ทรงรับผู้ที่ยากจนและเดือดร้อนเข้ามาฝึกศิลปาชีพในวัง

news_135.15

         ทุกครั้งที่เสด็จฯ ไปภาคไหน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภุมิพลอดุลยเดชฯ จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปิดโรงฝึกชั่วคราวขึ้นที่นั่น ในช่วงที่พระองค์ประทับอยู่ ซึ่งบางครั้งประทับนานถึงเดือนครึ่ง แล้วก็นำราษฎรเข้ามาฝึกที่โรงฝึกนั้น

        จากนั้นจะส่งเข้าไปฝึกต่อที่สวนจิตรลดาในกรุงเทพฯ ซึ่งโรงฝึกในวังมีอยู่ ๒ ตึก ขณะนี้มีอยู่ประมาณ ๖๐๐ คน เท่ากับโรงเรียนย่อมๆ โรงเรียนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นชาวเขา ชาวใต้อยู่รวมกันหมด มีห้องพักให้อยู่

        หอพักผู้หญิงก็อยู่ที่วังหลวงในพระบรมมหาราชวัง ส่วนที่พักผู้ชายอยู่ตรงข้ามบ้านราชวิถี

        โรงฝึกนี้ พระองค์ท่านทรงควบคุมเอง และพระราชทานแนวพระราชดำริ รวมทั้งทรงตรวจงานด้วยพระองค์เอง

        ส่วนที่อำเภอบางไทร จังหวัดอยุธยานั้น ทรงมอบให้ ฯพณฯ องคมนตรีธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นประธานกรรมการบริหาร

        ที่โรงฝึกในสวนจิตรลดามีแผนกฝึกด้านต่างๆ เป็นจำนวน ๒๓ แผนก ทั้งเครื่องถมทอง แผนกเครื่องเงิน แผนกคร่ำ แผนกทอผ้าไหม ฯลฯ

        มีอยู่ไม่กี่แผนกที่พระองค์ให้แบ่งสมาชิกจากที่นี่ออกไปฝึกที่บางไทร เช่น แผนกย่านลิเภา แผนกจักสานไม้ไผ่ แผนกผ้าไหม เป็นต้น
T0024_0003_01

        คนที่จะเข้ามาฝึกที่โรงฝึกในวังส่วนมากจะเป็นคนจน หรือมีปัญหาครอบครัว เช่น เคยมีที่ดินหลายแปลง แต่ด้วยดินฟ้าอากาศไม่อำนวย ปลูกข้าวไม่ได้ผลอย่างสม่ำเสมอ ทำให้เขาต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาเลี้ยงครอบครัว ในที่สุดที่นาหลุดไปเลย ไม่มีที่นาทำกิน พระองค์ก็ทรงช่วยเหลือให้มาทำงานศิลปาชีพ

        พระองค์ไม่จำกัดอายุ ไม่จำกัดคุณวุฒิ จำกัดอยู่อย่างเดียวคือ “ความยากจนและความเดือดร้อน” พระองค์ทรงรับเขาเข้ามา เพราะเขามีปัญหามาให้พระองค์ทรงช่วยแก้ไข

d0814aa-1_20

        บางครอบครัวก็ทรงขอลูกหลาน ๑ คนบ้าง ๒ คนบ้าง มาทำงานที่นี่ หรือบางครั้งถ้าหัวหน้าครอบครัวไม่มีที่ทำมาหากินต้องไปรับจ้าง ก็ทรงให้หัวหน้าครอบครัวมาบ้าง แม่บ้านมาบ้าง ขึ้นอยู่กับว่าเขามีลูกเล็กไหม หรือถ้าลูกเขาโตและเรียนจบการศึกษาขั้นบังคับแล้ว แทนที่จะไปวิ่งเล่นหรือไปรับจ้างก็ให้เขามาฝึกที่นี่ ซึ่งมีเงินตอบแทนให้ เขาก็มีเงินส่งไปให้ทางบ้านได้

        ขณะเดียวกันก็ทรงดูแลรักษาสมาชิกในครอบครัวของสมาชิกศิลปาชีพทั้งหมดในยามเจ็บป่วยด้วยค่ะ

        สมาชิกศิลปาชีพที่มาเรียนในวัง เมื่อจบแล้วเราก็จะส่งเขากลับบ้าน เช่น เขามาฝึกทอผ้า ถ้าเขาทอได้ดีแล้ว เขาได้เรียนรู้แล้ว เราก็จะส่งเขากลับไปทำงานที่บ้านแล้วรับผลงานของเขากลับมาขายที่ร้านของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ

        นอกจากนี้ เราจัดขายให้ประชาชนปีละครั้งในเดือนธันวาคมที่สวนอัมพร หรือพระที่นั่งอนันตสมาคม แล้วแต่จะสะดวก

       ส่วนพระที่นั่งอภิเษกดุสิตนั้นเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปาชีพด้วย ประชาชนนิยมเข้ามาซื้อที่มูลนิธิฯ ยิ่งในช่วงใกล้เทศกาลมาซื้อกันมาก

        ชาวต่างประเทศเขาก็เข้ามาซื้อที่นี่ บางครั้งก็ขอเข้ามาเป็นกลุ่ม เราก็อนุญาตให้เขาเข้ามาชมและซื้อสินค้าได้


11896062_1453792574948280_4661029392230813347_n


        ครูในโรงฝึกศิลปาชีพ สวนจิตรลดา มาจากชาวบ้านค่ะ โดยเสาะหาผู้เชี่ยวชาญการแต่ละสาขาเข้ามาเป็นครู

        เช่น ประเภทเครื่องเงิน ชาวเขาเก่งมาก ก็ไปชวนชาวเขาผู้ใหญ่มา บางคนอยู่กับเรามานาน ๓๐-๔๐ ปีแล้ว และตอนนี้ก็แก่ไปตามวัย ซึ่งในระยะเวลาที่ผ่านมาได้มีการฝึกลูกศิษย์ขึ้นมาและลูกศิษย์ก็เก่งขึ้นมาเป็นครูได้ จึงเกิดมีการถ่ายทอดวิชากัน

        อย่าง “ทอผ้า” ก็เหมือนกัน ไปหาจากชาวบ้านคนไหนเก่งก็นำมาเป็นครูค่ะ ครูที่มาสอนไม่จำเป็นต้องเล่าเรียนจบสูง เพราะว่างานพวกนี้เป็นงานพื้นบ้าน หรือภูมิปัญญาชาวบ้านที่เรียนมาจากการถ่ายทอดจากปู่ ย่า ตา ยาย มาสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน หลายคนอยู่กับเรามานานมากจนจากเราไปแล้วก็มี

        อย่างการ “ทำคร่ำ” ตอนนั้นมีลุงสมานเหลืออยู่คนเดียวจริงๆ ก็ได้เชิญมาเป็นครูสอน ตอนนี้ลุงสมานก็จากเราไปแล้ว ไม่เช่นนั้นงานคร่ำก็จะสูญหายไป ทำยากเพราะคร่ำต้องทำบนเหล็ก ซึ่งเหงื่อคนจะทำให้เหล็กขึ้นสนิมได้ เพราะฉะนั้นหลายคนซึ่งมีเหงื่อไม่เปรี้ยวจะทำไม่ได้ เพราะจะทำให้เหล็กขึ้นสนิม คัดไปคัดมาตอนลุงสมานเสียชีวิต ก็มีเด็กอยู่ ๗ คนเท่านั้นที่เรียนแผนกนี้ได้ ซึ่งฝึกมาเป็นสิบๆ ปีได้ ๗ คนเท่านั้นเอง

T0014_0005_01

………………………………………….


ที่มา : บทสัมภาษณ์ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ จากหนังสือ “สมเด็จพระบรมราชินีนาถนักพัฒนา เพื่อปวงประชาสุขศานต์”

ใส่ความเห็น

© Copyright 2018 Welovethaiking.com , all rights reserved