สมเด็จพระเทพรัตน ฯ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่ จ.พะเยา-จ.เชียงราย


สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดพะเยา และจังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ 12-16 กุมภาพันธ์นี้


วานนี้(12 ก.พ.61) เวลา 09.03 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ไปยังหอประชุมมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2559

ในการนี้ ทรงวางพุ่มดอกไม้ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะ พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จากนั้น พระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แก่ผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน และมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก โท และตรี เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร รวม 2,447 คน

โอกาสนี้ พระราชทานพระราโชวาทความว่า "การดำเนินชีวิตในสังคม เป็นการอยู่ร่วมกับคนหมู่มาก ซึ่งผูกพันกันไว้ด้วยความสัมพันธ์เกี่ยวข้องในรูปแบบต่าง ๆ และกฎระเบียบของสังคมที่ยึดถือปฏิบัติเป็นแบบอย่างเดียวกัน ทุกคนที่อยู่ร่วมกันเป็นสังคม จึงจำเป็นต้องระมัดระวังควบคุมการกระทำ คำพูด และความคิดของตนให้เป็นไปในทางที่ดี ที่ถูกต้องอยู่เสมอ เพื่อสร้างสรรค์จรรโลงสังคมให้มีความร่มเย็นเป็นปรกติสุข การจะระมัดระวังควบคุมการกระทำ คำพูด และความคิด ให้ได้จริงนั้น จะต้องอาศัยสติเป็นเครื่องมือสำคัญ ไม่ว่าจะกระทำการใด พูดสิ่งใด คิดอะไร คนเราก็ควรจะมีสติกำกับอยู่ทุกเมื่อ เพราะหากขาดสติ ก็จะดำเนินชีวิตด้วยความประมาท คิด พูด ทำ ในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่สมควร หรือไม่เป็นไปตามกฎระเบียบและขนบธรรมเนียมอันดีงามของสังคม ส่งผลให้เกิดปัญหาความขัดแย้งที่สร้างความเดือดร้อนวุ่นวายทั้งแก่ตนเองและส่วนรวมอย่างกว้างขวาง บัณฑิตทั้งหลายกำลังจะออกไปดำเนินชีวิตในสังคมร่วมกับผู้อื่น จึงควรจะได้ฝึกตนให้เป็นผู้มีสติอยู่เป็นปรกตินิสัย และรู้จักใช้สติควบคุมตนเองอยู่เป็นนิจ"

จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปยังอาคารสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ทอดพระเนตรนิทรรศการวิชาการ การส่งเสริมการศึกษาของมหาวิทยาลัย อาทิ โครงการใต้ร่มพระบารมี 2 ทศวรรษ แสดงประวัติการก่อตั้งมหาวิทยาลัย การก่อตั้งกองทุนการศึกษาสิรินธรเพื่อนักศึกษาในท้องถิ่นทุรกันดาร ปัจจุบัน มีนักศึกษาได้รับทุน 416 คน, โครงการแม่ฟ้าหลวงกับการฟื้นฟูชีวิตให้น่าน ที่ได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ เอกชน ชุมชน และสถาบันการศึกษา ร่วมกันหยุดยั้งการบุกรุกป่า มุ่งเน้นสร้างป่าให้เป็นแหล่งอาชีพ โดยเฉพาะการนำร่องปลูกสมุนไพร เพื่อเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีเกษตรกร 53 ครัวเรือน จากบ้านห้วยลอย ตำบลภูฟ้า อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน เข้าร่วมทำเกษตรอินทรีย์ปลูกสมุนไพร สร้างรายได้ 200,000 บาท จากพื้นที่ 20 ไร่, โครงการเชียงรายเมืองสมุนไพร ส่งเสริมการปลูกและแปรรูปวัตถุดิบสมุนไพร วิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพร ส่งเสริมการใช้สมุนไพรในโรงพยาบาล เพื่อลดการนำเข้ายาและเวชภัณฑ์, โครงการบริการทางการแพทย์ อาทิ โครงการทันตกรรมบรมราชชนนี และหน่วยแพทย์อาสา บรมราชกุมารี ช่วยเหลือประชาชนที่ยากไร้และด้อยโอกาสให้เข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข

นอกจากนี้ มีการจัดแสดงนิทรรศการ "หนึ่งเจ้าฟ้า สามสายสัมพันธ์" ที่แสดงพระมหากรุณาธิคุณในการจัดตั้ง "ศูนย์ภาษาและวัฒนธรรมจีนสิรินธร" เพื่อเชื่อมสายสัมพันธ์ด้านภาษา วัฒนธรรม ความมั่นคงทางสังคมและประชาชน ผลิตบัณฑิตเพื่อเป็นกำลังขับเคลื่อนการพัฒนาความสัมพันธ์ไทย-จีน โอกาสนี้ นักศึกษาที่มีความพิการทางสายตาจากสำนักวิชาจีนวิทยา ร่ายบทกลอนจากหนังสือหยกใสร่ายคำ ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์แปลของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในบท "ความคิดคำนึงในคืนสงบ" ผ่านการอ่านจากอักษรเบรลล์ และตอกอักษรเบรลล์ลงบนกระดาษเพื่อทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย



เวลา 13.05 น. เสด็จพระราชดำเนินไปมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย อำเภอเมือง ทรงเปิดหอปรัชญารัชกาลที่ 9 ที่สร้างขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทยผ่านโครงการพระราชดำริต่าง ๆ รวมทั้งเผยแพร่ศาสตร์พระราชาให้นักเรียนนักศึกษา และประชาชนได้เรียนรู้หลักการทรงงานในโครงการพระราชดำริอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนเป็นอนุสรณ์ครบรอบ 40 ปีแห่งการก่อตั้งมหาวิทยาลัยฯ

สำหรับหอปรัชญารัชกาลที่ 9 เป็นสถาปัตยกรรมล้านนาประยุกต์ โดยประยุกต์เสาใจบ้านมาเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของอาคาร  โอกาสนี้ เสด็จพระราชดำเนินขึ้นชั้น 3 ทรงวางพวงมาลัยถวายราชสักการะพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการนี้ นายมนตรี พฤกษาพันธุ์ทวี ที่เคยเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ดอยผาหมี เมื่อปี 2513-2517 กราบบังคมทูลว่า ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเยี่ยม ชาวเขามีฐานะยากจนมาก จึงมีพระราชกระแสรับสั่งให้ย้ายออกจากพื้นที่ชายแดน เนื่องจากอันตรายจากการสู้รบ แต่ไม่สามารถทำได้เพราะไม่มีสัญชาติ จึงได้พระราชทานเหรียญชาวเขา ทำให้สามารถเดินทางไกลได้ และ 2 อาทิตย์ต่อมา ทางราชการได้มอบบัตรประชาชนแก่ชาวเขาที่มีเหรียญพระราชทาน โดยได้มีพระราชดำรัสขอชาวเขา 3 ข้อ คือ ให้ดูแลพื้นที่ชายแดนไทย ดูแลชาวเขาด้วยกันที่มีอยู่ 9 เผ่า และดูแลป่าไม้และแหล่งน้ำ ไม่ตัดต้นไม้ หรือเผาป่า 47 ปีผ่านมา ทำให้เห็นภาพความเจริญในดอยผาหมีอย่างชัดเจน



จากนั้น ทอดพระเนตรนิทรรศการหอปรัชญารัชกาลที่ 9 จัดแสดงพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และโครงการตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และพระบรมวงศ์ ในลักษณะพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต รวม 7 โซน อาทิ โซนเหตุแห่งความทุกข์ยาก เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการพัฒนาชีวิตบนที่ราบสูง นำเสนอเรื่องราวเมื่อครั้งที่ทรงเยี่ยมชาวเขา ณ บ้านผาหมี จังหวัดเชียงราย พบปัญหาที่เปรียบเหมือนเหตุแห่งความทุกข์ยาก จึงทำให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นต้นแบบการพัฒนาพื้นที่เสื่อมโทรมของชาวไทยภูเขาในภาคเหนือ, โซนหลักการทรงงาน ฉายภาพยนตร์ 4 มิติ เพื่อให้ผู้ชมรับทราบหลักการทรงงาน 23 ข้อ, โซนเพราะน้ำคือชีวิต นำเสนอหลักการบริหารจัดการน้ำ 12 ข้อตามพระราชดำริ ด้วยสื่อแอนิเมชั่น, โซนปลูกป่าในใจคน ชมการเจริญเติบโตของต้นไม้ในแบบ 3 มิติ, โซนความรู้คืออาวุธ ซึ่งได้พระราชทานพระราชทรัพย์สร้างโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล มีการใช้เทคนิคด้วยฉากรับภาพแบบ Glass Screen ทำให้ผู้ชมเห็นครู ตชด.เสมือนจริง, โซนความสุขสู่ขุนเขา แสดงความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ และการมีชีวิตที่ยั่งยืนของคนบนพื้นที่สูงด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9  

จากนั้น ทอดพระเนตรห้องประวัติมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย นำเสนอข้อมูลตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง จุดเริ่มต้นของการเป็นโรงเรียนฝึกหัดครู ยุคที่เปลี่ยนเป็นสถาบันราชภัฏ และการก้าวสู่ยุคปัจจุบันที่ได้รับการยกสถานะเป็นมหาวิทยาลัย



เวลา 14.10 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยังมณฑลทหารบกที่ 37 ค่ายเม็งรายมหาราช อำเภอเมือง ทรงติดตามการดำเนินโครงการ "เดินตามรอยเท้าพ่อ" ของกองทัพภาคที่ 3 ซึ่งเป็นกิจกรรมที่น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติแก่ทหารกองประจำการ และสามารถขยายผลไปสู่ชุมชน และภูมิลำเนาของพลทหารหลังปลดประจำการ โดยเริ่มดำเนินการในปี 2557 บนพื้นที่กว่า 30 ไร่



ในการนี้ ทรงติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการต่าง ๆ ที่เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม จำนวน 23 โครงการ อาทิ โครงการฝายทดน้ำ เพื่อเป็นแหล่งน้ำสำรอง กักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง จำนวน 7 ฝาย และในปี 2560 ได้ขุดเจาะบ่อบาดาลเพิ่มอีก 2 บ่อ ซึ่งเพียงพอต่อการทำการเกษตร สามารถปลูกพืชผักตามโครงการ "เกษตรปลอดภัย" ได้ผลผลิตเป็นอย่างดี นำไปจำหน่ายให้กับประชาชนในชุมชน รวมถึงมีแม่ค้ามารับซื้อไปจำหน่าย โดยเฉพาะจิงจูฉ่าย พืชสมุนไพรจีนที่ปลูกไว้ทั่วโครงการจำนวนกว่า 4,000 ต้น ปัจจุบันได้ต่อยอดนำมาแปรรูปเป็นข้าวเกรียบ, ชาสมุนไพร และคุกกี้, โครงการด้านปศุสัตว์ ส่งเสริมการเลี้ยงแพะพันธุ์แบล็คเบงกอล, หมูป่า, หมูเหมยซาน, เป็ดเทศ, ไก่, ห่าน รวมถึงปูนา, การเลี้ยงปลานิลในบ่อดินด้วยหญ้าเนเปียร์ ซึ่งเป็นโครงการล่าสุด ได้รับการสนับสนุนจากวิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกเชียงราย ผลิตเครื่องสับหญ้าเนเปียร์ ขนาดกำลังการผลิต 1,000 กิโลกรัมต่อชั่วโมง ใช้ผสมอาหารสัตว์ เพื่อลดต้นทุนในการซื้ออาหารเลี้ยงปลา



ปัจจุบัน การดำเนินงานภายในโครงการฯ ได้ขยายผลไปสู่ชุมชนและโรงเรียนในเขตเทศบาลเมืองเชียงราย โดยนักเรียนได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ การปลูกพืชผักในพื้นที่จำกัดจากวัสดุเหลือใช้ เช่น ตะกร้า รางไม้ไผ่ และยางรถยนต์ ผลผลิตที่ได้สามารถนำไปประกอบอาหารกลางวันให้กับนักเรียน รวมถึงการทำปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนและการทำน้ำหมักมูลไส้เดือน เพื่อช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ในดิน นอกจากนี้หน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่ใกล้เคียงยังให้ความสนใจเข้ามาศึกษาดูงานเป็นจำนวนมาก

ที่มาคลิปข่าว : สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 และ BUGABOO.TV , FB_Yai Wong , FB_มูลนิธิชัยพัฒนา , เพจ เรารัก สมเด็จพระเทพ ฯ  : Our Beloved Princess Maha Chakri Sirindhorn

ใส่ความเห็น

© Copyright 2018 Welovethaiking.com , all rights reserved