กว่า ๗๐๐ ปี มหาราชไทยยังกึกก้อง ต่างชาติในโลก ทุกวันนี้ยังตาม!!



มหัศจรรย์มหาราชชาติไทย ! กว่า ๗๐๐ ปีแล้วพระเกียรติยังกึกก้อง ยูเนสโก ว่าหลายรัฐในโลกทุกวันนี้ยังตาม!!

เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม เป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์อีกวันหนึ่ง ถือเป็น “วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช” มหาราชพระองค์แรกของชาติไทย เหตุที่เลือกเอาวันนี้เป็นวันระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์

โดยถือเอาวันที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.๔) ขณะทรงผนวชได้ธุดงค์ไปพบหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชในวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ.๒๓๗๖ ณ เนินปราสาทเก่าเมืองสุโขทัย

กรุงสุโขทัย ราชธานีแห่งแรกของไทยและมรดกของโลกในวันนี้

ในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงนั้น เป็นยุคแห่งความรุ่งโรจน์ไปทุกด้าน ทั้งการเมืองการปกครองและการทำมาหากินของราษฎร กล่าวขานกันว่าเป็น “รุ่งอรุณแห่งความสุข”

 และเป็นพื้นฐานที่สำคัญของประเทศไทยมาจนถึงวันนี้ องค์การยูเนสโกสดุดีว่า “แก่นหลักหลายประการของกรุงสุโขทัยในยุคนั้น เป็นคุณค่าสากลที่หลายรัฐในโลกทุกวันนี้ร่วมยึดถือ”

เมื่อระลึกถึงพระคุณของพ่อขุนรามคำแหง อันดับแรกก็จะนึกถึงภาษาไทยที่เราใช้กันทุกวันนี้

พ่อขุนรามคำแหงได้ประดิษฐ์อักษรไทยขึ้น เมื่อปี พ.ศ.๑๘๒๖ สันนิษฐานกันว่า เริ่มต้นมาจากที่แบบอักษรคฤนถ์ของอินเดียใต้ ถูกนำมาดัดแปลงเป็นอักษรขอม นำมาเขียนภาษาบาลีและสันสกฤต

แต่พ่อขุนรามคำแหง ทรงเห็นว่า การนำมาเขียนเป็นภาษาไทยนั้นไม่สะดวก

เพราะไม่มีวรรณยุกต์เป็นเครื่องหมายกำหนดเสียงสูงต่ำ และมีสระน้อยไม่เพียงพอจะเขียนภาษาไทย

จึงทรงแก้ไขให้มีความครบถ้วนตามลักษณะเสียงที่ใช้ในภาษาไทย และทรงแก้ไขแบบอักษรให้เขียนได้รวดเร็วกว่าอักษรขอม 

ตัวอักษรไทยที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงคิดค้นขึ้นนี้ ได้มีผู้นำไปใช้กันแพร่หลายต่อในประเทศใกล้เคียง เช่น ในล้านช้าง ล้านนา และประเทศข้างฝ่ายใต้ของอาณาจักรสุโขทัย คือ กรุงศรีอยุธยา

ส่วนการปกครองในสมัยพ่อขุนรามคำแหงที่เป็นแบบปิตุราชา หรือพ่อปกครองลูกนั้น ทรงวางพระองค์เสมือนเป็นหัวหน้าครอบครัว

เป็นผู้นำทั้งด้านการรักษาความปลอดภัยของอาณาจักร เป็นผู้นำทางศีลธรรม และเป็นผู้รักษาความยุติธรรม มีความใกล้ชิดกับคนในครอบครัว



อีกทั้งยังทรงเป็นนักประชาธิปไตยที่รับฟังความคิดเห็นของราษฎร ดังปรากฏในหลักศิลาจารึกว่า

“...ผิใช่วันสวดธรรม พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัย ขึ้นนั่งเหนือขะดารหิน ให้ฝูงท่วยลูกเจ้าลูกขุน ฝูงท่วยถือบ้านถือเมืองกัน...”

นี่ก็คือการเปิดสภาประชาชนทุกวัน เว้นวันพระ

แบบฉบับอีกอย่างของพ่อขุนรามคำแหงที่ไม่เหมือนใครในยุคนั้น

ซึ่งกษัตริย์ทั้งตะวันตก ตะวันออก โดยเฉพาะกษัตริย์ขอมที่มีอิทธิพลในย่านนี้ ต่างอ้างตัวว่าไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา เป็นเทพอวตารลงมาเป็นกษัตริย์

แต่พ่อขุนรามคำแหงจารึกไว้ในหลักศิลาว่า 

“...พี่กูตาย จึงได้เมืองแก่กูทั้งกลม...” 

บอกถึงการถ่ายทอดอำนาจโดยไม่ต้องอ้างพระเจ้า

ความเอาใจใส่ดูแลคนในปกครองนั้น ลูกบ้านคนใดที่มีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ ก็สามารถไปร้องทุกข์กับพระองค์ได้ เหมือนศูนย์ดำรงธรรม เพียงเดินไปสั่นกระดิ่งหน้าประตูวัง 

และไม่แต่คนเท่านั้น สัตว์ก็สามารถทำได้เช่นกัน

ในนิทานพระร่วง ได้เล่าไว้เรื่องหนึ่งว่า มีม้าแก่ตัวหนึ่งรับใช้เจ้าของมาตั้งแต่ยังหนุ่ม ไม่ว่าจะขี่หรือเทียมรถลากสินค้าไปขาย ม้าก็รับใช้เจ้าของด้วยความซื่อสัตย์จนร่ำรวยเป็นเศรษฐี

แต่เจ้าของกลับไม่สำนึกในบุญคุณของม้า พอมันแก่หมดเรี่ยวแรงก็ปล่อยให้ไปหากินเอาเองตามยถากรรม

ม้าแก่ไปเล็มหญ้าอยู่หน้าพระราชวัง แล้วดึงเชือกสั่นกระดิ่ง พ่อขุนรามคำแหงได้เสด็จออกมาตามสัญญาที่ทรงสลักในศิลาจารึกประกาศไว้

เมื่อทอดพระเนตรว่าเป็นม้าไม่ใช่คน พระองค์ก็ทรงไต่สวนหาเรื่องราวจนทรงทราบว่า มันถูกทอดทิ้ง

จึงรับสั่งให้เจ้าของม้านำกลับไปเลี้ยงดูให้มีความสุข สมกับที่มันทำงานรับใช้มา ไม่ปล่อยให้หากินเองเป็นม้าเร่ร่อนอีกต่อไป


เราเคยอ่านประวัติศาสตร์สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทราบว่า ชาวฝรั่งเศสได้นำวิทยาการตะวันตกผันน้ำจากห้วยซับเหล็กด้วยท่อดินเผามาใช้ในพระราชวังลพบุรี

แต่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนคร มีท่อน้ำดินเผาในสมัยสุโขทัยแสดงไว้ ซึ่งเคยใช้ผันน้ำจากเขื่อนสรีดภงส์ หรือทำนบพระร่วง ไปให้ราษฎรในกรุงสุโขทัยใช้ในการทำเกษตรโดยไม่ต้องอาศัยฝน

ดังข้อความในหลักศิลาจารึกหลักที่ ๑๓ ว่า

“...อนึ่งท่อปู่พระยาร่วงทำ เอาน้ำเข้าไปเถิงบางพานนั้น ก็ถมหลายสิ้น และเขาย่อมทำนาทางฟ้า และหาท่อนั้นพบ กระทำท่อเอาน้ำเข้าไปเลี้ยงนาให้เป็นนาเหมือง นาฝาย มิได้เป็นทางฟ้า...”

พระองค์คงไม่ได้นำวิทยาการตะวันตกมาใช้แน่

นอกจากนี้ยังมี “ถนนพระร่วง” ยาวถึง ๑๒๓ กิโลเมตร

เชื่อมกรุงสุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร ให้ราษฎรใช้เดินทางไปมาค้าขาย และใช้เป็นคันกั้นน้ำด้วย

ไม่ใช่แค่สร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ ส่งน้ำด้วยท่อดินเผาไปให้ราษฎรทำการเกษตร ถนนท่านก็ทรงสร้าง

ในตอนนั้นจีนเกิดสงครามกลางเมืองกันยาวนาน จากการเปลี่ยนราชวงศ์ซ้อง มาเป็นราชวงศ์มองโกล และราชวงศ์เหม็ง ทำให้การผลิตและขนส่งเครื่องปั้นดินเผาที่มีชื่อเสียงของจีนมีปัญหา

ไม่สามารถส่งไปตลาดต่างประเทศที่กำลังต้องการได้ พ่อขุนรามคำแหงจึงส่งคนไปขอช่างจีนมาสร้างเตาเผาขึ้นในกรุงสุโขทัยและศรีสัชนาลัย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม “เครื่องสังคโลก” และส่งออกไปครองตลาดแทนจีน ทุกวันนี้ก็ยังพบเครื่องสังคโลกอยู่ในญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ อินโดเนเซีย อินเดีย บอร์เนียว จนถึงอียิปต์ รวมทั้งจีน และในซากสำเภาที่จมอยู่ใต้ทะเลหลายแห่ง

ด้านการค้าภายในประเทศนั้น ทรงส่งเสริมเสรีทางการค้าอย่างกว้างขวาง ไม่เก็บภาษีผ่านด่านจากพ่อค้าที่นำสินค้าต่างถิ่นเข้ามาขายในกรุงสุโขทัย ดังศิลาจารึกว่า 

"...เจ้าเมือง บ่เอาจกอบในไพร่ลู่ทาง..." 

ศิลาจารึกยังปรากฏข้อความที่พ่อขุนรามคำแหงทรงส่งเสริมให้ชาวสุโขทัยนิยมการค้าขายว่า 

"...เพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ใครจะใคร่ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า ใครจักใคร่ค้าเงือนค้าทองค้า..."

และปรากฏแหล่งการค้าที่สำคัญในสุโขทัยได้แก่ 

"เบื้องตีนนอนเมืองสุโขทัย มีตลาดปสาน"



ศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชเมื่อกว่า ๗๐๐ ปีมานี้ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกใน พ.ศ.๒๕๔๖ โดยองค์การยูเนสโก แห่งสหประชาชาติ ได้กล่าวสดุดีไว้ว่า

“นับเป็นมรดกเอกสารชิ้นหลักซึ่งมีความสำคัญระดับโลก เพราะให้ข้อมูลอันทรงค่าว่าด้วยแก่นหลักหลายประการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมโลก ไม่เพียงแต่บันทึกการประดิษฐ์อักษรไทยซึ่งเป็นรากฐานแห่งอักษรที่ผู้คนหกสิบล้านคนใช้อยู่ในประเทศไทยปัจจุบัน การพรรณนาสุโขทัยรัฐไทยสมัยศตวรรษที่ ๑๓ ไว้โดยละเอียดและหาได้ยากนั้น ยังสะท้อนถึงคุณค่าสากลที่รัฐทั้งหลายในโลกทุกวันนี้ร่วมยึดถือ”

นี่คือส่วนหนึ่งที่มหาราชพระองค์แรกของชาติไทยทรงสร้างไว้ ซึ่งเป็นรากฐานที่ทำให้ชาติไทยของเราเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้
โดย : โรม บุนนาค

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

https://mgronline.com/onlinesection/detail/9610000005959

ศิลาจารึก historykingramkhamhaeng

ใส่ความเห็น

© Copyright 2018 Welovethaiking.com , all rights reserved