ชุมชนหัวสะพานตำบลบ้านยาง จ.บุรีรัมย์ หมู่บ้านตัวอย่างปลูกหม่อนเลี้ยงไหมดีเด่นระดับประเทศ

M_IMG_5838


      กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลเกษตรกรและผู้ประกอบอาชีพด้านหม่อนเลี้ยงไหมทั้งระบบ เพื่อมุ่งผลักดันให้เกษตรกรผู้ประกอบอาชีพด้านหม่อนไหมประสบความสำเร็จ มีรายได้

      สามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน รวมถึงการอนุรักษ์ สืบสานอาชีพด้านหม่อนไหม

      จึงจัดให้มีการประกวดหมู่บ้านตัวอย่างปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ประจำปี 2557 ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 60 พรรษา รวมทั้งมุ่งกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม สร้างขวัญและกำลังใจแก่เกษตรกร และปลุกจิตสำนึกให้เกิดการเรียนรู้ และอนุรักษ์ภูมิปัญญาหม่อนไหมมากยิ่งขึ้น

1057141


      สำหรับผลการประกวดฯ หมู่บ้านที่ได้รับรางวัลดีเด่นระดับประเทศ คือ ชุมชนหัวสะพานตำบลบ้านยาง อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งประกอบด้วย 5 หมู่บ้าน คือ บ้านน้อย หมู่ที่ 3 บ้านหัวสะพาน หมู่ที่ 5 บ้านหัวสะพาน หมู่ที่ 13 บ้านหัวสะพาน หมู่ที่ 14 และบ้านหัวสะพานใหม่ หมู่ที่ 18

      การพัฒนาการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของชุมชนหัวสะพาน เริ่มขึ้นเมื่อปี 2412 มีราษฎรย้ายถิ่นฐานมาจาก บ้านมะกอก บ้านเม็กดำ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งมีภูมิปัญญาการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมาตั้งแต่เดิมโดยทำการเลี้ยงไหม เพื่อทอผ้าไว้สวมใส่ในงานบุญประเพณีที่สำคัญของหมู่บ้าน และจำหน่ายบ้างเพียงเล็กน้อย

1057142


      จนกระทั่งในปี 2535 ศูนย์ขยายพันธุ์ไหมที่ 3 จังหวัดบุรีรัมย์ และสถานีทดลองไหมบุรีรัมย์ ได้เข้าไปส่งเสริมพัฒนาอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของหมู่บ้าน อย่างจริงจังมากขึ้น

      ณ ขณะนั้นมีผู้เข้าร่วมโครงการพัฒนาอาชีพประมาณ 30 ราย มีพื้นที่ปลูกหม่อนประมาณ 20 ไร่ โดยมีรายได้จากการจำหน่ายเส้นไหม และทอผ้าไหมมัดหมี่เป็นสินค้าหลัก

      ต่อมาในปี พ.ศ. 2553 เกษตรกรได้รวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์ผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบ้านหัวสะพาน จำกัด ขึ้น เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2553 โดยมีสมาชิกเริ่มแรกจำนวน 80 ราย จนกระทั่งปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 104 ราย

1057143


      ส่วนเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพิ่มขึ้นเป็น 340 ครัวเรือน เมื่อปี 2556 และเพิ่มขึ้นเป็น 408 ครัวเรือน เมื่อปี 2557 มีพื้นที่ปลูกหม่อนประมาณ 900 ไร่ โดยการถมที่นาที่มีพื้นที่สูงเพื่อปลูกหม่อนเพิ่มขึ้น

      ทำให้การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าไหมถือเป็นรายได้หลักของหมู่บ้านในปัจจุบัน

     โดยมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตเส้นไหม ปีละประมาณ 8 ตัน หรือประมาณ 12 ล้านบาท/ปี ซึ่งราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่ 1,500 บาท/กก.เส้นไหม ผลิตดักแด้ได้ปีละประมาณ 50 ตัน มีมูลค่าประมาณ 4 ล้านบาท/ปี โดยราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่ 80 บาท/กก.

      เป็นใบหม่อนประมาณปีละ 50 ตัน มีมูลค่าประมาณ 400,000 บาท ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 8 บาท/กก. และผ้าไหม ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ประมาณ 5 ล้านบาท รวมมูลค่าประมาณ 21.4 ล้านบาท หรือเฉลี่ยรายได้จากหม่อนไหมประมาณ 52,450 บาท/ครัวเรือน ต่อปี

ceak-11


     นอกจากนี้ยังมีสินค้าที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย คือ ผ้าซิ่นตีนแดง ซึ่งนับเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของผ้าไหมจังหวัดบุรีรัมย์ และอยู่ในระหว่างการขอขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI ของจังหวัดอีกด้วย (GI  มาจากคำว่า “Geographical Indication”  หรือเรียกว่า “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์” )

     นอกจากนี้ ชุมชนยังมีวิถีการปกครองตนเองโดย วิถีธรรมนูญหมู่บ้านสันติสุข 9 ดี” คัมภีร์สร้างอนาคตที่ดีให้ลูกหลาน

pudtaisongsilk180


     ชุมชนปกครองตนเองด้วยคณะกรรมการหมู่บ้านโดยยึดธรรมนูญหมู่บ้านสันติสุข 9 ดี เป็นหลัก คือ

     การเป็นคนดี เป็นผู้มีปัญญาดี รายได้สมดุล มีสุขภาพแข็งแรง สิ่งแวดล้อมของชุมชนสมบูรณ์ สังคมอบอุ่น หลุดพ้นอาชญากรรม มีกองทุนพึ่งพาตนเอง และสร้างความเข้มแข็งให้คณะกรรมการหมู่บ้าน จึงนำไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน.

05 (1)


..........................................


 

ใส่ความเห็น

© Copyright 2017 Welovethaiking.com , all rights reserved