“ใครครอบครองดินคนนั้นครอบครองอาหาร”



“ใครครอบครองดินคนนั้นครอบครองอาหาร”

ฉันได้ยินคำพูดนี้มาจากที่ไหนสักแห่งแต่ก็ไม่เข้าใจความหมายของมันแจ่มแจ้งนัก

จนกระทั่ง นายปรีชา โพธิ์ปาน ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน ศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา พาเดินชมพื้นที่ต่างๆภายในศูนย์ฯที่กำลังพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรถึงเริ่มนึกออกว่าดินนั้นสำคัญอย่างไร

ภายในอาณาบริเวณ 600 กว่าไร่ ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้และแปลงสาธิตการเกษตรพืชหลายชนิด สวนสมุนไพร ตัวอย่างงานวิจัยด้านอนุรักษ์ดินและน้ำ แบบทดลองการฟื้นฟูปรับปรุงบำรุงดิน ตัวอย่างระบบการผลิตเกษตรอินทรีย์ การทำพืชปุ๋ยสด การผลิตเมล็ดพันธุ์พืช การผลิตและขยายพันธุ์หญ้าแฝกเพื่อแจกจ่าย การศึกษารวบรวมอนุรักษ์พันธุกรรมพืช การปลูกพืชอนุรักษ์ดินน้ำและพืชปรับปรุงบำรุงดิน การนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาทำปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ

พื้นที่บางส่วนกำลังปรับปรุงภูมิทัศน์อาคารใหม่ เพื่อเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกและสร้างแหล่งเรียนรู้ให้กับผู้เข้ามาศึกษาดูงานและท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้ได้รับประโยชน์อย่างเบ็ดเสร็จทั้งด้านวิชาการพัฒนาที่ดินและเกษตรอินทรีย์

แต่มุมที่น่าสนใจที่สุดนั้นคือ “ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง” เนื้อที่ 13 ไร่ ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการทำเกษตรอินทรีย์เพื่อใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างยั่งยืน

ศูนย์เรียนรู้ฯ แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน

           ส่วนที่ 1 “น้ำสร้างชีวิต” มีเนื้อที่ 3 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 24 ของพื้นที่ทั้งหมด เป็นพื้นที่สำหรับดูแลสัตว์เลี้ยงชนิดต่างๆ เช่น โคพันธุ์ตาก กระบือ หมูป่า หมูหลุม แพะพันธุ์มหาสารคาม กบพันธุ์พื้นเมือง ตะพาบน้ำ เต่า ไก่พื้นบ้านและเป็ดสำหรับกินไข่เป็นแหล่งอาหารโปรตีน

บริเวณนี้มีโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ไร้กลิ่นและสระน้ำที่ใช้เลี้ยงแหนแดงเพิ่มไนโตรเจนในนา โรงเพาะเห็ด เห็ดนางฟ้าภูฏาน การเผาถ่านให้ได้น้ำส้มควันไม้ ธนาคารน้ำหมักชีวภาพ ศาลาเรียนรู้การพัฒนาที่ดิน ค้างไม้เลื้อย เช่น บวบ น้ำเต้า

           ส่วนที่ 2 “ข้าวสร้างขวัญ” เป็นพื้นที่ปลูกข้าว 2 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 15 ของพื้นที่ทั้งหมด ปลูกข้าวพันธุ์สันนิบาต ข้าวหอมมะลิแดง ข้าวหอมนิล และเวสสันดร ซึ่งหลังเก็บเกี่ยวข้าวจะปลูกพืชปุ๋ยสดก่อนทำนาครั้งต่อไป

          ส่วนที่ 3 “พืชพรรณสร้างรายได้” จัดไว้ปลูกพืชผสมผสานในลักษณะสวนป่าและสวนพืชสมุนไพร “ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ส่วนนี้มีพื้นที่ 6 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 46 ของพื้นที่ทั้งหมด มีการทำหลุมพอเพียงโดยปลูกพืชหลากหลายชนิดภายในหลุมเดียวกันเพื่อใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน
           ส่วนที่ 4 “บ้านพักพอกิน บ้านดินพอเพียง” เป็นส่วนของบ้านพักอาศัย เนื้อที่ 2 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 15 ของพื้นที่ทั้งหมด ปลูกไม้ดอกไม้ประดับรอบบ้าน มีตัวอย่างบ้านพักพอกิน บ้านดินลดโลกร้อน  และตัวอย่างการใช้ชีวิตทำกินจริงๆของสามีภรรยาคู่หนึ่ง คือ

“คุณธัญญเทพ-ดารณี มั่นมา” ซึ่งปักหลักอยู่อาศัยมานานกว่า 8 เดือนแล้ว



พื้นที่ศูนย์เรียนรู้ฯร่มรื่นด้วยไม้ใหญ่ที่มีอยู่แต่เดิมกับป่าปลูกตามแนวพระราชดำริ คือ

            ป่า 3 อย่าง ได้แก่ ป่าไม้ใช้สอย ป่าไม้กินได้ ป่าไม้เศรษฐกิจ

           ประโยชน์ 4 อย่าง ได้แก่ ไม้ใช้สอย สร้างบ้าน ทำฟืน, ไม้กินได้ ยาสมุนไพร, ป่าไม้เศรษฐกิจเป็นแหล่งรายได้ และการอนุรักษ์ดินและน้ำ



ป่านี้เริ่มปลูกเมื่อปี 2554 มีต้นไม้หลากหลายชนิด เช่น สักทอง มะฮอกกานี ยางนา ตะเคียน กล้วย ไผ่ ผสมผสานกันอยู่ตามธรรมชาติให้แข่งกันเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ ส่วนพืชสมุนไพรหลากหลายนั้นปลูกเป็นผักสวนครัว เช่น ข่า กระชาย ว่านหางจระเข้ ตะไคร้หอม อัญชัน ฯลฯ

บ้านพักพอกิน บ้านดินพอเพียงของคุณธัญญเทพ-คุณดารณี มั่นมา ต้อนรับเราอย่างอบอุ่นด้วยน้ำสมุนไพรที่ต้มไว้กินแบ่งปันกับเจ้าหน้าที่ศูนย์หลายสิบชีวิตเป็นปกติอยู่แล้ว

วันนั้นเป็นน้ำสมุนไพรหยวกกล้วยและน้ำดอกอัญชันที่หลายคนติดอกติดใจ



รายรอบบ้านหลังเล็กแต่ก็อยู่สบายเกินพอสำหรับสองคนเป็นพื้นที่ในฝันสำหรับคนที่ต้องการเลี้ยงตัวเองแบบพอเพียงอย่างแท้จริง

คอกหมูหลุมอยู่ติดกับบ้านปีกหนึ่งเพื่อความสะดวกในการให้อาหารและติดๆกันนั้นเป็นบ่อผลิตแก๊สชีวภาพจากขี้วัวที่ต่อท่อนำแก๊สเข้ามาใช้ในครัวได้โดยตรง



บ้านดินแบบง่ายๆแต่อยู่อาศัยได้จริงและสวยงามน่าชมสร้างถัดออกมา ใช้เป็นที่หลับนอนของแขกได้ หน้าบ้านบริเวณกว้างขวางปลูกพืชสวนครัวแทบทุกชนิด โดยเฉพาะพืชที่เป็นค้างไม้เลื้อย ทำซุ้มให้เกาะอย่างสวยงาม

ฉันเห็นบวบลูกงามห้อยระย้าอยู่เป็นระยะ มีถั่วพู พริก ฟักทอง ผักกวางตุ้ง ผักบุ้ง คะน้า งา ใบย่านาง มะเขือ มะกรูด มะนาว แตงกวา เครื่องเทศจำพวก ขิง ข่า ตระไคร้ และของที่จำเป็นต้องใช้ในครัวครบทุกชนิด เรียกว่าไม่ต้องซื้อหากันเลยแม้แต่บาทเดียว ยกเว้นพวกน้ำปลา เกลือ ซีอิ๊ว น้ำมัน น้ำตาล ซึ่งทำเองไม่ได้เท่านั้น



ข้าวก็มาจากนา ผลผลิตจากไร่จากสวน เช่น ข้าวโพด ทำได้มากจนต้องคอยเอามาแจก กล้วย มี แขวนไว้ให้คนผ่านทางไปมาปอกกินได้ตามอัธยาศัย



วันที่เราไปเยี่ยมคุณดารณีเธอกำลังทำแยมลูกหม่อนหรือมัลเบอรี่ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง อีกเตาหนึ่งตั้งหม้อต้มกลั่นน้ำมันตะไคร้หอมบรรจุขวดไว้แจกคนไปเยี่ยม



แยมลูกหม่อนรสเปรี้ยวอมหวานนิดๆ เก็บมาจากต้นหม่อนที่ปลูกไว้ไม่กี่ต้นแต่ให้ผลผลิตมากมายตลอดปี ปรุงแบบพื้นบ้านบนเตาถ่าน ไม่มีสารกันบูดหรือสิ่งแปลกปลอมเพิ่มรสชาติให้ต้องกังวล ยกลงจากเตาร้อนๆเดี๋ยวนั้นให้เราตัดราดบนชิ้นขนมปังได้เลย

มันช่างเป็นชีวิตในฝันแท้ๆ ถ้าใครทำได้แบบนี้จริงๆ

ใบหน้าเปื้อนยิ้มเอิบอิ่มปริ่มสุขของเกษตรกรสองสามีภรรยาคู่นี้คือคำตอบในทุกคำถามของเรา

ธัญญเทพเล่าว่า  เดิมตนทำงานในบริษัทผลิตเมล็ดพันธุ์สาขาปากเซ ประเทศลาว  ส่วนดารณีมีอาชีพแม่บ้านทำงานเลี้ยงเด็กในกรุงเทพฯ ต่อมามีโอกาสไปเรียนรู้วิถีชีวิตของศูนย์ปราชญ์ชาวบ้านที่ยโสธร ได้ไปเห็นการทำเกษตรผสมผสานปลอดสารพิษ ปลูกผักกินเอง และกินมังสวิรัติ จึงได้เข้ารับการอบรม ควบคู่กับศึกษาหาความรู้เรื่องการทำเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงและเริ่มปฏิบัติด้วยตนเองมาตั้งแต่ปี 2552 กระทั่งทางศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน กรมพัฒนาที่ดินจะเปิดศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดิน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา จึงได้ติดต่อดารณีเข้ามาดูแล

ดารณีไปชักชวนสามีให้มาอยู่ด้วยและเมื่อธัญญเทพรู้รายละเอียดโครงการพื้นที่ 13 ไร่แห่งนี้ก็ตอบรับอย่างไม่ลังเล ยอมทิ้งเงินเดือนกว่า 2 หมื่นบาทมาปักหลักที่นี่ทันที

กรมพัฒนาที่ดินมีค่าตอบแทนให้คนละ 8,000 บาท/เดือน รวมแล้วสองคนมีรายได้เดือนละ 16,000 บาท น้อยกว่าเงินเดือนของธัญญเทพโดยลำพังเสียอีกแต่ทั้งคู่กลับมีความสุขมากกว่าตอนกินเงินเดือนแพงๆเสียอีก แถมได้อยู่ในที่มีอากาศดี รถไม่มีติด เช้าขึ้นมาลงสวน ลงแปลง ทำโน่นทำนี่ตลอดทั้งวัน



ที่เหลือเชื่อก็คือรายได้หมื่นกว่าบาทของทั้งสองคนกลายเป็นเงินเก็บเกือบล้วนๆเพราะแต่ละเดือนมีค่าใช้จ่ายน้อยมาก รวมแล้วประมาณพันกว่าบาทเท่านั้นเองเป็นค่าของใช้จุกจิกที่ทำเองไม่ได้  เงินที่เหลือใช้ส่งเสียลูกคนเล็กเรียนหนังสือ ขณะที่แต่เดิมนั้นมีเงินเดือนสูงก็จริง แต่ชักหน้าไม่ถึงหลังเป็นประจำ

ธัญญเทพและดารณีเป็นคนไม่ชอบเที่ยวเตร่อยู่แล้ว ไม่ดื่ม ไม่สูบบุหรี่ แถมกินมังสวิรัติ  ทุกอย่างจึงลงตัวไปหมดเพราะอาหารการกินได้มาจากสวนรายรอบซึ่งปลูกทุกอย่างที่กินได้และกินทุกอย่างที่ปลูก ไข่ได้มาจากเป็ดไก่ ซึ่งนอกจากประหยัดแล้วยังปลอดภัยด้วยเพราะเป็นพืชผักอินทรีย์ปลอดสารพิษ



นอกจากนั้นยังมีรายได้เสริมเล็กๆน้อยๆ จากการนำพืชผัก เห็ด ผลไม้ที่เหลือจากการบริโภคไปขาย แม้ว่ารายได้จะไม่มากถึงขนาดทำให้มั่งคั่งร่ำรวยแต่ก็พออยู่พอกินและยังมีเหลือพอให้อยู่ได้อย่างพอเพียง ไม่เป็นหนี้สิน มีความสุขตามความพอใจที่หาได้ยากเต็มทีในยุคนี้

ศูนย์เรียนรู้ฯ จึงเป็นตัวอย่างต้นแบบการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์พ.ด.ของกรมพัฒนาที่ดินในการทำน้ำหมักชีวภาพ  รวมทั้งการเผาถ่านแล้วได้น้ำส้มควันไม้มาใช้งานไล่แมลงช่วยกำจัดกลิ่น มีแพะที่ช่วยขจัดหญ้าและกิ่งไม้ พร้อมทั้งถ่ายมูลเป็นปุ๋ยคอกชั้นดี เช่นเดียวกับฝูงควายของกรมฯที่เลี้ยงไว้ใช้ไถนา



หลังบ้านมีนาโยนเขียวขจีด้วยน้ำหมัก ใกล้กันเป็นบ่อเก็บกักน้ำสำหรับไว้ใช้ในการเกษตร และเลี้ยงปลา แต่เจ้าตัวไม่กินเนื้อสัตว์จึงมีเพื่อนบ้านแวะเวียนมาจับกินแทน และเพื่อนบ้านเหล่านั้นก็ตอบแทนด้วยผลผลิตของพวกเขา กลายเป็นสังคมแห่งการเอื้อเฟื้อแบ่งปันแบบชนบทในอดีตที่งดงามและน่าใฝ่ฝันสำหรับคนสมัยนี้

ธัญญเทพกับดารณีมีสูตรน้ำหมักชีวภาพสารพัดประโยชน์เรียกว่า “สูตรยาชุบชีวิต” ที่มีส่วนผสมของข้าวสวย ดินปลวก น้ำ หมักทิ้งไว้ 15 วัน เมื่อจะนำมาใช้ให้นำน้ำหมักอัตรา 0.5 ลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นผักที่เหี่ยวเฉาตายจะพบว่าผักฟื้นขึ้นมาเขียวชอุ่มเหมือนเดิม

อีกสูตรหนึ่งเป็นสูตรน้ำหมักชีวภาพดับกลิ่นเหม็นคอกสัตว์และใช้ฆ่าหญ้าได้ด้วย โดยมีส่วนผสมของเกลือแกง 3 กิโลกรัม น้ำส้มสายชู 1 ขวดใหญ่ และเหล้าขาว 1 ขวด ผสมกันแล้วนำไปฉีดพ่นได้ทันที

เกือบปีที่สองสามีภรรยาใช้ชีวิตในศูนย์ฯแห่งนี้ดูเหมือนดัชนีคุณภาพชีวิตจะไม่ตกต่ำลงเลย เช่นเดียวกับชาวบ้านรายรอบที่เข้ามาอาศัยความรู้จากการฝึกอบรมเรื่องดินและวิธีทำกินนำไปประกอบอาชีพเสริมต่อยอดได้อีกมากมาย



ใครที่กำลังมองหาความสุขโดยไม่ต้องเบียดเบียนผู้อื่น ลองมาศึกษาดูงาน และเอาประยุกต์ใช้ด้วยตนเองดูนะคะ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โทร. 0-4424-9962-4 หรือสายด่วนกรมพัฒนาที่ดิน 1760

เราจากพวกเขามาพร้อมกับของฝากหอบใหญ่ มีกล้วย มะละกอ ข้าวโพด น้ำสกัดจากใบย่านางและน้ำมันตะไคร้หอม



อาหารและผลิตภัณฑ์ทั้งหมดนั่นล้วนมาจากดิน

นี่คือผลผลิตแห่งความสุข มันไม่ใช่แค่ปรัชญาแห่งความพอเพียง มันเป็นการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลของธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และหัวใจอันงดงามของมนุษย์คนหนึ่งที่พึงมีต่อโลก



 

 

 

ขอบคุณ : matichon

ใส่ความเห็น

© Copyright 2017 Welovethaiking.com , all rights reserved