“ข้าว” ในหลวง ร.๙ ทรงให้ความสำคัญ..ยังไง “ไทย” ต้องปลูกข้าว

T0013_0003_01

ดร.สุทิน ลี้ปิยะชาติ


     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสำคัญในด้านการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องข้าว

      โดยทรงมีพระราชประสงค์ที่จะลดภาระของเกษตรกร และทรงสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ มีอาหารสมบูรณ์ มีรายได้และความเป็นอยู่ ตลอดจนมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งๆ ขึ้นไป

      ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ ในวันนี้ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่เปรียบมิได้ ผมขอเชิญพระราชดำริและพระราชกรณียกิจด้านการเกษตรกรรมในเรื่องข้าว ซึ่งเป็นอาหารหลักของปวงชนชาวไทย ให้ทุกท่านได้เรียนรู้และตระหนักถึงคุณค่าของข้าวและผลผลิตทางเกษตรกรรมอื่นๆ ในประเทศไทยที่มีอย่างอุดมสมบูรณ์ ให้ประชาชนชาวไทยสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขตลอดมา

T0009_0007_01

      โดยได้รับความสนับสนุนด้านข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ดังนี้ครับ

       พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าพระทัยในความทุกข์ยากของชาวนา ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ที่ได้พระราชทานไว้เมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๐๔ ความตอนหนึ่งว่า

      “…ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ศึกษาและทดลองทำนาบ้าง และทราบดีว่า การทำนานั้นมีความยากลำบากเป็นอุปสรรคอยู่มิใช่น้อย จำเป็นต้องอาศัยพันธุ์ข้าวที่ดี และต้องใช้วิชาการต่างๆ ด้วย จึงจะได้ผลเป็นล่ำเป็นสัน อีกประการหนึ่ง ที่นานั้นเมื่อสิ้นฤดูกาลทำนาแล้วควรปลูกพืชอื่นๆ บ้าง เพราะจะเพิ่มรายได้ให้อีกไม่น้อย ทั้งจะช่วยให้ ดินร่วน ช่วยเพิ่มปุ๋ยกากพืช ทำให้ลักษณะเนื้อดินดีขึ้น เหมาะสำหรับจะทำนาในฤดูต่อไป…”

       พระราชดำรัสนี้สะท้อนให้เห็นว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นถึงความสำคัญของการทำนา ปลูกข้าวซึ่งเป็นอาหารหลักของคนไทยและทรงให้ความสำคัญกับเพิ่มรายได้ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวนาและเกษตรกร ให้มีความพร้อมที่จะช่วยหล่อเลี้ยงและดูแลคนไทยให้มีชีวิตอย่างอุดมสมบูรณ์ พออยู่พอกินโดยทั่วกัน

       ทั้งนี้ จากการศึกษาประวัติศาสตร์พบว่า พระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่โบราณกาลจนถึงยุคปัจจุบัน สมัยรัตนโกสินทร์ทรงให้ความสำคัญกับการทำนาและการเพาะปลูกมาก

90199

        โดยในปี ๒๕๐๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญขึ้น

         ทำให้เกิดผลดีต่อการบำรุงขวัญและจิตใจของประชาชน ตลอดจนนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคลแก่พืชพันธุ์ธัญญาหาร รวมทั้งทำให้ชาวต่างประเทศได้เห็นประเพณีอันดีงามของสังคมไทยด้วย

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยทำการศึกษาทดลองเกี่ยวกับการปลูกข้าวมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๔ และตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ เป็นต้นมา

พระราชกรณียกิจ-290909-06

       โดยได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเมล็ดพันธุ์ข้าวส่วนหนึ่งที่เก็บเกี่ยวจากแปลงนาสาธิตจากโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิตไปใช้ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และ ณ มณฑลพระราชพิธีท้องสนามหลวงด้วย

       ในปี ๒๕๐๔ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมวิชาการเกษตรนำพันธุ์ข้าวต่างๆ มาปลูกทดลองในสวนจิตรลดาและปีแรกได้ทรงขับควายเหล็ก ทรงหว่านข้าวและเกี่ยวข้าวด้วยพระองค์เอง โดยทรงเข้าพระทัยถึงความทุกข์ยากลำบากของชาวนา

        และในปีต่อๆ มาก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระยาแรกนาทำพิธีหว่านข้าวลงที่แปลงงานทดลองสวนจิตรลดาต่อจากพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ ท้องสนามหลวงด้วย

644992-topic-ix-3

        ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ศึกษาพัฒนาและปรับปรุงเครื่องสีข้าวขนาดเล็กพระราชทานให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันใช้ประโยชน์ในชนบทอีกหลายแห่ง เพื่อช่วยลดการตัดไม้ทำลายป่า และนำวัสดุเหลือใช้จาก “โรงสี” มาก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

        โดยในปี ๒๕๒๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงบดแกลบขึ้นในบริเวณใกล้เคียงกับโรงสีข้าวตัวอย่างสวนจิตรลดา เพื่ออัดแกลบเป็นเชื้อเพลิงแท่งสำหรับใช้แทนถ่าน และทรงให้ทดลองนำแกลบที่อัดแล้วไปเผาเป็นถ่านด้วย

        ดังพระราชดำรัสที่ได้พระราชทานไว้เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๐ ความตอนหนึ่งว่า

        “…เมื่อตั้งโรงสี ปลูกข้าวเองบ้างและไปซื้อข้าวจากเกษตรกรบ้าง นำมาสีและขายในราคาที่เหมาะสมเป็นในรูปสหกรณ์ที่ทำที่สวนจิตรลดาเพราะว่าข้าวที่ปลูกในสวนจิตรลดาเอาไปทำพิธีแรกนาขวัญ ข้าวที่โรงสีนี้เป็น ข้าวที่ไปซื้อจากเกษตรกรโดยตรง โดยให้ราคาที่เหมาะสม เกษตรกรก็มีความสุข เพราะขายข้าวในราคาที่เหมาะสม และผู้บริโภคก็ซื้อได้ในราคาถูกเพราะว่าไม่ต้องมีการขนส่งมากเกินไป ไม่ต้องมีคนกลางมากเกินไป ตกลงทั้งผู้ผลิตทั้งผู้บริโภคก็มีความสุข…”

        เมื่อปี ๒๕๑๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริเรื่องการก่อตั้งธนาคารข้าว เพื่อให้ชาวนาสามารถพึ่งตนเองได้ และมีข้าวที่เพียงพอกับการบริโภคในครัวเรือน ขณะที่ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรชาวไทยภูเขา ในอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ และได้พระราชทานข้าวเปลือกจำนวนหนึ่งแก่ผู้ใหญ่บ้านหลายแห่ง เพื่อเป็นทุนสำหรับริเริ่มกิจการธนาคารข้าว รวมทั้งได้พระราชทานหลักการและแนวทางในการดำเนินธนาคารข้าวไว้อย่างละเอียด

        ซึ่งในภายหลัง ราษฎรได้เรียนรู้แนวพระราชดำรินั้นและนำมาใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ ปรับปรุงให้เหมาะสมกับแต่ละท้องที่

       ดังพระราชดำรัสที่แสดงให้เห็นถึงพระราชประสงค์ของการจัดตั้งธนาคารข้าว ให้เป็นช่องทางของทางการเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้พระราชทานไว้ในปี ๒๕๑๙ ความตอนหนึ่งว่า

       “…ให้มีคณะกรรมการควบคุมที่คัดเลือกจากราษฎรในหมู่บ้านเป็นผู้เก็บรักษาพิจารณาจำนวนข้าวที่จะให้ยืม และรับข้าวคืน ตลอดจนจัดทำบัญชีทำการของธนาคารข้าว ราษฎรที่ต้องการข้าวไปใช้บริโภคในยามจำเป็นให้ลงบัญชียืมข้าวไปใช้จำนวนหนึ่ง เมื่อสามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้แล้ว ก็นำมาคืนธนาคาร พร้อมด้วยดอกเบี้ยจำนวนเล็กน้อยตามแต่ตกลงกัน ซึ่งข้าวที่เป็นดอกเบี้ยดังกล่าวก็จะเก็บรวมไว้ในธนาคารและถือเป็นสมบัติของส่วนรวม…”

        ผลจากการจัดตั้งธนาคารข้าว ซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งอาหารสำรองของหมู่บ้านโดยตรงแล้ว ยังช่วยสร้างรากฐานการพัฒนา เสริมสร้างความสามัคคีในชุมชน ตลอดจนเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ และแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของชุมชน นำมาซึ่งความร่วมมือร่วมใจของสมาชิกในชุมชนและพัฒนาภาวะผู้นำให้เกิดขึ้นในชุมชนด้วย

3399

         นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราโชบายสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มกัน จัดตั้งเป็นหมู่บ้านสหกรณ์การเกษตร เพื่อเป็นการสร้างอำนาจต่อรอง โดยเฉพาะในเรื่องการซื้อขายข้าวด้วย

         ดังพระราชดำรัสที่ได้พระราชทานไว้เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๑๔ ความตอนหนึ่งว่า

         “…ถ้าจะแก้ปัญหานี้ ก็จะต้องแก้จุดนี้ต้องแก้ด้วยการรวมกลุ่มเป็นกลุ่มผู้บริโภคเหมือนกัน แล้วก็ไปติดต่อกับกลุ่มผู้ผลิต โดยที่ไปตกลงกันและอาจจะต้องตั้งหรือไปตกลงกับโรงสีให้แน่ จะได้ไม่ต้องผ่านมือหลายมือ ถ้าทุกคนที่บริโภคข้าวตั้งตัวเป็นกลุ่มแล้ว ก็ไปซื้อข้าวเปลือกแล้วก็ไปพยายามสีเองหรือให้ผู้แทนของตัวสี ก็ผ่านมือเพียงที่ผู้ผลิตผู้ที่สีและผู้ที่บริโภคก็แก้ปัญหา (คนกลาง) อันนี้ลงไป…”



         ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระเมตตาต่อพสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะเกษตรกร ชาวนา ซึ่งเป็นอาชีพที่สำคัญของประเทศ เสมอมา ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่เปรียบมิได้

        ผมขอเชิญชวนให้สังคมไทยได้ร่วมศึกษาเรียนรู้แนวพระราชดำริ และพระราชกรณียกิจในด้านต่างๆ ให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งและถ่องแท้ เพื่อเป็นแนวทางและนำมาซึ่งทางออกของปัญหาที่สังคมไทยเผชิญอยู่ร่วมกันในขณะนี้ครับ.

………………………………..


ใส่ความเห็น

© Copyright 2018 Welovethaiking.com , all rights reserved