ทราบหรือไม่ ว่า วลีนี้ “ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป..” มี “หน้าที่”


“ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป..”  ทราบหรือไม่ ว่า วลีนี้มี “หน้าที่” พ่วงมาด้วย

................

จากเรื่อง “ข้าแผ่นดินพระโพธิสัตว์”

คำถาม:  การได้เกิดในแผ่นดินในหลวง ร.๙ นี้ มีความหมายอย่างไรบ้างในมุมมองพระพุทธศาสนา?

มีความหมายมาก การที่พวกเราที่ได้เกิดในแผ่นดินของในหลวง ร.๙ นี้เป็นผลของบุญกุศลที่พวกเราทุกคนได้สร้างมาดีแล้ว

พระพุทธองค์เคยกล่าวว่า การเกิดเป็นมนุษย์นั้น ก็นับว่ายากแล้ว แต่ครั้งนี้เราได้เกิดเป็นมนุษย์ แถมยังมีโอกาสได้เห็นพระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีให้เราเห็นเป็นตัวอย่างอีกเป็นเวลาหลายสิบปี  นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากยิ่งในมุมมองพระพุทธศาสนา

คำถาม:  คำว่าพระโพธิสัตว์หมายความว่าอะไร?

พระโพธิสัตว์หมายถึงผู้บำเพ็ญเพียรสร้างสมบารมีเพื่อที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต  เรียกอีกอย่างว่า ผู้ปรารถนาพุทธภูมิ  ตัวอย่างเช่น พระมหาชนก พระเวสสันดร เป็นต้น

คำถาม:  เพราะเหตุใดจึงเชื่อว่าในหลวง ร.๙ ทรงเป็นพระโพธิสัตว์?

แม้พวกเราจะเป็นปุถุชนธรรมดา ไม่ได้มีญาณหยั่งรู้ใด ๆ เพียงแค่สังเกตพระจริยวัตร และพระราชกรณียกิจของในหลวง ร.๙  พวกเราก็สามารถเห็นได้ว่า ทรงบำเพ็ญพระบารมี ๑๐ ครบทุกด้านจริง ๆ

บารมีทั้ง ๑๐ ได้แก่ ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยะบารมี ขันติบารมี สัจจะบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมีและอุเบกขาบารมี  อีกทั้งทรงบำเพ็ญอย่างเต็มที่เหนือบุคคลธรรมดาทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด  ทรงเสียสละความสุขส่วนพระองค์เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่พสกนิกรอย่างแท้จริง

“พระองค์มัวแต่เป็นห่วงคนอื่น แต่ไม่ทรงห่วงพระองค์เองบ้างเลย..” — หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ

“…ไม่รู้ว่าพ่อหลวงแม่หลวงของประเทศไทยปรารถนาอะไรทำงานกันจนไม่มีเวลาจะพักผ่อน…”  – หลวงตามหาบัว ญาณฺสัมปันโน

คำถาม:  เคยได้ยินว่า มีพระสุปฏิปันโนผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ กล่าวรับรองว่าในหลวง ร.๙ ทรงเป็นพระโพธิสัตว์ใช่หรือไม่?

มีหลายองค์  กล่าวไว้ในต่างวาระกัน  ทั้งกล่าวกับลูกศิษย์ และทูลตอบ ในหลวง ร.๙ โดยตรง  เช่น

“…ในหลวงพระองค์นี้ ท่านเป็นพระโพธิสัตว์นะ…” — พระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต

“…ในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์ ปรารถนาพุทธภูมิ…วันหนึ่งข้างหน้า ในหลวงจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งของโลก…” — หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

“…นี้รูปพระเจ้าแผ่นดิน  เก็บดี ๆ แด้นั่น..เอาไว้ในห้องพระ กราบไหว้บูชา พระพุทธเจ้านะนั่น…”  – หลวงปู่สังข์ สังกิจโจ

“…ในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์…” – หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปณฺฑิโต

.......................



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.๙ :  “…เขาพูดกันว่า ผมปรารถนาพุทธภูมิเป็นความจริงไหมครับ?…”

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ:  “…เรื่องปรารถนาพุทธภูมินี่ พระองค์ปรารถนามานาน  เวลานี้ บารมีเป็นปรมัตถบารมี แล้ว…”

.......................

 

นอกจากนี้ ในหลวง ร.๙ ยังเคยตรัสถาม หลวงตา มหาบัว ญาณสัมปันโน ถึงเรื่องพุทธภูมิ  และหลวงตาได้วิสัชนาอย่างละเอียด 

จากนั้น ทรงขอให้หลวงตามหาบัว ต่ออายุให้สมเด็จย่าด้วย  หลวงตาทูลตอบว่า  “…พ่อหลวง นั่นแหละจัดการเองได้ ขอเองได้ จัดการเอง อาตมาต่อให้ไม่ได้หรอก…”

คำถาม:  ถ้าเป็นพระโพธิสัตว์แล้ว แปลว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน หรือ ?

จะได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน ต่อเมื่อชาติหนึ่งได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง

และได้อธิษฐานปรารถนาพุทธภูมิ  เมื่อพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นทราบด้วยเครือข่ายพระญาณ และเล็งเห็นอนาคตของผู้นั้น

ก็จะทรงมีพุทธพยากรณ์ว่า ผู้นั้นจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในสมัยใด มีชื่อว่าอะไร

เมื่อได้รับพุทธพยากรณ์เช่นนั้นแล้ว จึงได้ชื่อว่าเป็น “นิยตโพธิสัตว์” ซึ่งหมายถึงพระโพธิสัตว์ที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคตแน่นอน

คำถาม:  ในหลวงร.๙ ทรงเป็นพระนิยตโพธิสัตว์แล้วหรือไม่?  เราจะทราบได้อย่างไร?

หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร เคยกล่าวไว้ว่า  “…ครูบาขาวปี เคยเป็นช้างนาฬาคิริง  ส่วนในหลวงองค์ปัจจุบัน (หมายถึง ร.๙ ณ ขณะนั้น) เป็นช้างป่าเลไลยก์นะ…”

คำกล่าวของหลวงปู่สิมนี้ มีความหมายมาก เพราะช้างป่าเลไลยก์ ซึ่งเคยอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนั้นเป็นช้างโพธิสัตว์



มีพุทธพยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต ทรงพระนามว่า พระสุมงคล หรือ สุมังคล

รายละเอียดเรื่องพระสุมังคลพุทธเจ้านี้สามารถอ่านได้ในคัมภีร์อนาคตวงศ์  ซึ่งเป็นเรื่องราวที่พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันทรงเทศน์ให้พระสารีบุตรฟัง

แม้พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันเอง ในครั้งที่ท่านเสวยพระชาติเป็นสุเมธดาบส ก็เคยได้รับพุทธพยากรณ์ จากพระทีปังกรพุทธเจ้า ว่า วันหนึ่งข้างหน้าจะได้อุบัติเป็นพระพุทธเจ้า

สุเมธดาบสนั้ นสามารถบำเพ็ญเพียรจนบรรลุมรรค ผล นิพพาน เป็นพระอรหันต์ผู้ไม่ต้องมาเกิดอีกก็ได้ตั้งแต่ในชาตินั้น  แต่ก็ห่วงสัตว์โลกน้อยใหญ่ ซึ่งพระนิยตโพธิสัตว์ทุกพระองค์ รวมทั้งในหลวงร.๙ ของพวกเราด้วย น่าจะเคยดำริเหมือนที่สุเมธดาบส เคยกล่าวไว้ด้านล่างนี้มาก่อนแล้วทั้งสิ้น

“…ประโยชน์อะไรด้วยเรา ผู้เป็นคนมีกำลังจะข้ามไปคนเดียวเล่า เราบรรลุสัพพัญญุตญาณได้ และจะช่วยหมู่ชนให้ข้ามได้เป็นอันมาก…” – พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก ทีปังกรพุทธวงศ์ที่ ๑ ว่าด้วยพระประวัติพระทีปังกรพุทธเจ้า

จะเห็นได้ชัดว่าพระราชกรณียกิจของในหลวงร.๙ ทั้งตลอดรัชกาลนั้นทรงมุ่งช่วยชนหมู่มากมาตลอดอย่างไม่เห็นแก่พระองค์เอง  ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยของพระนิยตโพธิสัตว์อย่างชัดเจน

คำถาม:  ในอดีตมีธรรมเนียม อธิษฐาน “ขอตามไปเกิดเป็นข้าพระบาท” ของพระโพธิสัตว์ในชาติต่อ ๆ ไปหรือไม่?

มี เช่น ครั้งที่มนุษย์และเทวดาผู้ได้ยินพระทีปังกรพุทธเจ้าพยากรณ์ ว่า สุเมธดาบสจะได้ไปอุบัติเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต มนุษย์และเทวดาเหล่านั้นก็ได้อธิษฐาน ว่

“…ดาบสนี้เป็นพืชและเป็นหน่อพระพุทธเจ้า…ต่างประคองอัญชลีนมัสการ

ถ้าพวกเราจักพลาดศาสนาของพระโลกนาถ ก็จักอยู่เฉพาะหน้าท่านผู้นี้ ในกาลไกลในอนาคต

มนุษย์เมื่อจะข้ามฝั่งพลาดท่าที่ตั้งอยู่เฉพาะหน้า ก็จะถือเอาท่าข้างใต้ข้ามแม่น้ำใหญ่ต่อไปได้ฉันใด

พวกเราแม้ทั้งหมด ก็ฉันนั้นเหมือนกัน

ถ้าพ้นพระชินเจ้านี้ไป ก็จักอยู่เฉพาะหน้าท่านผู้นี้ ในกาลไกลในอนาคต…” – อรรถกถา เอกกนิบาตชาดก อปัณณกวรรค

คำถาม: แล้วมนุษย์และเทวดาดังกล่าวได้ไปเกิดในสมัยของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันเหมือนดังที่อธิษฐานไว้หรือไม่?

เพียงแค่อธิษฐานเท่านั้นก็สัมฤทธิ์ผลแล้วหรือ? 


การอธิษฐานเพียงอย่างเดียว ไม่ได้รับประกัน ว่า จะสำเร็จดังนั้นจริง 


แต่ต้องสร้างเหตุอันสมควรที่จะได้ไปเกิดร่วมกับพระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญเพียรเป็นพระพุทธเจ้านั้นด้วย



คำถาม:  แล้วต้องทำอย่างไรบ้างจึงจะมั่นใจได้ว่าจะได้เกิดเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไปจริง ๆ?

อย่างน้อย ๆ ต้องสร้างกุศลกรรมบถ ๓ คือ ทาน ศีล ภาวนา ให้ครบ 

ทานนั้นไม่จำเป็นต้องให้เป็นทรัพย์สินเงินทองจำนวนมาก จนเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น 

พระพุทธองค์ตรัสว่า “ทานนั้น ชื่อว่า น้อยเป็นไม่มี หากเปี่ยมด้วยศรัทธา”

นอกจากนั้น เรายังสามารถสละแรงกายเป็นทาน

เช่น เป็นจิตอาสาทำงานเพื่อสาธารณกุศลได้ด้วย

แต่สิ่งที่อานิสงส์ยิ่งกว่าทาน คือ ศีล  ซึ่งนับเป็นมหาทาน 

เพราะคือการให้ชีวิต ให้ความเมตตา ให้ความมั่นคงทางทรัพย์สิน

ให้ความไม่เบียดเบียนกับผู้อื่นอย่างแท้จริง 

และในที่สุดแล้ว ผู้รักษาศีลก็จะหาทรัพย์ได้ และสามารถรักษาทรัพย์เอาไว้ได้ด้วย  ดังพระบาลีที่ว่า สีเลนะ โภคสัมปทา

กุศลที่สูงยิ่งกว่าทั้งทานและศีล คือ ภาวนา 

ซึ่งมีอยู่สองอย่าง คือ สมถะภาวนา และ วิปัสสนาภาวนาหรือการเจริญสติ การเจริญสติเป็นกุศลที่มีอานิสงส์สูงสุด 

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า  ผู้ที่ดำรงชีพ อยู่ด้วยสติ แม้เพียงอึดใจเดียว ย่อมมีค่ากว่าผู้มีชีวิตอยู่เป็นร้อยปีแต่ไม่ได้ฝึกเลย

.... และแน่นอน การได้ร่วมทูลเกล้าฯ ถวายเงินทองหรือสิ่งของแด่ในหลวง ร.๙ โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัยนั้น ก็เปรียบเหมือน “การได้ทำบุญร่วมกัน”  หรือเป็นการสร้างเหตุผูกพันกันไว้กับพระองค์ท่าน ....

 



แม้เสด็จฯ สู่สวรรคาลัยแล้วเราก็ยังสามารถร่วมสานต่องานของพระองค์ท่านได้

เช่น สนับสนุนโครงการในพระราชดำริ  เป็นต้น

แล้วหมั่นตั้งจิตอธิษฐานทุกครั้งที่ได้ทำคุณงามความดี ทั้งทาน ศีล ภาวนา

อย่างนี้ จึงเรียกว่า เป็นการสร้างเหตุที่จะตามไปเกิด เป็นข้ารองพระบาทได้

หรือแม้แต่การ “ทำดีเพื่อพ่อหลวง” ในรูปแบบอื่น ๆ แล้วตั้งจิตอธิษฐานไว้ให้มั่นคง ก็ทำได้เช่นกัน 

แต่ที่สำคัญที่สุด คือ ต้องตั้งมั่นอยู่ในทาน ศีล และภาวนาให้ครบเสมอ

 ฯลฯ



..................

ดร.ณัชร สนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก (นักธรรมเอก) เข้าคอร์สฝึกสติวิปัสสนามาแล้ว 66 ครั้ง สนใจวิทยาศาสตร์ทางสมอง ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษ นักเขียน และโค้ช  มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 9 เล่ม



เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙

ดร ณัชร สยามวาลา Nash Siamwalla, PhD

ที่มา : คัดบางส่วนจาก http://www.doctor-nash.com/vow-to-follow-the-king/




 

ใส่ความเห็น

© Copyright 2017 Welovethaiking.com , all rights reserved