โครงการหลวงตามแนวพระราชดำริ


K4312938-34


ดร.สุทิน ลี้ปิยะชาติ


     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชดำรัส ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ ในโอกาสที่ประธานมูลนิธิโครงการหลวงนำคณะบุคคลเข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายเงิน และน้อมเกล้าฯ ถวายสิ่งของเพื่อสนับสนุนกิจการมูลนิธิโครงการหลวง ความว่า

     “..โครงการหลวง ได้เริ่มขึ้นเป็นกิจการเล็กๆ ซึ่งไม่เป็นโครงการ แต่เป็นการไปเที่ยวมากกว่า คือไปเที่ยวตามหมู่บ้านต่างๆ ก็ได้เห็นว่าควรจะช่วยประชาชนในการอาชีพ จึงได้นำสิ่งของไปให้เขาเพื่อที่จะพัฒนาการอาชีพของชาวบ้าน ต่อมาก็ได้เพิ่มขึ้น มีผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานราชการได้เข้ามาช่วย และมีคนส่วนหนึ่งช่วยเพื่อที่จะให้การส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น

      ต่อมามีการร่วมมือของทางองค์กรต่างประเทศ ตลอดจนรัฐบาลต่างประเทศด้วย จึงขึ้นมาเป็นโครงการที่เรียกว่า “โครงการหลวง”

      โครงการหลวงเริ่มต้นจากโครงการที่ประกอบด้วยผู้ที่เป็นอาสาสมัครและเป็นข้าราชการในกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ของไทย และเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มาจากต่างประเทศ ในที่สุดเป็นโครงการที่มากมายใหญ่โต ขยายออกไปจากการช่วยประชาชนในหมู่บ้าน ในวงจำกัด

      จนกระทั่งเป็นการช่วยเหลือเท่ากับเป็นภาคทีเดียว จึงต้องมีการบริหารที่ดีขึ้น และก็มีคนได้ช่วยบริจาคเงินและสิ่งของ เพื่อที่จะให้โครงการนี้ดำเนินไปตามจุดประสงค์ คือ ความกินดีอยู่ดีของประชาชน

      ต่อมาจึงได้เปลี่ยนแปลงเป็น “มูลนิธิโครงการหลวง” เพื่อที่จะให้กิจการนี้ดำเนินต่อไปได้อย่างสม่ำเสมอ ในการที่ได้รับความร่วมมือจากส่วนราชการต่างๆ อย่างดีโดยเอื้อเฟื้อบุคลากรและ งบประมาณที่จะช่วยให้ทำได้ตามจุดประสงค์….”

157

     พระราชปณิธานในพระราชกรณียกิจช่วยชาวเขา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรัสในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมคณะเกษตรศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรื่องช่วยชาวเขาและโครงการชาวเขา เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๓๗ ความตอนหนึ่งว่า

     “…เรื่องที่จะช่วยชาวเขา โครงการชาวเขานั้น มีประโยชน์โดยตรงกับชาวเขา เพื่อจะสนับสนุนและส่งเสริมให้ชาวเขามีความเป็นอยู่ดีขึ้นสามารที่จะเพาะปลูกสิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นรายได้ของเขาเองที่มีโครงการนี้

      จุดประสงค์อย่างหนึ่งก็คือ มนุษยธรรม หมายถึง ให้ผู้ที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร สามารถที่จะมีความรู้และพยุงตัว มีความเจริญก้าวหน้าได้ อีกอย่างหนึ่งก็เป็นเรื่องช่วยในทางที่ทุกคนเห็นว่าควรจะช่วยเพราะเป็นปัญหาใหญ่คือ ปัญหาเรื่องยาเสพติด

       ถ้าสามารถช่วยชาวเขาปลูกพืชที่เป็นประโยชน์บ้างเขาจะเลิกปลูกยาเสพติดคือ ฝิ่น ทำให้นโยบายการระงับการปราบปรามการปลูกฝิ่นและการค้าฝิ่น ได้ผลดี อันนี้ก็เป็นผลอย่างหนึ่ง

        ผลอีกอย่างหนึ่งซึ่งสำคัญมากก็คือ ชาวเขา ตามที่รู้เป็นผู้ที่ทำการเพาะปลูกโดยวิธีที่ไม่ถูกต้อง ถ้าพวกเราทุกคนไปช่วยชาวเขา ก็เท่ากับช่วยบ้านเมืองให้มีความดี ความอยู่ดี กินดี และปลอดภัยได้อีกทั่วประเทศ

        เพราะถ้าสามารถทำโครงการนี้ได้สำเร็จ ให้เขาอยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง สามารถที่จะมีความอยู่ดีกินดีพอสมควร และสนับสนุนนโยบายที่จะรักษาป่าไม้ รักษาดินให้เป็นประโยชน์ต่อไป ประโยชน์อันนี้จะยั่งยืนมาก…”

11_copy_0

       จุดเริ่มต้นของโครงการหลวงตามแนวพระราชดำริ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรชีวิตของชาวเขาที่บ้านดอยปุยใกล้พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จึงทรงทราบว่าชาวเขาปลูกฝิ่นแต่ยากจน และทรงมีรับสั่งถามว่านอกจากฝิ่นขายแล้ว เขามีรายได้จากพืชชนิดอื่นอีกหรือเปล่า

       ทำให้ทรงทราบว่า นอกจากฝิ่นแล้ว เขายังเก็บท้อพื้นเมืองขาย แม้ว่าลูกจะเล็กก็ตาม แต่ก็ยังได้เงินเท่าๆกัน โดยที่ทรงทราบว่า สถานีทดลองดอยปุย ซึ่งเป็นสถานีทดลองไม้ผลเขตหนาวของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้นำกิ่งพันธุ์ท้อลูกใหญ่มาต่อกับต้นตอท้อพื้นเมืองได้ให้ค้นคว้าหาพันธุ์ท้อที่เหมาะสมสำหรับบ้านเรา เพื่อให้ได้ท้อผลใหญ่ หวานฉ่ำ ที่ทำรายได้สูงไม่แพ้ฝิ่น

       โดยพระราชทานเงินจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำหรับจัดหาที่ดินสำหรับดำเนินงานวิจัยไม้ผลเขตหนาวเพิ่มเติมจากสถานี วิจัยดอยปุยซึ่งมีพื้นที่คับแคบ ซึ่งเรียกพื้นที่นี้ว่า สวนสองแสน

15

        ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งโครงการหลวงขึ้น

       รูปแบบของโครงการหลวงในระยะแรก โครงการหลวงเกิดขึ้นจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้เริ่มดำเนินการในรูปแบบของโครงการส่วนพระองค์ และมีหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในตำแหน่งผู้อำนวยการ

        มีชื่อเรียกในระยะแรกว่า “โครงการหลวงพระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขา” โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ รวมกับเงินที่มีผู้ทูลเกล้าฯถวาย สำหรับเป็นงบประมาณดำเนินงานต่างๆ และได้พระราชทานเป้าหมายสำหรับการดำเนินงาน ดังนี้

       เป้าหมายแรก เพื่อช่วยชาวเขาเพื่อมนุษยธรรม

       เป้าหมายที่สอง เพื่อช่วยชาวไทยโดยลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ คือ ป่าไม้และต้นน้ำลำธาร

       เป้าหมายที่สาม เพื่อกำจัดการปลูกฝิ่น

       เป้าหมายสุดท้าย เพื่อรักษาดิน และใช้พื้นที่ให้ถูกต้อง คือ ให้ป่าอยู่ส่วนที่เป็นป่า และทำไร่ ทำสวน ในส่วนที่ควรเพาะปลูกอย่าสองส่วนนี้รุกล้ำซึ่งกันและกัน

       การดำเนินงานของโครงการหลวง มีอาสาสมัครจากมหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นนักวิชาการในสาขาต่างๆ ปฏิบัติงานถวาย ทำให้การปฏิบัติงานก้าวหน้าอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานวิจัยการปลูก พืชเขตหนาวชนิดต่างๆ เกษตรกรสามารถนำไปปลูกทดแทนฝิ่นได้ผลดีต่อมา ในปี ๒๕๓๗ โครงการควบคุมยาเสพติดของสหประชาชาติ (UNDCP) ได้ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองเพื่อสดุดีพระเกียรติคุณในการแก้ปัญหายาเสพติด โดยส่งเสริมให้ชาวเขาเลิกปลูกฝิ่น แต่ปลูกพืชอื่นแทน จึงกล่าวได้ว่าโครงการหลวงเป็นโครงการปลูกพืชทดแทนฝิ่นแห่งแรกของโลก

สถานีวิจัยโครงการหลวงอินทนนท์

       แนวทางการทำงานของโครงการหลวง หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวง ได้ทรงอธิบายถึงวิธีการทำงานของโครงการหลวงไว้ในหนังสือประพาสต้นบนดอยว่า โครงการหลวงทำงานครบวงจร

       ซึ่งประกอบด้วย ๕ ด้าน

       ได้แก่ ด้านที่หนึ่ง การวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อให้เกิดความชัดเจนของพื้นที่ป่า พื้นที่เกษตร และพื้นที่ใช้ประโยชน์อื่นๆ

       ด้านที่สอง การปลูกป่าในพื้นที่ส่วนที่ควรเป็นป่า เช่น การปลูกป่าชาวบ้านตามแนวพระราชดำริป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง

        ด้านที่สาม การทำการเกษตรภายใต้ระบบการอนุรักษ์ดินและน้ำ รวมทั้งการพัฒนาพื้นฐาน ได้แก่ ระบบชลประทาน รวมถึงการปรับปรุงถนนระหว่างหมู่บ้านสำหรับการขนส่งผลผลิตต่างๆ ไปสู่ตลาด

        ด้านที่สี่ การทำการวิจัย ซึ่งต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการปลูกพืชเขตหนาวทุกชนิดเป็นเรื่องใหม่สำหรัประเทศไทย ทั้งนี้ จะนำผลจากการวิจัยไปใช้เป็นข้อมูลส่งเสริมการพัฒนาเกษตรกร พัฒนาคนด้านการศึกษาและสาธารณสุขเพื่อให้เกษตรกรแต่ละคนช่วยเหลือตัวเองได้

        ด้านที่ห้า การขนส่ง การจัดการหลังเก็บเกี่ยวแล้ว และการทำการตลาด เพื่อนำผลผลิตของเกษตรกรส่งต่อไปยังผู้บริโภคของโครงการ

010st

       โครงสร้างงานพัฒนาของโครงการหลวง ประกอบด้วย (๑) กลุ่มศูนย์พัฒนาโครงการหลวง (ได้แก่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวง ๓๘ แห่ง) (๒) กลุ่มงานพัฒนาและส่งเสริมการผลิต (๓) ศูนย์อารักขาพืช และ (๔) กลุ่มงานพัฒนาการศึกษา สังคม และสาธารณสุข ประกอบด้วยงานสนับสนุนการปฏิบัติงานด้านสังคมและสาธารณสุข

st08

       ปัจจุบัน โครงการหลวงได้ส่งเสริมและพัฒนาในพื้นที่ชุมชนชาวเขา ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่สูง เรียกว่า ศูนย์พัฒนาโครงการหลวง ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น ๓๘ แห่ง โดยแต่ละศูนย์ครอบคลุมพื้นที่ ๕-๒๐ หมู่บ้าน ตั้งอยู่ในพื้นที่ ๕ จังหวัดในภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน และพะเยา โดยมีประชากรชาวเขาเผ่าต่างๆ ๑๓ เผ่าและมีชาวไทยที่อาศัยบนพื้นที่ภูเขา ที่ได้รับประโยชน์กว่า ๓๗,๐๐๐ ครัวเรือน

      ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานโครงการหลวงที่ ๖๕ ถนนสุเทพ ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ๕๐๒๐๐ โทร ๐ ๒๙๔๒ ๘๖๕๖-๙ หรือ ติดต่อสำนักงานประสานงานโครงการหลวงในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ ๑๐๙๐๐ โทร ๐ ๒๕๗๙ ๐๑๑๓

Image (1)

12-59-59-955526756

……………………………………………………..

ใส่ความเห็น

© Copyright 2018 Welovethaiking.com , all rights reserved