เรื่องเล่าจากช่างภาพ “พระราชกรณียกิจ” ที่สุดในชีวิต


พระราชอิริยาบถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ประทับอยู่ท่ามกลางพสกนิกร ทรงค้อมพระวรกายลงรับดอกไม้/รับไหว้จากผู้เฒ่าผู้แก่ที่เดินทางไกลมาเข้าเฝ้าตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง เมื่อทราบว่าจะเสด็จพระราชดำเนิน เป็นสิ่งที่เจนตาเจนใจ และพบเห็นอยู่ทั่วไป

ยังมีพระราชอิริยาบถที่ทรงนั่งพิงล้อรถจี๊ปพระที่นั่ง-ทรงแผนที่อยู่บนสะพานไม้ มีเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ รวมทั้งตำรวจ ทหาร นั่งพับเพียบเฝ้า ฯลฯ

พระบรมฉายาลักษณ์เหล่านี้ มีให้พบเห็นอยู่มากมาย

ด้วยทรงงานหนักตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

ด้วยพระเมตตาที่ทรงมีแก่อาณาประชาราษฎรทุกคนในทุกพื้นที่

ไม่เว้นแม้จะอยู่ในถิ่นทุรกันดาร...

บุคคลกลุ่มหนึ่งที่ได้รับโอกาสเช่นนั้น เห็นภาพแทบจะทุกพระอิริยาบท



และได้ติดตามการเสด็จพระราชดำเนินไปทุกหัวระแหง คือ "ช่างภาพ" สื่อมวลชน

“คุณสมบูรณ์ เกตุผึ้ง” เป็นหนึ่งในจำนวนช่างภาพ ที่มีโอกาสได้ใกล้ชิดและเห็นภาพดังกล่าว

"ถือเป็นที่สุดในชีวิตที่ได้อยู่ใกล้พระองค์ท่าน ตื่นเต้นมาก สมัยก่อนช่างภาพที่ถ่ายรูปเจ้านายมีไม่กี่คน อย่างมาก 5-6 คน เราได้ใกล้ชิดมากกว่าประชาชนทั่วไป ภูมิใจมากกลับบ้านถึงกับนอนไม่หลับ"

สมบูรณ์ เกตุผึ้ง อดีตหัวหน้าช่างภาพหนังสือพิมพ์สยามรัฐ เล่าถึงความรู้สึกวันแรกๆ

เมื่อครั้งที่ได้ทำหน้าที่เป็นช่างภาพพระราชกรณียกิจ

"ตอนที่ได้ฉายพระรูปแรกๆ ทำตัวไม่ถูก เหงื่อแตกเต็มตัว

แล้วโดนตำรวจราชสำนักประจำ ดึงตัวออกเพราะเห็นเรา

เงอะๆ งะๆ แต่เราก็ใช้วิธีดื้อ ดึงได้ดึงไป

คือสมัยก่อนช่างภาพกับสันติบาลจะเป็นเหมือนไม้เบื่อไม้เมา

อย่างเมื่อครั้งที่พระองค์ท่านเสด็จฯ

งานปีใหม่ที่สวนอัมพร ในหลวงจะเสด็จเยี่ยมตามร้าน

สันติบาลจะคอยดึงคอยไล่ จนแทบจะตกน้ำตกท่า

 ..................



บังเอิญว่าในหลวงทรงหันมาเห็น ทรงมีรับสั่งว่า "ไปไล่เขาทำไม ให้เขาถ่ายไปสิ"

.... "งานแรกๆ ถ่ายรูปเจ้าฟ้าเล็กๆ ได้ฉายพระรูปสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี(ในรัชกาลที่ ๗) พระองค์พระทัยดีมาก ไม่เคยเห็นทรงพิโรธใคร

เหมือนสมเด็จพระเทพรัตนฯ ทรงแย้มพระสรวลตลอด

วันประสูติที่วังศุโขทัย ผมเข้าไปในวังยังทรงให้ฉายพระรูปหมู่ด้วยเลย

ตอนได้ฉายพระรูปในหลวง ตอนนั้นยังทรงพระเยาว์อยู่เลย

เพราะเมื่อก่อนเวลาเปิดหนังรอบปฐมทัศน์ตามโรงหนัง อย่าง

โรงหนังเฉลิมไทย เฉลิมกรุง เฉลิมบุรี ก็จะทูลเชิญเสด็จฯ "

..... "ตอนหลังที่ได้ฉายพระบรมฉายาลักษณ์มากที่สุด เป็นตอนในหลวง(รัชกาลที่ ๙)ทรงเรือใบ

ระยะนั้นทุกวันศุกร์ต้องไปต่างจังหวัด ศุกร์นี้ไปหัวหิน

ศุกร์หน้าไปสัตหีบ อย่างไปหัวหิน

เราก็แค่ไปแจ้งชื่อกับทางสำนักพระราชวัง

แต่งตัวก็นุ่งขาสั้นได้ ไม่ต้องใส่สูท

ถึงเวลาท่านลงมาเราก็ลงเรือกรรมการถ่ายๆๆ

ตอนนั้นคุณแก้ว-คุณขวัญ ยังถือกล้องถ่ายหนังอยู่เลย"



....อดีตช่างภาพสายราชสำนัก เล่าถึงกิจวัตรประจำวันระหว่าง

ที่ไปติดตามฉายพระรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเรือใบ ว่า

"เช้าขึ้นมาเราก็จะรอ ท่านตื่นบรรทมก็จะเสด็จออกมาแล้วประมาณ 8 โมงกว่า

เพราะจะทรงลงเรือแข่งรอบเช้าตอนเก้าโมง

ฉะนั้นจะต้องลงมาทรงตรวจเช็คเรือด้วยพระองค์เอง

ทรงกางใบเรือ ดูหางเสือ แล้วจึงจะเข็นเรือลงทะเล

สมเด็จพระเทพรัตนฯ จะทรงเดินเล่นเก็บหอยอยู่ชายหาด

พวกเราไปแอบฉายพระรูป ท่านทรงโกรธ

ให้องครักษ์มาบอกว่าอย่าถ่าย เป็นเวลาส่วนพระองค์" (หัวเราะ)



"อยู่หัวหินสบาย อิ่มอร่อยทุกมื้อครับ แต่เมื่อแรกๆ ก็ไม่มีเลี้ยงหรอก

คือ พอเที่ยงท่านทรงพักจากการทรงเรือใบ

ทรงเข้าฝั่งแล้วพวกเราช่างภาพก็จะเดินกันเป็นทิวแถวออกไปกินข้าวที่ตลาด

เป็นอย่างนี้ทุกวัน

จนมีอยู่วันหนึ่งท่านสมุหราชองครักษ์วิ่งกระหืดกระหอบตามมา

ถามว่าไปไหนกัน พวกเราก็ตอบว่า ไปตลาดกินข้าว



ท่านสมุหราชองครักษ์ก็บอกว่า พระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งไม่ให้ออกไป

โปรดเกล้าฯ ให้ทานที่นี่ คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็น

พวกเราเดินออกไปทั้งกลุ่ม

ตั้งแต่นั้นทุกมื้อได้อิ่มแปล้กันถ้วนหน้า"

"พอตกเย็นยังมีพระราชทานเลี้ยงร่วมโต๊ะเสวยด้วย

แต่ผมไม่ได้ร่วมโต๊ะเสวย

ให้คนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าเข้าไปนั่ง ทรงเป็นกันเองมาก

...เวลาที่ท่านทรงได้รับถ้วยรางวัล โดยสมเด็จพระราชินีจะเป็นผู้ทูลเกล้าฯ ถวาย

ท่านจะให้รินเบียร์ใส่ลงในถ้วยรางวัลแล้วพระราชทานให้ทุกคนดื่มคนละอึก (หัวเราะ)

รวมถึงช่างภาพทุกคนด้วย" อดีตช่างภาพสมบูรณ์ รำลึกอดีตอันเปี่ยมสุข



ถามถึงเหตุการณ์ประทับใจที่ได้ประสบในฐานะช่างภาพสายราชสำนัก สมบูรณ์ บอกว่า

"ได้มีโอกาสใกล้ชิดท่านมากที่สุด ก็ตอนทรงเรือใบ

ตามถ่ายรูปตลอดจนท่านเลิกทรงเรือใบ

ยังเคยได้รับพระราชทานพระราชานุญาตให้ฉายพระรูปร่วมกับพระองค์ท่านที่หัวหิน

โปรดเกล้าฯ ให้ช่างภาพส่วนพระองค์เป็นคนถ่ายให้

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่พวกเราช่างภาพทุกคน.."



สมบูรณ์ บอกว่าเสียดายที่พระบรมฉายาลักษณ์

ขณะทรงเรือใบทั้งหมดอยู่ที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

เพราะหลังจากเกษียณแล้วสมบูรณ์ไม่ได้นำออกมาด้วย

"อีกครั้งหนึ่งเมื่อตอนที่ท่านเสด็จฯ ไปทรงตรวจโครงการส่วนพระองค์ที่เขื่อนนครนายก

เราไปดักรออยู่ก่อน สันติบาลไม่ทันได้กัน จึงมีโอกาสไปเฝ้าใกล้ๆ

ท่านทรงไม่ถือพระองค์ ไม่มีพิธีรีตองใดๆ

ตอนนั้นถือว่าได้ใกล้สุด เราถ่ายท่าน-ท่านก็ถ่ายเรา"

...เป็นโอกาสที่คนอื่นไม่ได้เหมือนเรา

ถึงแม้จะเป็นช่างภาพก็ตาม มีช่างภาพอีกเป็นร้อยเป็นพันคนที่ไม่มีโอกาสเหมือนเรา

เพราะการจะได้เข้าไปถึงอย่างนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย- -

โดย พนิดา สงวนเสรีวานิช จาก มติชน วันที่ 02 ธันวาคม พ.ศ. 2552 และสยามรัฐ

ที่มา : http://teetwo.blogspot.com/2009/12/blog-post.html?m=1

 ……………………………..



สมบูรณ์ เกตุผึ้ง หรือ “น้าติ๋ม” อดีตหัวหน้าช่างภาพหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ซึ่งแม้วันนี้จะเกษียณไปแล้วหลายปี แต่ความทรงจำ ความประทับและความภาคภูมิใจ ที่ได้มีโอกาสได้ถ่ายภาพ ในหลวง รัชกาลที่ 9 อย่างใกล้ชิด ยังคงชัดเจน ไม่ได้จางหายไปแต่อย่างใด

“ในชีวิตการทำงานช่างภาพกว่า 40 ปีที่ผ่านมา เริ่มแรกที่เราได้มีโอกาสตามเสด็จพระองค์ท่าน ตามงานต่างๆ เช่น เมื่อก่อนท่านจะเสด็จฯไปโรงหนัง ทอดพระเนตรภาพยนตร์ที่โรงหนังเฉลิมไทยมีประชาชนเข้าเฝ้าฯ จำนวนมาก

พระองค์ก็ไม่เคยถือพระองค์เลย อารมณ์ดีมาก ๆ แต่มีอยู่เหตุการณ์ที่เราซาบซึ้งมาก เมื่อครั้งที่ได้ติดตามไปถ่ายภาพของพระองค์ ตอนที่ทรงเรือใบ ที่พระราชวังไกลกังวล ช่างภาพก็จะหาโรงแรมนอนกันที่หัวหิน

เมื่อก่อนมีช่างภาพที่ติดตามเสด็จฯไปไม่กี่คน มีอยู่วันหนึ่ง เมื่อพระองค์เล่นเรือใบเสร็จท่านก็ขึ้นมาจากทะเล เพื่อที่จะเสวยกลางวัน ช่างภาพก็พากันทำความเคารพ และเตรียมที่จะเดินออกจากพระราชวัง พระองค์หันมาเห็นก็ให้สมุหราชองครักษ์ มาถามพวกเราว่าจะไปไหนกัน เราก็บอกว่าจะออกไปรับประทานอาหารกันข้างนอก

พระองค์ก็มีรับสั่งผ่านสมุหราชองครักษ์ ว่า เมื่อทุกคนอยู่ในวัง ก็ต้องทานข้าวในวัง ก็เลยพระราชทานเลี้ยงช่างภาพ ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่พวกเราอย่างมาก



ในเรื่องของการเล่นเรือใบ นั้นบางปีพระองค์ทรงเล่นเรือใบ ข้ามอ่าวมาจากพัทยา มาที่หัวหิน บางครั้งถึงมืดค่ำ ไม่มีลมเลย ต้องมีเรือของทหารเรือไปลากเรือกลับเข้าวัง เพราะเป็นเวลาที่ค่อนข้างดึกแล้ว พระองค์มีความมานะ พยายามอย่างมาก มุ่งมั่นมาก ฝึกซ้อมทุกอาทิตย์เวลาที่พระองค์ชนะการแข่งขันเรือใบ ท่านก็ได้ถ้วยรางวัลที่ชนะเลิศ จากสมเด็จพระราชินี แล้วท่านก็เอาเบียร์ใส่จนเต็มถ้วย จากนั้นทรงเสวยก่อนพระองค์แรก ก่อนที่จะส่งต่อๆมาให้ทุกคน ท่านไม่ถือพระองค์เลย

มีอยู่ครั้งหนึ่งเราได้ตามเสด็จพระองค์ไปที่บริเวณก่อสร้างเขื่อนขุนด่านปราการชล ที่นครนายก ท่านก็เดิน อยู่บนเนินสูง พวกเราก็ถ่ายภาพท่าน พอท่านหันมาเห็นว่าช่างภาพกำลังถ่ายรูป ท่านก็เลยคว้ากล้องที่คล้องพระศอ ขึ้นมาถ่ายภาพช่างภาพ พวกเราก็ดีใจมากพากันล้มลงกราบ ท่านก็ยิ้มให้แล้วก็เดินไป ทรงมีพระอารมณ์ขัน



เมื่อวันที่ 13 ต.ค.เรานั่งดูข่าวที่บ้านพัก พอมีแถลงการณ์จากสำนักพระราชวัง พอเราได้ยิน เราก็ตกใจมากไม่คิดว่าจะเป็นพระองค์ท่านเลย วันนั้นเราเสียใจมาก รู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันหายไปหมดแล้ว นั่งดูแถลงการณ์ไปน้ำตาก็ไหลไปเอง ในอารมณ์ของช่างภาพอย่างเรา ก็ถือว่าได้ใกล้ชิด เราได้เห็นว่าพระองค์ทรงชอบกล้องมาก ไปไหนก็ต้องมีกล้องมาก ท่านทรงชอบกล้อง Leica มาต่อมาก็ทรงใช้ Cannon ไปไหนไม่มีขาด ซึ่งขณะนั้นLeicaป็นกล้องที่ราคาสูงมาก และมีคุณภาพมาก

สำหรับงานสุดท้ายที่ผมได้มีโอกาสถ่ายภาพก่อนที่จะเกษียณจากงานคือการได้ถ่ายภาพเมื่อครั้งที่พระองค์ ทรงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราชแล้ว เราก็หวังมาตลอดว่าพระองค์จะทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงขึ้น แต่ถึงที่สุดแล้ว เราก็ต้องยอมรับกับความสูญเสียครั้งนี้”

 ที่มา :  สยามรัฐ http://www.siamrath.co.th/n/4437

**หมายเหตุ : พระบรมฉายาลักษณ์ ที่อัญเชิญมาประกอบเรื่อง บางส่วนอาจไม่ใช่ภาพจากคุณสมบูรณ์ เกตุผึ้ง



ใส่ความเห็น

© Copyright 2017 Welovethaiking.com , all rights reserved