หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

13


          จุดกำเนิด

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสที่เกี่ยวข้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นครั้งแรกในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2517 ข้อความว่า

        “…การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น  ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นเสียก่อน  โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด  แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว  จึงค่อยสร้างความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับ ต่อไป  หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ  ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว  โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย  ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆ ขึ้น  ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด ดังเห็นได้ที่อารยะประเทศหลายประเทศกำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงอยู่ในเวลานี้…”

        ในเวลาต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสที่เกี่ยวข้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในโอกาสต่างๆอีกหลายครั้งดังนี้

14


        19 ก.ค.2517 พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันที่ 2

        “…ในการพัฒนาประเทศนั้นจำเป็นต้องทำตามลำดับชั้นเริ่มด้วยการสร้างพื้นฐาน คือความมีกินมีใช้ของประชาชนก่อน ด้วยวิธีการที่ประหยัดระมัดระวังแต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อพื้นฐานเกิดขึ้นมั่นคงพอควรแล้วจึงค่อยเสริมสร้างความเจริญที่สูงขึ้นตามลำดับต่อไป การถือหลักที่จะส่งเสริมความเจริญให้ค่อยเป็นไปตามลำดับ ด้วยความรอบคอบระมัดระวังและประหยัดนั้นก็เพื่อป้องกันความผิดพลาดล้มเหลว และเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จได้แน่นอนบริบูรณ์…”

        4 ธ.ค. 2517 พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา

        “…คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่ทันสมัย แต่เราพออยู่พอกินและขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบ และทำงานตั้งจิตอธิษฐานปณิธาน จุดมุ่งหมายในแง่นี้ ในทางนี้ที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน

ไม่ใช่รุ่งเรื่องอย่างยอด แต่ว่าการพออยู่พอกินมีความสงบนั้นถ้าเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ถ้าจะรักความพออยู่พอกินนั้นได้เราจะยอดยิ่งยวด เพราะประเทศต่างๆในโลกนี้กำลังตก กำลังแย่ เพราะจะแสวงหาความยิ่งยวดทั้งในอำนาจ ทั้งในความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ทางอุตสาหกรรม ทางสิทธิ ฉะนั้นถ้าทุกท่านซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่มีความคิดแต่ละท่าน แต่ละบุคคล และมีความคิด มีอิทธิพล มีพลังที่จะทำให้ผู้อื่นซึ่งมีความคิดเหมือนกัน ช่วยกันรักษาส่วนร่วมให้อยู่ดีกินดีพอสมควร ขอย้ำ พอควร พอกิน มีความสงบ ไม่ให้คนอื่นมาแย่งคุณสมบัตินี้จากเราไปได้ ก็จะเป็นของขวัญที่ถาวรที่จะมีคุณค่าอยู่ตลอดกาล…”

        4 ธ.ค. 2540 พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา

        ”…อันนี้เคยบอกว่า ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะต้อง ผลิตอาหารของตัวเอง จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้นมันเกินไป แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอำเภอจะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ขายได้ แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไหร่ ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก อย่างนี้ท่านนักเศรษฐกิจต่างๆ ก็มาบอกว่าล้าสมัย จริงอาจจะล้าสมัย คนอื่นเขาต้องการมีเศรษฐกิจ ที่ต้องมีการแลกเปลี่ยนเรียกว่าเป็นเศรษฐกิจการค้า ไม่ใช่เศรษฐกิจความพอเพียง เลยรู้สึกว่าไม่หรูหรา แต่เมืองไทยเป็นประเทศที่มีบุญอยู่ว่าผลิตให้พอเพียงได้…”

        “…การที่จะทำโครงการอะไร จะต้องทำด้วยความรอบคอบ และอย่าตาโตเกินไป…แต่ข้อสำคัญที่อยากจะพูดถึงคือ ถ้าเราทำโครงการที่เหมาะสมขนาดที่เหมาะสม อาจจะดูไม่หรูหราแต่จะไม่ล้ม หรือถ้ามีอันเป็นไปก็ไม่เสียมาก…มาเร็วๆ นี้โครงการต่างๆโรงงานเกิดขึ้นมาก จนกระทั่งคนนึกว่าประเทศไทยนี้จะเป็นเสือตัวเล็กๆ แล้วก็เป็นเสือตัวโตขึ้น เราไปเห่อว่าจะเป็นเสือ การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ให้มีพอเพียงกับตัวเอง…”

        4 ธ.ค. 2541 พระราชดำรัสในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา

        “…เมื่อปี 2517 วันนั้นได้พูดถึงว่า เราควรปฏิบัติให้พอมีพอกิน พอมีพอกินนี้ก็แปลว่าเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนพอมีพอกินก็ใช้ได้ ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี และประเทศไทยเวลานั้นก็เริ่มจะเป็นไม่พอมีพอกินบางคนก็มีมากบางคนก็ไม่มีเลย…”

        “…คำว่าพอเพียงมีความหมายอีกอย่างหนึ่ง มีความหมายกว้างออกไปอีกไม่ได้หมายถึงการมีพอสำหรับใช้เท่านั้น แต่มีความหมายว่า พอมี พอกิน พอมีพอกินนี้ก็แปลว่าเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง…”

       “…พอเพียงนี้ก็หมายความว่ามีกินมีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้แต่ว่าพอ แม้บางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือยแต่ถ้าทำให้มีความสุขถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำสมควรที่จะปฏิบัติ พอเพียงนี้อาจจะมีมากอาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น…ต้องให้พอประมาณตามอัตภาพ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติตนก็พอเพียง…”

        23 ธ.ค. 2542 พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา

        “…เศรษฐกิจพอเพียงนั้นเขาตีความว่าเป็นเศรษฐกิจชุมชน หมายความว่าให้พอเพียงในหมู่บ้านหรือในท้องถิ่น ให้สามารถที่จะมีกินพอกิน เริ่มด้วยพอมีพอกิน พอมีพอกินนี้ได้พูดมาหลายปี สิบกว่าปีมาแล้วให้พอมีพอกิน แต่ว่าพอมีพอกินนี้เป็นเพียงเริ่มต้นของเศรษฐกิจพอเพียง…”

       4 ธ.ค. 2543 พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา

        ”…เศรษฐกิจพอเพียงที่ได้ย้ำแล้วย้ำอีกแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า sufficiency economy … เป็นคำใหม่ของเราก็ได้ ก็หมายความว่าประหยัดแต่ไม่ใช่ขี้เหนียว ทำอะไรด้วยความอะลุ้มอล่วยกัน ทำอะไรด้วยเหตุและผลเป็นเศรษฐกิจพอเพียงแล้วทุกคนจะมีความสุขแต่พอเพียง เศรษฐกิจพอเพียงนี้เป็นสิ่งที่ปฏิบัติยากที่สุด…”

        17 ม.ค. 2544 พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน

       “…ฉันพูดเศรษฐกิจพอเพียง ความหมายคือ ทำอะไรให้เหมาะสมกับฐานะของตัวเอง คือทำจากรายได้ 200-300 บาทขึ้นไป เป็น 2 หมื่น 3 หมื่นบาท คนชอบเอาคำพูดของฉัน เศรษฐกิจพอเพียงไปพูดกันเลอะเทอะ เศรษฐกิจพอเพียง คือ ทำเป็น Self-Sufficiency มันไม่ใช่ความหมาย ไม่ใช่แบบที่ฉันคิด ที่ฉันคิด คือ เป็น Self-Sufficiency of Economy เช่น ถ้าเขาต้องการดูทีวี ก็ควรให้เขามีดู ไม่ใช่ไปจำกัดเขาไม่ให้ซื้อทีวี ดู เขาต้องการดูเพื่อสนุกสนาน ในหมู่บ้านไกลๆ ที่ฉันไป เขามีทีวี ดู แต่ใช้แบตเตอรี่ เขาไม่มีไฟฟ้า แต่ถ้า Sufficiency นั้น มีทีวี เขาฟุ่มเฟือย เปรียบเสมือนคนไม่มีสตางค์ไปตัด Suit และยังใส่ Necktie Versace อันนี้ก็เกินไป…” 

          4 ธ.ค. 2546 พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา

        “…เศรษฐกิจพอเพียงสำคัญว่าต้องรู้จักขั้นตอน ถ้านึกจะทำอะไรให้เร็วเกินไปไม่พอเพียง ถ้าไม่เร็วช้าเกินไปก็ไม่พอเพียง ต้องให้รู้จักก้าวหน้าโดยไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน…”

นิยามของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

        จากพระบรมราโชวาท และ พระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้พระราชทานในโอกาสต่างๆ นับตั้งแต่ปี 2517 เป็นต้นมา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะหน่วยงานหลักในการวางแผนงานด้านเศรษฐกิจและสังคม ได้ตระหนักถึงความสำคัญของแนวคิดดังกล่าว จึงได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากสาขาต่างๆมาร่วมกันพิจารณากลั่นกรองพระราชดำรัส สรุปออกมาเป็นนิยามความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง

        จากนั้น สศช. จึงได้นำขึ้นทูลเกล้าขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต นำนิยามดังกล่าวไปเผยแพร่ต่อไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงพระกรุณาปรับปรุงแก้ไข และโปรดเกล้าพระราชทานพระบรมราชานุญาต เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2542 ซึ่งนิยามความหมายของเศรษฐกิจพอเพียงมีดังนี้

         เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่ และ ปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์

        ความพอเพียงหมายถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้ต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และ ความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่างๆมาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน

        ขณะเดียวกัน จะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และ นักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีจิตสำนึกในคุณธรรมความซื่อสัตย์สุจริต ให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติปัญญา และ ความรอบคอบเพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม ตลอดจนวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี

15


          ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

         พระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯได้พระราชทานไว้นั้น มีความหมายที่ชัดเจนไม่ยากแก่การรับรู้ และ การนำไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม สามารถใช้ได้ตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน จนถึงระดับรัฐ จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาประทศได้อย่างมั่นคงภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ เพื่อนำไปสู่ความร่มเย็นเป็นสุขร่วมกันของสังคมไทย สศช.ได้เล็งเห็นความสำคัญดังกล่าวจึงได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักนำทาง ในการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 พ.ศ. 2545 – 2549 และ ฉบับที่ 10 พ.ศ. 2550 – 2554

คุณลักษณะ 6 ประการของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

         ข้อ 1  คือการไม่กระทำอย่างสุดโต่ง ยึดหลักความพอประมาณภายใต้เหตุผลพอสมควร นั่นคือพอประมาณ แต่ละสถานะของบุคคล ขององค์กร ของประเทศ ซึ่งมีระดับศักยภาพและสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมือนกัน

        ข้อ 2  คือการกระทำอย่างมีภูมิคุ้มกัน พิจารณาความเสี่ยงอย่างเหมาะสม สรุปก็คือ ถ้าต้องเสี่ยงก็ให้เสี่ยงอย่างคุ้มค่า และ ให้มีลักษณะที่พยายามอย่าให้เกิดปัญหา หรือ หากเกิดปัญหาขึ้นยังมีช่องทางที่สามารถแก้ไขได้

        ข้อ 3  คือการกระทำ ด้วยการใช้ความรู้ และ เหตุผล ไม่กระทำด้วยอารมณ์ความรู้สึก

        ข้อ 4  คือการกระทำที่เน้นเรื่องคุณธรรมและศีลธรรม ควบคู่ไปด้วย

        ข้อ 5  การดำเนินงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเน้นการสร้างรากฐานที่มั่นคงก่อน

        ข้อ 6  ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่สูตรสำเร็จ แต่ละคน แต่ละองค์กร ต้องใช้วิจารณญาณในการนำไปใช้ให้เหมาะสมกับสถานะภาพ และ สิ่งแวดล้อมของตนเอง

        ข้อแตกต่างของเศรษฐกิจพอเพียงกับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์  เศรษฐกิจพอเพียงเน้นการใช้ระยะเวลาที่ยาว มองการณ์ไกล ไม่เสี่ยงมากเกินไป จึงเดินทางไปบนเส้นทางที่จะทำให้เกิดผลสำเร็จอย่างยั่งยืนและสมดุล นอกจากนั้นเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การแบ่งปันเพื่อให้สังคมดีขึ้น ซึ่งต่างกับทฤษฏีเศรษฐศาสตร์ที่เน้นการทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดในระยะสั้น

        ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงใช้ได้กับทุกอาชีพและทุกฐานะ ไม่ใช่เฉพาะภาคเกษตรกรรม หรือ คนยากจน อาชีพรับจ้าง อาชีพอุตสาหกรรม อาชีพธุรกิจ อาชีพราชการ ฯลฯ รวมทั้งคนที่มีฐานะปานกลาง และ ฐานะร่ำรวยก็สามารถนำไปใช้ได้

        ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เกษตรทฤษฎีใหม่ และ ไม่ใช่ศูนย์เรียนรู้  แต่เป็นแนวทาง เป็นแนวความคิดที่สามารถนำไปใช้ได้กับทุกเรื่อง ดังนั้นเกษตรทฤษฏีใหม่ และ ศูนย์เรียนรู้จึงสามารถนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานให้บังเกิดผลสำเร็จด้วยดี

ความพอประมาณ หมายถึงความพอดี ที่ไม่น้อยเกินไป ไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่นการผลิต และ การบริโภคให้อยู่ในเกณฑ์พอประมาณพอดีพอควร

        ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจที่จะดำเนินการในเรื่องต่างๆ อย่างรอบคอบมีหลักวิชาการและพิจารณาเหตุปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆอย่างถ้วนถี่

        การมีภูมิคุ้มกันที่ดี หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับจากผลกระทบและ การเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ที่คาดว่าอาจจะเกิดขึ้นได้ในปัจจุบัน และ อนาคต

        เงื่อนไขความรู้ หมายถึง การแสวงหาความรู้ วิชาการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่จะกระทำ เพื่อนำมาวางแผน และ ดำเนินงานอย่างถูกต้องทุกขั้นตอน

        เงื่อนไขคุณธรรม หมายถึง ให้มีความตระหนักในคุณธรรม ซื่อสัตย์สุจริต มีความขยันอดทน และ รู้จักแบ่งปัน

ใส่ความเห็น

© Copyright 2017 Welovethaiking.com , all rights reserved