คำสอนจากพระราชบิดา ถึงพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๑๐



พระราชโองการในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงมีพระราชประสงค์ให้ชะลอการขึ้นทรงราชย์เอาไว้ก่อน

แม้กฎมณเฑียรบาล พระราชประเพณีและกฎหมายรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ราชบัลลังก์จะว่างลงแม้แต่วันเดียวไม่ได้

เพราะพระองค์ทรงพระราชประสงค์ร่วมส่งเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช-พระบรมชนกนาถสู่สวรรคาลัยพร้อมกับพสกนิกรชาวไทย



ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณคำสอนของพระราชบิดาที่ถักทอสืบต่อเรื่อยมาตั้งแต่ในหลวงรัชกาลที่ 10 ยังทรงพระเยาว์ เมื่อพระชนมายุได้ 4 พรรษา

ในปี 2501 ถึงแม้พระองค์ทรงเข้ารับการศึกษาชั้นอนุบาลที่โรงเรียนจิตรลดา ระดับอนุบาลแล้วก็ตาม แต่พระองค์ทรงได้รับการอบรมพระจริยวัตรในฐานะองค์พระรัชทายาท จากสมเด็จพระบรมชนกนาถเสมอมา

"จิราภา อ่อนเรือง" นักข่าวหนังสือพิมพ์อาวุโส เขียนไว้ในหนังสือ 50 พรรษา มหาวชิราลงกรณ ว่า

ก่อนจะลงพระอาญาทุกครั้ง สมเด็จพระบรมชนกนาถจะทรงอธิบายและคาดโทษให้ชัดเจนเสมอ ถ้าพระองค์ยังทรงขืนทำผิดอีกก็ต้องถูกลงอาญา ไม่เคยทรงลงโทษด้วยพระอารมณ์โมโหเลย

ถึงกระนั้นพระองค์ทรงขัดคำสั่ง เมื่อถูกลงโทษจริง ๆ เข้า จะไม่ทรงร้องเลย แต่ไม่กล้าทำผิดอย่างนี้ซ้ำอีก พระองค์ทรงทั้งรัก ทั้งกลัวสมเด็จพระชนกนาถ



หนังสือสี่เจ้าฟ้า เรียบเรียงตอนหนึ่งไว้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะทรงได้รับสมุดรายงานการศึกษาของทูลกระหม่อมทุกพระองค์และทรงตรวจตราวินิจฉัยอย่างถี่ถ้วน ทรงเล่นกับทูลกระหม่อมทุกพระองค์

แต่ขณะเดียวกันก็จะพระราชทานความรู้ควบคู่ไปด้วย

หลังการรับพระบรมราโชวาท ทูลกระหม่อมฟ้าชายมักทรงรำพันว่า "การเป็นเจ้าฟ้านี่ช่างลำบากเหลือเกิน จะทำอะไรก็ต้องระวังความรู้สึกของคนไปหมด ทำตามพระทัยไม่ได้"



ศาสตราจารย์วิลมอตต์ แรคสแดล เล่าถึงกระแสพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่า

"โรงเรียนอะไรก็ไม่ดี เพราะครู ๆ อาจตามใจลูก ๆ ฉัน

ครั้นจะจ้างครูมาสอนพิเศษก็ไม่ดีอีกนั่นแหละ

ดังนั้นเราจึงตั้งโรงเรียนขึ้นในวัง สอนพวกลูกข้าราชการและคนที่ทำงานอยู่ในบริเวณนั้น"



พระองค์(สมเด็จพระเจ้าอยุ่หัว ร.๑๐) ทรงเล่าพระราชทาน "ธุลีวัง" ตีพิมพ์ในนิตยสารดิฉัน ฉบับวันที่ 15 สิงหาคม 2530 เมื่อครั้งพระองค์มีพระชนมายุ 8-9 พรรษา ได้เสด็จพร้อมกับสมเด็จพระบรมชนกนาถและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ประพาสประเทศสวิตเซอร์แลนด์และสหรัฐอเมริกา ว่า "เมื่อนึกถึงตอนเด็ก ๆ จะมีความสุขมาก เมื่อทูลหม่อมพ่อและสมเด็จแม่พาพวกเราไปนั่งรถปิกนิกกันอย่าง family

เมื่อนึกถึงทีไร ก็นึกถึงสิ่งที่อบอุ่นเรื่องนี้ตลอดเวลา เมื่อทูลหม่อมพ่อขับรถไป สมเด็จแม่ก็จะทรงเล่าประสบการณ์ที่พระองค์ได้พบเห็นในต่างประเทศ ในต่างแดน

ทรงเล่าถึงพระองค์เอง เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ เมื่อติดตามท่านพ่อของพระองค์ ซึ่งเสด็จไปเป็นทูตไทยประจำประเทศต่าง ๆ ในยุโรป

ทรงเล่าให้ฟังว่าเมืองอังกฤษมีสนามหญ้าที่เขียวสวยงามเพียงไร ตลอดเวลาที่ลูก ๆ ได้ฟังก็ตื่นเต้นกันมาก"



แม้กระทั่ง เมื่อครั้งเสด็จตามสมเด็จพระบรมชนกนาถและพระราชชนนี เยี่ยมเยียนราษฎร ในพื้นที่ทุรกันดาร ซ่อนเร้น แร้นแค้น พระองค์ทรงได้รับพระราชทานคำสอน บันทึกไว้ในหนังสือ 50 พรรษา มหาวชิราลงกรณ ตอนหนึ่งว่า

"ยังทรงจำได้ดีว่า ทูลหม่อมพ่อและสมเด็จแม่ของพระองค์ มักจะประทานคำสั่งสอนอยู่เสมอว่า ความสุขของพระองค์ท่านทั้งสองนั้น จะไม่มีสิ่งใดยิ่งไปกว่าการที่ได้ทรงเห็นพระราชโอรส พระราชธิดา มีความผูกพันรักใคร่กัน ช่วยเหลือกัน และเป็นกำลังสำคัญของพระราชวงศ์ในการที่จะรับใช้บ้านเมือง"



พระองค์ทรงได้รับคำสอนและเป็นแบบอย่างที่ดี ดังการพระราชทานสัมภาษณ์แก่นิตยสารดิฉันบางช่วงบางตอน ว่า

"พระองค์ท่าน(ในหลวง ร.9) ทรงเป็นตัวอย่างอันประเสริฐ แล้วเราก็มีหน้าที่ที่จะต้องรับใช้พระองค์ท่านตามความสามารถของเรา อาจจะเป็น silly answer ของเรา เราก็มีความจงรักภักดีใต้เบื้องพระยุคลบาท แล้วก็ยึดพระองค์เป็นหลักชัย แล้วก็ถวายการรับใช้สุดความสามารถของเรา"

"เวลาตามเสด็จก็ได้เห็นสิ่งที่พระองค์ท่านปฏิบัติ หรือได้เห็นพระราชกรณียกิจ หรือพระราชจริยวัตร ตลอดจนได้ทราบพระราชปณิธานอันแรงกล้าของล้นเกล้าฯทั้ง 2 พระองค์ ในเรื่องของความห่วงใยประชาราษฎร์ หรือในความใกล้ชิดหรือความผูกพันที่พระองค์มีต่อพสกนิกรของท่าน

อันนี้ข้าพเจ้าก็ถือว่า เป็นหนึ่งในหลาย ๆ คนที่รับใช้สนองพระเดชพระคุณอยู่ก็พยายามเท่าที่ความสามารถจะมีอยู่ที่จะสนองพระราชปณิธานเท่าที่กำลังสติปัญญาจะทำให้ได้"

"ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครบรอบ 60 พรรษา ตั้งใจที่จะปฏิบัติงานสนองพระเดชพระคุณในหน้าที่ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง คือ ในฐานะเป็นข้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อแบ่งเบาพระราชภาระให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะพระราชประสงค์ของพระองค์ท่าน คือ ความอุดมสมบูรณ์และความมั่นคงของประเทศชาติ และพสกนิกรของพระองค์ท่าน"



ทรงพระราชทานคำตอบถึงความสนพระทัยการทรงบินเครื่องบินรุ่น F-5E ว่า "เพราะมีความรักมีความชอบในเรื่องแบบนี้พอสมควร แล้วก็เป็นพระราชพาหนะที่จะนำข้าพเจ้าไปสู่ประชาชนได้อย่างทันท่วงที เพื่อจะได้ทำงานสนองประเทศชาติและพระมหากษัตริย์"

ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ตราบจนปัจจุบัน ทรงเอาพระทัยใส่สนองพระราชกรณียกิจต่าง ๆ และได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้ปฏิบัติพระกรณียกิจเพื่อทรงแบ่งเบาพระราชกรณียกิจของสมเด็จ

พระชนกนาถและสมเด็จพระชนนีเสมอมา ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่ง บันทึกไว้ในหนังสือสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในฐานะพระราชโอรสและพระราชบิดา ว่า

"จะปฏิบัติราชการสนองพระเดชพระคุณตามสติปัญญาและความสามารถที่มีอยู่ จะพยายามทำงานให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเท่าที่ทำได้"



.......................................................

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

และ เพจ ชมรมคนรักพระมหากษัตริย์ของชาติไทย โพสต์ เมื่อ 19 ธันวาคม 2560  



ใส่ความเห็น

© Copyright 2018 Welovethaiking.com , all rights reserved