“เกษตรกรชมรมคนรักในหลวง” สู้วิกฤต “ของแพง”

พ.เพียง


จากสถานการณ์ “ของแพง” ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ประชาชนส่วนใหญ่ต่างได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น จนเกิดเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบและควบคุมราคาสินค้าที่หวังจะฉวยโอกาสขึ้นราคา แต่สถานการณ์ “ของแพง” นี้กลับไม่ได้เป็นผลกระทบกับคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งประกอบอาชีพเป็นเกษตรกรและเป็นหนึ่งในสมาชิก “ชมรมคนรักในหลวงจังหวัดขอนแก่น” โดยเป็นสมาชิกที่ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของชมรมคนรักในหลวงมาแล้ว

“เรื่องสินค้าราคาแพงก็ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาวะเศรษฐกิจ ส่วนที่มีราคาแพงคือเนื้อวัวราคากิโลกรัมละ 220 บาท แต่ราคาผักที่แพงยิ่งดี เพราะพื้นที่ตำบลบึงเนียม เป็นพื้นที่ผักผักส่งตลาดเมืองขอนแก่น” นายหนูคล้าย  เอนกนวน เกษตรกรบ้านบึงเนียม สมาชิกชมรมคนรักในหลวงจังหวัดขอนแก่นให้สัมภาษณ์ ซึ่งสอดคล้องกับ นายคำกอง วงษ์คำ เกษตรกรบ้านสงเปือย ที่กล่าวสนับสนุนว่า เรื่องสินค้าราคาแพงไม่มีผลกระทบ ราคาพืชผักขึ้นลงตามท้องตลาด ถ้าผลผลิตมากก็ราคาถูก ถ้าพืชผักราคาดีก็เป็นผลดีกับเกษตรกรที่ทำนาทำสวนจะได้มีรายได้เพิ่ม



แต่ในปัจจุบันเกษตรยังต้องรับภาระค่าใช้จ่ายตามสภาพเศรษฐกิจที่ผันผวน เพราะค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพในปัจจุบันของเกษตรกรไม่ได้จำกัดแค่เพียงค่าใช้จ่ายเรื่องอาหารการกินเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน ข้าวของเครื่องใช้ และในช่วงนี้เป็นช่วงเปิดเทอมทำให้เกษตรกรที่เป็นผู้ปกครองต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเป็นสองเท่า ทำให้เกษตรกรต้อง "ปรับตัว" และวางแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว

“เรื่องสำคัญคือการประหยัด ไม่สุรุ่ยสุหร่าย ลดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น และต้องทำความเข้าใจกับครอบครัว” เกษตรกรสมาชิกชมรมคนรักในหลวงกล่าวถึงวิธีการแก้ไขปัญหา ซึ่งสอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง “สามห่วง สองเงื่อนไข” คือความพอประมาณ : พอมีพอกิน ไม่น้อยเกินและไม่มากเกิน , ความมีเหตุผล : การพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องรอบตัวอย่างรอบคอบ และการมีภูมิคุ้มกันที่ดี : การเตรียมพร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงต่างๆรอบด้าน



อีกทั้งในปัจจุบันการเป็นเกษตรกรยุคใหม่ต้องพึ่งพา “เทคโนโลยี” ทางการเกษตรมากขึ้นเพราะการแข่งขันสูงขึ้น ดังนั้นจึงจำเป็นที่ต้องใช้ รถไถนา รถเกี่ยวข้าว หรือกระทั่งปุ๋ยเคมี  นายไพบูลย์  สำนักดี เกษตรกรสมาชิกชมรมคนรักในหลวงจึงได้น้อมนำ “เกษตรทฤษฎีใหม่” อันเป็นส่วนหนึ่งของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปรับใช้โดยการจัดสรรที่ดินทำนา ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ เศษวัชพืชก็นำไปหมักเป็นปุ๋ยชีวภาพไว้ใช้เอง โดยทุกอย่างต้องใช้ให้คุ้มค่าภายในที่ดินแปลงเดียว โดยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีอันเป็นการช่วยลดต้นทุนในการประกอบอาชีพได้เป็นอย่างดี

“เมื่อเหลือกินเหลือใช้ ก็นำไปขายเป็นเงินออมเพื่อสร้างอนาคตให้พอเพียง พออยู่ พอกิน ตามอัตภาพ และเป็นแบบอย่างให้อนุชนรุ่นหลังนำไปปฏิบัติสืบไป” เกษตรกรชมรมคนรักในหลวงกล่าวทิ้งท้าย



วันนี้ “เกษตรกรชมรมคนรักในหลวงจังหวัดขอนแก่น” ได้ประจักษ์แล้วว่า “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” สามารถนำมาปรับใช้เพื่อต่อสู้กับ “ของแพง” ได้จริง ซึ่งโดยหลักปรัชญาฯแล้วสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกสาขาอาชีพและคนทุกระดับ ไม่ได้จำกัดเฉพาะการเกษตรเท่านั้น!

%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%


ขอขอบคุณผู้สัมภาษณ์จาก นายสุพัฒน์  ปัสสาคร


ผู้ประสานงานประประชาสัมพันธ์ ชมรมคนรักในหลวงจังหวัดขอนแก่น 

ใส่ความเห็น

© Copyright 2017 Welovethaiking.com , all rights reserved