เรียนรู้ปรัชญา“เศรษฐกิจพอเพียง”

เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

เพื่อรับมืออภิมหาอันตรายของไทยและของโลก 

ดร.สุทิน ลี้ปิยะชาติ 

           ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ วันนี้ ผมขอนำเสนอทุกท่านเกี่ยวกับแนวทางการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการรับมือกับภัยพิบัติและอภิมหาอันตรายของประเทศไทยและโลก จากข้อมูลที่ถอดความและเรียบเรียงมาจากข้อคิดเห็นของ นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ในการประชุมคณะกรรมการเตรียมงานประชุมประจำปี ๒๕๕๔ ของมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาประเทศตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (มพพ.) เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ณ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

โดยได้รับความสนับสนุนด้านข้อมูลจากโครงการสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาและเยาวชน สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งสรุปได้โดยสังเขป ดังนี้

            นายไพบูลย์กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมไทยและสังคมโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคอภิมหาอันตราย ซึ่งสรุปได้ใน ๓ ประเด็น

ได้แก่ การมีประชากรหนาแน่นเกินไป การเข้าสู่วัฒนธรรมวัตถุนิยมบริโภคนิยามมากเกินไป และ การที่มีคุณธรรมความดีน้อยเกิดไป ซึ่งถือเป็นอภิมหาอันตรายของสังคมไทยและสังคมโลก 

ยุทธศาสตร์หนึ่งที่จะช่วยได้ประเทศและโลกรอดพ้นจากอันตรายนี้ได้ คือ ต้องใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสกับองคมนตรี นพ. เกษม วัฒนชัย และคณะผู้เข้าเฝ้าฯอื่นๆ จำนวนหนึ่ง เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๔ ความตอนหนึ่งว่า “…เศรษฐกิจพอเพียงจะช่วยให้โลกพ้นจากวิกฤตได้…”

ดังนั้น ถ้าเราคิดในภาพใหญ่แบบนี้ เศรษฐกิจพอเพียงจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก เป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องสำคัญมากทุกระดับตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กร สังคม โลก และมนุษยชาติ

การที่โลกกำลังประสบปัญหาวิกฤตใหญ่ ในรูปมหันตภัยมากมายทั้งทางธรรมชาติ

ได้แก่ อุบัติภัยต่างๆ ทั้งทางธรรมชาติและมหันตภัยที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ซึ่งรวมถึงเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและอื่นๆ ก็เป็นผลมาจากกิจกรรมการทำร้ายของมนุษย์ด้วยกันเอง ทั้งทางตรงและทางอ้อม ตลอดจนทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัวก็ตาม ซึ่งผลกระทบที่เกิดจากมหันตภัยนี้ย่อมส่งผลต่อการเสียสมดุลในโลกอย่างแรง หากมนุษย์ไม่รีบช่วยกันแก้ไข ก็ต้องรับกรรม 

ดังจะเห็นได้จากคำทำนายกันว่า ภายใน ๑๐-๒๐ ปี หรืออย่างน้อยภายในคริสต์ศตวรรษนี้ จะมีอันตรายร้ายแรงจากประเภทน้ำทะเลท่วมพื้นที่ต่างๆ ในโลกอย่างกว้างขวาง

            และขณะเดียวกันก็มีปัญหาความแตกแยกรุนแรง สงคราม ความยากจน การขาดแคลนอาหาร และความไม่เป็นธรรม มีความเหลื่อมล้ำ ฯลฯ จะทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลกจนเกิดวิกฤตการณ์เป็นระยะๆ

            เพื่อรับมือกับภัยพิบัติที่รุนแรงข้างต้น นายไพบูลย์ได้เสนอให้สนับสนุนการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ โดยทำเป็น “ขบวนการทางสังคม” หรือ Social Movement ซึ่งต้องมีอุดมการณ์ เป้าหมาย ยุทธศาสตร์ แผนงาน โครงการ และกิจกรรมที่จริงจังและต่อเนื่อง

 

และต้องมี “ตัวชี้วัด” หรือ “ดัชนี” เพื่อช่วยให้สามารถจัดการขบวนการได้อย่างมีคุณภาพ มีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายที่พึงปรารถนาได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ ในการส่งเสริมการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ต้องอาศัยหน่วยจัดการที่สำคัญใน ๒ ระดับที่ควรนำมาพิจารณา ได้แก่                                

            ระดับที่หนึ่ง เป็นระดับฐานราก ซึ่งประกอบด้วย “ท้องถิ่น” และ “องค์กร” คนในชนบทที่อยู่ ในท้องถิ่น มีปฏิสัมพันธ์ มีการจัดการ เช่น มีการจัดการในรูปแบบของคณะกรรมการท้องถิ่น องค์กรชุมชน เครือข่ายองค์กรชุมชน สภาองค์กร ชุมชน อบต. เทศบาล อบจ. ซึ่งเป็นหน่วยจัดการที่เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ครอบคลุมทั่วประเทศ

            ระดับที่สอง เป็นระดับประเทศ ทั้งประเทศ เป็นหน่วยจัดการที่มีความสลับซับซ้อนมากกว่าหน่วยจัดการในระดับฐานรากอย่างมาก เพราะต้องรวมถึงสถาบันระดับชาติ องค์กรระดับชาติ เช่น สถาบันฝ่ายนิติบัญญัติ สถาบันฝ่ายบริหาร และสถาบันฝ่ายตุลาการ หน่วยงานของรัฐระดับชาติ หน่วยงานพิเศษต่างๆ ที่เป็นหน่วยงานระดับชาติ สถาบันภาคธุรกิจและภาคประชาชน ที่รวมตัวกันเป็นระดับชาติ สำหรับหน่วยจัดการระดับประเทศทั้งประเทศนี้ การประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงยังไม่ชัดเจน

ดังนั้น จะดีที่สุด หากรัฐบาลประกาศว่า จะเป็นรัฐบาลเศรษฐกิจพอเพียง หรือมีการประกาศนโยบายสำคัญว่า ประเทศไทยจะเป็นประเทศเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะเป็นการปฏิรูปทั้งด้านวิธีคิด หรือกระบวนทัศน์ วิธีทำ วัฒนธรรม ระบบ โครงสร้าง กลไก กระบวนการ ฯลฯ ที่ยิ่งใหญ่ของประเทศไทย ก่อนที่จะพิจารณานำไปเสนอต่อสหประชาชาติให้พิจารณาประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในระดับโลก

เพราะองค์การสหประชาชาติเริ่มเห็นแล้วว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสามารถเป็นทางออกของโลกที่กำลังวิกฤตได้

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ในการสร้างขบวนการทางสังคมเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ต้องอาศัยองค์ประกอบสำคัญ ๖ ประการ ดังต่อไปนี้

องค์ประกอบประการแรก คือ ความรู้ ถ้ามีตัวชี้วัดจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ การจัดการความรู้ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม

องค์ประกอบประการที่สอง คือ การสร้างเครือข่า จะเป็นกลไกช่วยให้เกิดขบวนการที่ขยายและมีพลังเพิ่มขึ้นทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ

องค์ประกอบประการที่สาม คือ การสื่อสาร ควรมีการใช้รูปแบบการสื่อสารที่หลากหลาย มีคุณภาพและเหมาะสม ทั้งภายในขบวนการเองและระหว่างขบวนการกับสังคม

 องค์ประกอบประการที่สี่ คือ นโยบายสาธารณะทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ซึ่งรวมถึงการมีนโยบาย กฎหมาย ข้อบังคับ การจัดสรรงบประมาณที่ดี และเหมาะสมทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น

องค์ประกอบประการที่ห้า คือ การจัดการ คือ การจัดการขบวนการ ซึ่งประกอบด้วย คณะกรรมการ ฝ่ายเลขานุการ คณะทำงาน และผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ต้องจัดการให้สามารถทำงานได้อย่างมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ และยังหมายความรวมถึงการจัดการของทุกหน่วยที่ทำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง หรือที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจพอเพียงด้วย

องค์ประกอบประการที่หก คือ การเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการศึกษาเรียนรู้ การวางแผน การลงมือปฏิบัติ การวัดผล ประเมินผล การพิจารณาทบทวน หาทางปรับปรุงพัฒนา สร้างนวัตกรรม และหรือสร้างจินตนาการใหม่อย่างสร้างสรรค์ นำมาวางแผนและดำเนินการใหม่ ฯลฯ 

         โดยทำเช่นนี้ให้เป็นวงจรต่อเนื่องไปไม่รู้จบ เพื่อให้มีความเจริญก้าวหน้าไปเรื่อยๆ

รวมทั้งควรมีการใช้กระบวนการนี้เป็นระยะๆ อย่างน้อยปีละครั้ง

ท่านผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ โครงการสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาและเยาวชน (สพศ.) สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โทร ๐๒ ๗๘๗ ๗๐๓๓

หรือ เยี่ยมชมเว็บไซต์โครงการที่ www.sufficiencyeconomy.org

 

ใส่ความเห็น

© Copyright 2014 Welovethaiking.com , all rights reserved