วุฒิสภาสหรัฐออกมติเฉลิมพระเกียรติในหลวง รัชกาลที่ ๙ พร้อมถวายความยินดีกับรัชกาลที่ ๑๐เสด็จขึ้นครองราชย์


วุฒิสภาสหรัฐออกมติเฉลิมพระเกียรติในหลวงร.9 พร้อมถวายความยินดีกับรัชกาลที่ 10 เสด็จขึ้นครองราชย์

วุฒิสภาสหรัฐออกมติ(a resolution) เฉลิมพระเกียรติยศอย่างเป็นทางการ แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเป็นผู้นำที่น่าทึ่งตลอด 70 ปีแห่งการครองราชย์ พร้อมถวายความยินดีกับรัชกาลที่ 10 ที่เสด็จขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระราชบิดา

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2017 วุฒิสภาสหรัฐได้ผ่านมติประกาศเฉลิมพระเกียรติยศ หมายเลข S.Res.9 เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นมติที่ยกย่องและระลึกถึงวิถีชีวิตอันโดดเด่นของพระองค์ ทรงมีความเป็นผู้นำที่คงเส้นคงวา,น่าทึ่งตลอดรัชสมัยที่พระองค์ครองราชย์อย่างยาวนาน 70 ปี

นอกจากนี้มติยังได้เฉลิมฉลองความเป็นพันธมิตรและมิตรภาพระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกาที่มีประวัติศาสตร์เป็นมาอย่างยาวนานถึง 183 ปี มีความเป็นหุ้นส่วนกันในการรักษาสันติภาพ,ความมีเสถียรภาพและความมั่งคั่งร่วมกันในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

พร้อมกันนี้มตินี้ยังถวายความยินดีแด่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ที่เสด็จขึ้นครองราชย์สืบแทนพระราชบิดาของพระองค์

มติ S.Res.9  นี้ผู้เสนอคือนายออร์ริน แฮทช์ วุฒิสมาชิกรัฐยูท่าห์ พรรครีพับลิกัน โดยได้รับการสนับสนุนจากวุฒิสมาชิกคนอื่นๆประกอบด้วยนายรอเบิร์ต,นายคอตตัน,พ.ท.หญิงลัดดา แทมมี่ ดั๊กเวิร์ธ,นายเฟลก,นายการ์ดเนอร์,นายจอห์น แมคเคนและนายแจ้ค รีด โดยเสนอเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2017 เข้ามายังคณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา



ต่อมาวันที่ 15 มีนาคม 2017 มติเห็นพ้องอย่างเป็นเอกฉันท์ในวุฒิสภาโดยไม่มีการแก้ไขข้อความและคำนำ  จากนั้นมตินี้ได้ถูกนำไปตีพิมพ์ไว้ในสำนักงานหอสมุดบันทึกของรัฐบาลกลางสหรัฐ (U.S. Government Publishing Office) โดยชื่อเต็มของมติคือ  S.Res.9 - 115th Congress (2017-2018) หรือมติที่ 9 ของวุฒิสภา สมัยการประชุมที่ 115 ( 2017-2018)

มติได้แจกแจงรายละเอียดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชว่าทรงมีความสัมพันธ์พิเศษกับสหรัฐอเมริกา พระองค์ประสูติที่เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ในปี พ.ศ. 2470 (ค.ศ.1927) ขณะที่สมเด็จพระราชบิดาอยู่ในระหว่างทรงศึกษาด้านการแพทย์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด

เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2489 (ค.ศ.1946)  และฉลองการครองราชย์ครบ 70 ปีเมื่อปี 2016  ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์โลกและประวัติศาสตร์ประเทศไทย

พระองค์ทรงอุทิศตลอดชีวิตของพระองค์เพื่อให้คนไทยได้มีความกินดีอยู่ดี ทรงพัฒนาประเทศไทยอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง

พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีอุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของประราษฎร์จากเบื้องลึกพระหทัยของพระองค์  ทำให้พระองค์ทรงเป็นที่รักยิ่งของพสกนิกรไทยทั้งมวล อีกทั้งได้รับความเคารพนับถือจากประชาชนทั่วโลก

พระองค์เสด็จออกเยี่ยมพสกนิกรทุกหนแห่ง ทรงพบกับคนยากจนที่สุดของประเทศ,คนมั่งคั่งในไทย,ไม่ถือพระองค์ว่าพวกเขาจะอยู่ในสถานภาพใด,เป็นชนกลุ่มใด,นับถือศาสนาใด ทรงรับฟังปัญหาของพสกนิกรทุกหมู่เหล่าด้วยพระองค์เอง  จากนั้นทรงช่วยให้ทุกคนยืนอยู่ได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง



เมื่อปี 2006  องค์การสหประชาชาติได้ถวายรางวัลมนุษยธรรมแด่พระองค์ ในฐานะที่ทรงเป็น“กษัตริย์นักพัฒนา”โดยเฉพาะการพัฒนาด้านมนุษย์ให้กับพสกนิกร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นที่รู้จักในระดับสากลที่พระองค์ทรงมีนวัตกรรม,ทรงคิดค้นต่างๆ อันเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของพระองค์ ในปี 2009 องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลกทรงถวายรางวัลผู้นำโลก (the Global Leadership Award)แด่พระองค์

ในช่วงสงครามเย็น พระราชกรณียกิจของพระองค์ทรงทำให้ประเทศไทยมีความสงบสุขและมีเสถียรภาพ ทรงเป็นตัวอย่างของมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกา

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 1960 ขณะเสด็จพระราชดำเนินสหรัฐอเมริกา พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสในที่ประชุมร่วมของสภาคองเกรสอันแสดงให้เห็นความแน่นแฟ้นในมิตรภาพของสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย

นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถวายพระเกียรติในพระราชกรณียกิจอีกหลายประการ เช่นประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการฝึกรบ “คอบร้าโกลด์”ประจำปี,อนุญาตให้กองทัพสหรัฐใช้สนามบินอู่ตะเภาเพื่อช่วยเหลือนานาชาติด้านมนุษยธรรม เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2003 ประธานาธิบดีจอร์จ บุช ได้ลงนามให้ประเทศไทยเป็นพันธมิตรนอกสนธิสัญญาป้องกันร่วมแอตแลนติกเหนือ (เนโต้)

 



มติของวุฒิสภาสหรัฐ มีดังนี้

1.เฉลิมพระเกียรติเป็นพิเศษ,ความมั่นคงแห่งผู้นำ,ความน่าทึ่งในพระชนมพรรษาของพระองค์,ทรงครองราชย์ 70 ปีของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

2.มติแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งมายังพระราชวงศ์ของไทยและประชาชนคนไทยทั้งมวลที่สูญเสียพระองค์

3.เฉลิมฉลองความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐที่มีมา 183 ปี โดยทั้ง 2 ประเทศมีผลประโยชน์ร่วมในด้านการรักษาสันติภาพ,เสถียรภาพและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

4.ถวายความยินดีแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาจุฬาลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ที่เสด็จขึ้นครองราชย์

5.การสร้างรากฐานที่เข้มแข็งของความเป็นพันธมิตรในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาสืบต่อไปอย่างแน่นแฟ้น.

................................................


มติวุฒิสภาเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

https://www.congress.gov/bill/115th-congress/senate-resolution/9/text?format=txt

ที่มา : http://www.thaitribune.org/contents/detail/309?content_id=26657&rand=1489819879&

และ  http://workpointtv.com/news/26664

................................



ที่มา : เนื้อข่าวภาษาอังกฤษ จากสำนักข่าวทีนิวส์ โดย สถาพร เกื้อสกุล

115th CONGRESS

1st Session

S. RES. 9

Honoring in praise and remembrance the extraordinary life, steady leadership, and remarkable, 70-year reign of King Bhumibol Adulyadej of Thailand.

IN THE SENATE OF THE UNITED STATES January 10, 2017

Mr. Hatch (for himself, Mr. Roberts, Mr. Whitehouse, Mr. Cotton, Ms. Duckworth, Mr. Flake, Mr. Gardner, Mr. McCain, and Mr. Reed) submitted the following resolution; which was referred to the Committee on Foreign Relations

March 15, 2017

Committee discharged; considered and agreed to

RESOLUTION

Honoring in praise and remembrance the extraordinary life, steady leadership, and remarkable, 70-year reign of King Bhumibol Adulyadej of Thailand.

Whereas His Majesty King Bhumibol Adulyadej enjoyed a special relationship with the United States, having been born in Cambridge, Massachusetts, in 1927 while his father was completing his medical studies at Harvard University;

Whereas King Bhumibol Adulyadej ascended to the throne on June 9, 1946, and celebrated his 70th year as King of Thailand in 2016;

Whereas, at the time of his death, King Bhumibol Adulyadej was the longest-serving head of state in the world and the longest-reigning monarch in the history of Thailand;

 

Whereas His Majesty dedicated his life to the well-being of the Thai people and the sustainable development of Thailand;

Whereas His Majesty led by example and virtue with the interest of the people at heart, earning His Majesty the deep reverence of the Thai people and the respect of people around the world;

Whereas His Majesty reached out to the poorest and most vulnerable people of Thailand, regardless of their status, ethnicity, or religion, listened to their problems, and empowered them to take their lives into their own hands;

Whereas, in 2006, His Majesty received the first United Nations Human Development Award, recognizing him as the “Development King” for the extraordinary contribution of His Majesty to human development;

Whereas His Majesty was recognized internationally in the areas of intellectual property, innovation, and creativity, and in 2009, the World Intellectual Property Organization presented His Majesty with the Global Leadership Award;

Whereas His Majesty was an anchor of peace and stability for Thailand during the turbulent decades of the Cold War;

Whereas His Majesty was always a trusted friend of the United States in advancing a strong and enduring alliance and partnership between the United States and Thailand;

Whereas His Majesty addressed a joint session of Congress on June 29, 1960, during which His Majesty reaffirmed the strong friendship and goodwill between the United States and Thailand;

Whereas the United States and Thailand remain strong security allies, as memorialized in the Southeast Asia Collective Defense Treaty (commonly known as the “Manila Pact of 1954”) and later expanded under the Thanat-Rusk Communique of 1962;

Whereas, for decades, Thailand has hosted the annual Cobra Gold military exercises, the largest multilateral exercises in Asia, to improve regional defense cooperation;

Whereas Thailand has allowed the Armed Forces of the United States to use the Utapao Air Base to coordinate international humanitarian relief efforts;

Whereas President George W. Bush designated Thailand as a major non-NATO ally on December 30, 2003;

Whereas close cooperation and mutual sacrifices in the face of common threats have bound the United States and Thailand together and established a firm foundation for the advancement of a mutually beneficial relationship; and

Whereas, on October 13, 2016, at the age of 88, His Majesty King Bhumibol Adulyadej passed away, leaving behind a lasting legacy for Thailand: Now, therefore, be it

Resolved, That the Senate—

(1) honors the extraordinary life, steady leadership, and remarkable, 70-year reign of His Majesty King Bhumibol Adulyadej of Thailand;

(2) extends our deepest sympathies to the members of the Royal Family and to the people of Thailand in their bereavement;

(3) celebrates the alliance and friendship between Thailand and the United States that reflects common interests, a 183-year diplomatic history, and a multifaceted partnership that has contributed to peace, stability, and prosperity in the Asia-Pacific region;

(4) congratulates His Majesty King Maha Vajiralongkorn on his accession to the throne; and

(5) building on the strong foundation of alliance nurtured during the reign of the father of His Majesty King Maha Vajiralongkorn, looks forward to deepening the bonds of friendship between Thailand and the United States.

เรียบเรียงโดย

สถาพร เกื้อสกุล : สำนักข่าวทีนิวส์

ใส่ความเห็น

© Copyright 2017 Welovethaiking.com , all rights reserved