“พระบิดาแห่งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม”


"….ธรรมชาติแวดล้อมของเรา ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดิน ป่าไม้ แม่น้ำ ทะเล และอากาศ มิได้เป็นเพียงสิ่งสวยๆ งามๆ เท่านั้น หากแต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตของเรา และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของเราไว้ให้ดีนี้ ก็เท่ากับเป็นการปกปักรักษาอนาคตไว้ให้ลูกหลานของเราด้วย…”

พระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเมื่อครั้งเสด็จออกมหาสมาคม ในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๒๑

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงคำนึงถึงความสอดคล้องเกื้อกูลกันระหว่างการพัฒนาและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด ทรงเข้าใจในธรรมชาติและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติอย่างถ่องแท้ ทำให้เกิดแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหลากหลายผ่านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ


ในด้านการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้น พระองค์ทรงเน้นงานการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีความเกี่ยวข้องครอบคลุมทุกด้าน ทั้งดิน น้ำ และป่าไม้ ดังจะเห็นได้จากพระราชกรณียกิจมากมายที่ทรงปฏิบัติตลอดรัชสมัยแห่งการครองราชย์ซึ่งเกิดขึ้นจากพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถในการคิดค้น ดัดแปลง ปรับปรุง และแก้ไขทฤษฎีและวิธีการต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับระบบนิเวศ และสภาพความเป็นอยู่ของพสกนิกร กระทั่งนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้นคนไทยจึงขนานนามพระองค์ท่านว่า “พระบิดาแห่งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม”

พระราชดำริ พระราชกรณียกิจ และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านสิ่งแวดล้อมนั้นมีมากมายดังที่ประชาชนคนไทยได้รับทราบ ซึ่งแต่ละโครงการยังมีชื่ออันเป็นเอกลักษณ์จดจำง่าย ที่สำคัญวิธีการที่พระองค์ทรงพระราชทานมานั้นเป็นวิธีการเรียบง่ายแต่เห็นผลได้จริงและยั่งยืน ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ทฤษฎี “น้ำดีไล่น้ำเสีย” ทรงนำหลักการบำบัดน้ำเสียโดยการทำให้เจือจาง โดยใช้หลักการตามธรรมชาติแห่งแรงโน้มถ่วงของโลก เป็นการใช้น้ำคุณภาพดีมาช่วยบรรเทาน้ำเน่าเสีย



การบำบัดน้ำเสียด้วยผักตบชวา พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยในการปรับปรุงคุณภาพของแหล่งน้ำที่มีอยู่แล้ว เช่น บึงและหนองต่างๆ เพื่อทำเป็นแหล่งบำบัดน้ำเสีย โดยหนึ่งในจำนวนนั้นได้แก่ โครงการบึงมักกะสันอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีหลักการบำบัดน้ำเสีย ตามแนวทฤษฎีการพัฒนาโดยการกรองน้ำเสียด้วยผักตบชวา

การปลูกหญ้าแฝก แบ่งการปลูกเป็น ๒ ลักษณะคือ ปลูกขวางตามแนวระดับบนพื้นที่ลาดชัน เพื่อช่วยชะลอความเร็วของกระแสน้ำ ที่ชะล้างหน้าดินและปลูกเพื่อทลายดินที่แข็งเป็นดานให้สามารถใช้ประโยชน์ได้

การสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้นโดยการนำวัสดุตามธรรมชาติหรือที่มีอยู่ในพื้นที่มาใช้ปิดกั้นทางน้ำ ร่องเขาและพื้นที่ที่มีความลาดชันซึ่งอยู่ตอนบนของภูเขาเพื่อช่วยชะลอการไหลของน้ำให้ช้าลงและดักตะกอนไว้



ปลูกป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง 

ประโยชน์อย่างที่ ๑ คือ การปลูกไม้โตเร็วเพื่อพัฒนาและสร้างหน้าดินขึ้นใหม่ รวมทั้งยังสามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ ประโยชน์อย่างที่ ๒ คือ ปลูกไม้ดั้งเดิมที่มีความแข็งแรงและทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ ประโยชน์ที่ ๓ คือ ปลูกไม้เศรษฐกิจหรือไม้ผล เพื่อนำไม้มาใช้ในอนาคต ประโยชน์ที่ ๔ คือการอนุรักษ์ดินและน้ำ ช่วยสร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่

การปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก เมื่อไม่มีการบุกรุกพื้นที่ปล่อยทิ้งไว้ตามธรรมชาติในระยะเวลาหนึ่ง พืชต่างๆ ก็สามารถแตกหน่อและเจริญเติบโตเป็นต้นใหม่ได้ มีพืชพันธุ์ไม้ขึ้นเต็มร่องเขา เป็นการคืนป่าตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องปลูกสามารถประหยัดงบประมาณได้ด้วย

ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสาเหตุหลักนั้นมาจากฝีมือของมนุษย์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางอากาศ น้ำเน่าเสีย ขยะจำนวนมหาศาล ป่าไม้ถูกแผ้วถางทำลาย เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้ทำให้สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมลงและยังเห็นสาเหตุทำให้เกิดภัยธรรมชาติอีกด้วย เพราะฉะนั้นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างชาญฉลาดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางปฏิบัติ ควบคู่กับการอนุรักษ์และพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมไปด้วยจึงเป็นหนทางที่จะช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างยั่งยืน..


———————————————————————-


ข้าพระพุทธเจ้า มูลนิธิบุคคลพอเพียง ชมรมคนรักในหลวง

ใส่ความเห็น

© Copyright 2017 Welovethaiking.com , all rights reserved