พระราชอารมณ์ขัน ณ ดอยผาหมี.. “อ้อ ยังพูดภาษาราชการไม่ได้… ”

 



(อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ เพื่อประกอบเรื่องมิใช่จากเหตุการณ์จริง)

...



 มีข่าวเคียงคู่กับภารกิจติดตาม 13 หมูป่า ที่บริเวณ "ถ้ำหลวง" และ "ดอยผาหมี" ที่อยู่ใกล้กันว่า แถบนั้นเป็นแหล่งลำเลียงยาเสพติดตามแนวชายแดน

ย้อนอดีตกลับไปเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน “ดอยผาหมี” นั้น ครอบครองพื้นที่โดยชาวเขาเผ่าอาข่า พื้นที่แถบนี้ถูกค้นพบเมื่อปี 2512

แล้วชีวิตของชาวเขาเผ่านี้.. ก็เปลี่ยนไปแบบไม่เหมือนเดิมอีกเลย


จุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเมื่อ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช " ในหลวง รัชกาลที่ ๙ " เสด็จโดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง

ได้ทอดพระเนตรเห็นว่า ป่าในเขตแนวชายแดนแถบนั้น..ถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก เพื่อเตรียมพื้นที่ปลูกฝิ่น !

พระองค์เสด็จมาที่บ้านผาหมี ในปี 2513 แม้การเดินทางนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก โดยพระองค์ทรงม้า และลา

เพื่อตรวจดูสถานที่ และพบชาวเขาเผ่าอาข่าอย่างใกล้ชิดทั้งหมด เพื่อมาเปลี่ยนความคิดของชาวบ้าน

ให้เลิกปลูกฝิ่น และหันมาปลูกพืชเศรษฐกิจแทน

พระองค์พระราชทานสัตว์เลี้ยง พันธุ์พืชต่างๆ ที่สามารถปลูกในพื้นที่ภูเขาสูงได้

หนึ่งในนั้นคือกาแฟ ทำให้กาแฟต้นแรกของภาคเหนือได้ถือกำเนิดขึ้นที่ หมู่บ้านดอยผาหมี หมู่ 6 ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย

ซึ่งเป็นพันธุ์ “โรบัสต้า” แต่ต้นสูง ต่อมาจึงเปลี่ยนมาเป็นพันธุ์ “อาราบิก้า” ซึ่งมีชื่อเสียงมาจนถึงทุกวันนี้

...



หนังสือ “รอยพระยุคลบาท” ของ พล.ต.อ วสิษฐ เดชกุญชร ได้บันทึกไว้เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง นายตำรวจราชสำนักประจำว่า...

..

“ในวันที่ 7 มกราคม 2514 พระเจ้าอยู่หัว(ร.9) และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร  (ร.10) (พระราชอิสริยยศในขณะนั้น) เสด็จฯโดยเฮลิคอปเตอร์จากพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์

ไปทรงเยี่ยมราษฎรชาวเขาเผ่าเย้า ที่บ้านผาหมี ตำบลเหมือด อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

ตามปกติการเดินทางเข้าไปยังบ้านผาหมี จะต้องกระทำโดยทางรถยนต์ ซึ่งแล่นเข้าไปจอดได้แต่เพียงที่เชิงเขา แล้วต้องเดินเท้าขึ้นเขาสูงชันไปอีกเป็นระยะทางไม่ไกล

แต่ภูเขาอันเป็นที่ตั้งของบ้านผาหมีนั้นสูงชันมาก เมื่อดูแต่ไกลมีลักษณะเหมือนหมีตัวมหึมายืนอยู่ ซึ่งคงจะเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้าน

เพราะฉะนั้น การเดินขึ้นเขาไปยังบ้านผาหมีจึงเป็นการปีนเขาที่ท้าทายผู้ไปเยือนทุกคน

เฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งลงจอดที่ตัวหมู่บ้านไม่ได้ เพราะความชันของภูเขา ต้องลงจอดบนพื้นราบที่จัดถวายไว้ตรงเชิงเขา

ราษฎรเจ้าของบ้านรู้อยู่แล้วว่าทางเดินขึ้นสูงชัน จึงจัด "ล่อ" (คล้ายลา)เป็นพระราชพาหนะถวายพระเจ้าอยู่หัว พร้อมทูลกระหม่อมชาย

ที่เหลือนอกนั้นรวมทั้งนายตำรวจที่ตามเสด็จฯ ต้องเดินขึ้นไปยังหมู่บ้าน เช่นเดียวกับชาวเขาเจ้าของบ้าน

บ้านผาหมีตั้งอยู่เกือบติดชายแดนไทย-พม่า นอกจากเย้าแล้ว อีกส่วนหนึ่งของดอยผาหมีเป็นที่อยู่ของชาวเขาอีกเผ่าหนึ่ง จะเป็นมูเซอหรือกะเหรี่ยงก็ลืมเสียแล้ว



(อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ เพื่อประกอบเรื่องมิใช่จากเหตุการณ์จริง)



พระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯขึ้นไปถึงแล้วก็ทรงพระกรุณาพระราชทานพันธุ์สัตว์ให้แก่ชาวเขา ทอดพระเนตรที่ทำกินของชาวเขา และพระราชทานคำแนะนำแก่ราษฎรและเจ้าหน้าที่

เสด็จพระราชดำเนินครั้งนั้น เป็นการเริ่มสัมพันธภาพอันยืนยาวระหว่างพระมหากษัตริย์กับราษฎรชาวเขาเผ่าเย้าที่ผาหมี ที่ว่าเป็นสัมพันธภาพอันยืนยาว

ก็เพราะหลายปีต่อมา ขณะที่ประทับแปรพระราชฐานอยู่ที่ไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

(ชาว) เย้าจากดอยผาหมีคนหนึ่งซึ่งพบเห็นได้เป็นประจำในการตามเสด็จฯเมื่อไปเยือนบ้านผาหมีครั้งแรก ได้เดินทางจากผาหมีไปจนถึงอำเภอหัวหิน

เพื่อขอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทกับถวายฎีกา และไม่ได้ไปตัวเปล่า แต่หอบแพะที่เลี้ยงอยู่บนดอยผาหมีลงไปขายด้วย

อีกตอนหนึ่งในการเสด็จพระราชดำเนินบนภูเขาสูงชันแต่ละโอกาสนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระวรกายและพลานัยที่สมบูรณ์ยิ่ง

ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการที่ผ่านมา (ผม)เคยเดินขึ้นเขาและรู้รสของความเหน็ดเหนื่อยอันเนื่องมาแต่การเดินขึ้นที่สูงชันมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง



แต่ไม่มีครั้งใดที่สาหัสเท่ากับวันที่ 13 มกราคม 2514 เมื่อตามเสด็จฯไปยังบ้านแม่สาใหม่ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

เฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งบินไปจอดลงในที่ที่เตรียมไว้ตรงเชิงเขา พอมองเห็นลาดเขาสูงและยาวอยู่เบื้องหน้า

และรู้ว่ากำลังจะทรงพระดำเนินขึ้นไปยังหมู่บ้านแม่สาใหม่ ผมก็รู้แล้วว่า กำลังเผชิญวิกฤตการณ์ในการเดินเขาอีกครั้งหนึ่ง

ผมขึ้นไปเดินอยู่เบื้องหน้าพระเจ้าอยู่หัวตามหน้าที่ พร้อมด้วยนายทหารราชองครักษ์อีกหลายท่าน พวกเราก้าวขึ้นไปเรื่อยๆ

โดยหันไปมองดูพระเจ้าอยู่หัวเป็นครั้งคราวตามหน้าที่

ในไม่ช้าทุกคนก็มีหน้าตาและท่าทางเหมือนแม่ไก่ที่กำลังจะออกไข่ คือหน้าแดงและปากอ้า ขาดแต่เสียงกระต๊าก มีก็แต่เสียงที่หอบแฮกๆแทน

ขณะนั้นพระเจ้าอยู่หัวทรงพระดำเนินใกล้พวกเราเข้ามาเรื่อยๆ โดยมีท่านภีศเดช (หม่อมเจ้า ภีศเดช รัชนี) ทรงเดินตามไปอย่างใกล้ชิด

ผมคะเนว่าเราคงเดินขึ้นไปได้ประมาณเขาลูกนั้น เมื่อผมรู้ว่าผมหมดกำลัง มองไปข้างหน้า ผมเห็นนายตำรวจเจ้าของพื้นที่ยืนโก่งคออยู่ข้างทาง หน้าเขียวและไม่ได้ร้องกระต๊าก แต่มีเสียงโอ้กเพราะกำลังอาเจียนอยู่

ผมหยุดและหันไปทาง พ.อ ดำรง สิกขะมณฑล นายทหารราชองครักษ์ประจำ ยศในขณะนั้น เป็นสัญญาณว่าหมดแรงแล้ว และขอให้ พ.อ ดำรง เดินต่อไป

พ.อ ดำรง ส่ายหน้าเป็นสัญญาณว่าหมดแรงแล้วเหมือนกัน และหันไปพยักหน้าต่อให้ พ.อ เทียนชัย จั่นมุกดา หัวหน้าแผนกรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญประจำกรมราชองครักษ์ ยศในขณะนั้น

พ.อ เทียนชัย ก็ส่ายหน้าเป็นสัญญาณว่า หมดแรงแล้วเช่นเดียวกัน และไม่สามารถจะหันหน้าไปพยักหน้าให้ใครต่อใครได้อีก

เพราะถัดจากท่านไปก็คือพระเจ้าอยู่หัว



ขณะที่เรากำลังยืนถ่างขาหอบฟืดฟาดอยู่นั่นเอง

พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระดำเนินผ่านพวกเราขึ้นไป ทรงชำเลืองพระเนตรดูอาการอันน่าสมเพชของพวกเรา

แล้วทรงก้าวช้าๆเนิบๆ ต่อไป โดยไม่อ้าพระโอษฐ์ มีท่านภีศเดช ทรงเดินตามเสด็จไปอย่างใกล้ชิด

ยืนหอบอยู่สักครู่หนึ่ง พันเอกทั้งสองและผมก็รวบรวมกำลังได้พอจะเดินตามขึ้นไปจนทันพระเจ้าอยู่หัว

เมื่อไปถึงนั้นพระเจ้าอยู่หัวทรงยืนอยู่พร้อมด้วยท่านภีศเดช และเจ้าหน้าที่อื่นๆ ทรงมีพระราชดำรัสกับ พ.อ เทียนชัยว่าอย่างไร ผมได้ยินไม่ถนัด

รู้แต่ว่าไม่มีคำกราบบังคมทูลตอบอย่างใดจาก พ.อ เทียนชัย

ขณะนั้นเอง เจ้าหน้าที่กองมหาดเล็ก ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ยื่นผ้าเช็ดหน้าส่งให้ พ.อ เทียนชัย เพื่อให้เช็ดน้ำลายที่กำลังฟูมออกมานอกปาก โดยที่เจ้าตัวคงไม่รู้สึก

ผมได้ยินพระเจ้าอยู่หัวตรัสด้วยพระสุรเสียงแสดงพระเมตตาว่า... " อ้อ ยังพูดภาษาราชการไม่ได้ ”

แม้วันเวลาจะผ่านไปนานถึง 47 ปี ประชาชนของพระองค์ ก็ยังรำลึกและจดจำต่อพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น ที่ทรงมีต่อประชาชนของพระองค์ ทั้งชาวเขาและชาวพื้นราบ อย่างหาที่สุดมิได้



....

ที่มา : Kanok Ratwongsakul Fan Page

และ เพจ ชมรมคนรักในหลวง จังหวัดชัยภูมิ

ภาพบางส่วนจากเพจ ตามรอยพ่อ







ใส่ความเห็น

© Copyright 2018 Welovethaiking.com , all rights reserved