมเด็จพระพันวัสสาฯ ว่า “ลูกชายเกิดเช้าวันนี้ สบายดีทั้งสอง ขอพระราชทานนามทางโทรเลขด้วย”

    สมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เสด็จฯ ไปเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระนามว่า “ภูมิพลอดุลเดช” (โปรดสังเกตว่า สะกดแบบไม่มี “ย”)

    หลังจากนั้นสมเด็จพระพันวัสสาฯ จึงมีลายพระหัตถ์ ลงวันที่ 14 ธันวาคม ถึงหม่อมเจ้าดำรัสดำรงค์ อดีตอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน ซึ่งทรงย้ายกลับมากรุงเทพฯ แล้ว เพื่อทรงแจ้งเรื่องพระนามที่พระราชทาน โดยทรงแนบลายพระราชหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไปให้ด้วย  และทรงขอให้ส่งโทรเลขตอบกลับไป

    โทรเลขภาษาอังกฤษที่หม่อมเจ้าดำรัสฯ ทรงส่งไปคือ “Your son’s name is Bhumibala Aduladeja”แม่บอกว่า เมื่อได้รับโทรเลขฉบับนี้แล้ว ไม่ทราบว่า ลูกชื่ออะไรกันแน่ในภาษาไทย คิดว่าชื่อ “ภูมิบาล”

    ด้วยเหตุนี้เอง จึงทรงสะกดพระนามของพระโอรสในสูติบัตรว่า Bhumibal Aduldej Songkla หรืออ่านเป็นภาษาไทยตามที่ทรงเข้าใจในขณะนั้นได้ว่า “ภูมิบาลอดุลเดช สงขลา” ส่วนพระอิสริยยศเมื่อเสด็จพระราชสมภพ คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า

    สำหรับคำว่า “อดุลเดช” นั้น เป็นการสะกดเหมือนกับพระนามของพระบิดาซึ่งสะกดแบบไม่มี “ย” มาแต่ต้น คือ มหิดลอดุลเดชฯ แต่ต่อมามีการเขียนแบบ “อดุลยเดช” ด้วย ในที่สุดจึงนิยมใช้แบบ “อดุลยเดช” ทั้งสองพระองค์

    นอกจากนี้ จะสังเกตได้ว่า พระนามของสมเด็จพระเชษฐภคินี สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รับการตั้งให้มีความคล้องจองกัน คือ กัลยาณิวัฒนา อานันทมหิดล ภูมิพลอดุลเดช จะต่างกันตรงที่ ผู้พระราชทานพระนามสมเด็จพระเชษฐภคินี และสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช คือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ 6

    สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เคยมีรับสั่งกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงความหมายของพระนาม  “ภูมิพล” ไว้ว่า “อันที่จริงเธอก็ชื่อภูมิพล ที่แปลว่า กำลังของแผ่นดิน แม่อยากให้เธออยู่กับดิน”

    ต่อมาภายหลัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชปรารภถึงสิ่งที่สมเด็จพระบรมราชชนนีเคยมีรับสั่งว่า “เมื่อฟังคำพูดนี้แล้วก็กลับมาคิด ซึ่งแม่ก็คงจะสอนเรา และมีจุดมุ่งหมายว่า อยากให้เราติดดินและอยากให้ทำงานแก่ประชาชน”

………………………………

    ขอบคุณ คุณเปลว สีเงิน (เพื่อความเหมาะสมของเหตุการณ์) ขอนำบางส่วนของข้อเขียนดีๆ จากนิตยสาร “สารคดี” ปีที่ ๒๓  ฉบับที่ ๒๗๔ เดือนธันวาคม ๒๕๕๐ หน้า ๘๐

    บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย Wasawat Deemarn

    ผมก็ขอบคุณทั้งนิตยสาร “สารคดี” ขอบคุณทั้ง  GotoKnow โดย Wasawat Deemarn 

…………………………………………..

ไม่มีใครแยก “ฟ้า” ออกจาก “ดิน” ได้ เพราะฟ้าโอบอุ้มดินไว้เสมอ.. ๕ ธันวาคม..วันดินโลก World Soil Day

 

7

 นกหวีด

       คำกล่าวของ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ในพิธีเปิดโครงการเสริมสร้างอุดมการณ์รักชาติ ศาสนา และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ซึ่งจัดโดยสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 57 มีเนื้อหาที่คนไทยควรจะได้รับทราบเพื่อรำลึกว่า

       เหตุใด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงเป็นมากกว่า “พระเจ้าแผ่นดิน” แต่น่าเสียดายที่กลไกภาครัฐให้ความสนใจกับสิ่งเหล่านี้น้อยเกินไป จนทำให้คนรุ่นใหม่แทบจะไม่ได้สัมผัสถึงความผูกพันระหว่างประชาชน กับพระราชาที่ทรงครองหัวใจราษฎรมากกว่าการครองแผ่นดิน

       จะมีใครสักกี่คนที่จำได้ว่า ที่ประชุมขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ครั้งที่ 144 ระหว่างวันที่ 11 – 15 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ณ สำนักงานใหญ่องค์การเกษตรและอาหารแห่งสหประชาชาติ กรุงโรม ประเทศอิตาลี มีมติสนับสนุนและร่วมกันผลักดันให้มีการจัดตั้ง “วันดินโลก” (World Soil Day) ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

       เหตุผลที่ FAO เลือกวันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันดินโลกของทุกปี สืบเนื่องมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ปรากฏผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวาง ทั้งในประเทศและนานาชาติ

12

       ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สตีเฟน นอร์ตคลิฟฟ์ (Emeritus Professor Dr. Stephen Nortcliff) กรรมการบริหารสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ จึงได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม (The Humanitarian Soil Scientist) เมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2555

       และขอพระบรมราชานุญาตให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีเป็น “วันดินโลก”

       ถ้า พล.อ.อ.ชลิต ไม่พูดถึงเรื่องนี้ในพิธีเปิดโครงการดังกล่าว แม้แต่ผู้เขียนเองก็หลงลืมไปแล้วว่า วันที่ 5 ธันวาคม อันเป็นวันแห่งความปลื้มปีติของคนไทยคือ “วันดินโลก” ที่นานาชาติแซ่ซ้องสรรเสริญ เพราะสิ่งที่กลายเป็นประเด็นที่พูดถึงอยู่ตลอดเวลา คือ ความพยายามที่จะไล่ล่าพวกคนไร้รากที่ไม่มีความผูกพันต่อแผ่นดิน ไม่มีความกตัญญูต่อความเสียสละของบรรพบุรุษ จนทำให้เราลืมไปว่า การปกป้องที่ดีที่สุดไม่ใช่การปราบปรามแต่เป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเพื่อศรัทธาที่มั่นคงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ได้ต่างหาก

       พล.อ.อ.ชลิต ขอให้ทุกคนตระหนัก และถือเป็นหน้าที่สำคัญที่จะต้องส่งเสริมความมั่นคงของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ช่วยกันสอดส่องดูแล สอดส่องป้องกันภัยและความเสียหายที่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น ขจัดข่าวร้าย สลายข่าวลือที่ทำลายความศรัทธา และความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ ทำสิ่งใดก็ได้ที่จะสร้างชาติให้เกิดความสามัคคีและมีความเจริญยั่งยืนนานจนตลอดไป

       พร้อมกับหยิบยกเอาข่าวดีที่องค์การสหประชาชาติ มีมติให้วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปีเป็นวันดินโลก โดยเรียกร้องให้ประเทศไทยใช้วันที่ 5 ธันวาคม เป็น “วันดินแห่งชาติ” ด้วย

11

       นี่คือความน่าเศร้าสำหรับสังคมไทย ในขณะที่โลกยกย่อง คนไทยกำลังหลงลืม จนละเลยที่จะให้ความสำคัญกับรากเหง้าที่สร้างชาติไทยให้เข้มแข็ง จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมสังคมของเราจึงอ่อนแอลงทุกวัน กลายเป็นเม็ดทรายที่รวมตัวไม่ติด เพราะศูนย์กลางดวงใจที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวของคนไทยเข้าด้วยกัน ถูกทำลายอย่างเป็นระบบ แต่เรากลับไม่มีระบบที่จะฟื้นความศรัทธา เพื่อหยุดการทำลายนั้น

        ถ้าคนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ได้รับรู้ถึงความหมายของพระนาม “ภูมิพลอดุลยเดช” ที่สมเด็จย่าเคยมีรับสั่งกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ไว้ว่า “อันที่จริงเธอก็ชื่อภูมิพล ที่แปลว่า กำลังของแผ่นดิน แม่อยากให้เธออยู่กับดิน”

        ถ้าคนรุ่นใหม่ได้รับรู้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ มีพระราชปรารภถึงสิ่งที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเคยรับสั่งว่า “เมื่อฟังคำพูดนี้แล้วก็กลับมาคิด ซึ่งแม่ก็คงจะสอนเรา และมีจุดมุ่งหมายว่า อยากให้เราติดดิน และอยากให้ทำงานแก่ประชาชน”  

        ย่อมทำให้เข้าใจได้ลึกซึ้งมากขึ้น ถึงความทุ่มเทตลอดพระชนมชีพ เพื่อยืนยันคำสัญญา “ไม่ละทิ้งประชาชน”

bb0d-6

        ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เคยเปิดเผยต่อสาธารณะถึงวันที่ไปจดทะเบียนมูลนิธิว่า มีอุปสรรคเกือบดำเนินการไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่สอบถามบ้านเลขที่ และอาชีพ ของผู้ที่ต้องการเปิดมูลนิธิ แต่ ดร.สุเมธ ตอบไม่ได้ จนมีการเฉลยว่าเป็นพระประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เมื่อพระองค์ทรงรับทราบ ก็ตรัสถึงอาชีพของพระองค์ว่า “ถ้าใครถามว่าเราทำอาชีพอะไร ให้ตอบไปว่า ทำราชการ หมายถึง ทำหน้าที่ขององค์ราชา”

หลักการทรงงาน07

        แล้ววันนี้คนไทยอย่างเราทำหน้าที่พสกนิกรของพระองค์กันอย่างไรบ้าง หรือว่าเรามุ่งแต่ปัญหาปากท้องความเป็นอยู่จนลืมความเป็นพลเมืองของแผ่นดิน

        ในขณะที่พ่อหลวงของเรายังคงยึดมั่นในการ “ทำหน้าที่ของพระราชา” ในทุกขณะจิต

        “อันที่จริงเธอก็ชื่อ ภูมิพล ที่แปลว่า กำลังของแผ่นดิน แม่อยากให้เธออยู่กับดิน เมื่อฟังคำพูดนี้แล้วก็กลับมาคิด ซึ่งแม่ก็คงจะสอนเรา และมีจุดมุ่งหมายว่า อยากให้เราติดดิน และอยากให้ทำงานให้แก่ประชาชน”

        ไม่มีใครแยก “ฟ้า” ออกจาก “ดิน” ได้ เพราะฟ้าโอบอุ้มดินไว้เสมอ

……………………………………………………..

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ..พระราชดำริโครงการที่หนองอึ่ง..ฟื้นฟูป่า ราษฎรมีรายได้ยั่งยืน

aaa9

     สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎร บ้านคำน้ำสร้าง ตำบลค้อเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2543

ทรงรับทราบถึงปัญหาความทุกข์ยากเดือดร้อนที่ชาวบ้านได้ถวายรายงาน จึงได้พระราชทานพระราชดำริให้หน่วยราชการ ให้การช่วยเหลือดูแลราษฎรให้อยู่ดีกินดี

     และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้พระราชทานพระราชดำริให้พัฒนาและปรับปรุงพื้นที่ ด้วยการขุดลอกหนองอึ่งที่เป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ พร้อมการพัฒนาปรับปรุงดินและพื้นที่แห้งแล้ง ด้วยการปลูกป่าและหญ้าแฝก รวมถึงการฟื้นฟูสภาพป่าโดยรอบหนองอึ่ง ในพื้นที่กว่า 3,006 ไร่ โดยราษฎรได้เข้ามามีส่วนร่วมและร่วมใจกันพัฒนาพื้นที่โดยรอบหนองอึ่ง

aaa8

พื้นที่หนองอึ่ง มีแม่น้ำสองสายมาบรรจบหรือสบกัน คือแม่น้ำชีและลำน้ำยัง พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ลุ่มต่ำและเป็นเส้นทางน้ำไหลผ่าน ทำให้ประสบกับปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน

      ราษฎรจำนวน 7 หมู่บ้าน ประสบกับปัญหาน้ำท่วมมาอย่างยาวนาน เส้นทางสัญจรถูกตัดขาดติดต่อไม่ได้ พื้นที่การเกษตรเพาะปลูกข้าวนาปีมีความเสียหาย ปัญหาน้ำท่วมเกิดขึ้นซ้ำซากทุกๆ ปี ขณะเดียวกันเมื่อถึงช่วงฤดูแล้งน้ำแห้งไม่มีน้ำเพียงพอเพื่อการอุปโภค บริโภค ทำการเกษตรไม่ได้ผล

      ในอดีต ก่อนได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพัฒนาหนองอึ่ง ประสบปัญหาน้ำทวีความรุนแรงขึ้นต่อการดำรงชีพ ในเวลาเดียวกันประชากรในพื้นที่เพิ่มขึ้น

เพื่อความอยู่รอด ชาวบ้านจึงทำทุกอย่างแม้แต่การบุกรุกถากถางป่า ป่าไม้ที่เคยอุดมสมบูรณ์ถูกแผ้วถางเพื่อสร้างที่อยู่อาศัย เพื่อเพิ่มพื้นที่ทำไร่เลื่อนลอย นำไม้มาทำฟืน และใช้สอย ทำให้สภาพป่าเสื่อมโทรม ชาวบ้านโดยรวมจึงมีชีวิตยากลำบากยิ่งขึ้น ในระยะหลังแม้แต่จะอาศัยเก็บหาของป่าเพื่อบริโภคและจำหน่วยไม่ได้เหมือนเดิม

ราษฎรส่วนหนึ่งต้องพากันอพยพออกไปรับจ้างย้ายถิ่นฐานไปอยู่หัวเมืองใหญ่ เพื่อหารายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัว

aaa6

      ต่อมาได้จัดตั้งเป็น “ป่าชุมชนดงมัน” ในปี 2546 เพื่อสนองพระราชดำริ “ฟื้นฟูสภาพป่าเพื่อให้คนอยู่กับป่าได้อย่างเกื้อกูล”  

ป่าชุมชนดงมันเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ จำนวน 3,006 ไร่ ซึ่งเป็นป่าบกผืนเดียวที่น้ำท่วมไม่ถึง มีสภาพเป็นป่าดิบแล้งผสมเต็งรัง เป็นแหล่งพึ่งพิงที่สำคัญยิ่งของ 7 หมู่บ้านเป้าหมายโครงการ ในการเป็นแหล่งเก็บหาของป่าไม้ใช้สอย ไม้ฟืน รวมถึงการปลูกพืชไร่  และทำเลเลี้ยงสัตว์ ทรัพยากรป่าไม้อยู่ในสภาพเสื่อมโทรม คงเหลือสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ประมาณ 800 ไร่ ป่าเสื่อมโทรม 1,200 ไร่ และพื้นที่ไร่ร้างประมาณ 800 ไร่

กรมป่าไม้โดยโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณหนองอึ่งได้น้อมนำแนวพระราชดำริ หลักภูมิสังคม โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้ราษฎร ผู้นำหมู่บ้าน 7 หมู่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดการทรัพยากรป่าไม้ ดงมันสาธารณประโยชน์ 3,006 ไร่ ในหลักการของป่าชุมชน โดยการส่งเสริมการบริหารการจัดการป่าในรูปแบบ ฟาร์มเศรษฐกิจพอเพียง เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู พัฒนา ใช้ประโยชน์ป่าอย่างสมดุล และยั่งยืน

ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ได้ลงพื้นที่ติดตาม ความคืบหน้าของการดำเนินโครงการและเยี่ยมชมราษฎรบริเวณพื้นที่หนองอึ่งซึ่งได้รับประโยชน์จากโครงการ

aaa10

      นายบัวผัน เศษสุวรรณ์ ประธานสหกรณ์การเกษตรในโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณหนองอึ่งอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำกัด (ให้ข้อมูลเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2554) เล่าความรู้สึกของตนให้ฟังอย่างปลาบปลื้ม ว่า อานิสงส์จากโครงการหนองอึ่งอันเนื่องมาจากพระราชดำรินำไปสู่การสร้าง ป่าชุมชนด้วยความสามัคคีของชาวบ้านสนองพระมหากรุณาธิคุณทำให้ชาวบ้านโดยรอบจำนวน 7 หมู่บ้าน มีรายได้ จากการเก็บหา ของป่าขายมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 3 ล้านบาทในแต่ละปี

ซึ่งรายได้หลักที่เกิดขึ้นจากป่าชุมชนดงมัน ณ เวลานี้มีมากมาย ที่สำคัญได้แก่ เห็ดโคน เห็ดเผาะ เห็ดระโงก เห็ดตะไค เห็ดก่อ จินูน จิ้งโก่ง ไข่มดแดง มันป่า แต่ที่โดดเด่น คือ เห็ดโคน ซึ่งดอกมีขนาดใหญ่และยาวที่ชาวบ้านเรียกกันทั่วไปว่า ‘เห็ดโคนหยวก‘ ในแต่ละปีสามารถเก็บได้จากป่าดงมันได้ประมาณ 5-6 ตัน

นอกจากเห็ดโคนแล้ว ปัจจุบัน เห็ดต่างๆ ที่อยู่ในป่าชุมชนดงมัน นับวันจะมีปริมาณเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการร่วมมือของประชาชนและหน่วยงานภาครัฐในการฟื้นฟูสภาพป่า

      รวมถึงการป้องกันรักษาป่าโดยองค์กรป่าชุมชนแล้วก็ความชุ่มชื้นจากแหล่งน้ำทำให้ราษฎรมีอาชีพ มีงานทำมีรายได้จากป่าดงมันอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

aaa7

      ด้วยพระมหากรุณาธิคุณจากทั้งสองพระองค์ได้พระราชทานความช่วยเหลือ จึงทำให้ราษฎรมีรายได้ที่ยั่งยืน

นายบัวผัน เศษสุวรรณ์ ยังกล่าวอีกว่า เมื่อมีป่าที่อุดมสมบูรณ์ ส่งผลให้ชาวบ้านสามารถพึ่งพาอาศัยป่าและได้ผลประโยชน์จากป่า สามารถสร้างอาชีพด้วยการเก็บของป่า

และเกิดการแปรรูปอาหารจากป่าชุมชนดงมัน ภายใต้สหกรณ์การเกษตรในโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณหนองอึ่งอันเนื่องมาจากพระราชดำริมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ในนาม “วนาทิพย์ โอท็อปชุมชนคนรักษ์ป่า” และยังได้รับการคัดสรรเป็นโอท็อประดับ 5 ดาวของจังหวัดยโสธรในปี 2552 ถึงปัจจุบัน

aaa2

      “ผลสำเร็จของการฟื้นฟูป่าไม้บริเวณพื้นที่หนองอึ่งอันเนื่องมาจากพระราชดำริจนกลับคืนความอุดมสมบูรณ์ดังเดิม ด้วยเพราะพระมหากรุณาธิคุณแห่งล้นเกล้าล้นกระหม่อมทั้งสองพระองค์เป็นที่ประจักษ์และซาบซึ้งของชาวจังหวัดยโสธร โดยเฉพาะราษฎรตำบลค้อเหนืออย่างหาที่สุดมิได้แท้จริง” นายบัวผัน เศษสุวรรณ์ กล่าว

aaa1

รายละเอียดติดต่อ : สมศักดิ์ ทวินันท์ นักวิชาการป่าไม้ 6 ทำหน้าที่หัวหน้า โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณหนองอึ่ง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดยโสธร โทร.081-8784057  และสหกรณ์การเกษตรในโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณหนองอึ่งอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำกัด หมู่ 12 ต.ค้อเหนือ อ.เมือง จ.ยโสธร โทรศัพท์ : 0-4573-7010, 08-1955-3813

aaa5

aaa4

aaa3

……………………………………

ที่มา : สำนักงาน กปร. จังหวัดยโสธร และ โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณหนองอึ่ง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดยโสธร

“ไม่ขึ้นเงินเดือนให้เสียที”

3468

       ด้วยความที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดการถ่ายภาพ และทรงถ่ายภาพต่างๆอยู่เป็นประจำ ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ไปปรากฏอยู่ในนิตยสาร”สแตนดาร์ด” ของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร ทรงมีพระราชดำรัสด้วยพระอารมณ์ขันแก่ผู้ใกล้ชิดผู้หนึ่งถึงการเป็นช่างภาพอาชีพของพระองค์ว่า…

       “ฉันเป็นกษัตริย์ก็จริง แต่ฉันยังมีอาชีพเป็นช่างภาพของหนังสือพิมพ์สแตนดาร์ด ได้เงินเดือนละ ๑๐๐ บาท ตั้งหลายปีมาแล้วจนบัดนี้ก็ยังไม่เห็นเขาขึ้นเงินเดือนให้สักที เขาก็คงถวายเดือนละ ๑๐๐ บาทอยู่เรื่อยมา”