สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ กับ เรื่องทรงเล่าพระราชทาน

 

7l3q1-1

      สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้คณะผู้จัดทำหนังสือ “ราชการุณย์” เฝ้าทูลละอองพระบาทรับพระราชทานสัมภาษณ์ และพระราชวินิจฉัยในโอกาสต่างๆ เป็นหลายคราว พระเดชพระคุณเป็นล้นเกล้าล้นกระหม่อม หาที่สุดมิได้ 

      พระราชดำรัสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเล่าเรื่องรำลึกถึงพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในฐานะที่ทรงดำรงตำแหน่งองค์สภานายิกาสภากาชาดไทย ดังนี้

12372067361237206763l

12283928811228400590l

      เรื่องศูนย์สภากาชาดไทย บ้านเขาล้านนั้น เริ่มต้นตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม 2522 มีเขมรอพยพเข้ามาหลายแห่ง เฉพาะแต่ที่อรัญประเทศมีทหารทะลักเข้ามาด้วย ทางด้านจังหวัดตราดก็มีผู้อพยพเหมือนกัน อย่างที่ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด มีจดหมายมาถึงหม่อมหลวงเกษตร (ศาสตราจารย์ นายแพทย์หม่อมหลวงเกษตร สนิทวงศ์)

       ตอนเช้าวันที่ 25 พฤษภาคม อยู่ที่หัวหิน เราปรึกษาท่านผู้หญิงประภาดา เกษมสันต์ ว่า จะจัดการอย่างไรดี ท่านผู้หญิงอ่านร่างหนังสือที่เราร่างถึงนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับความคิดของสมเด็จแม่ (สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ)ที่จะตั้งเขตกาชาดแล้ว บอกว่าเหมาะดี

แต่ต้องเน้นให้ทราบว่าคนที่เข้ามาในเขตกาชาด จะต้องถูกปลดอาวุธและจะไม่คืนให้ด้วย พร้อมทั้งปรารภว่า คนเข้าที่ไปดูเหตุการณ์ชายแดนอย่างผิวเผินจะไม่ทราบความจริง ต้องถามทหารที่อยู่ในพื้นที่ จึงจะรู้ว่าพวกเขมรเข้ามาทำทารุณอย่างไรกับประชาชนของเรา

       เราไปเฝ้าฯสมเด็จแม่ สมเด็จแม่รับสั่งว่า จะไปตราดวันพรุ่งนี้ ให้ทูลฯ ทูลกระหม่อมพ่อ(พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ) กับแจ้งคุณหมอเกษตรก่อน

เราโทรศัพท์หาคุณหมอเกษตร ว่า สมเด็จแม่จะเสด็จฯ ไปตราด ให้คุณหมอไปคอยที่ตราด ส่วนคุณหมอตวัน (ศาสตราจารย์แพทย์หญิงคุณตวัน สุรวงศ์ บุนนาค) ซึ่งอยู่ที่ตราดแล้ว อย่าเพิ่งไปอรัญประเทศ ให้คอยอยู่ที่ตราดก่อน

คุณหมอเกษตรรู้สึกงงไปเหมือนกัน แล้วบอกว่าจะรีบออกจากกรุงเทพฯ ตั้งแต่หกโมงเช้า

A10495249-33

       แรกทีเดียวทูลกระหม่อมพ่อจัดเครื่องบินพระราชทาน คิดว่า ซี 123 จะลงได้ที่ตราด เราวิ่งไปวิ่งมาประมาณ 10 , 20 เที่ยว หาเสบียง เสื้อผ้าไปแจก ข้าวและนมผงเด็ก

คนที่ตามเสด็จฯ มีท่านผู้หญิงเกนหลง คุณมนัสนิตย์ คุณหญิงแดงและทัดสมัย ตอนหลังทรงเดิมคุณแอ๋ว อึ่ง คุณแอ๊ด และท่านผู้หญิงสุประภาดา

       ลงท้ายตกลงว่า จะเสด็จฯ ไปเครื่องดาโกต้า และต้องต่อเฮลิคอปเตอร์ วันรุ่งขึ้นคือวันที่ 26 พฤษภาคม

เราเข้ามางานโรงเรียนราชินีที่กรุงเทพฯ ตกเย็น ไล (ท่านผู้หญิงวิไล อมาตยกุล) เอาเทเล็กซ์ที่สมเด็จแม่ส่งมาถวายทูลกระหม่อมพ่อ

และทูลกระหม่อมพ่อส่งมาพระราชทานอีกทอดหนึ่ง ให้ส่งของมีรายการยาวเหยียดไปถวายที่ตราด

       วิธีที่จะหารถและคนขับพร้อมทั้งข้าวของได้ดีที่สุด คือบอกทางคุณแก้ว (นายแก้วขวัญ วัชโรทัย) รองเลขาธิการพระราชวัง คุณแก้วมาเร็วทันใจ ปรึกษากับคุณหนูเล็ก (ท่านผู้หญิงนราวดี ชัยเฉนียน) และคุณแก้วว่า รถ บ.ข.ส. แต่เลยจากเที่ยงหรือบ่ายสองโมงไปแล้วจำไม่ได้แน่ บ.ข.ส. ก็เลิกทำการแล้ว

คุณแก้วบอกว่าให้เอารถจากโรงสี และขอคนขับรถจาก ร.ย.ล. พร้อมกับว่าที่ ร.ย.ล. เองก็หาคนขับยาก เพราะจะให้คนที่ขับรถธรรมดาไปขับรถบรรทุกไม่ได้

ส่วนข้าวมีอยู่แล้ว 10 กระสอบ เป็นข้าวที่ใครเขาถวายมา เสื้อผ้าที่มีอยู่ก็จำนวนจำกัด เรื่องผ้าพลาสติก คุณแก้วเป็นเพื่อนกับเจ้าของโรงงาน

T0010_0020_02

        แต่วันนี้วันเสาร์ แถมเย็นแล้วคงจะติดต่ออะไรไม่ได้ เรื่องเกลือ เรารีบโทรศัพท์ไปหาคุณหมอเจ้าของโรงงาน

แต่วันนี้วันเสาร์ แถมเย็นแล้วคงจะติดต่ออะไรไม่ได้ เรื่องเกลือ เรารีบโทรศัพท์ไปหาคุณหมอร่มไทร (ศาสตราจารย์ นายแพทย์ร่มไทร สุวรรณนิก) ที่บ้าน

บอกแกว่าเรื่องเกลือเป็นการด่วนที่สุด แกบอกว่าที่บ้านมีอยู่ 100-200 ซอง บอกไปว่าไม่พอ ขอให้ไปเอาที่ศิริราชเพิ่มเติมให้ แล้วจะเอารถสิงห์สยามไปรับมา

        ทั้งนี้ ให้ชาญชัยเป็นคนไปรับ นม ได้นมผงจิตรลดา ส่วนเครื่องปั่นไฟ คุณสุรัสวดี บอกว่ามีอยู่เครื่องหนึ่ง แต่ไม่แน่ใจว่าจะใช้ได้

พอจัดการได้แค่นี้ ทูลกระหม่อมพ่อทรงโทรศัพท์มา ทูลฯ ไปว่าของที่สั่งจะส่งไปได้แค่ 10% เท่านั้น ทูลกระหม่อมพ่อรับสั่งว่าเอาเถิดไม่เป็นไร

ได้รับข่าวจากทูลกระหม่อมพ่อด้วยว่า ทรงขอให้แม่ทัพภาคจัดรถสำหรับขนของไปตราด ตกลงว่าเที่ยวนี้เราได้รถแล้ว เราจัดคนไป พร้อมทั้งเงินเบี้ยเลี้ยงประมาณ 5,000 บาท

เราบอกว่าจะไปดูการขนของ ระหว่างนั้นให้คนขับไปนอนเอาแรงก่อน เลยเดินไปที่กองหาดไทย พอไปถึงที่รถขนของ เขาขนเอาข้าวและนมผงขึ้นไปแล้ว เราบอกว่าให้เอาของลงมาชั่งน้ำหนักให้หมด เพราะรถโรงสีของเราบรรทุกน้ำหนักได้จำกัด นับจำนวน บอกน้ำหนักทั้งเสื้อผ้าและผ้าพลาสติกด้วย ขอให้ทำให้เป็นระบบ

คนช่วยชั่งน้ำหนักของคือ อาจั๋ง (พลเรือโทสำเภา พลธร) คนที่จดคือ หนูเล็ก จิริกัญญา (ม.ร.ว. จิริกัญญา โชติกเสถียร) และรวิจิตร (ม.ร.ว. รวิจิตร สุวรรณบุปผา) เป็นคนบวกเลขด้วย คนที่มาช่วยขนของมีนายห้างเจ้าของโรงงานผ้าพลาสติก ช่วยขนจนเสร็จก็ไปขอบคุณเขา ขนของเสร็จสี่ทุ่มกว่า

       เหงื่อท่วมตัวต้องไปอาบน้ำ เก็บข้าวของส่วนตัวต่างๆ กลับหัวหิน ถึงหัวหินแล้วเราขึ้นไปเฝ้าฯทูลกระหม่อมพ่อ ถวายรายงาน ออกจากทูลกระหม่อมพ่อไปเฝ้าฯ สมเด็จแม่

A10495249-28

       สมเด็จแม่ทรงเล่าว่าที่ชายแดนเขมรแย่จริงๆ ตอนแรกท่านเสด็จฯ ไปที่ไม้รูดก่อน เขาขนพวกเขมรไปประมาณ 1,000 คน

ส่วนมากเป็นทหารและคนเจ็บ อยู่บริเวณโรงเรียนบ้านไม้รูด ทหารเขมรบางคนมองด้วยสายตาไม่เป็นมิตรเลย

ท่านสงสัยว่า พวกนี้หรือเป็นผู้อพยพ ดูไม่น่าสงสารเลย เพราะแต่งตัวดีและจะเป็นทหารเสียเป็นส่วนใหญ่

ทรงขอไปที่เขาล้าน เมื่อไปถึง สภาพที่ทอดพระเนตรเห็นก็ตกพระทัย เพราะเหมือนอยู่ในนรกมากกว่า

เหม็นอุจจาระคลุ้งไปหมด เพราะคนซึ่งแออัดอยู่ไม่รู้จะไปถ่ายที่ไหน ก็ถ่ายเป็นกองๆ ไป ปะปนกับน้ำดื่มน้ำอาบ

       ท่านแจกของ แจกนมชงสำหรับเด็กอ่อน และแจกอมยิ้มสำหรับเด็ก อหิวาต์กำลังระบาดอย่างแรง คนตายวันละ 4-5 คน ถ้าเป็นทหารมักจะมีสุขภาพดี แต่ถ้าเป็นราษฏรมักจะป่วยและขาดอาหารอย่างรุนแรก แข้งขาบวมไปหมดและเท้าแตกเพราะเดินมาก

สมเด็จแม่รับสั่งว่าทนไม่ไหว ต้องตั้งศูนย์อพยพของสภากาชาดไทย ได้ทรงทิ้งท่านผู้หญิงสุประภาดา คุณแอ๊ด และอึ่งไว้ และให้ นย. สร้างศูนย์

        งานที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนที่สุด คือหาวัคซีนฉีดให้คนในศูนย์เพื่อป้องกันโรค หาอาสาสมัครไปทำงานที่นั้น และทำธงกาชาดใหญ่ๆ ไปติดเป็นเครื่องหมาย

สมเด็จแม่สั่งการอยู่จนตี 3 จึงได้เสด็จขึ้นข้างบน

K6764842-60

        เช้าวันอาทิตย์ที่ 27 เช้านี้เชิญคุณหญิงมนัสนิตย์ มาปรึกษากันว่าจะติดต่อกับใคร อย่างไรบ้าง จะพูดกับใครก็ไม่สะดวกเพราะเป็นวันอาทิตย์

เคราะห์ดีที่ท่านราชเลขาธิการอยู่บ้าน พอจะติดต่อได้ง่าย ตอนกลางวันรับประทานอาหารเสร็จ ขึ้นไปเฝ้าฯสมเด็จแม่ ท่านให้หาหมอไปเพิ่มอีก พร้อมทั้งอาสาสมัคร

โดยให้ติดต่อกับคุณชายพัฒนไชย (ม.ร.ว.พัฒนไชย ไชยันต์) ท่านให้ติดต่อ ดร.เชาวน์ (ดร.เชาวน์ ณศีลวันต์) และคุณหญิงส่าหรี (คุณหญิงส่าหรี แพทยกุล) พร้อมกับอาสาสมัครอีกหลายคนให้ติดต่อกับคุณถวิลหวัง(ท่านผู้หญิงถวิลหวัง ทุติยะโพธิ) ให้มาอบรมพยาบาลกับอาสาสมัครที่จะจัดไปทำงาน

        ตอนค่ำรับประทานข้าวแล้วจัดการประชุม มีรายงานการประชุมจดไว้อย่างละเอียดเพื่อทูลเกล้าฯ ถวาย เสร็จธุระจึงกลับไปนอนประมาณตีหนึ่งกว่า พร้อมทั้งปลุกนาฬิกาไว้หกโมงสิบนาที

K6764842-64 (1)

        เช้าวันจันทร์ที่ 28 รีบเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว ชวนจัน (คุณจันทิรา พึ่งบารมี) ไปส่งท่านองคมนตรีเชาวน์ตอนแรกก็สะเพร่าไปหน่อย ลืมถามว่าพักอยู่ที่ไหน ถามใครจำไม่ได้

เขาบอกว่าพักอยู่ที่บ้านมิสเตอร์เดมอน จึงไปพระตำหนักปลุกเกษม เอาจักรยานถีบไป ไปถึงองคมนตรีเชาวน์ลงมา บอกว่าจะรีบไปกรงเทพฯ ก่อน เพื่อไปรับคนเพิ่มเติมแล้วจึงเลยไปตราดต่อไป

        พอส่งคณะเดินทางเสร็จ ได้คุยกับหลายคนทราบเรื่องน่าหนักใจ ว่า มีเขมรเข้ามาทางโป่งน้ำร้อนอีกประมาณ 40,000 คน

และทางอรัญประเทศก็หลั่งไหลเข้ามาอีก เราขึ้นมารับประทานอาหารพลาง เรียกครูปราณีตให้มาช่วยเย็บธงกาชาดพลาง ให้เงินครูไป 200 บาท เป็นค่าผ้า

ตอนแรกเราจะถีบรถไปซื้อผ้าที่ตลาดเอง แต่ป้าจันบอกว่าให้ครูไปซื้อดีกว่า เพราะแกย่อมรู้เรื่องผ้าดีกว่า

เราส่งจันทร์แรมให้ไปเป็นผู้ช่วยครูปราณีตอีกคนหนึ่ง ถ้าไม่พอ คงต้องให้บุญตาไปช่วยอีกคน รับประทานเสร็จแล้วไปสถานกาชาดที่ 10 เพื่อไปตรวจงานตามปกติ และถือโอกาสไปหารือที่นั่น

        ได้ความว่ากองบรรเทาทุกข์ของเรามีคนน้อยมาก มีหมอประมาณ 10 คนเท่านั้นและทางโรงพยาบาลก็ไม่ค่อยมีเสียด้วย เห็นพ้องกันว่าต้องอาศัยหมออีก 7-8 คน ได้การแล้วก็ลากลับมารับประทานอาหาร เสร็จแล้วถีบรถไปบ้านครูปราณีต

เห็นครูกำลังเย็บธงกาชาดอยู่ข้างใน เราไปช่วยแก แล้วเอากลับมา ฝากซื้อเชือกด้วย ได้ธงได้เชือกแล้วขึ้นไปเฝ้าทูลกระหม่อมพ่อ ก่อนโทรศัพท์ติดต่อเรื่องการเอาของเพิ่มขึ้นและเรื่องธงด้วยได้ความว่าคุณชายพัฒนไชยจะพาหมอไปได้วันที่ 31 ตอนแรกคงจะได้แพทย์จากโรงพยาบาลสมเด็จ ณ ศรีราชาก่อน ซึ่งเขาก็เจียดเต็มที่แล้ว

photo_560x747

        เราไปเฝ้าฯ สมเด็จแม่เอาธงไปถวายท่าน ทรงติว่ากาชาดสั้นไป ให้เติมอีกหน่อย ท่านบอกให้ติดต่อตามรายชื่อที่จดพระราชทานเพื่อขอความร่วมมือและความช่วยเหลือต่างๆ ตอนเย็นคุณถวิลหวังและคณะมาถึงบอกว่าจะให้ทำอะไรก็ได้

และบอกด้วยว่าที่สำคัญสุดคือเรื่องส้วมและการรักษาความสะอาดต้องให้พวกเขมรทำเอง เราเล่าเรื่องที่ฟังมาจากสมเด็จแม่ คุณถวิลหวังเองก็บอกว่าได้รับฟังจากคุณหมอเกษตรแล้ว บอกว่าแย่เหมือนกัน

        โดยสรุปแล้วสภาพผู้อพยพที่ทุกคนไปเห็นมา แย่มาก คนไม่เป็นคนอยู่แล้ว

สมเด็จแม่บอกว่าจะต้องจัดเรื่องน้ำดื่มน้ำสะอาดและการป้องกันโรคก่อน จัดที่อยู่อาศัยให้ดีขึ้น เช่น ต้องเป็นเต็นท์อยู่ได้ มีผ้าพลาสติกคลุมพอกันแดดกันฝน ไม่อย่างนั้นไม่มีอะไรเลย

บางทีเขาก็ขุดหลุมแล้วเอาใบไม้คลุมดูแล้วเหมือนขุดรูอยู่ เราจึงต้องคิดช่วยเหลือ

 

       สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.๑๐ (ทรงดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ ในขณะนั้น) ทรงนำทหารมหาดเล็กไปเป็นคนดูแลร่วมกับ นย. ตอนนั้นตรงไหนมีกับระเบิดหรือไม่มี

เรายังไม่แน่ใจ แล้วยังมีระเบิดลงอีก ใครจะเป็นอาสาสมัครก็หายาก

นอกจากคนในวัง ซึ่งที่เขายอมไปนั้นไม่ใช่เพราะเขารักเขมร

แต่เขาไปเพราะจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ

        สมเด็จแม่ พระราชทานแนวคิดใหญ่ ๆ เช่น เรื่องเขมร เราจะต้องอุทิศตัว ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง คนที่เข้ามานั้นเขาลำบาก

ขอให้ถือเป็นการแผ่เมตตา ทั้งทำตามอุดมการณ์กาชาดและหลักทางพุทธศาสนา

        สมเด็จแม่ทรงถือว่า งานนี้เป็นการปฏิบัติบูชาตามหลักพระพุทธศาสนาด้วย เมื่อถึงเวลาเหตุการณ์คับขัน ท่านก็บอกว่าเห็นใจ เพราะเป็นการเสียสละถึงชีวิต ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้

ส่วนคนที่ไม่ทำก็ใช่ว่าเขาจะเลว ให้ลองไปพูดกับเขาดู ให้เขาเข้าใจว่าเราทำเพื่ออะไร ขั้นตอนงานที่จะทำมีมาก ต้องคิดรอบคอบไปหมด

จะทำอะไร จะกินอะไร ในแต่ละวัน ต้องป้องกันโรคระบาดที่มีมาอย่างเร็ว ต้องหาคนมาทำงาน ต้องสร้างศูนย์ ศูนย์ต้องมีเครื่องหมายกาชาดขนาดใหญ่ติดบนหลังคา

 

 

        ต้องติดต่อหน่วยกาชาดระหว่างประเทศ แล้วมีการชี้แจงรายละเอียดว่าแต่ละคนให้ทำอย่างไร

        ในระยะแรกมีปัญหาเรื่องน้ำไฟ ต้องขนน้ำเข้าไปใช้ ภายหลังจึงให้ชลประทานทำฝาย เรื่องไฟตอนแรกส่งเครื่องปั่นไฟไปช่วยเรื่องแสงสว่าง ตู้เย็นต้องหาตู้เย็นน้ำมันก๊าดไปใช้ ภายหลังการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจึงต่อไฟเข้าไป

        สมเด็จแม่พระราชทานนโยบาย ให้ความคิดกับเรา ชี้ให้ดูสิ่งที่เราออกไปเห็นตามชายแดน

ในขณะที่คนในกรุงคิดว่าไปช่วยเขมรทำไม แต่คิดไปก็น่าสงสาร เพราะเราคนไทยถึงจะยากจนเพียงไหน แต่ก็ยังมีที่อยู่ มีแผ่นดิน และรู้ว่าเราคือใคร มีที่ยึดเหนี่ยว

แต่เขาไม่มีใครเลย น่าสงสาร

ท่านบอกว่าน้ำใจคนไทยต้องคิดอย่างนี้ เรื่องเด็ก ท่านก็แนะให้ไปหาคนมาช่วยเลี้ยงเด็ก ได้สมาชิกสถาบันแม่ชีไทยไปช่วย

        เรื่องการก่อสร้างให้ติดต่อกรมชลประทานเราติดต่อทำบัญชีหาทุนมาเสริมทุนพระราชทานใช้ด้านก่อสร้าง และเบี้ยเลี้ยงผู้ปฏิบัติงาน ผู้ที่ช่วยมากที่สุด ได้แก่ สำนักงานคาทอลิกสงเคราะห์ผู้ประสบภัยและผู้ลี้ภัย

9zwq2

        สมเด็จแม่ทรงคิดเรื่องสุขภาพอนามัยกับเรื่องการศึกษาของเด็กเขมรเป็นข้อสำคัญ เขากลับประเทศไม่ได้ ต้องเลี้ยงดูอยู่ก่อน

ขณะนี้ต้องให้การศึกษาที่ว่าต่อไปจะเป็นคนโดยสมบูรณ์ จะไปอยู่ประเทศไหนก็ต้องมีความรู้ไปอยู่ต่างประเทศก็ต้องประกอบอาชีพได้ กลับเขมรก็ต้องสร้างชาติได้

        ได้พวก ตชด. มาสอนภาษาไทย ภาษาเขมร ภาษาอังกฤษ และภาษาเยอรมัน เพื่อให้เขาคล่องตัวไปไหนได้ ต่อมาจึงใช้หลักสูตรวิชาทั่วไป ซึ่งวิทยาลัยครูจันทบุรีช่วยร่างให้เป็นพิเศษ

ท่านเพิ่มการสอนศิลปาชีพ ทอผ้า สานย่านลิเพา ส่งเสริมให้เขาทำเครื่องดนตรีเขมร ซึ่งเขาทำเป็นอยู่แล้ว เพื่อเป็นรายได้

คนที่ช่วยมากและเราติดต่อด้วยเสมอ คือ พี่แดง (นางสอางค์ พันธุ์สุวรรณ) ภรรยารองผู้ว่าราชการจังหวัด เขาทำงานธนาคารช่วยติดต่อเรื่องเงินและมาช่วยกิจการต่าง ๆ ด้วยตัวเอง

มีการอบรมเรื่องความสะอาด เรื่องอาหาร ส้วมซึ่งมีประมาณ 400 ส้วม เป็นส้วมหลุม แล้วใช้ทรายกับปูนขาวกลบ เมื่อเต็มหลุมก็ย้าย พี่เป็ด (นายเปรมินทร์ กัลยาณมิตร) ช่วยเขียนแบบ ตรงนั้นให้ปลูกต้นไม้ได้

 

        สมเด็จแม่คิดได้ทุกแง่ คนที่ไม่เคยทำงาน ท่านก็ให้ทำได้ทุกอย่าง ทรงแนะให้ตั้งบังเกอร์ไว้ใกล้กองอำนวยการ ในยามสงบใช้บังเกอร์เก็บสิ่งของต่างๆ ได้ ทั้งวัคซีนและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เป็นต้น เมื่อมีภัยก็ใช้หลบภัยได้ ความคิดที่จะมีศูนย์กาชาดนั้น

        นอกจากที่เล่ามาแล้ว ยังมีเรื่องเสริมอีกเรื่องหนึ่ง คือ นายเคิร์ท วอลไฮม์ เลขาธิการสหประชาชาติ ขณะนั้น เขามาเมืองไทยไปดูค่ายผู้อพยพลี้ภัยหลายแห่งได้มีโอกาสมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบทูลว่าถ้ากาชาดสามารถช่วยให้ผู้ลี้ภัยอยู่ได้อย่างมีระบบ มีระเบียบแล้ว จะยินดีจัดการให้ผู้อพยพ เดินทางไปประเทศที่สาม

1382172226-PA170067-o

        สมเด็จแม่จึงสั่งให้ร่างจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีอย่างที่เล่าแล้วในตอนแรก เพื่อขอบริเวณหนึ่งที่ไม่มีคนไทยทำกิน จัดเป็นเขตกาชาด เพื่อให้พวกนี้เข้าอยู่ไปได้พลางก่อน ก่อนที่จะเดินไปประเทศอื่น

โดยงานนี้กาชาดจะเป็นผู้จัดการเอง จะได้ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับการเมืองทั้งภายในและนอกประเทศ

        ทรงเห็นว่าทางด้านอรัญประเทศ มีการจัดการเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว แต่ทางตราดยังไม่มีเช่นนั้น นอกจากมีหน่วยกาชาดเคลื่อนที่ เหตุการณ์ขณะนี้นับว่าเป็นภาวะสงครามแท้ ๆ ทางสภากาชาดไทย ควรมีบทบาทมากกว่านี้ ดูจากบทบาทของกาชาดระหว่างสงครามโลก เป็นต้น

A10495249-3

        ขณะนี้สงครามเกิดขึ้นใกล้ตัวได้เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรสถานการณ์และการปฏิบัติงานของสภากาชาดไทยในฐานะที่ทรงเป็นองค์สภานายิกาสภากาชาด ขณะนั้นหน่วยแพทย์ของกองบรรเทาทุกข์ปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ตราดแล้ว

ได้ทอดพระเนตรเห็นว่ากองบรรเทาทุกข์ได้ปฏิบัติงานอย่างดีเยี่ยม แต่สภาพสถานการณ์ที่นั่นร้ายแรง คนมีสภาพน่าสงสารมาก

ทรงเห็นว่ากองบรรเทาทุกข์ ถึงจะมีขีดความสามารถสูง แต่บุคคลากรจำกัด ทำให้เสียแรงงานมากและได้งานน้อยกว่าที่ควร ซ้ำกาชาดต้องทำอยู่ฝ่ายเดียว

        หากปล่อยไว้ในสภาพนี้ต่อไปจะเป็นภัยต่อประเทศชาติ ประเทศไทยจะเป็นที่ตำหนิติเตียนของต่างประเทศได้ ทั้งที่เราทำงานดีที่สุดแล้ว แต่ได้ผลไม่คุ้มกับความยากลำบากและความเหน็ดเหนื่อยของเรา ครั้นจะให้ต่างประเทศเข้ามาดำเนินการก็ยิ่งผิดนโยบายในด้านความมั่นคงของชาติ

IMG_8444

         ฉะนั้น จึงให้ใช้เขาล้านเป็นที่ตั้งศูนย์สภากาชาด ยืนยันอธิปไตยของไทยในเขตนั้น ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่หลบภัยสงคราม โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับความเจ็บป่วย และขาดอาหารหรือเด็กกำพร้า เน้นเฉพาะพลเรือนเป็นหลัก

ทรงเห็นว่าบุคลากรประจำของสภากาชาดไทยมีน้อย จะต้องเหน็ดเหนื่อยมาก จึงรับอาสาสมัครตามความสมัครใจ ใครจะไปช่วยกาชาดในฐานะคนของสภากาชาดก็ได้ทุกชนิด

ท่านผู้หญิงสุประภาดาและข้าราชบริพารในพระองค์ ข้าราชการในกองราชเลขานุการ ในพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ

และคนอื่น ๆ ที่ทำงานอยู่รวมทั้งแพทย์จากกองบรรเทาทุกข์ จากสาธารณสุข ได้ปฏิบัติหน้าที่ในนามของสภากาชาดอยู่ตลอด

         ทางต่างประเทศได้ทราบข่าว เดินทางไปชม ก็ชมเชยการปฏิบัติงานของสภากาชาดนี้เป็นอย่างยิ่ง พร้อมที่รายงานไปทางประเทศของตน เพื่อขอความสนับสนุน ถาวรวัตถุที่สร้างขึ้น หากจะยั่งยืนต่อไปในอนาคต ก็จะได้ใช้ประโยชน์ในราชการของไทย

IMG_8457

         ทางฝ่ายไทยเราเอง เมื่อทรงตั้งศูนย์สภากาชาดขึ้นเช่นนี้ ก็ได้รับความร่วมมืออันดีจากหน่วยราชการอีกหลายหน่วยด้วยกัน เช่น ด้านสาธารณสุข ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ด้านกรมชลประทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงนำทหารมหาดเล็กไปดูแล

         นาวิกโยธิน ตำรวจ หรือแม้แต่ชาวบ้านในแถบนั้นก็ได้เอากล้วย อาหาร และของอื่น ๆ มาบริจาคช่วยเหลือ คือ ร่วมแรงร่วมใจกันทำงานด้วยดี ทั้งนี้เพราะต่างคิดถึงชาติบ้านเมือง เป็นข้อสำคัญ ขอถือโอกาสนี้ ขอบคุณทุกคน ทุกหน่วยงานที่ได้ช่วยกัน ช่วยงานของกาชาดในครั้งนั้นด้วย.

……………………………………………..

ที่มา : thairedcross.livingmuseum.sc.chula.ac.th

………….
ศูนย์ราชการุณย์สภากาชาดไทย เขาล้าน เดิมมีนามว่า” ศูนย์สภากาชาดไทย เขาล้าน” เกิดขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 สภานายิกสภากาชาดไทย  ได้มีพระราชเสาวนีย์ให้สภากาชาดไทย จัดตั้งศูนย์รับผู้อพยพชาวกัมพูชาจำนวนนับแสนคน ณ บริเวณบ้านเขาล้าน ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด

ในโอกาส ที่ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมผู้อพยพที่ได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2522 

ศูนย์ได้ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ชาวกัมพูชาที่ลี้ภัยสงคราม โดยมีการจัดสร้างที่พักพิ่งชั่วคราวให้

ซึ่งภายหลังได้พัฒนาเป็นที่พักพิงถาวร มีการจัดหาแพทย์มาประจำการและการจัดหาครูศิลปาชีพมาเพื่อให้ความรู้แก่ผู้อพยพ

ศูนย์ฯได้เปิดให้ความช่วยเหลือเป็นเวลารวม 7 ปี และปิดตัวลงในวันที่ 4 กรกฎาคม 2529

………………………….

ที่มาข้อมูลจาก ศูนย์ราชการุณย์สภากาชาดไทย เขาล้าน The Thai Red Cross Society

 

นักพัฒนาต้องแข็งแรง

new theory-36

      ในการบรรยายพิเศษหัวข้อ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการสร้างเสริมสุขภาพ” เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๔๒ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เล่าว่า

       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ร.๙) ทรงให้ความสำคัญกับสุขภาพอนามัยมาก

เพราะถ้ามีสุขภาพดีแล้วก็จะทำประโยชน์ให้ผู้อื่นได้

ดร.สุเมธ เล่าว่า เมื่อครั้งได้เข้าเฝ้า ฯ ทรงสังเกตเห็นว่า ตนพุงยื่นออกมา ก็ทรงชี้และตรัสว่า นักพัฒนาต้องแข็งแรง ต้องออกแรงในการทำงาน ต้องลงพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

ทรงทักเช่นนี้ ทุกคนก็ทราบดีว่า ทรงอยากให้ทุกคนแข็งแรง เมื่อแข็งแรงจิตใจก็จะดี คิดทำสิ่งที่ดีๆ

และคณะแพทย์ถวายคำแนะนำให้ทรงระมัดระวังในการประกอบพระราชกรณียกิจอย่างมาก

จนบางครั้งสังเกตว่าพระองค์ทรงเบื่อเหมือนกัน

เช่น เรื่อง การเสวย คณะแพทย์จะถวายคำแนะนำเรื่องการกระยาหารมาก ทุกชนิดแทบต้องชั่งต้องตวงกัน

       ครั้งหนึ่งถึงกับตรัสว่า “เรากินอย่างนี้มาสิบปีแล้วนะ…”

       “พระองค์ทรงเอาชนะสิ่งทั้งหลายทั้งปวง แม้กระทั่งต่อสู้กับรูปรสกลิ่นสีต่างๆ

เพื่อถนอมพระวรกายไว้ให้เป็นพระเจ้าแผ่นดินสำหรับพวกเราปวงชนชาวไทยให้นานที่สุด”

………………………………………………

ในหลวง ร.๙ และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในรัชกาลที่ ๙

 เรื่องบางเรื่องที่คนไทยไม่รู้ เกี่ยวกับ “เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร”

 a41_New1

        วันที่ 2 เมษายน 2561 นี้ เนื่องในโอกาสมหามงคล ฉลองพระชนมายุ 63 พรรษา ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ขอนำเรื่องน่ารู้ 10 เรื่อง เกี่ยวกับมหาจักรีสิรินธร เจ้าฟ้าของปวงประชาชาวไทย มาให้ได้ทราบกัน…

1111

– สมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์ที่สามนี้ ทรงได้รับการถวายพระนามจากสมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (หม่อมราชวงศ์ชื่น นพวงศ์) ว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนราชสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์” พระนาม “สิรินธร” นำมาจากชื่อสร้อยพระนามของสมเด็จพระราชปิตุจฉา (ป้า) เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ซึ่งเป็นสมเด็จพระราชปิตุจฉาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

– ในช่วงที่พระองค์ทรงพระเยาว์ มีครั้งหนึ่งทรงเสวยพระกระยาหารจีนกับสมเด็จพระบรมราชินีนาถและทูลกระหม่อมหญิงใหญ่เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญาฯ อาหารจีนมีซอสแดงกับมัสตาร์ดสีเหลืองอยู่ในถ้วยจิ้มด้วยกัน แล้วท่าน(ทูลกระหม่อมหญิงใหญ่เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญาฯ) ทรงคนเล่นสีแดงและสีเหลืองจนเละเทะ เมื่อสมเด็จแม่ทอดพระเนตรเข้า ประกอบกับบังเอิญว่าถ้วยน้ำจิ้มวางอยู่เฉพาะพระพักตร์สมเด็จพระเทพฯ

สมเด็จแม่จึงทรงเข้าพระทัยว่าเป็นผลงานของสมเด็จพระเทพฯ เลยทรงถูกดุไปตามระเบียบ แต่พระองค์ทรงไม่แสดงอาการปฏิเสธ และไม่ทรงต่อว่าทูลกระหม่อมหญิงใหญ่ด้วย ทูลกระหม่อมหญิงใหญ่จึงรอดพระองค์ไป

ซึ่งจากเหตุการณ์ในวันนั้นทูลกระหม่อมหญิงใหญ่ทรงรับสั่งว่า “น้องน้อยนิสัยดีมาก” (จากหนังสือ “3 รอบจิตรลดารวมใจ” บันทึกโดย เกริก วณิกกุล)

1112

– พระองค์ทรงศึกษาชั้นประถมอยู่ที่โรงเรียนจิตรลดา ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ทรงสนุกสนานเป็นกันเองกับเพื่อนๆ ในครั้งที่โรงเรียนถวายการจัดเลี้ยงฉลองพระปรีชาสามารถที่ทรงได้รับพระราชทานเข็มเรียนดี ป.7 พระสหายแบกพระองค์ขึ้นบ่า และเดินไปรอบๆ ห้องประชุม ทรงมีพระอารมณ์ขันมาก เพราะทรงเห็นว่าสนุกดี (จากบทวิทยุของท่านผู้หญิง ดร.ทัศนีย์ บุณยคุปต์ อดีตอาจารย์ใหญ่โรงเรียนจิตรลดา เรื่อง พระราชประวัติและพระราชจริยวัตรในสมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี)

11069644_10153234795927922_1657661461111508995_n

– สมัยที่ทรงเริ่มเรียนดนตรีใหม่ๆ ที่โรงเรียนจิตรลดา ทรงได้พระอาจารย์สองท่าน คือ ครูนิภา อภัยวงศ์ และครูจินดา สิงหรัตน์ ถวายการสอนเครื่องสาย คือซอด้วง การทรงซอ ในชั้นต้นจึงค่อนข้างจะทรงฝืนพระราชหฤทัยอยู่บ้าง แต่ก็โปรดเหมือนกัน พระองค์โปรดระนาดเอกมากกว่า แต่ครูเห็นว่าเป็นเจ้าฟ้าหญิงตีระนาดไม่ทรงเหมาะ ดูจะเป็นนักเลงมากเกินไป และทรงอ่านโน้ตเพลงไทยออกทุกรูปแบบ

11096706_10153234796192922_5958837985194813134_n

– ในสมัยหนึ่งพระองค์ไม่โปรดวิชาภาษาอังกฤษเท่าไรนัก สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงเริ่มสอนศัพท์ภาษาอังกฤษ และให้ทรงหัดอ่านหนังสือภาษาอังกฤษจากง่ายไปจนยาก ในที่สุดก็ทรงศึกษาได้ดีในวิชาภาษาอังกฤษ เพราะพระมหากรุณาธิคุณเอาพระทัยใส่ของสมเด็จแม่

11082540_10153234795992922_5849001454164990582_n

– เมื่อทรงจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ทรงสอบเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ทรงเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์แรกที่ทรงศึกษามหาวิทยาลัยในประเทศไทย

 พระองค์ทรงปฏิบัติตามประเพณีของชาวจุฬาฯ ตามการกราบบังคมทูลของรุ่นพี่  ทรงเข้าร่วมพิธีและกิจกรรมต่างๆ เช่นเดียวกับนิสิตอื่นๆ เช่น เสด็จมารับการปฐมนิเทศ ทรงเข้าร่วมพิธีไหว้ครูตามประเพณีไทย และกิจกรรมวันรับน้องใหม่ตามประเพณีของชาวจุฬาฯ ทรงร้องเพลงบูมจุฬาฯ ทรงเข้าซ้อมเพลงเชียร์ ทรงกีฬา ฯลฯ

พระองค์ทรงสำเร็จการศึกษาและรับพระราชทานปริญญาบัตรอักษรศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง สาขาประวัติศาสตร์ เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2520

11070972_1435700033394927_5768854604402013643_n

– ในปีเดียวกัน พ.ศ.2520 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระราชอิสริยยศ และพระราชอิสริยศักดิ์ของพระองค์ให้สูงขึ้น ให้ทรงรับพระราชบัญชาและสัปตปฎลเศวตฉัตร (เศวตฉัตร 7 ชั้น)

พร้อมทั้งเฉลิมพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรรัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งการสถาปนาพระอิสริยยศครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่มีการสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าขึ้นเป็น “สมเด็จพระ”

เพราะตั้งแต่เริ่มตั้งกรุงรัตนโกสินทร์จนถึงปัจจุบัน การสถาปนาพระยศ “สมเด็จพระ” มักจะเป็นการสถาปนาพระยศของสมเด็จพระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง สมเด็จพระบรมอัยยิกาเธอ พระวิมาดาเธอ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ ในรัชกาลต่างๆ จึงเป็นพระเกียรติยศที่สูงยิ่ง

– ในปี พ.ศ.2523 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเข้ารับราชการเป็นอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์ในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงให้ความสำคัญต่อการเป็นครู ทรงใช้เทคนิควิธีและสื่อการสอนผสมผสานหลายอย่าง

11081075_10153234796267922_2325416269623126155_n

– พระองค์ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายพระสมัญญาว่า “เอกอัครราชูปถัมภกมรดกวัฒนธรรมไทย” อีกทั้งวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระองค์ ( 2 เมษายน) ถือเป็นวันอนุรักษ์มรดกไทยด้วย

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2546 คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระสมัญญา “วิศิษฏศิลปิน” เพื่อเทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน เนื่องในวันศิลปินแห่งชาติ

โดยมีความหมายว่า พระองค์ทรงมีพระอัจฉริยภาพ และทรงพระปรีชาสามารถในศิลปะหลายสาขา ทรงเป็นปราชญ์เมธี ผู้มีความรอบรู้ในศิลปวัฒนธรรมของชาติทุกๆ ด้าน ทั้งวรรณศิลป์ ภาษาไทย ประวัติศาสตร์ และโบราณคดี ทรงมีคุณูปการต่อเหล่าศิลปินทุกสาขาอาชีพ

d1

– พระองค์ทรงเป็นอีกหนึ่งแบบอย่างของความกตัญญูกตเวทีต่อพระบิดาและพระมารดา รวมไปถึงยังทรงมีสัมมาคารวะต่อครูที่เคยสอนอย่างสม่ำเสมอ เคยวางองค์อย่างไรก็อย่างนั้น

10994598_10153234796357922_7229767702458675498_n a52 a65

……………………………………………………….

ที่มา : รวบรวมจากนิตยสารแพรว ฉบับ 854  ปักษ์วันที่ 25 มีนาคม 2558 และ ไทยรัฐ

ภาพ : เรารัก “สมเด็จพระเทพฯ” : Our BeLoved Princess Maha Chakri Sirindhorn และ MagazineDee.com

“โถ..เขามาขอทานขอเลือดไปถึงสองซีซี ให้เขาไปเถอะ”


       สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ กำลังทรงดึงตัวทากที่กัดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล ฯ เต็มทั่วพระบาท 

       หลังจากขบวนเคลื่อนไปไม่นาน 

        ตรัสมาทางวิทยุว่า “หยุดขบวนสักประเดี๋ยว ขอหยุดจับ ตัวยึกยือก่อน”

       ปรากฏว่า มีอยู่ตัวหนึ่งติดพระศอ ทรงปลิดออก ทรงปล่อยตัวทากลงข้างทาง

      และได้ตรัสแบบมีพระราชอารมณ์ขัน ว่า  

“โถ..เขามาขอทาน ขอเลือดไปถึงสองซีซี ให้เขาไปเถอะ”

……………………………………….

พระกระแสรับสั่ง “การช่วยเหลือประชาชนเป็นหน้าที่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องทำประจำอยู่แล้ว”

10418523_659955357404293_4605078015086511183_n

      เมื่อปี ๒๔๙๘ วันที่ ๒ เมษายน เป็นวันที่ปวงชนชาวไทยมีความปลื้มปีติยินดีเป็นยิ่งนัก เมื่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ทรงเป็นพระราชธิดาองค์ที่สองในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ

พระนามเดิมว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนราชสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์ ทรงพระราชสมภพ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

      และทรงมีพระนามที่บรรดาข้าราชบริพารเรียกกันทั่วไปว่า “ทูลกระหม่อมน้อย”

s905 60 4

     พระองค์มีพระปรีชาสามารถในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านอักษรศาสตร์และดนตรีไทย ซึ่งพระองค์ได้ทรงนำมาใช้ในการอนุรักษ์ ส่งเสริม และให้การอุปถัมภ์ในด้านศิลปวัฒนธรรมของประเทศ ทรงประกอบพระราชกรณียกิจในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านการศึกษา การพัฒนาสังคม

      โดยทรงมีโครงการในพระราชดำริส่วนพระองค์หลายหลากโครงการ ซึ่งโครงการในระยะเริ่มต้นนั้น ทรงมุ่งเน้นทางด้านการแก้ปัญหาการขาดสารอาหารของเด็กในท้องถิ่นทุรกันดาร และพัฒนามาสู่การให้ความสำคัญทางด้านการศึกษาเพื่อการพัฒนาราษฎร

       โดยเมื่อพระองค์ทรงสำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษาแล้ว ทรงเข้ารับราชการเป็นพระอาจารย์ประจำกองวิชากฎหมายและสังคมศาสตร์ ส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า พระองค์จึงทรงเป็น “ทูลกระหม่อมอาจารย์” สำหรับนักเรียนนายร้อย

        และทรงรับเชิญเป็นพระอาจารย์สอนในสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒนั้น พระองค์ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์พิเศษ สาขาพัฒนาศึกษาศาสตร์ด้วย

       ในปี ๒๕๒๕ ทรงพระราชดำริให้ก่อตั้งโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษาให้กับบุตรหลานข้าราชบริพารและประชาชนทั่วไป รวมถึงเสด็จพระราชดำเนินไปในงานปิดภาคเรียนของโรงเรียนทุกครั้ง เพื่อพระราชทานทุนพระราชทานส่งเสริมการเรียนดี และพระราชทานประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานจากสถานศึกษาต่าง ๆ

คือ โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ วิทยาลัยในวังชาย วิทยาลัยในวังหญิง โรงเรียนผู้ใหญ่พระดาบส ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) กาญจนาภิเษกวิทยาลัย (ช่างทองหลวง)

       พระองค์มีพระปรีชาสามารถในหลาย ๆ ด้าน โดยทรงสนพระทัยงานด้านการพัฒนา ซึ่งถือเป็นงานหลักที่พระองค์ทรงงานควบคู่กับงานวิชาการ พระองค์ทรงเรียนรู้งานทางด้านพัฒนาจากการตามเสด็จพระราชดำเนิน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.๙ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ ไปทรงเยี่ยมประชาชนในถิ่นทุรกันดารต่าง ๆ ทั่วประเทศ

251883

        จากการที่พระองค์ทรงได้เสด็จฯ ไปตามสถานที่ต่าง ๆ มากมาย พระองค์ทรงนำความรู้ที่ได้จากการลงพื้นที่จริงมาใช้ในงานด้านการพัฒนาสังคม นำไปสู่โครงการตามพระราชดำริส่วนพระองค์มากมาย

       โดยโครงการตามพระราชดำริในระยะเริ่มแรกนั้น พระองค์ทรงงานเกี่ยวกับเด็กนักเรียนในพื้นที่ทุรกันดารที่มีปัญหาขาดสารอาหาร ทรงพระราชดำริส่งเสริมให้นักเรียนปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ แล้วนำมาประกอบเป็นอาหารกลางวันรับประทาน

โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน จนถึงโครงการในพระราชดำริในระยะต่อมา

       การอุทิศพระองค์ ทรงงานลำบากตรากตรำอย่างมิเคยทรงแสดงความเหน็ดเหนื่อยให้ปรากฏต่อสายตาราษฎร และและทรงเอาพระทัยใส่ในพระราชกรณียกิจอย่างต่อเนื่องไม่ว่างานนั้นจะยากลำบากปานใด

      ทั้งยังทรงมีกระแสรับสั่งว่า “การช่วยเหลือประชาชนเป็นหน้าที่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องทำประจำอยู่แล้ว” 

ซึ่งประชาชนชาวไทยได้ประจักษ์แจ้งชัดกันทั้งประเทศว่า “น้ำพระทัย” ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ นั้นยิ่งใหญ่ไพศาลเพียงใด

     โครงการในพระราชดำริในระยะต่อมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีทรงมุ่งเน้นทางด้านการศึกษามากขึ้น เนื่องจากพระองค์ทรงพระราชดำริว่า การศึกษาเป็นปัจจัยหลักในการสร้างและพัฒนาความรู้ ความคิด ตลอดจนความประพฤติและคุณงามความดีของบุคคล ผ่านการอบรมบ่มนิสัยตามวิถีของความเป็นคนดี  รวมทั้งจะเป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพสร้างฐานะครอบครัว

        โดยพระองค์ทรงตั้งพระทัยให้ประชาชนทุกระดับชั้นสามารถได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนควรได้รับจากรัฐ

ซึ่งปัจจุบันมีโรงเรียนในสังกัดต่างๆ มากมาย ได้แก่ สังกัดกองบัญชาการตำรวยตระเวนชายแดน จำนวน ๑๗๙ แห่ง

สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๑๘๕ แห่ง สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” ๒๖๖ แห่ง สังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนา ๔๙ แห่ง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ๑๕ แห่ง สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๓๘ แห่ง สังกัดกรุงเทพมหานคร ๒๕ แห่ง

ตลอดจนโรงเรียนในโครงการตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในต่างประเทศอีก ๗๕ แห่ง

3635

        “…เรื่องการศึกษา ต้องเน้นคุณภาพและโอกาสในการศึกษา ไม่ใช่จะสอนอย่างไรก็ได้ โดยไม่มีหลักเกณฑ์ เพราะการศึกษาเป็นกระบวนการที่ทำให้คนมีความรู้และมีคุณสมบัติต่างๆ ช่วยให้คนนั้นอยู่รอดในโลกได้ เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว และสังคมส่วนรวม เด็กที่ด้อยโอกาสแม้จะมีสาเหตุพื้นฐานของความด้อยโอกาสแตกต่างกัน แต่ก็ถือว่าทุกคนมีสิทธิขั้นพื้นฐานเท่าเทียมกัน หากได้รับโอกาสทางการศึกษาจะช่วยได้มาก เราช่วยเหลือเด็กที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร เด็กในส่วนที่ไม่มีบริการทางการศึกษา เด็กกำพร้า เด็กที่ร่างกายบกพร่อง พิการ แม้แต่พิการทางสมอง ลูกผู้ลี้ภัย และผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ต้องขังหรือผู้ต้องโทษ เราพยายามที่จะทำให้เกิดโอกาสในการศึกษา…” (พระราชดำรัสจากหนังสือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงบรรยายเรื่องการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร)

       นอกจากนี้ การที่พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังถิ่นทุรกันดาร ทำให้พระองค์ทอดพระเนตรเห็นถึงปัญหาทางด้านสุขภาพอนามัยของราษฎรในชนบท พระองค์จึงมีพระราชดำริจัดทำโครงการต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพอนามัยของราษฎร โครงการแรกที่พระองค์ทรงเริ่ม ได้แก่ โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนอาหารกลางวันของเด็กนักเรียน ซึ่งโครงการนี้นอกจากจะแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหารกลางวันแล้วยังช่วยให้นักเรียนมีความรู้ทางด้านโภชนาการและการเกษตรด้วย

        และปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่ง นั่นคือ การระบาดของโรคคอพอกเนื่องจากการขาดสารไอโอดีน พระองค์ทรงแก้ไขปัญหานี้ โดยทรงริเริ่ม โครงการควบคุมโรคขาดสารไอโอดีน ด้วยการรณรงค์ให้มีการใช้เกลือไอโอดีนหรือหยดไอโอดีนในการประกอบอาหาร และอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการขาดไอโอดีน ซึ่งเป็นโครงการที่เสริมการทำงานของกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้ง ให้ความสำคัญต่อสุขภาพอนามัยของแม่และเด็กในถิ่นทุรกันดารด้วย

       โดยพระองค์ทรงเริ่มโครงการส่งเสริมโภชนาการและสุขภาพอนามัยแม่และเด็กในถิ่นทุรกันดารเพื่อให้แม่และเด็กได้รับบริการทางด้านอนามัยอย่างเหมาะสม รวมทั้ง ได้รับโภชนาการที่ถูกต้องและเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ตลอดจนทรงจัดตั้งหน่วยแพทย์พระราชทานและหน่วยทันตกรรมพระราชทาน เพื่อออกตรวจรักษาราษฎรในถิ่นทุรกันดารที่พระองค์เสด็จฯ เยี่ยมในแต่ละครั้ง รวมทั้งทรงรับผู้ป่วยที่ยากจนเป็นคนไข้ในพระราชานุเคราะห์ด้วย

       ตลอดระยะเวลานับแต่ยังทรงพระเยาว์  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระวิริยะอุตสาหะ  มุ่งมั่นปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย

       ทรงเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.๙ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาประชาราษฎร์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความสุข อยู่ดีกินดี ด้วยการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรเพื่อทรงศึกษาและหาทางแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้แก่ราษฎรในทุกพื้นที่ของประเทศไทย

       โดยได้พระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากมาย เพื่อพัฒนาประชาชนและประเทศให้ก้าวหน้าหรือเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น โดยทรงยึดหลักในการดำเนินโครงการว่า ต้องเป็นการพัฒนาที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งประโยชน์ให้เกิดแก่ส่วนรวมและประเทศชาติอย่างแท้จริง จึงจะเป็น “การพัฒนาอย่างยั่งยืน”

       โดยเมื่อยังทรงพระเยาว์ ได้โดยเสด็จพระบรมชนกนาถและสมเด็จพระบรมราชชนนี ไปในการเยี่ยมราษฎรในภูมิภาคต่างๆของประเทศตลอดมา ทรงสั่งสมพระประสบการณ์เกี่ยวกับบ้านเมืองและราษฎร ทำให้ทรงปฏิบัติพระภารกิจได้เป็นผลสำเร็จลุล่วง ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านต่างๆ นานัปการ ทั้งที่ทรงปฏิบัติแทนพระองค์ และทรงปฏิบัติในส่วนพระองค์เอง

T0008_0006_01

        พระราชกรณียกิจทั้งปวงล้วนมีการสร้างสรรค์ความผาสุกแก่ประชาชน นำความเจริญไพบูลย์และความมั่นคงมาสู่ประเทศชาติ  ดังเช่น ทรงเริ่มดำเนินงานในสถานศึกษาก่อน หากท้องถิ่นใดยังไม่มีสถานศึกษาก็มีพระราชดำริให้เข้าไปรวมกลุ่มเด็กในพื้นที่จัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนชุมชนหรือโรงเรียน แล้วทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผ่านกระบวนการทางการศึกษา เช่น โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร การส่งเสริมอนามัยแม่และเด็ก การส่งเสริมโภชนาการเด็กเล็ก การป้องกันโรค  การพัฒนาครู การพัฒนาห้องสมุดและสื่อการเรียนการสอน การจัดตั้งและพัฒนาสถานศึกษา การพัฒนาการเรียนการสอน รวมถึงการพัฒนาอาชีพและสหกรณ์โรงเรียน การอนุรักษ์วัฒนธรรม หลังจากนั้นจึงขยายการพัฒนาไปสู่ชุมชน

        นอกจากนี้ ยังเสด็จพระราชดำเนินด้วยพระองค์เองไปตามลำพัง  เพื่อทรงปฏิบัติพระราชกิจอันเกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และโครงการพัฒนาเพื่อสงเคราะห์พสกนิกรในส่วนของพระองค์เอง  ซึ่งเป็นงานที่ล้วนแล้วแต่มีวัตถุประสงค์ เพื่อความอยู่ดีมีสุขของพสกนิกรชาวไทยทั้งสิ้น

        สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรฯ ทรงเป็นพระผู้ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ไปบนเส้นทางสายเดียวกับที่พระบรมราชชนกชนนี เสด็จพระราชดำเนินไป โดยแท้

        หากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปปรากฏพระองค์อยู่ ณ ที่ใด สมเด็จพระเทพฯ ก็จะเสด็จฯ ตามติดพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่เคยห่าง

        ในส่วนของสำนักงาน กปร. ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางประสานหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสนองพระราชดำริให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ โดยได้มีโอกาสตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศ์

        ขณะเดียวกันก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานแนะนำเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาในการดำเนินงานต่าง ๆ อยู่เสมอมา ได้เห็นพระวิริยะอุตสาหะที่ทรงอุทิศพระวรกายในการเสด็จ ฯไปทรงเยี่ยมราษฎร เพื่อทรงศึกษาและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ

d5

          นอกจากนี้ ทรงให้คำแนะนำบทบาทหน้าที่และการทำงานของสำนักงาน กปร.ว่า การช่วยเหลือประชาชนในลักษณะของการดำเนินการต่างๆนั้น ต้องให้ทันต่อสถานการณ์ และประชาชนผู้สนใจสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงด้วยวิธีการง่ายๆ ประหยัด และไม่สลับซับซ้อนเกินไป  เพื่อที่จะได้นำไปเป็นต้นแบบ และเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพที่เหมาะสม เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

          อีกสิ่งหนึ่งที่นับได้ว่าเป็นคุณลักษณะพิเศษที่เห็นเด่นชัด ในพระบุคลิกลักษณะของพระองค์ ซึ่งผู้ที่เคยได้เฝ้าฯถวายงาน หรือเฝ้าฯในโอกาสอื่นใด ทั้งผู้ใกล้ชิดและมิเคยใกล้ชิด จะได้พบความเรียบง่ายไม่ถือพระองค์มีพระปิยวาจาที่อ่อนหวานเป็นกันเอง และมีพระอารมณ์ขันแทรกอยู่เป็นเนืองนิตย์ ทรงจำชื่อผู้คนต่างๆ และเรื่องราวที่เกี่ยวข้องได้มากมายน่าประหลาด และสามารถกล่าวถึงได้อย่างถูกต้อง แม้เรื่องรายละเอียดเล็กน้อย ทำให้ผู้ที่ได้รับใช้ ถวายงาน มีความรู้สึกผ่อนคลาย  เกิดความภาคภูมิใจ และพร้อมที่จะทำงานถวายอย่างสุดชีวิต

         ในโอกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๕ รอบ๖๐ พรรษา ในวันที่ ๒เมษายน ๒๕๕๘ สำนักงาน กปร. ขอถวายพระพร ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน.

………………………………

รวม ส.ค.ส. พระราชทาน ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ฯ

2530ส.ค.ส. พระราชทาน ๒๕๓๐

2531

ส.ค.ส. พระราชทาน ๒๕๓๑

2532

ส.ค.ส. พระราชทาน ๒๕๓๒

2533

ส.ค.ส. พระราชทาน ๒๕๓๓

2534

ส.ค.ส. พระราชทาน ๒๕๓๔

2535

ส.ค.ส. พระราชทาน ๒๕๓๕

2536

ส.ค.ส. พระราชทาน ๒๕๓๖

2537

ส.ค.ส. พระราชทาน ๒๕๓๗

2538

ส.ค.ส. พระราชทาน ๒๕๓๘

2539

ส.ค.ส. พระราชทาน ๒๕๓๙

2540

ส.ค.ส. พระราชทาน ๒๕๔๐

2541

ส.ค.ส. พระราชทาน ๒๕๔๑

2542

ส.ค.ส. พระราชทาน ๒๕๔๒

2543

ส.ค.ส. พระราชทาน ๒๕๔๓

2544

ส.ค.ส. พระราชทาน ๒๕๔๔

2545

ส.ค.ส. พระราชทาน ๒๕๔๕

2546

ส.ค.ส. พระราชทาน ๒๕๔๖

2547

ส.ค.ส. พระราชทาน ๒๕๔๗

หมายเหตุ : ในปีพ.ศ. ๒๕๔๘ ไม่มีส.ค.ส.พระราชทาน

เนื่องด้วยเกิดเหตุภัยพิบัติคลื่นยักษ์สึนามิเข้าชายฝังทะเลอันดามันของไทย

2549

ส.ค.ส. พระราชทาน ๒๕๔๙

2550

ส.ค.ส. พระราชทาน ๒๕๕๐

2551

ส.ค.ส. พระราชทาน ๒๕๕๑

2552

ส.ค.ส. พระราชทาน ๒๕๕๒

Ê.¤.Ê.òõõó Happy New Year 2010 ÊÇÑÊ´Õ»ÕãËÁè ¢Í¨§ÁÕ¤ÇÒÁÊØ¢¤ÇÒÁà¨ÃÔ­

ส.ค.ส. พระราชทาน ๒๕๕๓

2554

ส.ค.ส. พระราชทาน ๒๕๕๔

New Year Card from Hus Majesty the King of Thailand

ส.ค.ส. พระราชทาน ๒๕๕๕

2556

ส.ค.ส. พระราชทาน ๒๕๕๖

2557

ส.ค.ส. พระราชทาน ๒๕๕๗

เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2557 มีรายงานว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ พระราชทาน ส.ค.ส. ปี พ.ศ. 2558 โดยเป็นภาพวาดจากเรื่องพระมหาชนก  บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

ส.ค.ส. พระราชทาน 2558 เป็นรูปพระมหาชนก ขณะที่ทรงว่ายน้ำทวนกระแสอย่างเชี่ยวกราด และมีนางมณีเมขลา อยู่ที่ด้านขวาบนของภาพ เฝ้ามองพระมหาชนก และข้อความว่าทางมุมบนซ้ายว่า “ส.ค.ส. พ.ศ. 2558 สวัสดีปีใหม่” และข้อความตรงกลางว่า “ขอจงมีความเพียรที่บริสุทธิ์ ปัญญาที่เฉียบแหลม กำลังกายที่สมบูรณ์” และข้อความด้านล่างขวาว่า “ขอจงมีความสุขความเจริญ Happy New Year”

นอกจากนี้ บริเวณด้านล่าง ยังมีข้อความ “พระมหาชนก The story of Mahajanaka” และข้อความ “ก.ส.9 ปรุง 301021 ธ.ค. 2557” “มหาวิทยาลัยปูทะเลย์ มิถิลา ๒๕๕๗”

และ

ส.ค.ส. พระราชทาน ฉบับสุดท้าย ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ที่พระราชทานให้พสกนิกรของพระองค์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชดำรัสเนื่องในวาระดิถีวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2559 แก่ประชาชนชาวไทย ดังนี้

ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย บัดนี้ถึงวาระจะขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีมาอวยพรแก่ท่าน ทุกๆ คน ให้มีความสุข ความเจริญ และความสำเร็จสมประสงค์ในสิ่งที่ปรารถนา

ความสุขความเจริญนี้ แม้เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาอย่างยิ่ง แต่ในวิถีชีวิตของคนเรานั้น ย่อมต้องมีทั้งสุขและทุกข์ ทั้งความสมหวังและผิดหวังเป็นปรกติธรรมดา ทุกคนจึงต้องเตรียมตัว เตรียมใจ และเตรียมกายให้พร้อม อย่าประมาท ในปีใหม่นี้จึงขอให้ท่านทั้งหลายได้รักษาและสร้างเสริมสุขภาพของตนให้สมบูรณ์ ให้มีกำลังกายที่แข็งแรง มีกำลังใจที่เข้มแข็งหนักแน่น และมีสติรู้เท่าทันอยู่เสมอ จักได้สามารถนำพาตนให้ผ่านพ้นสถานการณ์ต่างๆ อันไม่พึงประสงค์ จนบรรลุถึงความสุขความเจริญ และความสำเร็จได้ ดั่งที่ตั้งใจปรารถนา

ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษาท่านทุกคนให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากภัย ให้มีความสุขกาย สุขใจ ตลอดศกหน้านี้ โดยทั่วกัน

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังได้พระราชทาน ส.ค.ส.ในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2559 แก่ประชาชนชาวไทย โดยเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ครึ่งพระองค์ ฉลองพระองค์เชิ้ตด้านใน ฉลองพระองค์คลุมสีขาว ปักภาพคุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยง กลางภาพ ส.ค.ส.มีพรพระราชทานว่า ให้มีกำลังกายที่แข็งแรง มีกำลังใจที่เข้มแข็ง หนักแน่น และมีสติรู้เท่าทันอยู่เสมอ

ด้านบนของส.ค.ส.มีข้อความว่า สวัสดีปีใหม่ 2559 พิมพ์ด้วยตัวอักษรสีม่วง มีตราพระมหาพิชัยมงกุฎ และผอบทองประดับ ด้านล่างของภาพมีรูปลิง สัญลักษณ์ปีนักษัตรปีวอก สีฟ้า มีข้อความภาษาไทย พิมพ์ด้วยตัวอักษรสีเขียวว่า ขอจงมีความสุขความเจริญ และข้อความภาษาอังกฤษ พิมพ์ด้วยตัวอักษรสีเหลืองว่า Happy New Year

ด้านล่างของ ส.ค.ส.มีแถบสีฟ้า มุมล่างซ้ายมีข้อความ ก.ส.9 ปรุง 311502 ธ.ค.2558 มุมด้านขวามีข้อความ มหาวิทยาลัยปูทะเลย์ มิถิลา 2558 กรอบของ ส.ค.ส.พระราชทานฉบับนี้เป็นภาพใบหน้าคนเล็ก ๆ เรียงกัน ด้านละสองแถว รวม 396 หน้า ทุกใบหน้ามีแต่รอยยิ้ม

ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก Information Division of OHM

เรื่องราว ณ เขาล้าน ตราด..ที่ชาวไทยหลายท่านไม่ทราบ

        เมื่อไปเที่ยวที่ศูนย์ราชการุณย์ เขาล้าน จ.ตราด ทำให้ทราบว่า พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ ไม่เพียงแต่พี่น้องชาวไทยเท่านั้น ยังแผ่กว้างไปถึงพี่น้องชาวเขมรผู้ตกทุกข์ได้ยาก

      ….ในคราวที่คนเขมรนำกำลังเวียดนามมายึดประเทศตัวเอง และเข็นฆ่าคนเขมรด้วยกันเอง….

……………………..

A10495249-31

        นำมาจาก “หนังสือราชการุณย์”

       …..วันที่เสด็จพระราชดำเนินไปคราวแรก ตรงกับวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๒๒ ทรงพระราชนิพนธ์ว่า

       “ฉัน(สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙) ยังจำได้ดี เดือนพฤษภาคม ๒๕๒๒ ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๙) ประทับแรมที่หัวหิน ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด แจ้งมาว่า

.

มีเขมรลี้ภัยหลั่งไหลเข้ามาในเขตไทยบริเวณเขาล้าน อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด ผ่านเข้ามาทางแนวเทือกเขาบรรทัดจำนวนกว่าสองแสนคน

.

อยู่ในสภาพทุกข์ทรมานแสนสาหัส มีเด็ก ๆ เจ็บหนักเนื่องจากขาดอาหาร จำนวนคนมีกรรมหนา ที่หลั่งไหลเข้ามานี้

.

มากเกินความสามารถของทางจังหวัดที่จะรับผิดชอบช่วยเหลือได้

.

ฉันเป็นสภานายิกาของกาชาดจึงบินไปดูด้วยตนเอง

.

พบว่าบริเวณเขาล้านไปจนชายทะเล แน่นขนัดไปด้วยชาวเขมรลี้ภัยไม่น่าเชื่อว่าพื้นที่ใหญ่ ๆ เช่นนั้น ซึ่งมีลมทะเลพัดอยู่ตลอดเวลา

.

กลิ่นอุจจาระและปัสสาวะจะคลุ้งตลบไปหมดถึงเพียงนี้

.

ภาพเขมรบ้านแตกเมืองล่มที่เห็นอยู่ต่อหน้านั้น เป็นภาพที่ประทับอยู่ในความทรงจำของฉันไม่มีวันลืมเลือน พวกเขานอนบนพื้นดินแฉะ ๆ ท่ามกลางแดดร้อนเปรี้ยง

.

แต่ละก้าวของฉันที่เดินตรวจตราดูผู้ลี้ภัย ยังต้องคอยระวังมิให้เหยียบไปบนคนที่นั่งนอนระเกะระกะ

.

และเสบียงอาหารที่เขาฉวยติดตัวมาด้วย คือปลาเล็ก ๆ ที่วางผึ่งแดดอยู่คละไปกับกองอุจจาระ

.

 ตลอดจนไถ้ใส่ข้าวสารที่เขาแบกสะพายมา พื้นดินบ้างก็เป็นบ่อ เวลาฝนตก น้ำจะขังอยู่เป็นแอ่ง…

.

นั้นแหละคือน้ำที่เขาใช้ดื่มกิน สภาพของผู้คนที่สุดแสนจะน่าเวทนาเหล่านี้ เป็นภาพที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน .

ซึ่งฉันอยากให้ผู้ที่สุขสบายอยู่ในเมืองใหญ่ ๆ ได้เห็นสภาพของคนที่สิ้นชาติ สิ้นแผ่นดิน เช่นนี้เหลือเกิน..”

       สภาพของเขมรอพยพในครั้งนี้เป็นภาพที่น่าสลดใจของผู้พบเห็นดังพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ อีกตอนหนึ่งว่า

       “….ความโง่ทำให้คนเราประมาท ครั้งญวณล่ม ลาวแตก ฉันตกใจ ..ตกใจมาก แต่มันยังไม่กระทบใจ ไม่ซึมซาบเท่ากับภาพที่กระทบตาฉันอยู่ขณะนี้ อย่างภาพเด็ก ๆ ที่อดอาหารนอนเป็นโครงกระดูกอยู่ สักแต่ว่ามีลมหายใจอยู่เท่านั้น…”

uxiq5

       สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ บรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ ผู้ทรงพระราชทานกำเนิดศูนย์อพยพเขาล้าน เพื่อชาวเขมรเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร  …ฉันตัดสินใจที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เหล่านี้ เท่าที่กำลังความสามารถของฉันจะมี…”  

       พระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ ๒๖ พ.ค. ๒๕๒๒

K6764842-51

       นายปัญญา ฤกษ์อุไร ผู้ว่าราชการจังหวัด(ในขณะนั้น) ได้เล่าถึงความรู้สึก ในหนังสือเล่มนี้ บางส่วน ….เมื่อเมืองศรีประจันตคีรีเขตและเมืองเกาะกงแตกแล้วแม่ทัพภาคที่ ๕ ของเวียดนามก็ไม่รั้งรอ มีคำสั่งด่วนให้กองพลที่ ๔ ๕ และ ๖ รีบรุกไล่บรรดาเขมรแดงฝ่ายพอลพตและบรรดาประชาชนพลเมืองฝ่ายที่เข้าข้างพอลพตทั้งหมด ….คำสั่งของเขาคือจับตายไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ใช้อาวุธทุกชนิดที่มีอยู่ทำการรุกไล่อย่างกระชั้นชิดโดยไม่ลดละ …..ฉะนั้น ในระยะตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ๒๕๒๒ จนถึงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๒๒ บรรดาเขมรอพยพหนีตายเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารมากขึ้นเป็นลำดับ ….พอถึงวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๒๒ ปรากฏว่ามีเขมรหนีตายเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารถึง ๙๐,๐๐๐ คน ซึ่งเป็นการเกินสติกำลังปัญญาของข้าพเจ้าในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดจะช่วยเหลือบรรดาเขมรอพยพเหล่านี้อย่างทั่วถึงและให้ได้ผลได้ ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรกับภาระอันแสนหนักในครั้งนี้ ….ทางรัฐบาลและนโยบายกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งถึงผู้ว่าฉบับเดียวคือให้จังหวัดผลักดันพวกเขมรเหล่านี้ออกไปให้ได้ เรื่องอื่นไม่ต้องพูด ส่วนวิธีผลักดันจะทำกันอย่างไร ไม่มีการอธิบายเพิ่มเติมหรือแนะแนวทางให้จังหวัดปฏิบัติ คงสั่งให้ผลักดันเท่านั้น ….เมื่อจังหวัดขอความช่วยเหลือไปก็ไม่ได้ผล เพราะเมื่อสั่งให้ผลักดันแล้วก็ย่อมไม่มีงบประมาณช่วยเหลือใด ๆ ไม่ว่าข้าวปลาอาหารหรือแม้แต่ยารักษาโรค เป็นอันว่าเหลวทั้งสิ้น …..จะผลัดดันอย่างไรชาวเขมรตั้งเก้าหมื่นคน ลองให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมานั่งผลักดันดูเองเถอะน่า แล้วจะรู้ว่าผลักยังไงก็ไม่ไหว ข้าพเจ้าคิดอยู่แต่ในใจ แต่ไม่กล้าพูด… …พอดีขณะนั้น นายวีระ อินทประเสริฐ เป็นกำนันตำบลไม้รูด มีที่ดินอยู่ที่บ้านเขาล้านติดถนนใหญ่และติดทะเลอีกด้านหนึ่ง อยู่หลังที่อยู่อาศัยของคนไทย มีเนื้อที่ประมาณ ๔๐๐ ไร่ ข้าพเจ้าจึงเอยปากขอยืมใช้ให้เขมรอพยพอยู่ชั่วคราว ซึ่งแกก็ไม่ขัดข้อง จะขัดข้องได้อย่างไรเล่าครับ เมื่อผู้ว่าฯ เอ่ยปากขอยืมทั้งที อีกประการหนึ่งข้าพเจ้าบอกว่าจะขอใช้ยืมชั่วคราวประหนึ่งว่าสักระยะหนึ่งแล้วจะให้เขมรอพยพพวกนี้ไปอยู่ที่อื่น แกคงไม่รู้หรอกว่าในที่สุดพวกเขมรอพยพยังคงปักหลักอยู่ที่เขาล้านบนที่ดินแห่งนี้ตราบเท่าจนทุกวันนี้ เพราะแกถูกคนร้ายลอบยิงตายกลางตลาดเทศบาลเมืองตราดในตอนเที่ยงของวันหนึ่งกลางเดือนมีนาคม ๒๕๒๒ จนบันนี้ตำรวจยังจับตัวคนร้ายไม่ได้ ขอให้บุญญานุภาพที่แกได้ให้ที่พักพิงแก่พวกเขมรอพยพเหล่านั้นได้อาศัยร่มไม้ชายคา จงดลบันดาลให้แก่ไปสู่ที่สุคติด้วยเถิด …..วันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๒๒ ข้าพเจ้าพร้อมด้วยคุณหมอบูรพา จนทสูตร และหมอกับพยาบาลโรงพยาบาลจังหวัดตราด ได้ไปรักษาบรรเทาทุกข์ให้กับผู้อพยพชาวเขมร วันนี้รู้สึกแช่มชื่นขึ้นทั้งหมอ พยาบาลและคนไข้เพราะมียาดี ๆ ตามที่ต้องการ เมื่อ ๓ – ๔ วันก่อนหรือครับ มีแต่ยาแอสไพริน ยาแดง ยาเหลือง เป็นอย่างดีที่สุดเหตุที่หายามาได้มากมายอย่างนี้ เป็นเพราะข้าพเจ้านั่งคิดนอนคิดอยู่สามวันสามคืนจนปวดหัว (ภาษาเขมรเขาว่าปวดกะบาล) ก็ยังคิดไม่ออกจนกระทั้งถึงวันเสาร์ตอนเช้าภรรยาข้าพเจ้ามาจากกรุงเทพฯ

       พอเห็นหน้าภรรยา ข้าพเจ้าจึงสว่างไสว มีสติปัญญาเหมือนฟ้ามาโปรด ….

       ที่ข้าพเจ้าดีใจ เพราะภรรยาข้าพเจ้าทำให้เกิดความคิดขึ้นมาอย่างกะทันหัน จะว่าภรรยาข้าพเจ้า คือ คำตอบที่คิดไม่ออกมาแล้วสามวันสามคืนก็คงจะได้ ด้วยเหตุที่หน้าที่ภรรยาข้าพเจ้าคือ หน้าที่ของนายกเหล่ากาชาดจังหวัด (นางบุญเลื่อน ฤกษ์อุไร) และนายกเหล่ากาชาด ก็คือ หน่วยหนึ่งของสภากาชาดไทยกรุงเทพฯ และสภากาชาดไทย มีสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เป็นองค์สภานายิกา เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าก็มีโอกาสร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือไปยังสภากาชาดไทยผ่านภรรยาข้าพเจ้าได้ ….เราแจกกันอย่างมากก็ เอพีซี. หรือไม่ก็แอสไพรินคนละ ๔ เม็ดเดี๋ยวเดียวก็หมด ๑๐ ขวดเป็นแผลเน่าเปื่อยอย่างไรก็ทาให้แต่ยาเหลืองอย่างเดียวไม่มีอย่างอื่น แต่เมื่อจังหวัดได้รับความเมตตากรุณาจากสภากาชาดไทยเราก็พอมียาดี ๆ ให้แก่คนไข้ชาวเขมรได้บ้าง ทำให้พวกเขาแช่มชื่นขึ้น หมอและพยาบาลก็ไม่หนักใจมากนัก

A10495249-37

       ข้าพเจ้ารู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของสภากาชาดเป็นอย่างมาก ได้ยกมือขึ้นประนมเหนือหัวหันหน้าไปทางกรุงเทพมหานครที่ซึ่งพระประมุขแห่งชาติ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย ประทับอยู่ แล้วอธิษฐาน ด้วยบุญบารมีของพระองค์ทั้งสองของจงปกแผ่มาช่วยข้าพเจ้าและบรรดาเขมรอพยพเหล่านี้ด้วยเถิด เพราะข้าพเจ้าขัดสนสุดจะประมาณได้

K6764842-66

       ภายหลังอธิษฐานจบแล้ว ข้าพเจ้าก้มกราบลงสามครั้ง พร้อมกับเขียนจดหมายหนึ่งฉบับถึงท่านศาสตราจารย์นายแพทย์หม่อมหลวงเกษตร สนิทวงศ์ เลขาธิการสภากาชาดไทย ข้อความตอนหนึ่งว่า

       “…กระผมบรรยายไม่ถูกว่า บรรดาเขมรอพยพเหล่านั้นมีความรู้สึกอย่างไรต่อพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าฯ ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ แต่กระผมแน่ใจที่สุดก็คือว่า เมื่อผมมองตาเขาในส่วนลึกของแววตาแต่ละคู่บ่งบอกว่า เขาสิ้นแล้วซึ่งอนาคตในชีวิตทั้งปวง เขาเป็นคนบ้านแตกสาแหรกขาด สิ้นไร้ไม้ตอกในทุกสิ่งทุกอย่าง ประเทศเขาเคยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

        ….แต่บัดนี้ประเทศเขาสูญเสียสิ่งเหล่านั้นไปแล้วอย่างสิ้นเชิง คงมีแต่คำว่าคอมมิวนิสต์เขมรแดงไม่ว่าเฮงสำรินหรือพอลพตก็แดงทั้งนั้น ประเทศเขามีการฆ่าฟันกันไม่เว้นแต่ละวัน ไม่มีใครกรุณาปราณีใครอีกต่อไป แผ่นดินสิ้นกษัตริย์เป็นอย่างนี้แหละ เมืองไทยจึงมีบุญหนักหนาที่ยังคงมีพระมหากษัตริย์ มีสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรร่มแก้วของแผ่นดิน ส่วนเขมรสูญสิ้นแล้ว และไม่มีวันจะเรียกสิ่งที่สูญเสียกลับคืนมาได้อีก

pic7

        ..เป็นความผิดของเขาด้วยหรือที่เขาหนีร้อนมาพึ่งเย็น หนีความตายมาสู่ความร่มเย็นเป็นสุข … กระผมต้องขอขอบคุณสวรรค์ที่เมืองไทยเรายังมีองค์พระประมุขและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เป็นมิ่งขวัญของชนชาวไทย และเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรใบหนาอยู่ มิฉะนั้นแล้วเราอาจเป็นอย่างเขมรก็ได้ ใครจะรู้….

        สัก ๓ – ๔ วัน ..ประมาณทุ่มหนึ่งกำลังจะขึ้นรถไประนอง ก็ได้รับโทรศัพท์ทางไกลจากภรรยาซึ่งอยู่ที่จังหวัดตราด แจ้งว่า พรุ่งนี้เช้าวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๒๒ เวลา ๑๐.๐๐ น. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะเสด็จเขาล้าน เพื่อทรงเยี่ยมเขมรอพยพ

        …เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จถึงโรงเรียนบ้านไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ ข้าพเจ้าเข้าไปกราบบังคลทูลถวายรายงานให้ทรงทราบข้อมูลต่างๆ โดยละเอียด พระองค์ทรงฟังอย่างสนพระทัยเป็นอย่างยิ่ง

        และทรงรับสั่งถามถึงสถานที่ซึ่งจะตั้งศูนย์สภากาชาดไทยสักแห่งหนึ่งให้ได้ในวันนี้ เพราะจะได้ช่วยเหลือให้ได้ทันท่วงที

        พอพระองค์ตรัสจบ ข้าพเจ้าเหงื่อแตกโป้ง ๆ เพราะข้าพเจ้ามิได้เตรียมการมาก่อนว่า จะตั้งศูนย์บรรเทาทุกข์ในวันนี้ คงมีแต่หน่วยแพทย์เคลื่อนที่เท่านั้น

A10495249-36

        ข้าพเจ้ากราบบังคมทูลว่า ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าเห็นที่ๆ เหมาะสมอยู่สองที่ แห่งหนึ่งคือที่ทำการตอนการทางตำบลไม้รูดแห่งหนึ่ง และที่บ้านเขาล้านซึ่งเขมรอพยพอยู่อีกแห่งหนึ่ง สมเด็จฯ ทรงนิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วตรัสเรียก หม่อมหลวง เกษตร สนิทวงศ์ฯ

        “คุณลุงขา กรุณาไปดูที่ตั้งศูนย์บรรเทาทุกข์ที่ตอนทางการไม้รูดให้ทีเถิด” ศาสตราจารย์ นายแพทย์ หม่อมหลวงเกษตร สนิทวงศ์ รับคำ แล้วรีบออกไปดูสถานที่ทันที เมื่อศาสตราจารย์ นายแพทย์ หม่อมหลวงเกษตร ไปแล้ว

        สมเด็จฯ ได้หันพระพักตร์มาทางข้าพเจ้า “ฉันจะไปดูที่ตั้งศูนย์บรรเทาทุกข์ของสภากาชาดไทยที่เขาล้าน ด้วยตนเอง”

        ท่านตรัสจบ ข้าพเจ้าตกใจจนตาเหลือก เพราะข้าพเจ้าไม่คาดหมายว่าท่านจะเสด็จไปที่นั้น จึงไม่ได้จัดเตรียมที่ประทับไว้ อีกทั้งบริเวณนั้นอยู่ติดกับสันเขาบรรทัด เขตติดต่อเขมร ห่างกันเพียง ๕๐๐ เมตรเท่านั้น อยู่ในรัศมีปืนครกตลอดจนจรวดอาร์.พี.จี.ของฝ่ายตรงข้ามจะยิงมาได้โดยง่าย

        ข้าพเจ้าจึงกราบบังคมทูลว่า “ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าขอรับสนองพระบรมราชโองการ ไปดูที่ตั้งศูนย์ด้วยตนเองจะสะดวกกว่าพระพุทธเจ้าข้า”

 

        “ฉันคิดว่า ฉันอยากจะดูด้วยตนเอง จะได้วางแผนช่วยเหลือได้ถูกและฉันอยากเห็นคนตกทุกข์ได้อยากเหล่านั้นด้วย” เมื่อพระองค์ตรัสจบ ก็จัดแจงเดินทางไปบ้านเขาล้านทันที

        ข้าพเจ้าตกใจจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก เพราะไม่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่า ท่านจะเสด็จไปทอดพระเนตรด้วยพระองค์เองอย่างฉบับพลันทันที

        “จะมีอะไรขาดตกบกพร่องบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ ขอเจ้าพ่อ เจ้าแม่ เจ้าป่า เจ้าเขาช่วยลูกช้างด้วยเถิด” ข้าพเจ้านึกภาวนาในใจ

9zwq2

        เมื่อพระองค์ท่านเสด็จฯ ถึงบรรดาทหารตำรวจ ก็ห้อมล้อมให้ความอารักขาอย่างเหนี่ยวแน่น สมเด็จฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมผู้อพยพทันที ท่ามกลางแดดร้อนตอนเที่ยงวัน ทรงพระราชดำเนินตั้งแต่ต้นหัวบ้านเขาล้านไปจนจรดชายทะเล ระยะทางประมาณ ๒ – ๓ กิโลเมตร โดยมิได้ทรงเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย

        ขณะนั้นเป็นหน้าฝน ฝนเริ่มตกมาบ้างแล้ว พื้นดินบางแห่งแฉะเละเป็นโคลน ท่านก็พระราชดำเนินตามปกติมิได้บ่นว่าประการใด ทำให้ข้าพเจ้าโล่งใจขึ้นมาจากความวิตกกังวลเมื่อครู่นี้ ตอนที่ออกไปชายทะเลข้าพเจ้าเป็นห่วงมาก ๆ เพราะเช้า ๆ พวกเขมรแดงเหล่านี้ออกไปปล่อยสิ่งปฏิกูลเอาไว้เป็นกอง ๆ กองใหญ่บ้างเล็กบ้าง ข้าพเจ้าต้องคอยสังเกตพระบาทของพระองค์ท่าน และคอยนำทางหลีกเลี่ยงบรรดาข้าวเม่าทอดเหล่านั้นเสีย และดูเหมือนท่านจะทรงทราบดีว่าทำไมข้าพเจ้าจึงนำเสด็จฯ พระองค์ท่านเลี้ยวไปเลี้ยวมา เหมือนงูเลื้อยอย่างนั้น พระองค์ท่านทรงมีรับสั่งกับท่านผู้หญิงสุประภาดา เกษมสันต์ ว่า

        “วันนี้ดินฟ้าอากาศแจ่มใสดี ฤกษ์บนดีแต่ฤกษ์ล่างไม่สู้ดีนัก” ท่านผู้หญิงฯตอบรับแล้วอมยิ้มเพราะคงเข้าใจความหมายว่า พระองค์ท่านหมายถึงอะไร

         จากนั้นท่านเสด็จฯ มาประทับยืนและประทับนั่งอยู่ใกล้กับ ฮ.พระที่นั่งซึ่งลำตัวสีฟ้าคาดแดงมองเห็นได้จากระยะไกล แม้จากสันเขาบรรทัด

A10495249-29

         ข้าพเจ้าแหงนหน้ามอง เห็นเครื่องบินคุ้มกันอารักขาของกองทัพไทย บินวนเวียนอยู่ไปมาแล้วก็สบายใจ ข้าพเจ้าอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และด้วยอำนาจบุญญาบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จงช่วยคุ้มครองป้องกันสรรพอันตรายต่าง ๆ อย่าได้แผ้วพานพระองค์ท่านได้เลย จงคุ้มครองป้องกันพระองค์ท่านด้วยเถิด

         ประมาณ ๑๖.๐๐ น. วันนั้นสมเด็จฯ ก็เสด็จกลับและได้ชี้ที่ตั้งศูนย์บรรเทาทุกข์ถาวรของสภากาชาดไทย ธงกาชาดไทยสะบัดพลิ้วตามลม เมื่อพระองค์ท่านเสด็จกลับ ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย แม้พระองค์ท่านเสด็จกลับแล้ว …..ยังรับสั่งให้ท่านผู้หญิงสุประภาดา เกษมสันต์ แพทย์หญิงคุณตวัน สุรวงศ์ บุนนาค นายแพทย์เจียมศักดิ์ สุทธิภักดี นายแพทย์ยิ่งศักดิ์ เจียมไชยศรี นายแพทย์ดิเรก ณ ถลาง และคุณจรุงจิตต์ อุรัสยะนันทน์ อยู่ช่วยเหลือผู้อพยพก่อนอย่างน้อย ๑๐ วันจนกว่าจะมีชุดใหม่มาเปลี่ยน

         ….เมื่อเครื่องบินพระที่นั่งโผสู่ท้องฟ้า มุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานครนั้น พวกเราทุกคนดูเหมือนจะกระทำการอย่างเดียวกันเหมือนนัดหมาย กล่าวคือ ยกมือขึ้นพนมเหนือหัวและพึมพำในใจ

        “ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนานเทอญ” และศูนย์อพยพเขมรที่เขาล้านก็ก่อกำเนิดขึ้นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

K6764842-87

         ในการเสด็จฯ ไปเยี่ยมศูนย์อพยพชาวเขมรในวันนั้น สิ่งที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ มิได้ลืมก็คือ ทุกข์สุขของคนไทยที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้น และได้สั่งให้พวกเราดูแลและช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดอีกทางหนึ่งด้วย

         สมเด็จองค์สภานายิกาสภากาชาดไทย มิได้ทรงละเลยประชาชนของพระองค์ ได้เสด็จ ฯ ทรงเยี่ยมและพระราชทานความช่วยเหลือแก่ชาวไทยในพื้นที่ใกล้เคียงกับศูนย์สภากาชาดไทยเขาล้าน จังหวัดตราด

         ต่อมา คือ “ศูนย์ราชการุณย์”สภากาชาดไทย เขาล้าน

……………………………….

ที่มา : บางส่วนจากความเห็นคุณ Max2000 ใน pantip.com

ลึก…กว่ามหาสมุทร…

 

พ.อ.(พิเศษ) ทองคำ ศรีโยธิน

ควาวนี้มาดูที่ว่า… พระมหากษัตริย์ผู้ทรงธรรมนั้น…

ลึก… กว่ามหาสมุทร…

ดูซิ… ว่าลึกยังไง…?

วันเฉลิมพระชนมพรรษา… ปีหนึ่ง…

ท่ามกลางคณะรัฐมนตรี… และผู้เข้าเฝ้า… ท่านบอกว่า…

กรุงเทพฯ… กำลังจะอดน้ำ… แล้วมีประกาศให้รีบประหยัดน้ำ…

ท่านถามว่า… ประหยัดน้ำแล้ว… มันจะพ้นจากการไม่มีน้ำใช้ไหม…?

ประหยัด… ไม่ใช่การแก้ปัญหา…

ท่านบอกว่า… มันถึงเวลาที่จะต้องสร้างเขื่อนแล้วนะ…

สร้างเขื่อนที่… นครนายก… ได้น้ำเท่านี้นะ…

สร้างเขื่อนที่… ลำน้ำแถวป่าสัก… ได้น้ำเท่านี้นะ…

สองเขื่อนนี้… มีน้ำพอ… เลี้ยงคนสิบล้านได้… ไม่มีขาด…

 

ช่วงหนึ่ง… กรุงเทพฯ มีปัญหาวิกฤติ… น้ำท่วม…

รัฐบาลหลายรัฐบาล… ผู้ว่า กทม. .. หลายผู้ว่าฯ… แก้ปัญหาไม่ตก…

 

ในหลวง… บอกว่า…

ให้ทำโครงการแก้มลิง…

ออก TV … ชี้แจงรายละเอียด… มอบหมายให้ทุกฝ่ายดำเนินการ…

ปรากฏว่า… ต่อมา…

กรุงเทพฯ… น้ำไม่ท่วม…

เกิดวิกฤติจราจรที่ฝั่งธนฯ…

ตรงสะพานพระปิ่นเกล้าฯ… แก้ปัญหากันไม่ตก…

ในหวง… บอกว่า… ให้ขยายสะพานพระปิ่นเกล้า…

สร้างทางด่วนลอยฟ้ารองรับ… ไปจนถึงพุทธมณฑล…

แล้วสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่ม…

ตรงแบงก์ชาติ… คือสะพานพระราม 8 …

ตอนนี้… วิกฤติจลาจล… หาย…

พอมีปัญหาเศรษฐกิจ… ธุรกิจล้มกันระเนระนาด…

ในหลวงคิดโครงการ…

เศรษฐกิจพอเพียง…

ไม่ต้องรวย… แต่อยู่แบบไม่ทุกข์… ไม่ต้องฆ่าตัวตาย…

 

บอกไว้ละเอียดยิบว่า…

ในที่ดิน 15 ไร่… ขุดบ่อกักน้ำและเลี้ยงปลา 3 ไร่…

บนบ่อ… เลี้ยงไก่ไข่… คันบ่อปลูกพืช… ล้มลุกและยืนต้น…

ทำไร่นาสวนผสม 10 ไร่….

รวมถึงคอกสัตว์… กองปุ๋ย… ลานตากพืช…

เป็นที่อยู่อาศัย 2 ไร่…

มีรายได้เท่าไร… ค่าใช้จ่ายเท่าไร… ? พูดอย่างชัดเจน…

ถ้าทำอย่างนี้… ไม่ยากจน… สู้เขาได้…

 

ประชุมใหญ่คราวที่แล้ว…

ทั่วโลกตกลงยอมรับ… หลักการเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง…

บอกว่า… จะเอาไปเผยแพร่ในประเทศต่างๆ… ที่กำลังพัฒนา…

 

อีกเรื่องหนึ่ง… ที่เห็นกันชัดๆ…

ที่สกลนคร… ตอนที่คอมมิวนิสต์กำลังรุ่งเรือง…

อาจารย์ต้องเดินทางจากสกลนคร… มากาฬสินธุ์…

ต้องขับรถไต่เขา… เข้าไปในป่า…

เหมือนกับ… กำลังเข้าไปในป่าคอมมิวนิสต์…

ในขณะเดินทาง… มองไปในป่าข้างทางแล้ว…

รู้สึก… เสียว… น่ากลัว…

คนขับรถสะกิดให้ดู… โน่น… พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์…

ในหลวงเสด็จมาประทับที่นั่น…

อ้อ… พ่อเรา… มานอนอยู่บนเขานี้ด้วย…

รู้สึกอบอุ่น… หายกลัว…


ในหลวงเสด็จมาประทับที่นี่… เพื่อปลุกให้เรา…

กล้าหาญ… เสียสละ… และทำความดี… เหมือนพระองค์…

เพราะฉะนั้น… โครงการทุกโครงการที่พระองค์ตั้งขึ้น…

กำนัน… นายอำเภอ… ผู้ว่า… ต้องเข้าร่วม…

 

มีเด็กรุ่นหนุ่มรุ่นสาว… เข้าป่าจริง… ไปร่วมอุดมการณ์กับคอมมิวนิสต์…

แต่ในหลวง… เข้าไปเยี่ยมพ่อ… เยี่ยมแม่ของเขา… ถึงในหมู่บ้าน…

ไปสร้างอ่างเก็บน้ำให้… ไปสอนให้ทอผ้า… เข้าไปฝึกอาชีพให้…

ทรงช่วยเหลือทุกอย่าง…

 

ลูกอยู่ในป่า… พวกที่หลงผิด… สำนึก…

ขณะเราอยู่ในป่า… ในหลวงไปเลี้ยงพ่อแม่ให้เรา…

เกิดความจงรักภักดี… เปลี่ยนใจ… มอบตัว…

ขอให้เข้าร่วมพัฒนาชาติไทย…

เมืองไทยจึงสงบ…

แกนของความสำเร็จจริงๆ… อยู่ตรงนี้…

 

ทุกครั้งที่ในหลวงพูดออกทีวี… พอพูดเสร็จ… คนทั้งประเทศ… ตะลึง…

คิดไม่ถึง… ในหลวงจะคิดได้ถึงขนาดนี้…

รัฐบาลเอง… ก็ยังช้าเกินไป… แต่ในหลวง… คิดหมดแล้ว…

คิดกระทั่งว่า… คนหนึ่งใช้น้ำกี่ลิตร… จำนวนคนเท่านั้น… ใช้น้ำเท่านี้…

เขื่อนนี้… ได้น้ำมาเลี้ยงคนเท่าไร… อดน้ำแก้ยังไง…?

น้ำท่วม…แก้ยังไง… ?

เศรษฐกิจทรุด… แก้ยังไง… ? บ้านเมืองวิกฤติ… แก้ยังไง…?

เพราะอย่างนี้…

จึงประทับท่วมหัวใจ… คนไทยทั้งประเทศ…

ที่ว่า… ลึกกว่ามหาสมุทร… คือ…

“ลึกซึ้ง…”

…………………………………………….

ที่มา : หนังสือหยุดความเลวที่ไล่ล่าคุณ

ตามรอยพระยุคลบาท “พระมหากษัตริย์” นักพัฒนา

3634

เสกสรร สิทธาคม

     น่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีที่เกิดโครงการแบบนี้เป็นรูปธรรมในบางภาคส่วนราชการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นโครงการนำผู้บริหารอย่างน้อยก็ระดับผู้อำนวยการกองสายรับผิดชอบโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สนองพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระราชทานหลักการดำเนินชีวิตตามวิถีแห่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

     อันเกิดจากพระราชหฤทัยห่วงใยน้อมนำสู่ประชาชนชาวไทย เกษตรกร ตลอดจนถ่ายทอดขยายผลสู่เยาวชน ไปฝึกอบรมและศึกษาดูงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือการที่เกี่ยวข้องกับการสนองพระราชดำริยังพื้นที่ต่างๆ เพราะโดยภาพรวมแล้วกระทรวงเกษตรฯมีส่วนสำคัญต่อการถ่ายทอดไปให้ถึงเป้าหมาย โดยเฉพาะคนไทยที่ดำเนินชีวิตอยู่กับอาชีพการเกษตรเป็นหลัก

     โครงการที่ว่านี้คือ “ตามรอยพระมหากษัตริย์นักพัฒนา น้ำพระทัยเพื่อประชาด้วยเกษตรกรรม”

308081_533914156623307_450654322_n

     จุดมุ่งหมาย คือ ให้ราชการของกระทรวงเกษตรฯ ที่เกี่ยวโยงกับการเกษตรทุกระบบของประชาชนในอาชีพนี้หรือประสงค์จะทำอาชีพนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดิน น้ำ ป่า พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ ให้ความรู้ให้ประสบการณ์ให้คำแนะนำ เฉพาะอย่างยิ่งหลักแห่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปสู่เกษตรกร เช่น หลักการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ฯ เป็นต้น

     โครงการนี้เน้นให้ผู้บริหารระดับผู้อำนวยการกองของแต่ละกรมเข้าร่วมอบรมศึกษาดูงาน แม้ในความเป็นจริงราชการระดับนี้ผ่านวิชาการประสบการณ์คลุกคลีกับประชาชนในพื้นที่ต่างๆ มาโชกโชน สัมผัสภาคปฏิบัติมาอย่างหนักหลับตาก็เห็นภาพแล้วว่าต้องให้เกษตรกรในแต่ละท้องถิ่นทำอาชีพเกษตรกันยังไง หรือต้องไปทำอะไรให้กับประชาชน

10698701_4798779544950_4521434146923478874_n

     แต่ทางผู้บริหารสูงสุดของกระทรวงในส่วนราชการ คือ ท่านปลัดฯ ชวลิต ชูขจร ก็ยังเห็นว่า ควรต้องให้ผู้มีหน้าที่ระดับผู้นำกองลงพื้นที่ไปสัมผัสผลสัมฤทธิ์แห่งพระมหากรุณาธิคุณอยู่ต่อเนื่อง อย่าให้ขาดสาย

     แม้ว่าผลแห่งการจัดโครงการจะไม่เป็นไปตามที่ตั้งธงไว้ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม เพราะอาจจะยังเป็นช่วงต้นๆ ถ้าดำเนินการต่อเนื่อง มีรายงานสู่ผู้บริหารสูงสุดของกระทรวง อาจต้องให้นโยบายที่ต้องปฏิบัติอย่างจริงจังแบบเป็นวิถีปฏิบัติเลยก็เป็นได้

     เพื่อน้อมนำพระมหากรุณาธิคุณไปพัฒนาคุณภาพชีวิตก่อประโยชน์สุขอย่างแท้จริงให้ประชาชน

25940_589412401073482_499121403_n

     หน่วยงานที่ดำเนินโครงการในนามกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คือศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและสถาบันเกษตราธิการร่วมกันจัด

     ก่อนลงพื้นที่ไปสัมผัสผลสำเร็จจากการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสังกัดกระทรวงเกษตรฯโดย ที่น้อมนำแนวพระราชดำริไปการแก้ปัญหาให้ประชาชนทั่วไป จนนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของราษฎร

      รวมถึงไปส่งเสริมพื้นที่ของเกษตรกรเองทั้งสนับสนุนองค์ความรู้ตามวิถีหลักปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียงฯ ตามแนวพระราชดำริ การทำเกษตรตามหลักทฤษฎีใหม่ ทั้งวัตถุดิบอย่าง เช่น พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์จากกระทรวงเกษตรฯ จนสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเพื่อให้เป็นต้นแบบ เป็นแหล่งหรือศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริต่อคนอื่นๆ

10689903_4798857786906_3989823063581493906_n

      เพื่อจุดหมายปลายทางคือมีความเป็นอยู่อย่างมีความสุขบนความพออยู่พอกิน เช่น การลงพื้นที่ไปสัมผัส“โครงการอ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลทรอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ที่ชลบุรี น้ำที่เป็นหัวใจสำคัญของความเจริญงอกงามแห่งชีวิต ตามแนวพระราชดำรัส “น้ำคือชีวิต” ไปเยือนศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรมพร้อมที่จะขยายผลให้ผู้ใจไปศึกษาเรียนรู้นำไปประยุกต์ใช้ กระทั่งโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรีตามแนวพระราชดำริ

    ก่อนไปก็เชิญผู้ทรงคุณวุฒิมาบรรยายทั้งนโยบายการขับเคลื่อนและการบริหารจัดการโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของกระทรวงเกษตรฯ ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการเตรียมรับเสด็จฯ เรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาทเกี่ยวกับแผนที่ จนถึงเรียนรู้การขยายผลหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องก่อนเดินทาง

     ผู้ทรงคุณวุฒิที่มาให้ความรู้เริ่มจากท่านปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายชวิต ชูขร (ติดงานด่วนมอบหมายให้ผู้ช่วยปลัดฯ โอภาส ทองยงค์ มาทำหน้าที่แทน) พ.อ.วันชัย เยี่ยมสวัสดิ์ กรมราชองครักษ์ ม.ล.จีรพันธ์ ทวีวงศ์ รองเลขาธิการ กปร.ในตอนนั้น ปัจจุบันเลขาธิการ กปร. พ.อ.อมร บุศย์ประยูร บรรยายเรื่องแผนที่แล้วก็นายสายเมือง วิรยศิริ อดีตรองเลขาธิการ กปร. บรรยายความรู้ภาพรวมเกี่ยวกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอันเกิดขึ้นเพราะพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ด้วยพระราชหฤทัยห่วงใยราษฎรในการดำเนินชีวิต

…………………………………

๒๔ ก.ย.รำลึก “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบัน”

๒๔ กันยายน รำลึกวันคล้ายวันสวรรคต สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ในรัชกาลที่ ๘ และรัชกาลที่ ๙

ขอบคุณภาพ_FB_S. Phormma’s Colorizations และ เพจ เรารัก พระองค์ภา : Our Beloved Princess Bajrakitiyabha

 

Screen_56012

อมรรัตน์ เทพกำปนาท

        “วันมหิดล” ตรงกับวันที่ ๒๔ กันยายนของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ผู้ทรงมีคุณูปการต่อการแพทย์สมัยใหม่ และทรงได้รับการยกย่องว่าเป็น “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบัน”

         สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก คือ สมเด็จพระราชบิดาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๖๙ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ และสมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงประสูติเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๔ มีพระนามเดิมว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ” ทรงเป็นต้นสกุล “มหิดล”

ma22_resize_resize_resize

         เมื่อทรงพระเยาว์ทรงศึกษาที่โรงเรียนราชกุมารในพระบรมมหาราชวัง ต่อมาได้ไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ และเสด็จไปศึกษาวิชาการทหารบกที่ประเทศเยอรมัน โดยในปีสุดท้ายได้เปลี่ยนไปศึกษาวิชาการทหารเรือแทน และสำเร็จการศึกษาในปีพ.ศ. ๒๔๕๔ ซึ่งในปีสุดท้ายนี้ทรงชนะการประกวดออกแบบเรือดำน้ำด้วย ทรงได้รับยศเป็นนายเรือตรีในกองทัพเรือเยอรมัน และได้รับพระราชทานยศจากเมืองไทยเป็นนายเรือตรีแห่งราชนาวีไทยเมื่อพระชนมายุได้ ๒๑ พรรษา

        ครั้นเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๑ ในปีพ.ศ. ๒๔๕๗ พระองค์จึงได้ลาออกจากกองทัพเรือเยอรมัน และเสด็จนิวัติประเทศไทย เมื่อเข้ารับราชการเป็นทหารเรือ ได้รับพระราชทานยศเป็นนายเรือโท

        สมเด็จพระบรมราชชนกทรงสนพระทัยและเชี่ยวชาญทางเรือดำน้ำและเรือตอร์ปิโดรักษาฝั่งซึ่งทรงศึกษามาจากเยอรมันมาก ในขณะนั้นรัชกาลที่ ๖ ทรงมีพระราชประสงค์จะบูรณะกองทัพเรือ พระองค์ก็ได้ถวายความเห็นว่าเมืองไทยเป็นประเทศเล็ก ไม่มีฐานทัพเรือหรืออู่ใหญ่ๆ จึงไม่มีประโยชน์ที่จะใช้เรือรบใหญ่ ควรใช้เรือเล็กๆ เช่น เรือดำน้ำ หรือตอร์ปิโด ซึ่งเข้าแม่น้ำได้สะดวกกว่า และมีประโยชน์มากกว่า แต่เนื่องจากสมัยนั้น ผู้ใหญ่ส่วนมากจบจากอังกฤษ และเห็นว่าควรมีเรือใหญ่ เพื่อฝึกทหารไปในตัว ก็ทรงยอมรับฟัง แต่ก็ทรงน้อยพระทัยว่าอุตส่าห์ไปศึกษาวิชานี้มาโดยตรงจากเยอรมัน ครั้นถึงเวลาปฏิบัติจริงกลับไม่ได้ใช้ ต่อมาจึงทรงลาออกจากประจำการ เนื่องจากมีทรงอาการประชวรเรื้อรัง ไม่สามารถรับราชการหนักได้

109531

         ในเวลาต่อมา สมเด็จกรมพระยาชัยนาทนเรนทร ผู้ช่วยปลัดทูลฉลองและผู้บัญชาการราชแพทยาลัย ขณะนั้นทรงพิจารณาเห็นว่า โรงเรียนแพทย์ของไทยอยู่ในฐานะล้าหลังมากเมื่อเทียบกับทางยุโรป จึงตกลงพระทัยจะปรับปรุงเป็นการใหญ่ แต่มีอุปสรรคคือ หาผู้มีวิชามาเป็นอาจารย์ไม่ได้ จึงได้ทรงกราบทูลวิงวอนสมเด็จพระบรมราชชนกให้ทรงช่วยจัดการเรื่องการแพทย์ ซึ่งเมื่อพระองค์ได้รับทราบถึงความขาดแคลนต่างๆ ในด้านการแพทย์ และการให้การรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่ศิริราช จึงตกลงพระทัยจะทรงช่วย โดยเสด็จไปทรงศึกษาวิชาสาธารณสุขและเตรียมแพทย์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๖๐

        ซึ่งในระหว่างศึกษาต่อนี้ พระองค์ยังได้พระราชทานทุนให้แก่นักเรียนแพทย์ไปศึกษาต่อที่สหรัฐฯ อีกด้วย

และที่สำคัญคือ ยังมีนักเรียนพยาบาลอีก ๒ คน ที่ได้รับทุนจากสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (นางสาวสังวาลย์ ตะละภัฏ ในขณะนั้น) สมเด็จพระบรมราชชนก ทรงดูแลเอาใจใส่นักเรียนของพระองค์อย่างดี

        ทรงรับสั่งเตือนสติเสมอ ว่า “เงินที่ฉันได้ใช้ออกมาเรียน หรือให้พวกเธอออกมาเรียนนี้ ไม่ใช่เงินของฉัน แต่เป็นเงินราษฎรเขาจ้างให้ออกมาเรียน ฉะนั้นพวกเธอต้องตั้งใจเรียนให้ดี ให้สำเร็จ เพื่อจะได้กลับไปทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ และขอให้ประหยัดใช้เงิน เพื่อฉันจะได้มีเงินเหลือไว้ช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป”

       ในปีพ.ศ.๒๔๖๓ ได้เสด็จนิวัติพระนคร เนื่องในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถฯ ในระหว่างนี้ได้ทรงศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับเชื้อโรคบิดอะมีบาและตัวเชื้อโรคไข้มาลาเรีย และยังทรงสอนนักศึกษาเตรียมแพทย์ และทรงปลีกเวลาเรียบเรียงเขียนเรื่องโรคทุเบอร์คุโลลิส หรือโรคฝีในท้อง (วัณโรค) ด้วย

025_1

       ในวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๓ ได้ทรงอภิเษกสมรสกับนางสาว สังวาลย์ ตะละภัฎ (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) ก่อนเสด็จกลับไปศึกษาต่อ จนสำเร็จการศึกษาสาธารณสุข ได้รับประกาศนียบัตร C.P.H. เมื่อปีพ.ศ.๒๔๖๔

      จากนั้นได้เสด็จยุโรปพร้อมพระชายาประทับอยู่ที่เอดินเบอร์ก แต่เดิมที่เสด็จยุโรปครั้งนี้ ทรงตั้งพระทัยจะศึกษาวิชาแพทย์ให้จบ แต่เนื่องจากทรงประชวรด้วยโรคพระวักกะ(ไต) กอปรกับอากาศที่อังกฤษหนาวชื้น ไม่เหมาะกับโรค จึงได้เสด็จนิวัติพระนครอีกครั้งเมื่อปีพ.ศ.๒๔๖๖

        และล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ ได้ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระองค์ท่านเป็นอธิบดีกรมมหาวิทยาลัย

        ต่อมาได้ทรงสอนวิชาว่าด้วยกายวิภาคศาสตร์ของสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง และวิชาประวัติศาสตร์แก่นักเรียนเตรียมแพทย์ ครั้นพ้นตำแหน่งเดิมก็ทรงได้รับตำแหน่งข้าหลวงสำรวจการศึกษาทั่วไป อันเป็นตำแหน่งเฉพาะพระองค์ จากการที่ทรงตรากตรำทำงานอย่างหนักทำให้พระอนามัยทรุดโทรม แพทย์ได้กราบทูลแนะนำให้เสด็จไปรักษาพระองค์ที่ยุโรปหรืออเมริกาซึ่งมีอากาศเหมาะกับพระอาการ

        ในปีพ.ศ. ๒๔๖๘ จึงได้เสด็จยุโรปพร้อมพระชายาและพระธิดา และในปีพ.ศ. ๒๔๖๙ ก็ได้ศึกษาต่อวิชาแพทย์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ระหว่างปีสุดท้ายทรงใช้เวลาและพละกำลังมากไปเกินเหตุ จนเป็นให้อาการพระโรคกำเริบขึ้น คณะแพทย์คิดว่าพระอาการจะไม่ฟื้นดีขึ้น จึงถวายคำแนะนำมิให้ทรงตรากตรำเข้าสอบไล่ แต่ต่อมาพระอาการดีขึ้น จึงทรงเข้าสอบจนสำเร็จได้เกียรตินิยม เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๑

        และทรงได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสมาคมเกียรตินิยมทางการศึกษาแพทย์ Alpha Omega Alpha ก่อนเสด็จนิวัติถึงพระนครเมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๗๑ ในครั้งนั้น ทรงมีพระราชประสงค์จะเป็นแพทย์ประจำบ้านที่โรงพยาบาลศิริราช แต่ทางการไม่อาจสนองพระราชประสงค์ได้ เนื่องจากติดเรื่องพระอิสริยยศและราชประเพณี เป็นเหตุให้ไม่พอพระราชหฤทัย

family3

        จึงทรงเปลี่ยนความตั้งพระทัยเสด็จไปปฏิบัติหน้าที่แพทย์ประจำบ้านที่โรงพยาบาลแมคคอมิค จังหวัดเชียงใหม่ แทน โดยเสด็จถึงเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.๒๔๗๒ และทรงอยู่ร่วมกับครอบครัว ดร.อี.ซี.คอร์ท ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแมคคอมิคในครั้งนั้น ทรงมีมหาดเล็กรับใช้เพียงคนเดียว และทรงปฏิบัติพระองค์เยี่ยงแพทย์ธรรมดาสามัญคนหนึ่ง แม้ว่าสุขภาพจะไม่อำนวย แต่ทรงมีความสุขเป็นอันมากกับการมีโอกาสเป็นหมออย่างเต็มที่

        ชั่วเวลาไม่นาน กิตติศัพท์ของพระองค์ก็แพร่หลายไปทั่วว่ามีแพทย์เป็นเจ้าฟ้ามาทรงปฏิบัติงานอยู่ที่นี่ ผู้ป่วยที่มารับการตรวจรักษาโรคที่โรงพยาบาลครั้งนั้น จึงขนานนามพระองค์ท่านว่า “หมอเจ้าฟ้า”

        เป็นที่น่าเสียดายว่าทรงประทับอยู่เชียงใหม่ไม่ถึงเดือนก็ต้องเสด็จกลับกรุงเทพ เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ เนื่องในพิธีถวายพระเพลิงสมเด็จกรมพระยาภานุพันธ์วงศ์วรเดช

        จากนั้นทรงประชวรหนัก และได้เสด็จทิวงคตด้วยพระอาการบวมน้ำในพระปัปผาสะ (ปอด) และพระหทัยวาย เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๒ รวมสิริพระชนมายุได้ ๓๘ พรรษา นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของวงการแพทย์ไทย

king01

        หลังจากทิวงคตแล้ว เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๒ รัชกาลที่ ๗ ได้สถาปนาพระราชอิสริยศักดิ์พระองค์เป็น “สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์”

        และในปีพ.ศ. ๒๔๗๗ รัชกาลที่ ๘ ได้ทรงสถาปนาเป็น “สมเด็จพระราชบิดา เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์”

        ครั้นในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันได้สถาปนาพระองค์เป็น “สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก”

        จะเห็นได้ว่าตลอดพระชนมชีพของสมเด็จพระบรมราชชนก ได้ทรงประกอบพระกรณียกิจเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างไพศาล โดยเฉพาะด้านการแพทย์ และการสาธารณสุข ทรงอุทิศกำลังพระวรกาย และพระหฤทัย ตลอดจนทรัพย์สินส่วนพระองค์ เพื่อการแพทย์ไทยอย่างมากมายเกินกว่าจะกล่าวได้ ทรงเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาแพทย์ ทรงช่วยเหลือในการขยายกิจการของโรงพยาบาลศิริราช ประทานเงินส่วนพระองค์จัดสร้างตึกคนไข้ จัดหาที่พักสำหรับพยาบาลได้อาศัย

        ทรงบริจาคทรัพย์ส่วนใหญ่เป็นทุนไว้สำหรับส่งนักศึกษาแพทย์และนักเรียนพยาบาลออกไปศึกษาต่อ ต่างประเทศ ประทานเงินจัดหาเครื่องมือ เครื่องใช้สำหรับปฏิบัติการในโรงพยาบาล ทรงเป็นผู้แทนติดต่อกับมูลนิธิร็อกกี้ เฟลเล่อร์ให้ดำเนินการช่วยเหลือการแพทย์และพยาบาลไทย โดยปรับปรุงการศึกษา และวางมาตรฐานจนสามารถรับรองกิจการแพทย์ของประเทศได้ดังปัจจุบัน ฯลฯ

tnews_1259830130_9894 (1)

        ด้วยเหตุนี้ บรรดาผู้ที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณจึงได้พร้อมใจกันเฉลิมพระเกียรติพระองค์ให้เป็น “ พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบัน ”

        นอกจากนี้ผู้ที่เคยได้รับพระกรุณาในด้านต่างๆก็ได้รวบรวมเงินจัดสร้างพระรูปประดิษฐานไว้ ณ โรงพยาบาลศิริราช และในวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๓ นักศึกษาแพทย์ก็ได้ริเริ่มจัดงานขึ้นเป็นครั้งแรกเนื่องในวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ และต่อมาทางคณะแพทยศาสตร์ และศิริราชพยาบาล ก็มีความเห็นพร้องต้องกันว่าให้ยึดเอาวันที่ ๒๔ กันยายนของทุกปี เป็นวันน้อมระลึกถึงพระองค์

         โดยให้ชื่อว่า “วันมหิดล” และจัดงานอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๔ และเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ อันเป็นวันครบรอบ ๑๐๐ ปี วันพระราชสมภพ องค์การยูเนสโกก็ได้ประกาศยกย่องสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลก

         ต่อมาในปีพ.ศ. ๒๕๔๑ กองทัพเรือก็ได้ขอพระราชทานพระยศ “จอมพลเรือ”

         ขอเชิญชวนให้ประชนชาวไทยได้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านด้วยการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ โดยเฉพาะนักศึกษาแพทย์ที่จะเจริญรอยตามเบื้องยุคลบาท

         พระองค์ทรงกล่าวเสมอว่า “…อาชีพแพทย์นั้นมีเกียรติ แพทย์ที่ดีจะไม่ร่ำรวย แต่ไม่อดตาย ถ้าใครอยากร่ำรวย ก็ควรประกอบอาชีพอื่น…”

……………………………………………

ที่มา : กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม