อ.ณัฐ แก้วสกุล ครูต้นแบบจิตอาสา “สืบสานพระราชปณิธาน” ทดแทนคุณแผ่นดิน



''...เมื่อมีโอกาส และมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำ โดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริง ๆ นั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันและซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น...'' 

พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา, 8 กรกฎาคม 2530

“13 ปีที่ได้มาทำงานตรงนี้ จากจุดเริ่มต้นเป็นคนที่เคยอยู่แต่เรื่องใกล้ตัว ทำในเรื่องใกล้ตัว สอนหนังสือดูงานรับผิดชอบที่เป็นงานปกติ

แต่เพราะได้เห็นภาพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทั้งทางโทรทัศน์บ้าง ทางสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อต่าง ๆ บ้าง ปฏิทินบ้าง

เริ่มฉุกคิดว่าทำไมทรงทำงานหนักอย่างนั้น ทำไมทรงทำเพื่อคนอื่นมากมายอย่างนั้นมากจนไม่อาจยกตัวอย่างมาเปรียบเทียบได้

เริ่มปรับตัวหันมามองตัวเองแล้วค่อยๆมองคนอื่นมากขึ้น กลายเป็นคนที่มององค์กรมากขึ้นและมองว่าถ้าไม่มีองค์กรคงไม่มีเรา ไม่มีคนอื่นเราอยู่คนเดียวโดดเดี่ยวได้หรือไม่

ก็ไม่ต่างอะไรถ้าไม่มีมหาวิทยาลัยเราอาจพลาดโอกาสทีจะได้ทำงานจิตอาสา และเกิดความประทับใจที่ได้ทำหน้าที่ตรงนี้ ได้นำความรู้ความสามารถไปสร้างสรรค์ และแบ่งปันให้สังคมได้

ที่สำคัญผมว่าได้ซึมแนวพระราชดำริที่พระราชทานไว้ด้วยทรงมุ่งหวังให้ประชาชนของพระองค์คิดแล้วลองเอาไปปฏิบัติ ”

คำบอกเล่าของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ณัฐ แก้วสกุล อาจารย์คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม ที่ปรึกษาชมรมราชมงคลอาสาพัฒนาเฉลิมพระเกียรติ มทร.ธัญบุรี คนอาสาทุ่มเท ผู้มีหัวใจอาสา เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับพื้นที่ห่างไกล



จากที่มีโอกาสได้ถามไถ่พูดคุย อาจารย์ณัฐ บอกว่า

สำหรับตนเองไม่กล้าใช้ว่า จิตอาสา ใช้คำว่า ทดแทนคุณแผ่นดินดีกว่า

เพราะว่าหลังจากได้เกิดความสำนึกจากที่เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงปฏิบัติพระราชกณียกิจอย่างมิทรงรู้เหน็ดเหนื่อย  เพื่อเป้าหมายประโยชน์สุขแก่ราษฎรของพระองค์

และเมื่อเข้ามาเป็นข้าราชการที่ต้องทำงานถวายต่างพระเนตรพระกรรณ เป็นกำลังสำคัญของพระองค์ทำเพื่อส่วนรวม

เมื่อมีความสามารถอย่างไร ช่วยอะไรกับสังคมและประเทศนี้ได้ก็จะทำ

 “บอกต้องขอให้ย้อนไปดูในหลวง รัชกาลที่ 9 การดึงความรู้สึกวิถีการดำเนินชีวิตกลับมาสู่การมองประโยชน์ส่วนรวมทรงเป็นต้นแบบของการทำงานทุกอย่างสำหรับชีวิตของผมแล้ว

ในการทำงานค่ายมีหลายเรื่อง รู้สึกท้อแท้ มีคำถามมากมายเกิดขึ้นจะทำเสร็จไหม ทำไมจะต้องมาใช้ชีวิตลำบาก

บางพื้นที่ก็ทำงานยากมาก การเป็นอยู่หลับนอนตามสภาพพื้นที่จริงไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ ทำงานตากแดด ตากลมตั้งแต่เช้าจนดึก

ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ แต่เมื่อเห็นรูปพระองค์ท่านในข่าวในปฏิทิน แล้วอ่านพระราชดำรัสพระบรมราโชวาทผมรู้สึกว่าสิ่งที่ผมทำมันน้อยนิดเหลือเกิน

พระองค์ท่านเป็นพลังของแผ่นดิน สร้างแรงผลักดันทุกอย่าง ให้ผมเองทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างจริงจัง ไม่ได้แต่ประโยชน์ตน

ดังแต่ก่อนทรงเป็นแรงบันดาลใจของผมจริง ๆ

เหนื่อยเมื่อไหร่ผมก็มองพระองค์ท่าน จะหายเหนื่อย”



ผู้ช่วยศาสตราจารย์ณัฐ บอกสีหน้าเปี่ยมสุขแล้วพูดถึงประวัติตัวเองย่อ ๆ ว่า เป็นคนอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช พ่อเป็นข้าราชการครู ปัจจุบันเกษียณอายุราชการแล้ว ส่วนแม่ค้าขาย

“ลูกครูนะแต่ต้องไปทำนา เราเลยติดพื้นฐานความแข็งแกร่งมา เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลเรื่องความเป็นอยู่ อยู่ได้หมด

แล้วยิ่งมาทำค่ายไม่ได้สะทกสะท้าน อยู่ยังไงก็ได้ เพราะว่าพื้นฐานเราก็เริ่มมาจากตรงนั้น ก็เลยไม่รู้สึกลำบากกับการที่ต้องไปอยู่กลางป่ากลางหุบเขา เพียงแต่ช่วงแรก ๆ ยังรู้สึกว่าทำไมเราต้องมาอย่างนี้ไม่มาก็สบายอยู่แล้ว”

อาจารย์ณัฐบอกอีกว่าเมื่อปี 2531 เข้ามาเรียนในระดับ ปวช.และ ปวส. ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วิทยาเขตพระนครเหนือ และเรียนต่อในระดับปริญญาตรี สาขาครุศาสตร์อุตสาหการ วิชาเอกวิศวกรรมงานเชื่อมประกอบ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลเขตเทเวช (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตเทเวศ) โดยอาศัยอยู่วัดลครทำ  เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร หลวงตาสอนทุกวันว่า “คนเกิดก่อนต้องช่วยคนเกิดทีหลัง” เป็นสิ่งที่จำฝังใจตลอดมา

หลังสำเร็จการศึกษา ปี 2538 อาจารย์ณัฐบอกได้บรรจุรับราชการครูที่ ภาควิชาครุศาสตร์อุตสาหการ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล เขตเทเวช และเมื่อปี 2539 ได้ย้ายมาบรรจุราชการครูที่ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม ศูนย์สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี) เมื่อปี 2547 ได้เริ่มออกค่าย ชมรมราชมงคลอาสาพัฒนาเฉลิมพระเกียรติ มทร.ธัญบุรี ครั้งแรกที่ อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน

“ผมคิดและมองว่าสาขาที่เรียนมามันมีประโยชน์ มันทำได้ มันสามารถที่จะสร้างสรรค์สิ่งปลูกสร้างอาคารเรียนให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนและเกิดแก่โรงเรียนได้

ด้วยวิชาชีพที่เรามี ต้องคืนให้แผ่นดินบ้าง แล้วก็คิดถึงภาพในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำงานเพื่อประชาชน

ผมตระหนักถึงสิ่งที่พระองค์ทำพระองค์ทรงแนะการดำเนินชีวิต จึงมีความมุ่งมั่นว่าจะเดินตามรอยพระยุคลบาทมีโอกาสทำอะไรให้สังคมได้จะทำ”



อาจารย์ณัฐให้ข้อสังเกต ว่าปัจจุบันสังคมและโลกเปลี่ยนไป ความเป็นชาวค่ายเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งในอดีตคนอาสาเข้ามาทำงานค่ายอาสามีจำนวนมาก การออกค่ายสนุก ทำงานค่อนข้างสนุก แต่พักหลังนี่รู้สึกกลิ่นอายมันจะหายไป เพราะว่าเป้าหมายในการทำค่ายเปลี่ยนไปพอสมควร เพิ่มฟังก์ชั่นให้มากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น ค่ายอาสาล่าสุด ในการสร้างอาคารเรียนเฉลิมพระเกียรติหลังที่ 47 48 และ 49 ณ ศูนย์การเรียนรู้ ตชด.บ้านห้วยสลุง อ.แม่ระมาด จ.ตาก อาคารเรียน 3 หลัง ใช้เวลาเพียง 35 วัน พื้นที่ก่อสร้างอาคาร 3 หลัง ไม่น้อยกว่า 1,100 ตารางเมตร ต้องทำงานแข่งกับเวลาในการทำกิจกรรมระหว่างสร้างค่ายแทบจะไม่มีเลย การผ่อนคลายต่างๆ อรรถรสของค่ายอาสาก็จะน้อยลง

“ในการออกค่ายอาสามีอุปสรรคทุกปี และทวีความท้าทายมากขึ้นทุกปี เกี่ยวกับลักษณะอุปนิสัยของเด็กๆ ที่จะเข้ามา ต้องมีการกระตุ้น อบรมสร้างจิตสำนึกทุกวันเพื่อให้ได้ขยับตัว เข้าไปมีส่วนร่วมทำงานกับเพื่อน ซึ่งนี่คือความแตกต่างของเด็กสมัยก่อนกับเด็กในปัจจุบันที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจน ที่สำคัญต้องน้อมนำศาสตร์พระราชาหรือหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงฯเข้าไปปลูกฝังหล่อหลอมกระตุ้นให้ตระหนักถึงประโยชน์ส่วนรวม ต้องย้ำให้มีความเพียร ขยัน อดทน เสียสละ เอื้อเฟื้อมีเมตตากรุณาต่อกันซึ่งถ้าไม่มีโครงการหรือกิจกรรมประเภทการปลูกสร้าง จะกระตุ้นจิตอาสาได้ค่อนข้างยาก ซึ่งเด็กกลุ่มนี้ต่อไปในอนาคตคือบุคลากรของประเทศ  ตนเองในฐานะของที่ปรึกษาของค่ายอาสาต้องรับผิดชอบสมาชิกค่าย ไม่เพียงสร้างอาคารเรียนเพียง 30 วัน แต่มากกว่านั่นทำงานกันนานมากกว่าจะจัดเตรียมกลุ่มสตาฟ ทีมงานในชมรมอาสาเพื่อที่จะแบ่งสรรค์หน้าที่พาสมาชิกค่ายออกไปประชาสัมพันธ์โครงการเพื่อหางบประมาณสนับสนุน”

ในฐานะที่ปรึกษาโครงการฯอาจารย์ณัฐบอกด้วยว่า โดยเนื้องานทุกอย่างเป็นการสร้างทักษะให้นักศึกษา ต้องสอนนักศึกษาทั้งหมดทุกกระบวนการ นักศึกษาที่ใฝ่รู้จะได้เนื้อหาได้ประสบการณ์ตรงนี้เต็มรูปแบบ

หลักสำคัญที่ต้องย้ำเข้าสู่สำนึกนักศึกษาคือให้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ฯ มาประยุกต์ใช้ ในการดำเนินกิจกรรม

และชีวิตสุดท้ายก็ยืนดูผลงานแบบภูมิใจทุกครั้งที่นักศึกษาได้ลงมือและสำเร็จทุกครั้ง ภูมิใจที่เห็นลูกศิษย์ทำได้ ออกไปสู่สังคมและตลาดแรงงานที่จะพึ่งพาตัวเองได้ เป็นที่พึ่งของสังคมได้ แล้วยังเป็นคนดีด้วย

 “การทำค่ายอาสาได้เห็นสภาพโรงเรียนที่ตนเองไปสร้าง มองว่าถ้าประเทศจะก้าวไปข้างหน้าทุกคนต้องมีพื้นฐานการศึกษาระดับหนึ่ง ต้องรู้ว่าหน้าที่ของตัวเองต้องทำอะไร กติกาสังคมมันเป็นยังไง การศึกษาจะช่วยสอนขัดเกลา ดังนั้นในการการสร้างคนเป็นอะไรที่ท้าทายที่สุด พยายามปลูกฝังให้นักศึกษาในสาขาวิชาครู คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม เข้าร่วมกิจกรรมค่ายอาสา เนื่องจากการเรียนอยู่ในหลักสูตรอย่างเดียวไม่ได้

ต้องไปเห็นบริบทของการเป็นครูจริงๆ เพราะฉะนั้นการที่นักศึกษาได้ออกค่ายอาสา ไปอยู่ไปนอนอยู่ในโรงเรียน เวลา 30 วัน นักศึกษาได้เห็นบริบทของคุณครู สำนึกความเป็นครู การเสียสละ ความเพียรความอดทน

นอกเหนือจากการเรียนการสอนในห้อง ครูจะต้องดูแลเด็กต้องอำนวยความสะดวกในการเรียนการเพราะฉะนั้น การที่ให้นักศึกษาสายครูออกค่ายอาสานักศึกษาจะได้เห็นวิชาชีพครูจริงๆ ควรจะเติมแต่ง ทักษะ หรือความรู้ความสามารถด้านไหน เพื่อที่จะไปปรับให้สภาพแวดล้อมในการเรียนการสอนมันเหมาะสมขึ้นและดีขึ้น โดยใช้วิชาชีพตัวเองที่มีอยู่”

อาจารย์ณัฐกล่าวทิ้งท้ายอย่างภาคภูมิใจว่าการทำกิจกรรมพวกนี้มันทำได้เพียงช่วงเวลาหนึ่งที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย แต่มีกิจกรรมอีกมากมาย ไม่จำเป็นต้องเป็นกิจกรรมที่ออกค่ายอาสา กิจกรรมอะไรมองว่ามันเป็นประโยชน์แก่สังคมประโยชน์เพื่อส่วนรวม ดังที่เราคนไทยได้สัมผัสกับพระมหากรุณาธิคุณผ่านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ทรงทุ่มเทพระองค์ทรงทำตลอดเวลา 70 ปี ตราบเสด็จสวรรคต ทรงทำแทบไม่ได้หยุด เพื่อสำราญพระราชหฤทัยส่วนพระองค์เลย

เราคนไทยต้องร่วมกันสืบสานพระราชปณิธานตามรอยพระยุคลบาทร่วมกันสร้างสังคมสมบูรณ์ดีงามเจริญด้านจิตใจอยู่ร่วมกันอย่างสุขสงบด้วยวิถีแห่งความพออยู่พอกินตามพระราชดำรัสขึ้น

การที่จะหมกมุ่นคิดอยู่แต่เรื่องตัวเอง เรื่องส่วนตัวด้วยความโลภเป็นที่ตั้งที่สุดแล้วไม่มีสังคมดีงามเราก็อยู่ไม่ได้

.............................................................


เสกสรร สิทธาคม เรียบเรียง - ชลธิชา ศรีอุบลมทร.ธัญบุรี ข้อมูล

ที่มา : สยามรัฐ https://www.siamrath.co.th/n/32182

ใส่ความเห็น

© Copyright 2018 Welovethaiking.com , all rights reserved