นี่คือเรื่องจริง..เมื่อเด็กวัยรุ่นเขียนจดหมายถึงในหลวง ร.๙..ขอพระราชทานวัวนม


“ธรรมะของพระราชา”...สู่ความสำเร็จของ “ฟาร์มอินทร์แปลง”

จากเด็กผู้ชายคนหนึ่ง เมื่อครั้งมีอายุเพียง 14 ปี ‘เบส’ นายปฏิวัติ อินทร์แปลง (ขณะนี้ พ.ศ.2561 เขาอายุเพียง 26 ปี) ได้เขียนจดหมายขอพระราชทานวัวนม จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ฯ ใน ‘โครงการมอบวัวแก่เกษตรกร’

เขาเขียนเล่าเรื่องราวชีวิตของครอบครัว ที่มีเพียง "เขาและแม่" ที่ทำอาชีพเลี้ยงวัว รีดนมวัวขาย จากวัวที่ตามอบให้มาเพียง 1 ตัว เป็นต้นทุนในการเลี้ยงชีพ

และเขาก็ได้รับพระราชทานวัวนม 1 ตัว ที่นอกจากจะสร้างความปลื้มปีติให้กับเขาแล้ว

มันยังเป็นแรงบันดาลใจที่ผลักดันให้เขา "ยึดอาชีพเกษตรกรเลี้ยงวัวนม" มาจนทุกวันนี้



... อีก 3 เดือนถัดมา ก็ได้รับการแจ้งจาก สหกรณ์โคนม ว่า ทางโรงโคนมจิตรลดาจะส่งโคพระราชทานมาให้

ผมตื้นตันใจมาก ตอนนั้นผมเรียน ม.2 พอเขียนจดหมายก็หย่อนตู้ไปรษณีย์หน้าโรงเรียน ไม่คิดว่าจะได้รับพระราชทานจริง ๆ

ช่วงต้นปี 2549 พอสหกรณ์โคนมโทรฯ มาแจ้งว่า ทางจิตรลดาจะเอาวัวมาให้

ผมเป็นเด็กอายุ 14 เหมือนได้แจ๊กพอต บุญหล่นทับ วิ่งไปกอดแม่

พออาทิตย์ถัดมาก็มีโคพระราชทานส่งมาให้ถึงบ้านเลย...

อีกครั้งที่น้องเบสประทับใจและเป็นแรงบันดาลใจให้อยากทำอาชีพเกษตรกร ก็คือ

สหกรณ์โคนมได้พามาเข้าเฝ้า ฯ เพื่อเสนอเรื่องบ่อแก๊สชีวภาพที่เบสทำในฟาร์มของตนเอง ต่อหน้าพระพักตร์สมเด็จพระเทพรัตน ฯ ซึ่งตอนนั้นมีอายุเพียง 16 ปี



น้องเบสเลี้ยงโคนมควบคู่กับการเรียนในระดับมัธยมปลาย จนถึงจุดพลิกผันของชีวิตอีกครั้ง เมื่อแม่ขี่มอเตอร์ไซค์เกิดอุบัติเหตุจนทำให้กระดูกแขนแตก และต้องใส่เฝือกถึง 3 เดือน

ตอนนั้นเขาเพิ่งเรียนจบ ม.6 จึงไม่สามารถเรียนต่อได้

“ผมร้องไห้เลยครับที่รู้ว่าจะไม่ได้เรียนต่อ เพราะวางแผนมาตลอดว่าจะเรียนสัตวแพทย์ แต่เลือกที่จะมาทำงานแทนแม่

.. ผมตกตะกอนความคิดว่า ชีวิตคนเราไม่ใช่เรียนจบ แล้วมานั่งทำงานที่เหมือน ๆ กันทุกคน เราเป็นเกษตรกรก็ประสบความสำเร็จได้..”

เบสใช้เวลาว่างมาเรียนหลักสูตรสั้น ๆ เกี่ยวกับฟาร์มโคนม เช่น การผสมเทียม เพื่อนำไปปรับปรุงฟาร์มอินทร์แปลงของตนเอง...  (ส่วนนี้จาก เดลินิวส์ https://www.dailynews.co.th/article/365215)



‘เบส’ บอกว่า จากเมื่อ 11 ปีที่แล้ว จนถึงตอนนี้ เขามีวัวทั้งหมด 55 ตัว

เขาก็ยังยึดแนวทางการดำเนินชีวิตตามคำสอนของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ เขาเติบโตด้วยการพึ่งพาตนเอง และรู้จักการดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง

เมื่อถามว่า ‘เบส’ พึ่งพาตนเองและดำเนินชีวิตแบบพอเพียงอย่างไร

เขาอธิบายว่า การทำอาชีพเกษตรกรของเขา เรื่องแรกที่มอง ไม่ใช่เรื่องของเงิน

แต่เป็นเรื่องของการสร้างฟาร์มให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

ส่วนเรื่องเงินหรือรายได้ มองเป็นเรื่องที่ 2

บางงานที่ถูกนำเสนอเข้ามา เป็นงานที่มีรายได้เยอะจริง แต่ถ้าเขารับทำ ก็มีรายได้เพียงทางเดียว แถมยังคุมอะไรไม่ได้เลย ซึ่งเสี่ยงและไม่ยั่งยืน

แบบนั้นเขาก็จะไม่รับ



[caption id="attachment_430346" align="aligncenter" width="615"] ข่าวพระราชกิจ 56-12-15 (901-ไร่ชั่งหัวมัน) ข่าวพระราชกิจ วันอาทิตย์ ที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๖ เวลา ๐๙.๓๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากพระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ไปยังโครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ ต.เขากระปุก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เป็นการส่วนพระองค์ เพื่อทรงทอดพระเนตรการจัดการฟาร์มโคนมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ (สำนักพระราชวัง) ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________ ฝ่ายช่างภาพส่วนพระองค์ กองงานส่วนพระองค์ สำนักพระราชวัง[/caption]



(ขอขอบคุณ ยูทูปช่อง สํานักข่าวไทย TNAMCOT สีสันเศรษฐกิจ : อาชีพพระราชทาน แปรรูปนมโค "ฟาร์มอินทร์แปลง" จ.ชุมพร)

..............

การบริหารฟาร์มของเขา ต้องสามารถควบคุมทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง อย่าง น้ำนมดิบที่เขาได้มาวันละ 500 กิโลกรัม

เขาสามารถบริหารช่องทางการสร้างรายได้ด้วยตัวเองได้ทั้งหมด

“แรก ๆ ผมก็ส่งน้ำนมดิบให้กับโรงงานของสหกรณ์โคนม

แต่ 3 ปีหลัง ผมเปลี่ยน เพราะฟาร์มเราอยู่ไกลจากสหกรณ์

เรามาคิดว่าจะทำอย่างไรให้ไม่ต้องเดินทางไกล เราเลยเริ่มทำตลาดเองที่ชุมพร

และเริ่มพัฒนาสู่การแปรรูปน้ำนมดิบ ด้วยการนำมาทำชีส ทำเนย ทำนมพาสเจอไรซ์รสต่าง ๆ

โดยการไปเพิ่มเติมความรู้จากการเทกคอร์สสั้น ๆ”



‘เบส’ เล่าอีกว่า ตอนเรียนจบ ม.6 เขามีโอกาสได้อ่านหนังสือ “ธรรมะ จากพระเจ้าแผ่นดิน”

หนังสือที่รวบรวมคำสอนของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

เรื่องที่เขาสนใจมาก คือ เรื่องของการพึ่งพาตนเอง ซึ่งถือเป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนสามารถทำได้ และสามารถนำมาทำให้เกิดประโยชน์ได้ ง่าย ๆ เลย

ที่ยกตัวอย่างได้ คือ เรื่องของฟาร์มที่ปลอดของเสีย “ทำทุกอย่างที่ใช้-ใช้ทุกอย่างที่ทำ”

 “เอามูลวัวมาทำปุ๋ยและทำก๊าซชีวภาพ นำมาทำพลังงานใช้ภายในฟาร์ม น้ำเสียก็ส่งต่อไปให้เกษตรกรที่ปลูกหญ้าเนเปียร์ส่งให้กับฟาร์มของเรา เพื่อใช้รดน้ำ การเรียนรู้เรื่องราวนี้มันง่ายมาก เพียงแต่เกษตรกรต้องเข้าใจแก่นแท้ของมัน อยู่ที่เจ้าของฟาร์มจะมีมุมมองในการบริหารฟาร์มอย่างไร แต่ธรรมชาติของเกษตรกรไทยยังชอบทำตาม ๆ กัน ไม่คิดต่าง ในหลวงบอกให้เราคิดอย่างมีเหตุมีผล ต้องรู้จริง ศึกษาอย่างถ่องแท้ และเรียนรู้ตลอดเวลา”



เกษตรกรหนุ่มคนนี้ บอกว่า เขาไม่ได้เรียนการตลาด หรือ การบริหาร มาจากที่ไหน

แต่เขาได้ความรู้มาจากหนังสือ “ธรรมะจากพระเจ้าแผ่นดิน” รวมทั้งหลักคำสอนต่าง ๆ ของพระองค์ท่าน ที่เขาศึกษาจนถึงแก่นแท้ ทำความเข้าใจ แล้วนำมาปฏิบัติ

ตอนนี้ ‘เบส’ สามารถสร้างรายได้จากน้ำนม มูลวัว น้ำเสีย และการเลี้ยงลูกวัวขาย ซึ่งทั้งหมดเป็นรายได้ที่เกื้อกูลกัน

เขาสามารถพัฒนาการผลิตแปรรูป สร้างรายได้จากน้ำนมวัว ทั้งจากน้ำนมดิบ นมพาสเจอไรซ์ ที่มีทั้งหมด 6 รสชาติ

ที่ทำตลาดทั้งที่ชุมพร หาดใหญ่ ภูเก็ต สมุย กรุงเทพฯ และมีบางส่วนที่ทำตลาดในเมียนมา นอกจากนี้ ยังมีโยเกิร์ตที่ไม่ผสมน้ำตาลและไอศกรีมเจลาโต้

ขณะนี้ เขาได้พัฒนาไปสู่การสร้างคอนแทร็กต์ฟาร์ม ซึ่งมีเข้ามาร่วมแล้ว 2 ฟาร์ม

โดยคัดเลือกจากเกษตรกรที่มีทัศนคติพร้อมที่จะพัฒนาไปด้วยกัน

พร้อมที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เพื่อทำให้อาชีพคนเลี้ยงวัว หรือ ฟาร์มโคนม เติบโตได้อย่างยั่งยืน



เป้าหมายสูงสุดของ ‘เบส’ คือ การมีโรงงานเป็นของตัวเอง และผลิตนมโรงเรียนที่มีคุณภาพให้กับเด็กไทย

โดยเริ่มต้นจากชุมพร บ้านเกิดของเขาก่อน เขาตั้งเป้าว่า ภายใน 5 ปี จะมีแม่วัว 200 ตัว คอนแทร็กต์ฟาร์มอีก 10 ฟาร์ม มีโรงงานของตัวเอง แล้วเดินหน้าทำตามความฝันอย่างเต็มที่

จากเมื่อหลายปีก่อนที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ได้ทรงเล็งเห็นโอกาสในการพัฒนาฟาร์มโคนม และฟาร์มโคนมก็สามารถนำมาพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชากรของพระองค์ได้

หากเกษตรกรรู้จักวางระบบบริหารที่ถูกต้อง ทำไมที่ประเทศอื่นจึงมีการทำฟาร์มในแค่บางพื้นที่ แต่ประเทศไทยสามารถทำได้ทั่วประเทศ เรื่องเหล่านี้รัฐบาลควรให้การสนับสนุน ช่วยโฆษณารณรงค์ให้คนไทยดื่มนม

หากรัฐบาลดำเนินการจริงจัง มองเห็นโอกาสของคนไทยเช่นสายพระเนตรอันกว้างไกลของพ่อหลวงของคนไทย อาชีพฟาร์มโคนมจะสดใสกว่านี้อีกมากมาย



คอลัมน์ : ยังบลัด

เรื่อง : พัฐกานต์ เชียงน้อย

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,308 วันที่ 26-28 ต.ค. 2560

http://www.thansettakij.com/content/223026?ts




หนังสือ   "ธรรมะจากพระเจ้าแผ่นดิน" 

เนื้อหาโดยสังเขป

    "ธรรมะจากพระเจ้าแผ่นดิน" เล่มนี้ เป็นหนังสือที่ดีที่สุดอีกเล่มหนึ่งที่คนไทยทุกคนควรอ่านมากที่สุด เพราะเป็นพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะสร้างความประทับใจและให้ความกระจ่าง ความสว่างให้เกิดปัญญาในการใช้ชีวิตของเราได้อย่างนุ่มนวล ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านทุกท่านมีความสุขและความอิ่มเอมทางใจได้อย่างล้นเหลือ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับน้อมนำมาประพฤติปฏิบัติในการดำเนินชีวิต



สารบัญ

1. ดอกไม้ถวายพระ
2. ทานนี่เป็นสิ่งที่คำคัญมาก
3. อานิสงส์ของดอกไม้บูชา
4. อย่าไปผิดในทางศีล
5. ตัวสำคัญคือสติ
6. ปัญญาบารมี
7. ข้าวหลาม
8. ไม่เป็นหนี้
9. พระอาจารย์วัน
10. คำว่า "สามัคคี"


ใส่ความเห็น

© Copyright 2018 Welovethaiking.com , all rights reserved