“รับไหมลูก”… ความทุกข์ของประชาชนนั้น..รอไม่ได้

a1


๗ ทศวรรษ เอกอัครราชาแห่งแผ่นดิน “ความทุกข์ของประชาชนนั้น..รอไม่ได้”


นับตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 หลังจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ฯ (ร.๘) สวรรคตอย่างกะทันหัน ในท่ามกลางความทุกข์โศกสลดทั้งแผ่นดิน

รัฐสภาได้เปิดประชุมเป็นกรณีเร่งด่วนในช่วงค่ำคืนนั้น พร้อมกับลงมติเห็นชอบตามกฎมนเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่

ขณะนั้น หลายฝ่ายต่างวิตกกังวลกันว่า สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ (พระอิสริยศักดิ์ในเวลานั้น) อาจไม่ทรงยินยอม

จนเมื่อเหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ ตลอดถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในบ้านเมือง รวมถึงนายกรัฐมนตรีและคณะนายกรัฐมนตรี ได้เข้าเฝ้าฯ กราบบังคมทูล ว่า สมเด็จพระอนุชาธิราช ทรงเป็นผู้มีสิทธิในราชบังลังก์นั้น

สมเด็จพระราชชนนีจึงได้ตรัสถามพระราชโอรสต่อหน้าที่ประชุมทั้งมวลว่า “รับไหมลูก”


สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช มีรับสั่งสั้น ๆ เพียงว่า “รับ”


นับจากนาทีนั้น ประวัติศาสตร์ของยุวกษัตริย์พระองค์ที่สามแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และพระองค์ที่สองแห่งราชสกุล “มหิดล” ได้เริ่มต้นขึ้นจากวันนั้น

พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของชาติไทยและของโลก ทรงเป็นพระราชาผู้ทรงเป็นที่รักและเทิดทูนของพสกนิกรมาอย่างยาวนานจนครบ 70 ปีบริบูรณ์ในปีนี้



เมื่อแรกเถลิงราชย์


เมื่อแรกเริ่มของการครองราชย์ ขณะนั้นพระองค์มีพระชนมายุ 18 พรรษา และไม่เคยตระเตรียมพระราชหฤทัยที่จะมาทำหน้าที่นี้

พระองค์ทรงคิดแค่ว่าจะครองราชสมบัติเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง เพื่อจัดงานพระบรมศพให้กับพระเชษฐาอย่างสมเกียรติเท่านั้น

แต่การเป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ก็ทรงตระหนักถึงหน้าที่อันใหญ่หลวงนี้

จึงทรงตัดสินพระทัยเสด็จพระราชดำเนินกลับไปทรงศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ให้สำเร็จเพื่อกลับมาพัฒนาประเทศและดูแลประชาชน

a5

ราชาภิเษกสมรสและบรมราชาภิเษก


ในช่วงระหว่างที่ทรงศึกษาในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงพระราชประดิพัทธ์กับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร พระธิดาในพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้านักขัตรมงคล กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ กับหม่อมหลวงบัว(สนิทวงศ์)

จึงทรงหมั้นด้วยพระธำมรงค์เพชรมีหนามเตยเป็นรูปหัวใจเล็ก ๆ ที่สมเด็จพระบรมราชชนกเคยพระราชทานหมั้นสมเด็จพระราชชนนี

 โดยทรงโปรดเกล้า ฯ ให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสขึ้นอย่างเรียบง่าย ณ วังสระปทุม และโปรดเกล้า ฯ ให้สถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ เมื่อวันศุกร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493

ต่อมา ในวันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณี ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง

พระองค์ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ ประทับเหนือราชอาสน์บัลลังก์ทอง เฉลิมพระปรมาภิไธย ตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทรสยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร”

และพระราชทานพระปฐมบรมราชโองการด้วยพระราชอำนาจสมบูรณ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้นว่า

 “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”


อีกทั้งในวาระมหามงคลนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ สถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศให้สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี หลังจากนั้นเสด็จ ฯ กลับไปทรงรักษาพระพลานามัยที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อันเนื่องมาจากทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2491

จนกระทั่งเสด็จนิวัตเมืองไทยเมื่อต้นเดือนธันวาคม พ.ศ. 2494 และประทับในแผ่นดินอันเป็นมาตุภูมิอย่างเป็นการถาวรนับแต่นั้น

a4

ทรงผนวชด้วยพระราชศรัทธา


ปลายเดือนตุลาคม พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงผนวชด้วยทรงพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา ด้วยมีพระราชดำริว่าเป็นศาสนาประจำชาติ ยิ่งทรงมีโอกาสคุ้นเคยกับหลักการและทางปฏิบัติของพุทธศาสนิกชน ระหว่างที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ก็ทรงพระราชศรัทธายิ่งขึ้น เพราะทรงประจักษ์แก่พระราชหฤทัยว่า พระธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประกอบด้วยเหตุผลและสัจธรรม

ทั้งจักเป็นทางสนองพระเดชพระคุณพระราชบูรพการีตามคตินิยมอีกทางหนึ่งด้วย จึงทรงลาผนวชและทรงออกผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง และเสด็จฯ ไปประทับที่พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

a6

เสด็จฯ เยือนต่างประเทศเพื่อสานไมตรี


นอกจากเสด็จ ฯ เยี่ยมราษฎรในพื้นที่ต่าง ๆ แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ยังได้เสด็จฯเยือนประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสานสร้างสัมพันธไมตรีอันดีต่อกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น  เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับประเทศ ระหว่างประชาชนกับประชาชน

ทั้งในยุโรปและอเมริกาในช่วง ปี พ.ศ. 2503 – 2504  แต่ประเทศแรกที่ทรงเสด็จเยือนต่างประเทศนั้นอยู่ในแถบอาเซียนเพื่อนบ้านเรา ก็คือประเทศเวียดนาม เมื่อปลายปี พ.ศ. 2502

a7

องค์อัครศิลปิน ผู้เปี่ยมความสามารถ


ตลอดช่วงเวลานับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองสิริราชสมบัตินั้น ทรงแสดงถึงพระอัจฉริยภาพในด้านต่าง ๆ ให้พสกนิกรไทยและชาวโลกได้ประจักษ์ ทรงได้รับการยกย่องว่า ทรงเป็นพหูสูตรในศาสตร์แทบทุกสาขา ทั้งทางสายวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์โดยเฉพาะทางศิลปศาสตร์นั้น ทรงเป็นเอตทัคคะ ทรงเปี่ยมไปด้วยพระปรีชาสามารถทางศิลปกรรมประกอบด้วย จิตรกรรม ประติมากรรมการถ่ายภาพ หัตถกรรม วรรณศิลป์ และดนตรี ฯลฯ จนทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า “อัครศิลปิน” หมายถึง ผู้มีศิลปะอันเลอเลิศหรือผู้เป็นใหญ่ในศิลปิน

a3

พระราชาแห่งการพัฒนา


พระอัจฉริยภาพด้านหนึ่งที่มิอาจกล่าวข้ามได้คือ “ในด้านการพัฒนา” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเกษตรกรรม ทรงเป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่อง

มาจากพระราชดำริต่าง ๆ จึงปรากฏขึ้นมากมายทั่วประเทศ และส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการจัดการพัฒนาแหล่งน้ำตั้งแต่ฝนหลวง เขื่อน อ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำใต้ดิน ตั้งแต่ภูเขาสู่ทะเล

ทรงฟื้นป่า มีฝายชะลอความชุ่มชื้น ทรงเน้นถึงการดูแลฟื้นฟูทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์อย่างยั่งยืน ให้มีน้ำกินน้ำใช้ตลอดไป

a9

หน้าที่ของพระเจ้าแผ่นดิน


ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาเมื่อ พ.ศ. 2503 นั้นบรรดานักหนังสือพิมพ์อเมริกันได้กราบทูลถามถึง “หน้าที่พระเจ้าแผ่นดินของพระองค์เป็นอย่างไร” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสตอบด้วยพระปรีชา ซึ่งหนึ่งในพระราชดำรัสที่น่าจดจำครั้งนั้น พระองค์ทรงพระราชทานสัมภาษณ์ไว้ว่า

 “…ตำแหน่งพระเจ้าแผ่นดินในปัจจุบันนี้ ไม่มีหน้าที่ที่จะบริหารประเทศ

ต้องมีฝ่ายบริหารทำให้งานการทุกอย่างของชาติดำเนินไปได้ด้วยดี

ต่างคนต่างมีหน้าที่แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทำเฉพาะหน้าที่นั้น

เพราะว่าถ้าคนใดทำหน้าที่เฉพาะของตัวโดยไม่มองไม่แลคนอื่น งานก็ดำเนินไปไม่ได้

เพราะเหตุว่างานทุกงานจะต้องพาดพิงกัน จะต้องเกี่ยวโยงกัน

ฉะนั้นแต่ละคนจะต้องมีความรู้ถึงงานของผู้อื่นและก็ช่วยกันทำ…”

ตลอด 70 ปีบริบูรณ์ที่ผ่านมา เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ฯ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักมากที่สุดพระองค์หนึ่งของโลก

แม้ในยามที่ทรงพระประชวรก็ยังทรงงานอยู่ ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินตลอด 24 ชั่วโมง

หากจะเปรียบประเทศไทยเป็นดังรูปพีระมิด พระองค์ก็เปรียบดังประทับอยู่บนยอดพีระมิดของสังคมแต่เป็นพีระมิดหัวกลับ

นั่นหมายถึงว่าพระองค์ได้ประทับอยู่ด้านล่าง ทำให้ทรงต้องเป็นผู้รองและแบกรับปัญหาทุกๆ อย่างของประชาชน



จึงทรงมีรับสั่งกับบรรดาบุคคลที่ทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่าง ๆ อยู่เสมอว่า…

.

“ความทุกข์ของประชาชนนั้น รอไม่ได้”


.

a8


ที่มา : นิตยสารแพรว ฉบับ 883 ปักษ์ 10 มิถุนายน 2559

 by SRIPLOI

 

ใส่ความเห็น

© Copyright 2018 Welovethaiking.com , all rights reserved