ทรงคล้องคอกลับคืน..ตรัสด้วยพระราชอารมณ์ขัน “..เรานึกว่าเราเป็นคนชกเอง..”

14045595_1178337795561620_483514814632383418_n


เราคงเคยได้ยินกันว่า นักกีฬาตัวแทนทีมชาติไทยประสบความสำเร็จได้รับเหรียญรางวัลจากการแข่งขันต่างๆ

เมื่อกลับมาแล้วได้ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญรางวัลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

ซึ่งพระองค์ท่านทอดพระเนตรแล้ว จะทรงคล้องคอกลับคืนให้นักกีฬา

ในภาพนี้มีคำบรรยายถึงรับสั่ง ว่า...

"เหรียญนี้มีค่าสำหรับตัวนักกีฬา ขอให้รักษาไว้ให้ดี ให้ตั้งใจ อดทน มีความเพียร พยายาม เช่นพระมหาชนก"

 

ที่มา : เพจ ราชบัลลังก์จักรีวงค์

..........................

ย้อนไปในปี พ.ศ.2539 เมื่อ สมรักษ์ คำสิงห์ นักมวยสากลสมัครเล่น เป็นคนไทยคนแรกที่คว้าเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ ที่แอตแลนต้า ประเทศสหรัฐอเมริกาได้สำเร็จ รวมถึง วิชัย ราชานนท์ ที่คว้าเหรียญทองแดงมวยสากลสมัครเล่นเช่นกัน

ในหลวง ร.9 ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชวโรกาสให้ฮีโร่โอลิมปิก รวมถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนเข้าเฝ้า ฯ

ซึ่งในครั้งนั้น สมรักษ์ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  (รัชกาลที่ 9) พร้อมกันนี้พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสพระราชทานคณะที่เข้าเฝ้า ฯ ว่า

 “ขอชมเชยกับนักมวยทั้งหมดที่ได้ทำชื่อเสียงให้กับประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ที่ทำเหรียญทองและเหรียญทองแดงประวัติศาสตร์ของเมืองไทย จึงได้มอบหนังสือพระมหาชนกและเหรียญพระมหาชนก ซึ่งหมายถึงความเพียรและอดทนอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่ปฏิบัติธรรม และปฏิบัติภาระอย่างมีความเพียรมากยิ่งขึ้น คนมีหน้าที่ประจำและทำด้วยความเพียรก็จะได้รับผลอย่างนั้น เป็นผลถึงความสำเร็จที่เห็นนักมวยไทยที่ขึ้นชก และต่อสู้อย่างสุดฝีมือก็ปลื้มใจ โดยเฉพาะตอนที่สมรักษ์ขึ้นชกเหรียญทองก็ได้ชมทางทีวี และมีเพื่อนฝูงหลายคนได้ชมพร้อมกัน และเมื่อได้แต้มก็ไชโยโห่ร้องอย่างไม่อาย เป็นความภูมิใจของพวกเราทุกคนและประชาราษฎร์ทั่วประเทศ”



นอกจากนี้ พระองค์ได้รับสั่งว่า "เราดูสมรักษ์ชกวันนั้น เห็นสมรักษ์ถือรูปเราขึ้นเวที ชูมือ เรานึกว่าเราเป็นคนชกเอง พอสมรักษ์ชกชนะ เราก็เผลอตัวกระโดดโลดเต้นดีใจ จนข้าราชการผู้ใหญ่หัวเราะเรา เราก็เลยรู้สึกอาย เราก็เลยนั่งลง" ในหลวง รัชกาลที่ ๙ ทรงเล่าเรื่องพระราชทานแก่สมรักษ์ คำสิงห์ เมื่อครั้งเข้าเฝ้า ฯ ทูลเกล้า ฯ ถวายเหรียญทองโอลิมปิก แอตแลนตาเกมส์ ๑๙๙๖ ( ที่มา : สำนักข่าวทีนิวส์ http://www.tnews.co.th/contents/370118



หลังจากนั้นในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 27 ที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ปี 2543 วิจารณ์ พลฤทธิ์ สามารถพิชิตเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์จากมวยสากลฯ เป็นเหรียญทองที่สองในประวัติศาสตร์ชาติไทย

รวมถึง พรชัย ทองบุราณ นักมวยสากลฯ อีกคน และเกษราภรณ์ สุตา นักยกน้ำหนักหญิงเหรียญทองแดง ทั้ง 3 คน ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้าฯ โดย วิจารณ์ ได้ถ่ายทอดความรู้สึก วันที่อยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ว่า

 “สิ่งที่ผมไม่เคยลืม คือการเข้าเฝ้าฯ ทูลละอองธุลีพระบาทเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นต่อตัวเอง และวงศ์ตระกูล พระองค์ตรัสหลายเรื่อง แต่ละเรื่องเป็นข้อคิดเตือนสติในการดำเนินชีวิต ไม่มีความสุขใดในชีวิตที่ได้เข้าเฝ้าฯพระองค์อย่างใกล้ชิด”



จากนั้นในโอลิมปิกเกมส์ครั้งต่อมา ที่ประเทศกรีซ ปีพ.ศ.2547 นักกีฬาไทยสร้างผลงานได้ยอดเยี่ยม ทำได้ทั้งหมด 3 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 4 เหรียญทองแดง

และเป็นอีกครั้งที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ฯ พระราชทานพระบรมราชวโรกาส ให้นักกีฬาที่ได้รับเหรียญรางวัลทั้ง 8 คนประกอบด้วย มนัส บุญจำนงค์ เหรียญทองมวยสากลฯ, อุดมพร พลศักดิ์ เหรียญทองยกน้ำหนักหญิง, ปวีณา ทองสุก เหรียญทองยกน้ำหนักหญิง, วรพจน์ เพชรขุ้ม เหรียญเงินมวยสากลฯ สุริยา ปราสาทหินพิมาย เหรียญทองแดงมวยสากลฯ, อารีย์ วิรัฐถาวร ทองแดงยกน้ำหนักหญิง, วันดี คำเอี่ยม ทองแดงยกน้ำหนักหญิง, เยาวภา บุรพลัชย ทองแดงเทควันโด พร้อมบิดามารดา และผู้เกี่ยวข้อง เข้าเฝ้าฯทูลละอองธุลีพระบาท ณ วังไกลกังวล



คราวนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีรับสั่งอย่างเป็นกันเองกับนักกีฬา ว่า

“..ดีใจ ที่ได้พบตัวจริง ติดตามชมการแข่งขันทุกวัน เข้านอนเวลาประมาณ 02.00-03.00 น. ทุกคืน หลังจากที่นักกีฬาประสบความสำเร็จ ได้ให้ราชเลขาธิการโทรศัพท์ไปหา เพราะรู้สึกว่าทุกคนเหน็ดเหนื่อย....”

นอกจากนั้น พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานเหรียญพระมหาชนกทองคำ พร้อมด้วยพระราชนิพนธ์พระมหาชนกแก่นักกีฬาทุกคน แล้วมีกระแสพระราชดำรัสว่า ขอให้มีความเพียรพยายาม ตราบใดที่ไม่มีความเพียรพยายาม จะไม่มีความสำเร็จเกิดขึ้น ขอให้จำความดีที่ตัวเองได้ทำไว้ในครั้งนี้

พร้อมกันนี้ มนัส, วรพจน์, สุริยา และเยาวภา ได้ทูลเกล้าฯถวยเหรียญรางวัลจากการแข่งขันโอลิมปิก



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทอดพระเนตรครู่หนึ่ง ก่อนจะพระราชทานเหรียญรางวัลคืน โดยทรงคล้องเหรียญรางวัลให้แต่ละคนด้วยพระองค์เอง พร้อมรับสั่งว่า

 “เคยได้เหรียญรางวัลเหมือนกัน แต่ไม่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ เหรียญทองมีราคาค่างวดไม่เท่าไหร่ แต่ความภูมิใจของตัว ความพอใจของบิดามารดา ความพอใจของราษฎร ที่ได้รู้ว่าน้ำพักน้ำแรงเหรียญที่ได้มานี้ เป็นที่ปลาบปลื้มของทุกคน และต้องชมเชยที่ทำดี แล้วต้องชมเชยพ่อแม่ที่ให้กำลังใจ ต้องชมเชยเพื่อนฝูงที่ส่งกำลังใจไปทั้งหมด ขอแสดงความยินดีกับทุกคน รวมถึงพ่อแม่และผู้ที่ฝึกซ้อมในสมาคมต่างๆ ที่ทำให้มีผลสำเร็จ ฝึกต่อไปและให้มีความสำเร็จในงานการต่อไป ไม่คิดว่านักกีฬาไทยจะทำได้ถึงขนาดนี้ ได้มาถึง 8 เหรียญ นับเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่มาก ขอให้ทุกคนพยายามทำหน้าที่ต่อไปให้ดีที่สุด..”

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ตราตรึงและทำให้นักกีฬารวมถึงคนไทยทั้งประเทศหลั่งน้ำตาแห่งความปีติในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

ข้อมูลจาก ข่าวสด https://www.khaosod.co.th/sports/news_61268

และ มติชน https://www.matichon.co.th/news/322404

ใส่ความเห็น

© Copyright 2018 Welovethaiking.com , all rights reserved