คุณยายถามว่า..ใครเอามาให้….ในหลวง..ให้เอามาให้…

 

1387249446-023-o

พ.อ.(พิเศษ) ทองคำ ศรีโยธิน

กษัตริย์ผู้ทรงธรรม… เย็น… กว่า… พระคงคา…

เย็นยังไง… ?

อาจารย์เห็นภาพอยู่ 2 ภาพ…

ภาพแรก… เมื่อคราวน้ำท่วมใหญ่… กรุงเทพฯ…

น้ำท่วมเข้าไปถึงในสวนของยายแก่… อายุ 70 ปี…

ที่จรัญสนิทวงศ์… น้ำมันค่อยๆ ท่วม…

วันแรกท่วมพื้นบ้าน… ยายก็หนี… ไปอยู่บนเตียง…

วันต่อมา… น้ำท่วมเตียง… ยายก็หนี… ไปนั่งอยู่บนโต๊ะ…

วันต่อมา… น้ำทำท่าจะท่วมโต๊ะ… ยายเริ่มงง… ไม่รู้จะทำยังไงต่อ…

อีก 2 วันต่อมา…

คุณยายแก่คนนี้… ได้รับเรือมาลำหนึ่ง… มีเตียงนอนอยู่ในเรือเรียบร้อย…

ยายถามว่า… ใครเอามาให้…

ในหลวง… ให้เอามาให้… สั่งให้… กองทัพเรือสร้างให้…

ยายแก่… ยกมือไหว้… น้ำตาซึม… ข่าวทีวี… ออกทุกช่อง…

คนทั่วประเทศเห็นแล้ว… ยกมือไหว้… สาธุ…

ขนาดคุณยายแก่… ยังได้รับความเมตตาขนาดนี้…

แล้วคนทั่วไป… จะได้รับความเมตตาขนาดไหน… ?

คุณธรรมของพระองค์ท่าน… เย็นกว่าน้ำพระคงคา…

 

อีกภาพหนึ่งนะครับ…

อาจารย์มองเห็นภาพตอนโน้น…

ตอนที่ประเทศไทย… ยังต่อสู้กับคอมมิวนิสต์อยู่…

เราเผาศพปีละ 400-500 ศพ… ที่วัดพระศรีมหาธาตุ…

อาจารย์เป็นกรรมการกับเขาด้วย…

 

ในหลวง… กับพระราชินีเสด็จ…

ญาติพี่น้องของผู้ตาย… แต่งชุดดำ… ร้องไห้กันระงม…

ระลึกถึง… สามี… ลูกชาย… พ่อ… อันเป็นที่รัก…

ถึงเวลาเสด็จกลับ… รถพระที่นั่งมาเทียบ… ตรงศาลาหอประชุม…

ในหลวง… เสด็จฯ ออกจากเมรุ… แล้วไม่ขึ้นรถ…

 

เดินไปโน่น… ไปหากลุ่มคนที่กำลังร้องไห้… พร้อมกับพระราชินี…

ไปปลอบ… ไปเยี่ยม… ไปสร้าง… ความเย็น… ให้แก่ญาติผู้ตาย…

แล้วตรัสว่า…

“ไม่ต้องร้องไห้เสียใจ…

เขาตาย… เพื่อให้เราได้อยู่… อย่างมีความสุข…

เขาเป็น… ผู้ที่เสียสละอย่างยิ่งใหญ่…

ถ้าไม่มีเขา… เราอยู่ไม่ได้…

ญาติของเราที่ตายไปนั้น…

เขาเป็น… วีรบุรุษ… ที่เราต้องกราบไหว้…

เป็นผู้มีพระคุณอย่างยิ่ง… ต่อเราทุกคน… ?

 d0818aa-1_3

พอสิ้นเสียงพระราชดำรัส…

เสียงร้องไห้… เงียบ… ทุกคนเช็ดน้ำตา…

“น้ำตา… แห้ง…”

 

นี่คือ… เย็น… ยิ่งกว่าน้ำในคงคา…

คือ… เยือกเย็น…

เย็น… ในความเมตตากรุณาของท่าน…

………………………………………………….

ขอขอบคุณ ที่มา : หนังสือ “หยุดความเลวที่ไล่ล่าคุณ” … โดย พ.อ.(พิเศษ) ทองคำ ศรีโยธิน และคุณสมคิด ลวางกูร ..มีหลายเรื่องที่เขียนถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง รัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙

(หมายเหตุ ภาพ พระบรมฉายาลักษณ์-พระฉายาลักษณ์ อัญเชิญเพื่อประกอบเรื่อง มิใช่จากเหตุการณ์จริง)

พระราชาเป็นสง่าของแผ่นดิน..พระราชทานสัมภาษณ์



      ทุกครั้งที่มีวิกฤติคนไทยจะนึกถึงพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เพราะมีความศรัทธาว่าพระองค์ในฐานะที่ทรงดำรงอยู่ในความเที่ยงธรรมจะช่วยนำพาชาติให้พ้นภัยได้

      แต่ระยะหลัง มีขบวนการที่พยายามให้คนไทยเข้าใจผิดถึงบทบาทและฐานะของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพระราชอำนาจ เรื่องความควรมิควรที่พระองค์จะแสดงความเป็นในทางการเมือง หรือเรื่องนายกพระราชทาน ไม่ว่าเรื่องอะไรที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์จะมีการตีความไปต่างๆ นาๆ ทำให้มีคนเข้าใจถูกบ้างผิดบ้างอย่างเปะปะ จับต้นชนปลายไม่ถูก

      คนไทยสมัยใหม่ไม่ได้รับการปลูกฝัง  หรือการศึกษาที่ถูกต้อง  ทำให้ไม่เข้าใจพระมหากษัตริย์อย่างถูกต้องถ่องแท้  ทั้งๆ ที่คนไทยส่วนมาก  เกิดและอาศัยอยู่อย่างร่มเย็นภายใต้พระบรมโพธิสมภารของแผ่นดินแห่งรัชกาลที่ 9

      อยากจะให้ลองย้อนกลับไปอ่านคำสัมภาษณ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ พระราชทานให้กับนิตยสาร Leaders (เมษายน-มิถุนายน 1982) แล้วลองไตร่ตรองอย่างช้าถึงพระราชดำรัสของบทบาทและหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ จะทำให้เราเข้าใจและซาบซึ้งถึงพระปรีชาสามารถและความเป็นพระราชาผู้ประเสริฐยิ่งของคนไทย และของสากลโลก

      ผมอาสาแปล(แปลผิดแปลถูกอย่างไร ขออภัยไว้ ณ ที่นี้) บทที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ร.9) พระราชทานสัมภาษณ์ให้แก่นิตยสาร Leaders นี้ ในหัวข้อ “Give More, Take Less: An Interview with His Majesty King Bhumibol Adulyadej, Kingdom of Thailand” ซึ่งเอาลงไปตีพิมพ์ในหนังสือThe King of Thailand in World Focus มาให้ได้อ่านกัน

      เพื่อฟื้นฟูความรู้ และความเข้าใจในพระราชาผู้เป็นที่รักใคร่ของคนไทย

………………………..

      คำถาม : เนื่องจากความเป็นกษัตริย์ของพระองค์ พระองค์ทรงเป็นที่เคารพรักของประชาชนมากกว่าความเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ พระองค์มีอำนาจ อาจจะเป็นอำนาจของความรัก ข้อนี้ถูกหรือไม่เพียงใดพะยะค่ะ?

      ในหลวง ร.9 ทรงมีพระราชดำรัสตอบ : ก่อนอื่นเราต้องดูหลักของราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเรียบง่ายมาก หลักอันนี้บอกว่าพระมหากษัตริย์ทรงกระทำความผิดไม่ได้ และคำเหล่านี้ค่อนข้างยากที่จะเข้าใน บางครั้งก็เข้าใจได้ว่าพระมหากษัตริย์ทรงกระทำผิดไม่ได้ เพราะว่าพระองค์ทรงยึดมั่นในขอบเขตของความรับผิดชอบ และ

     ในทางตรงกันข้าม ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า พระมหากษัตริย์ทรงกระทำผิดไม่ได้ เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นที่รักใคร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มียึดถือในจารีตประเพณีหลายอย่าง พระมหากษัตริย์บางทีอยู่เหนือกฎหมาย

      แต่ที่จริงแล้วพระองค์อยู่ใต้กฎหมาย ภายใต้กฎที่เรียกว่าทศพิธราชธรรม ไม่เพียงแต่พระมหากษัตริย์เท่านั้น แต่ผู้ที่มีความรับผิดชอบต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เหล่านี้ ที่จริงแล้ว ใครก็ตามที่ดำเนินชีวิตภายใต้กฎเหล่านี้ หรือที่เรียกว่าข้อปฏิบัติ 10 ประการของพระราชา ถือได้ว่าผู้นั้นเป็นผู้นำ

     คำถาม : กฎของพระราชานี้คืออะไรพะยะค่ะ?

     พระราชดำรัสตอบ : เราเรียกได้ว่าบัญญัติ 10 ประการของพระราชา มันเก่าแก่มากแล้ว ย้อนไปถึงสมัยของพระพุทธเจ้า นอกจากกฎอื่นๆแล้ว เราต้องมีความซื่อตรง มีความวิริยะอุตสาหะ และต้องทำสิ่งต่างๆอย่างรอบคอบ

     คำถาม: ในบรรดาผู้นำต่างๆ บนโลกนี้ ใครที่ทำให้พระองค์ประทับใจมากที่สุดพะยะค่ะ?

     พระราชดำรัสตอบ : บุคคลคนหนึ่งที่ประทับใจฉันมากคือ Charles de Gaulle (อดีตผู้นำและรัฐบุรุษของฝรั่งเศส ปี ค.ศ.1890-1970) Charles de Gaulle ดูแล้วเป็นบุคคลที่เข้มแข็งและดื้อรั้นมาก แต่ความจริงแล้วเขาเป็นสุภาพบุรุษมากทีเดียว ค่อนข้างน่าประทับใจ

     คำถาม : ระบบราชการเป็นปัญหาในหลายๆ ประเทศ ในประเทศไทยเป็นอย่างไรบ้างพะยะค่ะ?

     พระราชดำรัสตอบ : งอกเงย! ความยากของรัฐบาลใดก็ตาม หรือเมื่อเราจัดการกับปัญหาใดๆ เราต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือ เราต้องมีคนทำงานราชการจริงๆ แต่ถ้าระบบราชการงอกเงยแบบนี้ มันกลายเป็นระบบราชการเพื่อประโยชน์ของระบบราชการเอง และทุกอย่างทำยากไปหมด เพื่อที่จะไม่ทำให้มันเป็นระบบราชการมากเกินไป เราต้องมีความซื่อสัตย์

     ถ้าเรามีความซื่อสัตย์และปฏิบัติตาม 10 หลักประการของหน้าที่ของพระราชา ปัญหาจะได้รับการแก้ไข และเมื่อมีเงินและอำนาจ คนต้องการมีเงินและอำนาจ และมันยากที่จะควบคุม

     เพราะฉะนั้นเราต้องมีการควบคุมอย่างเพียงพอ เพื่อว่าคนที่ทำอะไรไม่ซื่อสัตย์จะต้องถูกควบคุม

     คำถาม : ในฐานะที่เป็นพระมหากษัตริย์ พระองค์ทรงเห็นว่าพระองค์ก็เป็นผู้กำหนดผู้มีอำนาจ (Kingmaker) เหมือนกันหรือไม่ ในการเลือกนายกรัฐมนตรี หรือบุคคลอื่นในรัฐบาลของประเทศไทย เขาเหล่านี้ต้องการความสนับสนุนจากพระองค์

     พระราชดำรัสตอบ : ขอให้เรากลับไปยังหลักการของรัฐธรรมนูญสักพักก่อน ในรัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ว่าพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี นี้เป็นระบบซึ่งบางทีประสบการณ์ของพระมหากษัตริย์อาจจะมีประโยชน์ในการหาคนที่เหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภาจะมาหาและขอคำปรึกษา

    แต่พระมหากษัตริย์อาจจะมีอำนาจมากกว่า เพราะว่าประชาชนมีศรัทธาในพระมหากษัตริย์ นั้นคือในแง่หนึ่ง

    แต่ในหลักการแล้วมันเหมือนระบบพระมหากษัตริย์ภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญใดๆ ก็ตาม ซึ่งระบุว่าพระราชาหรือประมุขของประเทศแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ถ้าประมุขของประเทศไม่ดี พวกเขาจะทำให้เป็นแค่ตรายาง แต่ถ้าประมุขของประเทศดี บางทีพวกเขาจะมาขอความเห็น เพราะว่าความเห็นเป็นที่นับถือ นั้นคือข้อแตกต่าง

    แล้วฉันได้ความนับถือจากประชาชนได้อย่างไร? เพราะว่าฉันไม่ใช้อำนาจที่ท่านกล่าวมา ฉันไม่ใช้อำนาจนั้น ถ้ามีกฎ ฉันทำตามกฎ แต่ถ้าไม่มีกฎ ตอนนั้นคนจะรับฟังความเห็นของฉัน

    คำถาม : ดูเหมือนว่าพระองค์เป็นคนที่น่ารัก

    พระราชดำรัสตอบ : ฉันเป็นคนที่น่ารัก

………………………….

ขอบคุณที่มา : บางส่วนจากเฟซบุ๊กคุณ ThanongFanclub 16/5/2014

https://www.facebook.com/ThanongFanclub/photos/a.141923686004014.1073741827.141826422680407/232000883662960/

ตามรอยพระยุคลบาท “พระมหากษัตริย์” นักพัฒนา

3634

เสกสรร สิทธาคม

     น่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีที่เกิดโครงการแบบนี้เป็นรูปธรรมในบางภาคส่วนราชการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นโครงการนำผู้บริหารอย่างน้อยก็ระดับผู้อำนวยการกองสายรับผิดชอบโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สนองพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระราชทานหลักการดำเนินชีวิตตามวิถีแห่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

     อันเกิดจากพระราชหฤทัยห่วงใยน้อมนำสู่ประชาชนชาวไทย เกษตรกร ตลอดจนถ่ายทอดขยายผลสู่เยาวชน ไปฝึกอบรมและศึกษาดูงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือการที่เกี่ยวข้องกับการสนองพระราชดำริยังพื้นที่ต่างๆ เพราะโดยภาพรวมแล้วกระทรวงเกษตรฯมีส่วนสำคัญต่อการถ่ายทอดไปให้ถึงเป้าหมาย โดยเฉพาะคนไทยที่ดำเนินชีวิตอยู่กับอาชีพการเกษตรเป็นหลัก

     โครงการที่ว่านี้คือ “ตามรอยพระมหากษัตริย์นักพัฒนา น้ำพระทัยเพื่อประชาด้วยเกษตรกรรม”

308081_533914156623307_450654322_n

     จุดมุ่งหมาย คือ ให้ราชการของกระทรวงเกษตรฯ ที่เกี่ยวโยงกับการเกษตรทุกระบบของประชาชนในอาชีพนี้หรือประสงค์จะทำอาชีพนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดิน น้ำ ป่า พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ ให้ความรู้ให้ประสบการณ์ให้คำแนะนำ เฉพาะอย่างยิ่งหลักแห่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปสู่เกษตรกร เช่น หลักการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ฯ เป็นต้น

     โครงการนี้เน้นให้ผู้บริหารระดับผู้อำนวยการกองของแต่ละกรมเข้าร่วมอบรมศึกษาดูงาน แม้ในความเป็นจริงราชการระดับนี้ผ่านวิชาการประสบการณ์คลุกคลีกับประชาชนในพื้นที่ต่างๆ มาโชกโชน สัมผัสภาคปฏิบัติมาอย่างหนักหลับตาก็เห็นภาพแล้วว่าต้องให้เกษตรกรในแต่ละท้องถิ่นทำอาชีพเกษตรกันยังไง หรือต้องไปทำอะไรให้กับประชาชน

10698701_4798779544950_4521434146923478874_n

     แต่ทางผู้บริหารสูงสุดของกระทรวงในส่วนราชการ คือ ท่านปลัดฯ ชวลิต ชูขจร ก็ยังเห็นว่า ควรต้องให้ผู้มีหน้าที่ระดับผู้นำกองลงพื้นที่ไปสัมผัสผลสัมฤทธิ์แห่งพระมหากรุณาธิคุณอยู่ต่อเนื่อง อย่าให้ขาดสาย

     แม้ว่าผลแห่งการจัดโครงการจะไม่เป็นไปตามที่ตั้งธงไว้ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม เพราะอาจจะยังเป็นช่วงต้นๆ ถ้าดำเนินการต่อเนื่อง มีรายงานสู่ผู้บริหารสูงสุดของกระทรวง อาจต้องให้นโยบายที่ต้องปฏิบัติอย่างจริงจังแบบเป็นวิถีปฏิบัติเลยก็เป็นได้

     เพื่อน้อมนำพระมหากรุณาธิคุณไปพัฒนาคุณภาพชีวิตก่อประโยชน์สุขอย่างแท้จริงให้ประชาชน

25940_589412401073482_499121403_n

     หน่วยงานที่ดำเนินโครงการในนามกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คือศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและสถาบันเกษตราธิการร่วมกันจัด

     ก่อนลงพื้นที่ไปสัมผัสผลสำเร็จจากการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสังกัดกระทรวงเกษตรฯโดย ที่น้อมนำแนวพระราชดำริไปการแก้ปัญหาให้ประชาชนทั่วไป จนนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของราษฎร

      รวมถึงไปส่งเสริมพื้นที่ของเกษตรกรเองทั้งสนับสนุนองค์ความรู้ตามวิถีหลักปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียงฯ ตามแนวพระราชดำริ การทำเกษตรตามหลักทฤษฎีใหม่ ทั้งวัตถุดิบอย่าง เช่น พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์จากกระทรวงเกษตรฯ จนสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเพื่อให้เป็นต้นแบบ เป็นแหล่งหรือศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริต่อคนอื่นๆ

10689903_4798857786906_3989823063581493906_n

      เพื่อจุดหมายปลายทางคือมีความเป็นอยู่อย่างมีความสุขบนความพออยู่พอกิน เช่น การลงพื้นที่ไปสัมผัส“โครงการอ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลทรอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ที่ชลบุรี น้ำที่เป็นหัวใจสำคัญของความเจริญงอกงามแห่งชีวิต ตามแนวพระราชดำรัส “น้ำคือชีวิต” ไปเยือนศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรมพร้อมที่จะขยายผลให้ผู้ใจไปศึกษาเรียนรู้นำไปประยุกต์ใช้ กระทั่งโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรีตามแนวพระราชดำริ

    ก่อนไปก็เชิญผู้ทรงคุณวุฒิมาบรรยายทั้งนโยบายการขับเคลื่อนและการบริหารจัดการโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของกระทรวงเกษตรฯ ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการเตรียมรับเสด็จฯ เรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาทเกี่ยวกับแผนที่ จนถึงเรียนรู้การขยายผลหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องก่อนเดินทาง

     ผู้ทรงคุณวุฒิที่มาให้ความรู้เริ่มจากท่านปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายชวิต ชูขร (ติดงานด่วนมอบหมายให้ผู้ช่วยปลัดฯ โอภาส ทองยงค์ มาทำหน้าที่แทน) พ.อ.วันชัย เยี่ยมสวัสดิ์ กรมราชองครักษ์ ม.ล.จีรพันธ์ ทวีวงศ์ รองเลขาธิการ กปร.ในตอนนั้น ปัจจุบันเลขาธิการ กปร. พ.อ.อมร บุศย์ประยูร บรรยายเรื่องแผนที่แล้วก็นายสายเมือง วิรยศิริ อดีตรองเลขาธิการ กปร. บรรยายความรู้ภาพรวมเกี่ยวกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอันเกิดขึ้นเพราะพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ด้วยพระราชหฤทัยห่วงใยราษฎรในการดำเนินชีวิต

…………………………………

รับสั่งถาม “ร้องไห้ทำไม…” ..คลองปลาร้องไห้ เมื่อนายอำเภอไม่ให้พูด

นายพลากร  สุวรรณรัฐ องคมนตรี เล่าไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เสด็จฯ มาทรงติดตามความก้าวหน้าของการขุดคลอง นับตั้งแต่เริ่มมีการขุดคลอง ราษฎรมานั่งเฝ้าฯ รับเสด็จฯ

        เต็นท์แรกๆ มีชาวไทยมุสลิมหลายคนเอาข้าวมาทูลเกล้าฯ ถวาย ทรงถามว่า “…เป็นข้าวที่ไหน…”

        ชาวนาก็บอกว่า เป็นข้าวที่สายบุรี ปัตตานี แต่เม็ดเล็กไม่งาม เพราะน้ำไม่มี

57 - 1 (6)

         มีพระราชดำรัสให้กำลังใจว่า “…อย่าท้อถอย จงปลูกข้าวไป คนไทยเรากินข้าว เราต้องปลูกข้าว เราจะมีสวนยาง สวนลองกอง เราจะมีสวนเงาะ สวนทุเรียน แต่อย่าลืมการปลูกข้าว อย่าทอดทิ้งการทำนา…”

         และชาวนากลุ่มนั้นกราบบังคมทูลว่า “…ข้าวปลูกแล้วไม่พอกิน ต้องซื้อจากจังหวัดพัทลุง…”

         มีพระราชดำรัสตอบว่า “…เราต้องเพิ่มพื้นที่ปลูกข้าว และพัฒนานาให้สมบูรณ์ขึ้นเพื่อจะได้ไม่ต้องซื้อข้าวกิน…”

v13

         เสด็จฯ มาถึงเต็นท์ที่ ๒-๖ ก็มีกล่องโฟมตั้งอยู่บนโต๊ะ มีราษฎรยืนเฝ้าฯ บ้าง ก็เสด็จฯ มาข้างหน้า ทรงเปิดกล่องโฟม ทอดพระเนตรเห็นปลาแช่น้ำแข็งอยู่ตัวเล็กๆ ดำๆ

         ทรงถามว่า “…ทำไมปลาตัวเล็ก…”

         ชาวบ้านก็ไม่พูด แต่กลับยื่นอัลบั้มรูปใส่ซองพลาสติกถวาย ทรงเปิดออกทอดพระเนตร เป็นรูปปลาอยู่ในคลองตายลอยเป็นแพเต็มคลอง

         ทรงถามว่า “…ทำไมตาย…”

         ชาวบ้านก็ไม่พูดยืนร้องไห้ ผู้ชาย ๓-๔ คน ก็ร้องไห้

         รับสั่งถามว่า “…ร้องไห้ทำไม…”

          ท่านองคมนตรีก็ตอบไม่ถูกว่า ทำไมชาวบ้านร้องไห้

          แต่นายอำเภอสายบุรีมาให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า เป็นผู้สั่งไม่ให้ราษฎรถวายฎีกา ไม่ให้ชาวบ้านพูดอะไรทั้งสิ้น คือ ให้ถวายปลาได้ แต่ห้ามพูด

          ชาวบ้านก็กลัวไม่กล้าพูด ร้องไห้อย่างเดียว ก็เลยถวายอัลบั้มรูปแทน

         ในที่สุดจึงทรงทราบว่า ปลาตายเพราะน้ำในพรุ (น้ำเปรี้ยว) ไหลลงคลองน้ำจืดที่ชาวบ้านยกกระชังขึ้นไม่ทัน ปลาก็เลยตายเพราะเจอน้ำเปรี้ยว

         เป็นปัญหาการสื่อสารระหว่างชลประทานที่ปล่อยน้ำทุกปี เมื่อจะปล่อยน้ำมา จะบอกล่วงหน้าสองวันก่อนน้ำเปรี้ยวจะมา

ชาวบ้านจะยกปลาขึ้นให้น้ำเปรี้ยวไหลไปก่อนแล้วค่อยเอาปลาลงแล้วปลาก็จะอยู่ได้

         แต่ปีนั้นสื่อสารกันไม่ดี น้ำเปรี้ยวมาถึงชาวบ้านเก็บกระชังปลาไม่ทันปลาตาย

         พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ก็ทรงแก้ปัญหาทันที ทรงเรียกแผนที่มาดู ให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาประชุมกัน

        ทรงถามว่า “…น้ำเปรี้ยวมาอย่างไร น้ำจืดมาอย่างไร มีพื้นที่ไหน ที่จะเปลี่ยนน้ำเปรี้ยวไปลงทะเลไม่มายุ่งกับน้ำจืด…” ก็ทรงทราบปัญหาและข้อมูลอย่างทันท่วงที

        คืนนั้นจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปประชุมด่วนที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์

        เช้าวันรุ่งขึ้นจึงนำเครื่องจักรเข้าพื้นที่ และเริ่มขุดคลองทันที ภายใน ๗ วัน คลองก็แล้วเสร็จ

        ทำให้ในปีนั้นน้ำเปรี้ยวไหลลงทะเลไป และไม่ต้องกลัวว่าน้ำเปรี้ยวจะไหลลงมาอีก

        การขุดคลองในครั้งนี้ใช้งบประมาณจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อจัดซื้อน้ำมันมาใช้ก่อน ตั้งแต่นั้นมาเวลาพูดถึงคลองนี้ก็เลยเรียก “คลองปลาร้องไห้” มาจนถึงทุกวันนี้

b

        ปีต่อมา เสด็จฯ ชาวบ้านมารอรับเสด็จฯ ทรงเปิดกล่องโฟมทอดพระเนตร พบว่า ปลาตัวใหญ่ ขาวสวย ก็ทรงทราบว่า ทำไมปลาปีนี้ไม่เหมือนปลาปีที่แล้ว ชาวบ้านไม่กล้าพูด

        จึงมีพระราชดำรัสว่า “…ปีนี้ปลาไม่ร้องไห้แล้วนะ…” และบัดนี้ปลาก็อ้วนท้วนแข็งแรง ขายได้เงินมีกำไรดี

        และทุกครั้งที่เสด็จฯ ชาวบ้านก็จะนำปลามาทูลเกล้าฯ ถวายให้ทอดพระเนตร เห็นว่า ปลาตัวโต ก็มีพระราชดำรัสว่า “…ในเมื่อให้ ฉันก็ให้เจ้าหน้าที่ขนกลับไป…”

       ชาวบ้านก็ดีใจที่พระองค์จะเสวยปลาของพวกเขา เพราะจากการที่ได้รับพระราชทานความช่วยเหลือ ทำให้อาชีพเลี้ยงปลาในกระชังดังกล่าวไม่ขาดทุนอีก

d2

        นี่เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ทรงหาข้อมูลทันทีที่ฉับไว  เรียกผู้รับผิดชอบและเกี่ยวข้องทั้งหมดมาประชุมด่วน

        เพื่อทรงดูรายละเอียดว่า ข้อมูลที่ได้รับเบื้องต้นถูกต้องหรือไม่ ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายก็มาประชุมกันตรงนั้นเลย เป็นการประชุมและมีการปฏิบัติที่เร็วที่สุด เวลาที่บันทึกประชุม ๐๐.๑๕ น. ของวันใหม่

       พอรุ่งเช้าก็รุดไปพื้นที่ เมื่อคลองสายใหม่ขุดเสร็จ มีการประเมินทุก ๗ วัน ว่าน้ำเปรี้ยวไหลลงทะเลจริงไหม จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างไร.

……………………………………………………..

ที่มา : หนังสือสถาบันพระมหากษัตริย์กับมุสลิมในแผ่นดินไทย

*** ปาตาตีมอ คือ หาดวาสุกรี (ชายหาดบ้านปาตาตีมอ) ต.ตะลุบัน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี

 

๒๔ ก.ย.รำลึก “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบัน”

๒๔ กันยายน รำลึกวันคล้ายวันสวรรคต สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ในรัชกาลที่ ๘ และรัชกาลที่ ๙

ขอบคุณภาพ_FB_S. Phormma’s Colorizations และ เพจ เรารัก พระองค์ภา : Our Beloved Princess Bajrakitiyabha

 

Screen_56012

อมรรัตน์ เทพกำปนาท

        “วันมหิดล” ตรงกับวันที่ ๒๔ กันยายนของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ผู้ทรงมีคุณูปการต่อการแพทย์สมัยใหม่ และทรงได้รับการยกย่องว่าเป็น “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบัน”

         สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก คือ สมเด็จพระราชบิดาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๖๙ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ และสมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงประสูติเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๔ มีพระนามเดิมว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ” ทรงเป็นต้นสกุล “มหิดล”

ma22_resize_resize_resize

         เมื่อทรงพระเยาว์ทรงศึกษาที่โรงเรียนราชกุมารในพระบรมมหาราชวัง ต่อมาได้ไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ และเสด็จไปศึกษาวิชาการทหารบกที่ประเทศเยอรมัน โดยในปีสุดท้ายได้เปลี่ยนไปศึกษาวิชาการทหารเรือแทน และสำเร็จการศึกษาในปีพ.ศ. ๒๔๕๔ ซึ่งในปีสุดท้ายนี้ทรงชนะการประกวดออกแบบเรือดำน้ำด้วย ทรงได้รับยศเป็นนายเรือตรีในกองทัพเรือเยอรมัน และได้รับพระราชทานยศจากเมืองไทยเป็นนายเรือตรีแห่งราชนาวีไทยเมื่อพระชนมายุได้ ๒๑ พรรษา

        ครั้นเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๑ ในปีพ.ศ. ๒๔๕๗ พระองค์จึงได้ลาออกจากกองทัพเรือเยอรมัน และเสด็จนิวัติประเทศไทย เมื่อเข้ารับราชการเป็นทหารเรือ ได้รับพระราชทานยศเป็นนายเรือโท

        สมเด็จพระบรมราชชนกทรงสนพระทัยและเชี่ยวชาญทางเรือดำน้ำและเรือตอร์ปิโดรักษาฝั่งซึ่งทรงศึกษามาจากเยอรมันมาก ในขณะนั้นรัชกาลที่ ๖ ทรงมีพระราชประสงค์จะบูรณะกองทัพเรือ พระองค์ก็ได้ถวายความเห็นว่าเมืองไทยเป็นประเทศเล็ก ไม่มีฐานทัพเรือหรืออู่ใหญ่ๆ จึงไม่มีประโยชน์ที่จะใช้เรือรบใหญ่ ควรใช้เรือเล็กๆ เช่น เรือดำน้ำ หรือตอร์ปิโด ซึ่งเข้าแม่น้ำได้สะดวกกว่า และมีประโยชน์มากกว่า แต่เนื่องจากสมัยนั้น ผู้ใหญ่ส่วนมากจบจากอังกฤษ และเห็นว่าควรมีเรือใหญ่ เพื่อฝึกทหารไปในตัว ก็ทรงยอมรับฟัง แต่ก็ทรงน้อยพระทัยว่าอุตส่าห์ไปศึกษาวิชานี้มาโดยตรงจากเยอรมัน ครั้นถึงเวลาปฏิบัติจริงกลับไม่ได้ใช้ ต่อมาจึงทรงลาออกจากประจำการ เนื่องจากมีทรงอาการประชวรเรื้อรัง ไม่สามารถรับราชการหนักได้

109531

         ในเวลาต่อมา สมเด็จกรมพระยาชัยนาทนเรนทร ผู้ช่วยปลัดทูลฉลองและผู้บัญชาการราชแพทยาลัย ขณะนั้นทรงพิจารณาเห็นว่า โรงเรียนแพทย์ของไทยอยู่ในฐานะล้าหลังมากเมื่อเทียบกับทางยุโรป จึงตกลงพระทัยจะปรับปรุงเป็นการใหญ่ แต่มีอุปสรรคคือ หาผู้มีวิชามาเป็นอาจารย์ไม่ได้ จึงได้ทรงกราบทูลวิงวอนสมเด็จพระบรมราชชนกให้ทรงช่วยจัดการเรื่องการแพทย์ ซึ่งเมื่อพระองค์ได้รับทราบถึงความขาดแคลนต่างๆ ในด้านการแพทย์ และการให้การรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่ศิริราช จึงตกลงพระทัยจะทรงช่วย โดยเสด็จไปทรงศึกษาวิชาสาธารณสุขและเตรียมแพทย์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๖๐

        ซึ่งในระหว่างศึกษาต่อนี้ พระองค์ยังได้พระราชทานทุนให้แก่นักเรียนแพทย์ไปศึกษาต่อที่สหรัฐฯ อีกด้วย

และที่สำคัญคือ ยังมีนักเรียนพยาบาลอีก ๒ คน ที่ได้รับทุนจากสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (นางสาวสังวาลย์ ตะละภัฏ ในขณะนั้น) สมเด็จพระบรมราชชนก ทรงดูแลเอาใจใส่นักเรียนของพระองค์อย่างดี

        ทรงรับสั่งเตือนสติเสมอ ว่า “เงินที่ฉันได้ใช้ออกมาเรียน หรือให้พวกเธอออกมาเรียนนี้ ไม่ใช่เงินของฉัน แต่เป็นเงินราษฎรเขาจ้างให้ออกมาเรียน ฉะนั้นพวกเธอต้องตั้งใจเรียนให้ดี ให้สำเร็จ เพื่อจะได้กลับไปทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ และขอให้ประหยัดใช้เงิน เพื่อฉันจะได้มีเงินเหลือไว้ช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป”

       ในปีพ.ศ.๒๔๖๓ ได้เสด็จนิวัติพระนคร เนื่องในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถฯ ในระหว่างนี้ได้ทรงศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับเชื้อโรคบิดอะมีบาและตัวเชื้อโรคไข้มาลาเรีย และยังทรงสอนนักศึกษาเตรียมแพทย์ และทรงปลีกเวลาเรียบเรียงเขียนเรื่องโรคทุเบอร์คุโลลิส หรือโรคฝีในท้อง (วัณโรค) ด้วย

025_1

       ในวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๓ ได้ทรงอภิเษกสมรสกับนางสาว สังวาลย์ ตะละภัฎ (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) ก่อนเสด็จกลับไปศึกษาต่อ จนสำเร็จการศึกษาสาธารณสุข ได้รับประกาศนียบัตร C.P.H. เมื่อปีพ.ศ.๒๔๖๔

      จากนั้นได้เสด็จยุโรปพร้อมพระชายาประทับอยู่ที่เอดินเบอร์ก แต่เดิมที่เสด็จยุโรปครั้งนี้ ทรงตั้งพระทัยจะศึกษาวิชาแพทย์ให้จบ แต่เนื่องจากทรงประชวรด้วยโรคพระวักกะ(ไต) กอปรกับอากาศที่อังกฤษหนาวชื้น ไม่เหมาะกับโรค จึงได้เสด็จนิวัติพระนครอีกครั้งเมื่อปีพ.ศ.๒๔๖๖

        และล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ ได้ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระองค์ท่านเป็นอธิบดีกรมมหาวิทยาลัย

        ต่อมาได้ทรงสอนวิชาว่าด้วยกายวิภาคศาสตร์ของสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง และวิชาประวัติศาสตร์แก่นักเรียนเตรียมแพทย์ ครั้นพ้นตำแหน่งเดิมก็ทรงได้รับตำแหน่งข้าหลวงสำรวจการศึกษาทั่วไป อันเป็นตำแหน่งเฉพาะพระองค์ จากการที่ทรงตรากตรำทำงานอย่างหนักทำให้พระอนามัยทรุดโทรม แพทย์ได้กราบทูลแนะนำให้เสด็จไปรักษาพระองค์ที่ยุโรปหรืออเมริกาซึ่งมีอากาศเหมาะกับพระอาการ

        ในปีพ.ศ. ๒๔๖๘ จึงได้เสด็จยุโรปพร้อมพระชายาและพระธิดา และในปีพ.ศ. ๒๔๖๙ ก็ได้ศึกษาต่อวิชาแพทย์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ระหว่างปีสุดท้ายทรงใช้เวลาและพละกำลังมากไปเกินเหตุ จนเป็นให้อาการพระโรคกำเริบขึ้น คณะแพทย์คิดว่าพระอาการจะไม่ฟื้นดีขึ้น จึงถวายคำแนะนำมิให้ทรงตรากตรำเข้าสอบไล่ แต่ต่อมาพระอาการดีขึ้น จึงทรงเข้าสอบจนสำเร็จได้เกียรตินิยม เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๑

        และทรงได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสมาคมเกียรตินิยมทางการศึกษาแพทย์ Alpha Omega Alpha ก่อนเสด็จนิวัติถึงพระนครเมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๗๑ ในครั้งนั้น ทรงมีพระราชประสงค์จะเป็นแพทย์ประจำบ้านที่โรงพยาบาลศิริราช แต่ทางการไม่อาจสนองพระราชประสงค์ได้ เนื่องจากติดเรื่องพระอิสริยยศและราชประเพณี เป็นเหตุให้ไม่พอพระราชหฤทัย

family3

        จึงทรงเปลี่ยนความตั้งพระทัยเสด็จไปปฏิบัติหน้าที่แพทย์ประจำบ้านที่โรงพยาบาลแมคคอมิค จังหวัดเชียงใหม่ แทน โดยเสด็จถึงเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.๒๔๗๒ และทรงอยู่ร่วมกับครอบครัว ดร.อี.ซี.คอร์ท ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแมคคอมิคในครั้งนั้น ทรงมีมหาดเล็กรับใช้เพียงคนเดียว และทรงปฏิบัติพระองค์เยี่ยงแพทย์ธรรมดาสามัญคนหนึ่ง แม้ว่าสุขภาพจะไม่อำนวย แต่ทรงมีความสุขเป็นอันมากกับการมีโอกาสเป็นหมออย่างเต็มที่

        ชั่วเวลาไม่นาน กิตติศัพท์ของพระองค์ก็แพร่หลายไปทั่วว่ามีแพทย์เป็นเจ้าฟ้ามาทรงปฏิบัติงานอยู่ที่นี่ ผู้ป่วยที่มารับการตรวจรักษาโรคที่โรงพยาบาลครั้งนั้น จึงขนานนามพระองค์ท่านว่า “หมอเจ้าฟ้า”

        เป็นที่น่าเสียดายว่าทรงประทับอยู่เชียงใหม่ไม่ถึงเดือนก็ต้องเสด็จกลับกรุงเทพ เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ เนื่องในพิธีถวายพระเพลิงสมเด็จกรมพระยาภานุพันธ์วงศ์วรเดช

        จากนั้นทรงประชวรหนัก และได้เสด็จทิวงคตด้วยพระอาการบวมน้ำในพระปัปผาสะ (ปอด) และพระหทัยวาย เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๒ รวมสิริพระชนมายุได้ ๓๘ พรรษา นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของวงการแพทย์ไทย

king01

        หลังจากทิวงคตแล้ว เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๒ รัชกาลที่ ๗ ได้สถาปนาพระราชอิสริยศักดิ์พระองค์เป็น “สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์”

        และในปีพ.ศ. ๒๔๗๗ รัชกาลที่ ๘ ได้ทรงสถาปนาเป็น “สมเด็จพระราชบิดา เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์”

        ครั้นในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันได้สถาปนาพระองค์เป็น “สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก”

        จะเห็นได้ว่าตลอดพระชนมชีพของสมเด็จพระบรมราชชนก ได้ทรงประกอบพระกรณียกิจเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างไพศาล โดยเฉพาะด้านการแพทย์ และการสาธารณสุข ทรงอุทิศกำลังพระวรกาย และพระหฤทัย ตลอดจนทรัพย์สินส่วนพระองค์ เพื่อการแพทย์ไทยอย่างมากมายเกินกว่าจะกล่าวได้ ทรงเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาแพทย์ ทรงช่วยเหลือในการขยายกิจการของโรงพยาบาลศิริราช ประทานเงินส่วนพระองค์จัดสร้างตึกคนไข้ จัดหาที่พักสำหรับพยาบาลได้อาศัย

        ทรงบริจาคทรัพย์ส่วนใหญ่เป็นทุนไว้สำหรับส่งนักศึกษาแพทย์และนักเรียนพยาบาลออกไปศึกษาต่อ ต่างประเทศ ประทานเงินจัดหาเครื่องมือ เครื่องใช้สำหรับปฏิบัติการในโรงพยาบาล ทรงเป็นผู้แทนติดต่อกับมูลนิธิร็อกกี้ เฟลเล่อร์ให้ดำเนินการช่วยเหลือการแพทย์และพยาบาลไทย โดยปรับปรุงการศึกษา และวางมาตรฐานจนสามารถรับรองกิจการแพทย์ของประเทศได้ดังปัจจุบัน ฯลฯ

tnews_1259830130_9894 (1)

        ด้วยเหตุนี้ บรรดาผู้ที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณจึงได้พร้อมใจกันเฉลิมพระเกียรติพระองค์ให้เป็น “ พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบัน ”

        นอกจากนี้ผู้ที่เคยได้รับพระกรุณาในด้านต่างๆก็ได้รวบรวมเงินจัดสร้างพระรูปประดิษฐานไว้ ณ โรงพยาบาลศิริราช และในวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๓ นักศึกษาแพทย์ก็ได้ริเริ่มจัดงานขึ้นเป็นครั้งแรกเนื่องในวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ และต่อมาทางคณะแพทยศาสตร์ และศิริราชพยาบาล ก็มีความเห็นพร้องต้องกันว่าให้ยึดเอาวันที่ ๒๔ กันยายนของทุกปี เป็นวันน้อมระลึกถึงพระองค์

         โดยให้ชื่อว่า “วันมหิดล” และจัดงานอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๔ และเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ อันเป็นวันครบรอบ ๑๐๐ ปี วันพระราชสมภพ องค์การยูเนสโกก็ได้ประกาศยกย่องสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลก

         ต่อมาในปีพ.ศ. ๒๕๔๑ กองทัพเรือก็ได้ขอพระราชทานพระยศ “จอมพลเรือ”

         ขอเชิญชวนให้ประชนชาวไทยได้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านด้วยการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ โดยเฉพาะนักศึกษาแพทย์ที่จะเจริญรอยตามเบื้องยุคลบาท

         พระองค์ทรงกล่าวเสมอว่า “…อาชีพแพทย์นั้นมีเกียรติ แพทย์ที่ดีจะไม่ร่ำรวย แต่ไม่อดตาย ถ้าใครอยากร่ำรวย ก็ควรประกอบอาชีพอื่น…”

……………………………………………

ที่มา : กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม

กว้าง..กว่าพิภพ..พระผู้เสด็จฯ ไปทั่วแผ่นดินสยาม

พ.อ.(พิเศษ) ทองคำ ศรีโยธิน

ปีหนึ่ง….ในหลวง(รัชกาลที่ ๙) อยู่สวนจิตร….กี่เดือนครับ…..?

แล้วออกไปช่วยเหลือราษฎรของพระองค์….ไปนอนในจังหวัดต่างๆ …. กี่เดือน…

ท่านเสด็จทั้งภาคเหนือ…กลาง…อีสาน…ใต้…ไปมาแล้วทุกที่…

มีเวลาอยู่สวนจิตร…ปีละกี่เดือน…

(โปรดสังเกตที่ข้อพระกรของในหลวง ร.๙ น่าจะคล้าย “ชิบุแค” หรือกำไลทำจากก้านช่อดอกต้นหญ้า เรียกว่า ”หญ้าชิ” เครื่องหมายแห่งมิตรภาพอันลึกซึ้งของชาวล่าหู่ )

…………………….
อาจารย์เคยไปแม่ฮ่องสอน…

ตอนนั้นอายุ 60… ถอยหลังไป 20 กว่าปี…

อาจารย์กำลังนั่งรถไต่เขาอยู่ที่แม่ฮ่องสอน…

จากอำเภอเมือง… ไปอำเภอปาย… ห่างกันประมาณ 100 กิโล…

เป็นถนนดิน… ขึ้นเขา… ทางเฉวัดเฉวียน… คดไปเคี้ยวมา…

ถึงตรงทางโค้ง… รถที่วิ่งสวนทาง… เบียดกินทางเข้ามา…

คนขับรถของอาจารย์… หักหลบ… รถเกือบจะตกเขา…

อาจารย์เสียว… ตกใจมาก… นั่งคิดว่า…

เรานี่… จะเอาชีวิตมาทิ้ง… ตอนอายุ 60 หรือนี่…?

หนังสือพิมพ์เคยลงข่าวว่า… โค้งนี้ตายมาหลายคนแล้ว…

รู้สึกหนาวๆ… “กลัวตาย…” 

นั่งสวดมนต์ไปตลอดทาง…

รถผ่านเข้าไปในหุบเขา… พบป้ายขนาดใหญ่… เขียนว่า…

“โครงการพระราชดำริ…” ของในหลวง

อ้าว… นี่… พ่อของเรา… มาถึงที่นี่ก่อนเราอีก…

ป้าย… ปักอยู่ที่นี่… แล้วเขียนว่า… “โครงการพระราชดำริ…”

ป้ายนี้… ไม่ใช่เอามาปักเฉยๆ… การจะปักป้ายนี้ได้…

ในหลวงต้องเสด็จฯ มาแล้ว…


ขับรถ… มาถึงที่นี่… แล้วเดินลงไปกางแผนที่…

เล็งแล้ว… เล็งอีก… แล้วชี้มือบอกว่า…

ตรงนี้… จะทำโครงการเลี้ยงสัตว์…

ตรงนั้น… ทำอ่างเก็บน้ำ…

ตรงโน้น… ปลูกพืช…

บนเนินนั่น… ทำที่พักอาศัย… สร้างโรงเรียน…

 

นอกจาก ในหลวงแล้ว… อาจมีพระราชินี…  

ทรงไต่เนิน …ลงไปในลำห้วย…

ไปช่วยกันดู… ไปถ่ายรูป… ทำแผนที่…

อาจารย์นั่งรถไปอำเภอปาย… ร้อยกว่ากิโล…

อาจารย์เมื่อย… อาจารย์เหนื่อย…

อาจารย์นั่งหลับได้…

 ………….

แต่ในหลวง…

ทรงกางแผนที่ตลอดทาง… ถ่ายรูปตลอด…

ตรงนี้…                 น่าจะใช้ประโยชน์อย่างนี้

ตรงนั้น…              ควรใช้ประโยชน์อย่างนั้น

ตรงโน้น…            ต้องใช้ประโยชน์อย่างโน้น

ไม่เคยได้พักผ่อน… เหมือนพวกเรา…

โครงการของพระองค์…

จึงแพร่สะพัดไปทั่วกว่า 70 จังหวัดของประเทศไทย…

 19

อ่างเก็บน้ำที่ในหลวงทรงมีพระราชดำริ…

โผล่ขึ้นทุกมุมของประเทศไทย… ไม่รู้ว่าเท่าไร… ต่อเท่าไร…

ท่านเสด็จไปช่วยเหลือราษฎรของพระองค์ท่าน…

ทั่วประเทศ… เหนือสุดถึงเชียงราย… ใต้สุดถึงยะลา…

อีสาน… ตะวันออก… ตะวันตก… ไปมาหมดทุกจังหวัด…

นี่คือ…ข้อพิสูจน์… คำที่ว่า

“เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม…

เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชน… ชาวสยาม…”

D171

และนี่… คือข้อพิสูจน์… ที่ว่า… พระมหากษัตริย์ผู้ทรงธรรมนั้น…

“กว้าง… กว่าพิภพ…”

คือ เสด็จฯ ไปทั่วแผ่นดินสยามแล้ว…

เสด็จฯ ไปแจกความสุข… ให้แก่ประชาชนของพระองค์…

157

……………………………………

ขอขอบคุณ ที่มา : หนังสือ “หยุดความเลวที่ไล่ล่าคุณ” … โดย พ.อ.(พิเศษ) ทองคำ ศรีโยธิน และคุณสมคิด ลวางกูร ..มีหลายเรื่องที่เขียนถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง รัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙

(หมายเหตุ ภาพ พระบรมฉายาลักษณ์-พระฉายาลักษณ์ อัญเชิญเพื่อประกอบเรื่อง มิใช่จากเหตุการณ์จริง)

30

“พระราชินี” พระคู่บารมี “ในหลวง” ของปวงชนชาวไทย

11111

โดย ผศ.นพ.ภากร จันทนมัฎฐะ

       ข้าพเจ้าเป็นเพียงอาจารย์แพทย์โรคหัวใจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในรพ.รามาธิบดี เมื่อหลายปีก่อน ข้าพเจ้าได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9” ให้เป็นแพทย์ติดตามเสด็จ และนับเป็นจุดเริ่มต้นของประสบการณ์ชีวิตที่ดีที่สุดของข้าพเจ้า

3561

       ครั้งแรกที่ได้รับใช้เบื้องพระยุคลบาทนั้น ข้าพเจ้าทั้งตื่นเต้น ทั้งกังวล แต่ด้วยพระจริยวัตรที่งดงามและเป็นกันเอง ทำให้ข้าพเจ้าคลายความประหม่าและความกังวลลงไปได้ แม้หลายครั้งจะเหน็ดเหนื่อยจากภารกิจ แต่ข้าพเจ้าอดคิดไม่ได้ว่า เป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ความงดงามของการมองชีวิตจากพระองค์ท่าน

       ก่อนหน้านี้ เมื่อข้าพเจ้าดูข่าวในราชสำนัก โทรทัศน์มักถ่ายทอดโครงการต่างๆ ของท่าน และจบแต่เพียงเท่านั้น แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ส่วนที่ดีที่สุด เริ่มต้นหลังจากนั้น นั่นคือ ช่วงเวลาที่พระองค์ท่านประทับอยู่กับราษฎรหลังจากทรงตรวจเยี่ยมโครงการต่างๆ เสร็จแล้ว เพื่อมอบความช่วยเหลือให้แก่ประชาชนของพระองค์

10645207_916537461694306_309077288061701861_n

        ข้าพเจ้าได้เห็น “สมเด็จพระราชินีฯ” ประทับนั่งพับเพียบกับพื้น และไถ่ถามราษฎรถึงความทุกข์ยากของเขาเหล่านั้นด้วยพระองค์เอง ทั้งที่พระชนมายุเพียงนี้แล้ว

         แต่หลายครั้งที่พระองค์ทรงงานนานถึง 6 ชั่วโมงโดยมิได้ลุกเลย เพื่อให้การดูแลผู้ยากไร้อย่างดีที่สุด

          ครั้งหนึ่งข้าพเจ้านั่งใกล้พระองค์ท่าน จนได้ยินการสนทนา และทราบว่า หญิงชาวบ้านผู้มาเข้าเฝ้านั้นมีความทุกข์เรื่องหนี้สิน สามีจากเธอไป และทิ้งเธอให้เผชิญหนี้สินตามลำพัง พร้อมด้วยลูกเล็กๆ อีก 2 คน ข้าพเจ้ามองเห็นว่า ความทุกข์ยากแห่งชีวิตได้ฝากริ้วรอยไว้บนใบหน้าของเธอมากเพียงใด ในแววตามีแต่ความสิ้นหวัง และลูกๆปราศจากความเบิกบานอย่างที่เด็กๆ ควรจะมี

queen3

        เมื่อรับสั่งถามว่า เป็นหนี้เท่าไร เธอผู้นั้นไม่ยอมตอบเพียงแต่ทูลว่า หนี้นั้นมากมายเหลือเกิน

         และข้าพเจ้าได้ยินสมเด็จพระราชินี รับสั่งว่า “ไปบอกเจ้าหนี้นะคะ ว่าพระราชินีจะใช้หนี้ให้” ข้าพเจ้าถึงกับน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว

7l3q1 (1)

         ผู้สูงศักดิ์ที่สุดของแผ่นดิน ประทับอยู่ท่ามกลางชาวบ้านยากไร้ ทรงมอบความรัก ความช่วยเหลือให้…เด็กๆจะได้รับขนมแจก, ผู้ป่วยจะมีแพทย์ดูแล, ผู้สูงอายุจะได้รับแว่นสายตา, ผู้ยากไร้จะได้รับพระราชทานความช่วยเหลือเรื่องทุนรอน …ไม่มีผู้ใด ที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือ ข้าพเจ้าเคยสงสัยว่า ต้องใช้พระราชทรัพย์มากเพียงใด

         เพราะทุกครั้งที่ราษฎรนำผลผลิตของตนมา ก็ได้รับคำตอบว่า “พระราชินีรับซื้อทั้งหมดค่ะ”

          ข้าพเจ้าพบว่า พระองค์ต้องใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และเงินที่มีผู้ทูลเกล้าฯถวายเข้ามูลนิธิศิลปาชีพ หลายล้านบาทต่อวัน ช่วยเหลือผู้คนที่สังคมส่วนใหญ่พากันลืมเลือน ผู้คนที่ไม่มีโอกาส

699w

         สิ่งที่ข้าพเจ้าได้เห็น คือ สมเด็จพระราชินีได้คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้แก่คนยากไร้ ที่มิได้รับความใส่ใจจากผู้ใด

         ข้าพเจ้าเชื่อว่า ในสายพระเนตรของพระองค์ ผู้ที่ยากไร้ก็เป็นคนไทยที่พระองค์ทรงรัก ข้าพเจ้าเสียดายที่หลายครั้ง โทรทัศน์ไม่อาจถ่ายทอดความรัก ความเอื้ออาทรของพระองค์ได้

         ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระราชินีเสด็จไปหมู่บ้านห่างไกลติดชายแดนพม่า ข้าพเจ้าอดสงสัยไม่ได้ว่า ณ หมู่บ้านไม่กี่ครัวเรือนแห่งนี้ ทำไมต้องเสด็จมาด้วย

         และข้าพเจ้าก็ได้รับคำตอบว่า หมู่บ้านแห่งนี้เป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติดจากพม่าเข้าสู่ไทย การให้ชาวบ้านมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จะช่วยลดปัญหา ยาเสพติดให้แก่ลูกหลานไทย และยังช่วยอนุรักษ์ป่าต้นน้ำอีกด้วย ข้าพเจ้าจึงได้ตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณทางอ้อมอันยิ่งใหญ่ ต่อข้าพเจ้าเองและปวงชนชาวไทย

Capture

          ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเห็นผลงานศิลปหัตถกรรม ต่างๆ และรู้สึกทึ่งในความวิจิตรงดงาม เมื่อสอบถามว่า เป็นผลงานของผู้ใด ก็ได้รับคำตอบว่า เป็นของชาวบ้าน ชาวเขาซึ่งไร้การศึกษา ในตอนแรกข้าพเจ้าเองไม่เชื่อ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงได้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ ได้สอนเรื่องยิ่งใหญ่ให้แก่ข้าพเจ้า นั่นคือ ความเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ พระองค์ทรงใช้ความอดทน ค่อยๆสอน จากชาวบ้านที่ไม่มีความรู้ใดๆ สามารถสร้างงานศิลป์ที่คนไทยทั่วประเทศต้องภาคภูมิใจ ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นครูแพทย์ สมเด็จพระราชินีได้ปลูกฝังให้ข้าพเจ้าเรียนรู้ที่จะศรัทธาในศักยภาพของผู้คน

          เมื่อคราวเสด็จไปเยี่ยมราษฎรในหมู่บ้านทุรกันดาร มีคุณลุงท่านหนึ่งมาขอรับพระราชทานความช่วยเหลือ พวกเราที่เป็นแพทย์จำได้ว่า คุณลุงท่านนี้ตามมา 2-3 แห่งแล้ว และขอรับพระราชทานความช่วยเหลือทุกครั้ง

         แพทย์ท่านหนึ่งจึงกล่าวตำหนิไป แต่สมเด็จพระราชินีทรงได้ยินและรับสั่งว่า “อย่าไปว่าเขาเลยค่ะคุณหมอ เพราะเขาจนจึงได้ทำแบบนี้”

A10495249-36

          หลายครั้งที่พระองค์ท่านทรงประสบเหตุการณ์ในทำนองนี้ แต่พระองค์ยังเชื่อมั่นในส่วนดีของผู้คนเสมอ ข้าพเจ้าเห็นว่า ทุกครั้งที่ประทับอยู่ท่ามกลางราษฎรที่ยากไร้ มีปัญหาต่างๆ มากมายมาให้ทรงแก้ไข แต่สมเด็จพระราชินีทรงมีพระพักตร์ที่เปี่ยมด้วยความสุขเสมอ แม้จะทรงงานหลายชั่วโมงต่อเนื่องโดยมิได้พัก พระองค์มิได้มีท่าทีเหนื่อยหน่าย พระองค์ทรงจำได้ แม้แต่ผู้ป่วยเล็กน้อยสักคน และมักตรัสถามแพทย์ถึงอาการผู้ป่วยในพระบรมราชานุเคราะห์ด้วยความห่วงใยเสมอ ข้าพเจ้าพบว่า แม้คนที่ดูเล็กน้อยในสายตาของชาวโลก มีค่าเสมอในสายพระเนตรของพระองค์

viu1376308088s

          นี่เป็นเพียงสิ่งเล็กน้อย ที่ข้าพเจ้าประทับใจในพระองค์ท่าน ชาวโลกต่างรู้ดีว่า ประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์และพระราชินีที่ประเสริฐที่สุดในโลก

           แต่น่าเสียดาย…เสียดายที่คนไทยส่วนหนึ่งมองไม่เห็น แม้แต่บางคนในรามาธิบดีเอง กลับไม่ตระหนักว่า เรามีอาชีพ มีเงินเดือน มีเกียรติ เพราะเราทำงานใน ‘รามาธิบดี’ ทำงานภายใต้พระนามศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ท่าน

           หลายคนถูกปลุกปั่นให้เชื่อในหลักการของทุนสามานย์ ถูกกระแสสังคมครอบงำความคิดเรื่องทุนนิยม เห็นค่าดัชนีตลาดหุ้น การเติบโตทางเศรษฐกิจ สำคัญกว่าความถูกต้อง ความเป็นธรรม และจริยธรรม

flw06

         สำหรับข้าพเจ้าแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเปี่ยมด้วยความรักความเมตตา หากคนไทยไม่สนใจสิ่งที่พระองค์ทรงสอนและทรงกระทำเป็นแบบอย่าง

         หากสังคมไทยยังคงปล่อยปละให้ผู้คนดูหมิ่นจาบจ้วงพระองค์โดยไม่ทำอะไร และยังคงปลูกฝังระบบทุนนิยมสามานย์ให้แก่ลูกหลานของเรา จุดจบของประเทศไทย คงไม่พ้นช่วงชีวิตของเรา.

…………………….

ที่มา : ผศ.นพ.ภากร จันทนมัฎฐะ หน่วยโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ร้อยเรื่องในรอยจำ : ไปจดซะนะ


403539_510959795595762_692539017_n

        ดร.วินิจ  วินิจนัยภาค รองราชเลขาธิการพระราชวังฝ่ายที่ประทับ ได้เล่าถึงเหตุการณ์น่าตื้นตันใจเกี่ยวกับการถวายฎีกานี้ ในการอภิปรายของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยเรื่อง “สมเด็จพระภูมิพลมหาราช พระมหากษัตริย์ยอดนักพัฒนา” เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๓๑ ว่า

        ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พ.ศ. ๒๕๓๐ มีราษฎรไปรอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทที่วัดพระแก้วเป็นจำนวนมาก เพื่อถวายดอกไม้ พวงมาลัย เงิน และฎีกา ซึ่งนอกจากฎีกาที่เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ยังมีฎีกาเป็นปากเปล่าอีก ๒ ราย

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ รับสั่งคนที่ถวายฎีกา ว่า ให้บอกเรื่องฎีกาไว้กับ ดร.วินิจ

        ปกติ ดร.วินิจ จะเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาดูแลไว้ก่อน และขณะที่พระราชพิธีกำลังดำเนินไปในพระอุโบสถ

        ดร.วินิจจึงออกมาจดความต้องการของผู้ถวายฎีกา แต่เนื่องจากในวันนั้นตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๕ รอบ ประชาชนมาเฝ้าฯ มากเหลือเกิน ถวายของก็มาก เงินก็มาก

         “ด้วยความรีบ ผมก็ให้นามบัตรกับผู้ถวายฎีกาปากเปล่าไว้ และให้เขานำมาติดต่อผมในวันเปิดทำการทางราชการ หรือจะโทรศัพท์ติดต่อมาก็ได้

         พอเดินเลยรายที่สองมาได้เพียง ๒ เมตรเท่านั้นเอง

         พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ ทรงมีรับสั่งค่อยๆ กับผม ว่า “เดี๋ยวลงไปจดซะนะ”..

         “ผมอยากจะร้องไห้  ไม่ใช่ เพราะผมลำบาก

          แต่อยากร้อง เพราะความดี ความรักประชาชนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

         ท่านอยากจะทราบ ว่า ประชาชนซึ่งเหมือนกับลูกของท่านนี่

เขาต้องการอะไรจากท่าน

          ถ้าให้แต่นามบัตรไป เขาอาจจะไม่กล้ามาติดต่อ หรือบางคนก็อาจไม่มีค่ารถมา”

…………………………………..

ที่มา : หนังสือ ร้อยเรื่องในรอยจำ โดยคุณ อริยา จินตพานิชการ

ที่มา : หนังสือ ร้อยเรื่องในรอยจำ โดย คุณ อริยา จินตพานิชการ

เรื่องราว “พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ” พระราชพิธีสำคัญที่คนไทยควรรู้

 aaa22

      พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หรือเรียกสั้นๆ ว่า พิธีแรกนา เป็นพระราชพิธีที่มีมาแต่โบราณตั้งแต่ครั้งสุโขทัยเป็นราชธานี ซึ่งในสมัยนั้นพระมหากษัตริย์ไม่ได้ลงมือไถนาเอง เป็นแต่เพียงเสด็จไปเป็นองค์ประธานในพระราชพิธีเท่านั้น

      ครั้นถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา พระมหากษัตริย์ไม่ได้เสด็จไปเป็นองค์ประธาน แต่จะมอบอาญาสิทธิให้ โดยทรงทำเหมือนอย่างออกอำนาจจากกษัตริย์ และจะทรงจำศีลเงียบ 3 วัน ซึ่งวิธีนี้ได้ใช้ตลอดมาถึงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา

aaa16

      ต่อมา สมัยรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ 1 ได้โปรดให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นผู้ประกอบพระราชพิธีแรกนาขวัญแทนพระองค์ และมิได้ถือว่าเป็นพิธีหน้าพระที่นั่ง เว้นแต่เมื่อมีพระราชประสงค์จะทอดพระเนตร สถานที่ประกอบพิธีในตอนแรกๆ จึงไม่ตายตัว แล้วแต่จะทรงกำหนดให้

      ครั้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดมีพิธีสงฆ์เพิ่มขึ้นในพระราชพิธีต่างๆ ทุกพิธี

aaa17

      ดังนั้น “พระราชพิธีพืชมงคล” จึงได้เริ่มมีขึ้นแต่บัดนั้นมา โดยได้จัดรวมกับพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และมีชื่อเรียกรวมกันว่า “พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ”

      “พิธีพืชมงคล” อันเป็นพิธีสงฆ์ที่กระทำ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

      ส่วนอีกอย่างหนึ่งที่ว่า “บูชาเซ่นสรวงตามที่มาทางไสยศาสตร์บ้าง” นั้น ทรงหมายถึงพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญอันเป็นพิธีพราหมณ์

aaa23

      ดังนั้น จึงพอจะสรุปความมุ่งหมายอันเป็นมูลเหตุให้เกิดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญนี้ได้ว่า พิธีแรกนามุ่งหมายที่จะให้เป็นตัวอย่างแก่ราษฎร เพื่อชักนำให้มีความมั่นใจในการทำนา อันเป็นอาชีพหลักที่สำคัญของคนไทยที่มีมาแต่ช้านานสืบมาจนปัจจุบันยังคงเป็นอยู่อย่างนั้น เพราะการเกษตรซึ่งมีการทำนาเป็นหลักนั้น เป็นสิ่งสำคัญแก่ชีวิตความเป็นอยู่และการเศรษฐกิจของประเทศทุกสมัย

     ส่วนวันประกอบพิธีนั้น ต้องเป็นวันที่ดีที่สุดของแต่ละปี ประกอบด้วย ขึ้น แรม ฤกษ์ยาม ให้ได้วันอันเป็นอุดมฤกษ์ตามตำราโหราศาสตร์ แต่ต้องอยู่ในระหว่างเดือน 6 เพราะเดือนนี้เริ่มจะเข้าฤดูฝน เป็นระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา จะได้เตรียมทำนา

     เมื่อโหรหลวงคำนวณได้วันอุดมมงคลพระฤกษ์ ที่จะประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญแล้ว สำนักพระราชวังจะได้ลงไว้ในปฏิทินหลวง ที่พระราชทานในวันขึ้นปีใหม่ทุกปี และได้กำหนดไว้ว่าวันใดเป็นวันพืชมงคล วันใดเป็นวันจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

     พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญแต่เดิมมาทำที่ทุ่งนาพญาไท เมื่อได้มีการฟื้นฟูพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญขึ้นใหม่ จึงจัดให้มีขึ้นที่ท้องสนามหลวง

     ทั้งนี้ วันแรกนาขวัญเป็นวันสำคัญของชาติ คณะรัฐมนตรีมีมติให้หยุดราชการ 1 วัน  

aaa21

 การประกอบพระราชพิธี

     พระราชพิธีพืชมงคลเป็นพิธีทำขวัญพืชพันธุ์ธัญญาหาร ที่พระมหากษัตริย์ทรงอธิษฐานเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารแห่งราชอาณาจักรไทย

     ซึ่งข้าวที่นำเข้าพิธีพืชมงคลนั้นเป็นข้าวเปลือก มีทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียว นอกจากนี้ มีเมล็ดพืชต่างๆ รวม 40 อย่าง แต่ละอย่างบรรจุถุงผ้าขาว

     นอกจากนี้ยังมีข้าวเปลือกที่หว่านในพิธีแรกนา บรรจุกระเช้าทองคู่หนึ่งและเงินคู่หนึ่ง เป็นข้าวพันธุ์ดีที่โปรดเกล้าฯ ให้ปลูกในสวนจิตรลดา และพระราชทานมาเข้าพิธีพืชมงคล

aaa28

     โดยพันธุ์ข้าวพระราชทานนี้จะใช้หว่านในพระราชพิธีแรกนาส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งที่เหลือทางการจะบรรจุซอง แล้วส่งไปแจกจ่ายแก่ชาวนาและประชาชนในจังหวัดต่างๆ ให้เป็นมิ่งขวัญและเป็นสิริมงคลแก่พืชผลที่จะเพาะปลูกในปีนี้

     ทั้งนี้ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปัจจุบันนี้ ได้ดำเนินตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี เว้นแต่บางอย่างได้มีการดัดแปลงให้เหมาะแก่กาลสมัย

      อาทิ พิธีของพราหมณ์ก็มีการตัดทอนให้เหลือน้อยลง

      พระยาแรกนาก็ให้ตกเป็นหน้าที่ของปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

      ส่วนเทพีนั้นคัดเลือกจากข้าราชการสตรีโสดในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระดับ 3 – 4 คือขั้นโทขึ้นไป

aaa29

     ในสมัยก่อนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรพระราชพิธีทุกปี มีข้าราชการขั้นผู้ใหญ่ ทูตานุทูต และประชาชนได้มาชมการแรกนาเป็นจำนวนมาก

      สำหรับการประกอบพิธีนั้นก็จะถูกกำหนดขึ้นโดยโหรหลวง ในระหว่างพิธีอันสวยงามนี้ ก็จะมีการทำนาย ปริมาณน้ำฝน ในช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง

      และแล้วพระยาแรกนาก็จะทำการเลือกผ้า 3 ผืน ที่มีความยาวต่างขนาดกัน ตามชอบใจ ผ้าทั้ง3 ผืน นี้จะดูคล้ายกัน

     ถ้าพระยาแรกนาเลือกผืนที่ยาวที่สุด ก็ทายว่า ปริมาณนี้ฝนจะมีน้อย ถ้าเลือกผืนที่สั้นที่สุด ทายว่าปีนี้ปริมาณน้ำฝนจะมาก และถ้าเลือกผืนที่มีความยาวปานกลาง ทายว่ามีปริมาณน้ำฝนพอปริมาณ

     หลังจากสวมเสื้อผ้าเรียกว่า “ผ้านุ่ง” เรียบร้อยแล้ว พระยาแรกนาก็จะไถลงไปบนพื้นที่ท้องสนามหลวงด้วยพระนังคัลสีแดงและสีทอง ซึ่งลากโดยพระโคผู้สีขาว ตามขบวนด้วยเทพีทั้ง 4 ผู้ซึ่งหาบกระเช้าทองและกระเช้าเงินที่บรรจุด้วยเมล็ดข้าวเปลือก

     นอกจากนี้ก็มีคณะพราหมณ์เดินคู่ไปกับขบวนพร้อมทั้งสวดและเป่าสังข์ไปพร้อมกัน

aaa31

     เมื่อเสร็จจากการไถแล้วพระโคก็จะได้รับการป้อนพระกระยาหารและเครื่องดื่ม 7 ชนิด คือ เมล็ดข้าว ถั่ว ข้าวโพด หญ้าเมล็ดงา น้ำและเหล้า ไม่ว่าพระโคจะเลือกกินหรือดื่มสิ่งใด ก็ทายว่าปีนี้จะอุดมสมบูรณ์ด้วยสิ่งที่พระโคเลือกนั้น

     เมื่อเสร็จพิธีแล้ว ประชาชนจะพากันแย่งเก็บเมล็ดข้าวที่หว่านโดยพระยาแรกนา เพราะว่าเมล็ดข้าวนี้ถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อันจะนำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์และความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ที่มีไว้ในครอบครอง ชาวนาก็จะใช้เมล็ดข้าวนี้ผสมกับเมล็ดข้าวของตน เพื่อให้พืชผลในปีที่จะมาถึงนี้อุดมสมบูรณ์

head

     สำหรับพระโคที่จะเข้าพระราชพิธีแรกนาขวัญ จะถูกเลี้ยงดูอย่างดีในทุ่งหญ้าที่จังหวัดราชบุรี พระโคที่ใช้ในพระราชพิธี จะต้องมีลักษณะที่ดีขาดเกินไม่ได้คือ หูดี ตาดี แข็งแรง เขาทั้งสองตั้งตรงสวยงาม พระโคแต่ละคู่ต้องสีเหมือนกัน ซึ่งจะมีการคัดเลือกพระโคเพียงสองสีเท่านั้น คือ สีขาวสำลีและสีน้ำตาลแดง และเจาะจงแต่เพศผู้เท่านั้นและต้องผ่านการ “ตอน” เสียก่อนด้วย  

     อนึ่ง นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2509 เป็นต้นมา คณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาลงมติให้วันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นวันเกษตรกรประจำปีอีกด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้มีอาชีพทางการเกษตรพึงระลึกถึงความสำคัญของการเกษตร และร่วมมือกันประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเพื่อเป็นสิริมงคลแก่อาชีพของตน

royal061_resize

คำพยากรณ์ในพิธีแรกนาขวัญ

      ในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญทุกๆ ปี ประชาชนโดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรจะรอคอยคำทำนายในการเสี่ยงทายผ้านุ่งแต่งกายของพระยาแรกนาขวัญ และการเสี่ยงทายของกิน 7 สิ่งที่ตั้งเลี้ยงพระโค เพื่อจะทราบเป็นแนวทางในการเพาะปลูกพืชในปีนั้นๆ น้ำท่า นาข้าว ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร การคมนาคม การค้าขายกับต่างประเทศ จะเป็นเช่นไร

aaa25

     การเสี่ยงทายผ้านุ่งแต่งกายของพระยาแรกนาขวัญนั้น พระยาแรกนาขวัญจะตั้งสัตยาธิษฐานหยิบผ้านุ่งแต่งกาย ซึ่งเป็นผ้า 3 ผืน 3 ขนาด คือ สี่คืบ ห้าคืบ และหกคืบ ผ้านุ่งจะวางเรียงบนโตกมีผ้าคลุม พระยาแรกนาขวัญ หยิบได้ผ้าผืนใดก็จะมีคำพยากรณ์ ดังนี้

      ผ้าสี่คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะมากสักหน่อย นาในที่ดอนจะได้ผลบริบูรณ์ดี นาในที่ลุ่มอาจจะเสียหายบ้าง ได้ผลไม่เต็มที่

     ผ้าห้าคืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนาจะได้ผลบริบูรณ์ และผลาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบรูณ์

     ผ้าหกคืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่มจะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอนจะเสียหายบ้าง ได้ผลไม่เต็มที่

aaa24

     สำหรับของกิน 7 สิ่งที่ตั้งเลี้ยงพระโค ประกอบด้วย ข้าวเปลือก ข้าวโพด ถั่วเขียว งา เหล้า น้ำ และหญ้า ถ้าพระโคกินสิ่งใดก็จะมีคำพยากรณ์ ดังนี้

     พระโคกินข้าว หรือข้าวโพด พยากรณ์ว่า ธัญญาหาร ผลาหาร จะบริบูรณ์ดี

     พระโคกินถั่ว หรืองา พยากรณ์ว่า ผลาหาร ภักษาหาร จะอุดมสมบรูณ์ดี

     พระโคกินน้ำ หรือหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบรูณ์ดี

    พระโคกินเหล้า พยากรณ์ว่า การคมนาคมสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรืองที่สุด

aaa32

aaa27(นาข้าวโครงการส่วนพระองค์  ภายในบริเวณพระตำหนักจิตรลดาฯ)

…………………………………………..

ที่มา : ส่วนหนึ่งจากจดหมายเหตุวัฒนธรรมกำแพงเพชร โดย อาจารย์สันติ อภัยราช

๒๘ เมษายน ๒๕๖๐..พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ครบ ๖๗ ปี ..

       sehiY

       วันบรมราชาภิเษกสมรสครบ 67 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 28 เมษายน 2560

       ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 68 ปีที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงประกอบพิธีหมั้นกับ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พุทธศักราช 2492 ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

       หลังจากนั้นรัฐบาลได้แจ้งให้ประชาชนชาวไทยทราบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ จะเสด็จนิวัติประเทศไทยพร้อมด้วยพระคู่หมั้น ในวันที่ 24 มีนาคม พุทธศักราช 2493

1259760779

       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงกำหนดให้วันที่ 28 เมษายน พุทธศักราช 2493 เป็นวันประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ณ วังสระปทุม อันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า

ขอขอบคุณ ยูทูป จาก romanholiday1953

       เมื่อใกล้ถึงเวลาพระฤกษ์ เวลา 09.30 น. หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร ทรงนำหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ไปยังวังสระปทุม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงลงพระปรมาภิไธย และ ม.ร.ว.สิริกิติ์ ลงนามในสมุดทะเบียนสมรส

king_wedding2

       ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ราชสักขี 2 คน คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี และพล.อ.มังกร พรหมโยธี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมลงนามด้วย นับเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ที่ทรงจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย

king_wedding1

        เมื่อสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เสด็จออก ณ ชั้น 2 ของพระตำหนักแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและม.ร.ว.สิริกิติ์ ทูลเกล้าฯ ถวายดอกไม้ธูปเทียนเครื่องราชสักการะ

        สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ประทานน้ำพระพุทธมนต์ เทพมนต์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชทานน้ำพระพุทธมนต์ เทพมนต์แก่ ม.ร.ว.สิริกิติ์ ตามโบราณราชประเพณี

FB_IMG_1434976704380

        พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และบุคคลที่ได้รับเชิญมาร่วมในพระราชพิธี ทูลเกล้าฯ ถวายของขวัญ ในโอกาสนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานของที่ระลึกเป็นหีบบุหรี่เงินขนาดเล็ก ประดับอักษรพระนามาภิไธยย่อ ภ.อ. และ ส.ก

ขอขอบคุณ ยูทูปจาก tv4uplayback1

        ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์อ่านประกาศสถาปนา ม.ร.ว.สิริกิติ์ พระอัครมเหสี เป็นสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์แก่สมเด็จพระราชินีในศุภมงคลโอกาสนี้ด้วย

        เมื่อเวลา 16.00 น. ของวันเดียวกันนี้ ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง พระราชทานพระราชวโรกาสให้พระบรมวงศานุวงศ์เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล แล้วเสด็จฯ ออก ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ให้คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา ข้าราชการและคณะทูตานุทูต เฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล

q3

(การเสด็จออกมหาสมาคมเบื้องหน้าพสกนิกรเป็นครั้งแรกของทั้งสองพระองค์)

        ในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ 29 เมษายน พุทธศักราช 2493 ทั้งสองพระองค์เสด็จแปรพระราชฐานโดยรถไฟพระที่นั่งไปประทับ ณ วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นเวลา 5 วัน

        และนี่คือวันสำคัญสำหรับพสกนิกรชาวไทยในปีพุทธศักราช 2559 ซึ่งเป็นวันสำคัญยิ่งที่เกี่ยวข้องกับดวงใจของชาวไทย ที่ร่วมจารึกร่วมกันในประวัติศาสตร์

d0828aa-3_11

        เพราะนับตั้งแต่ทรงเข้าพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส และ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็ทรงทุ่มเทพระวรกายเพื่อพสกนิกรชาวไทยกว่า 67 ปี อย่างไม่ทรงรู้สึกเหน็ดเหนื่อย

        ทรงรับทุกข์สุขของประชาชน เฉกเช่นทุกข์และสุขของพระองค์เอง

“””””””””””””””””
kingqueen